Discover
4 คลังพระสูตร
4 คลังพระสูตร
Author: ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana
Subscribed: 193Played: 1,414Subscribe
Share
© 2024 panya.org
Description
ดื่มด่ำ ซึมซาม ด้วยการฟังบทพยัญชนะที่มีความงดงามในเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด เป็นข้อมูลโดยตรงจากพระสูตรในพระไตรปิฏก เพื่อให้มีการตกผลึกความคิด เกิดเป็นความคลองปากขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยความเห็นได้. New Episode ทุกวันพฤหัส เวลา 05:00, Podcast นี้เป็นส่วนหนึ่งของรายการธรรมะรับอรุณ ออกอากาศทุกวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) มีคำถาม/ข้อเสนอแนะ หรือสมัครติดตามฟังทั้ง 7 รายการ ที่ panya.org
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
398 Episodes
Reverse
โลหิจจสูตร ตอนที่๑ ทรงแสดงแก่โลหิจจพราหมณ์เพื่อแก้ไขความเห็นผิด ที่ว่า "ผู้บรรลุธรรมไม่ควรสอนผู้อื่น" เพราะเชื่อว่าไม่มีใครช่วยใครได้ โดยทรงชี้ว่าเป็นความคิดที่เป็นภัยและขัดขวางการเรียนรู้ของกุลบุตร โดยทรงอุปมาว่าการไม่แบ่งปันธรรมเปรียบเสมือนคนเห็นแก่ตัว ซึ่งนำไปสู่นรกหรือกำเนิดเดรัจฉาน และทรงแสดงศาสดา 3 ประเภทที่ควรถูกทักท้วง และศาสดาที่ไม่ควรถูกทักท้วง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ปาฏิกสูตร ตอนที่๒ ทรงตรัสเล่าเรื่องนักบวชเปลือยชื่อปาฏิกบุตร หลอกลวงประชาชนในลักษณะที่โอ้อวดว่าสามารถแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ได้มากกว่าพระพุทธเจ้าเป็นทวีคูณแต่พอจะให้เกิดการพิสูจน์ ก็ไม่สามารถที่จะทำความชัดแจ้ง ให้ถึงการตรวจสอบที่ถูกต้องได้ ท่านเปรียบเหมือนสุนัขจิ้งจอกที่เห็นราชสีห์มีความสามารถ มีกำลัง มีการคำราม ตัวเองก็เอาอย่างบ้าง แต่ก็ไม่สามารถคำรามให้เสียงเป็นเหมือนอย่างราชสีห์ได้และทรงตรัสทฤษฎีว่าด้วยต้นกำเนิดของโลก ซึ่งถ้ามีความเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว จะไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้น ๆ รู้ถึงความดับ และไม่ดำเนินไปสู่ความเสื่อมได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ปาฏิกสูตร ตอนที่๑ พระผู้มีพระภาคทรงปรารถแก่ ภัคควโคตรปริพาชก ได้กราบทูลถามเรื่อง เจ้าสุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตรลาสิกขา จึงทรงเล่าสาเหตุที่ เจ้าสุนักขัตตะ ลาสิกขาโดยอ้างเหตุผล 2 ประการ คือ (1) ไม่ทรงแสดงปาฏิหาริย์ให้ดู (2) ไม่ทรงประกาศทฤษฎีว่าด้วยต้นกำเนิดของโลก ทรงตรัสเล่าย้อน ตอนที่อบรมภิกษุสุนักขัตตะ ที่ไปเคารพนักบวชเปลือย 3 คน โดยปรารภว่าในเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์นั้น ทรงแสดงให้เจ้าสุนักขัตตะ ขณะนั้นยังเป็นภิกษุทำหน้าที่อุปัฏฐากพระองค์ ดูถึง 3 ครั้ง และเจ้าสุนักขัตตะก็ยอมรับว่าทรงแสดงแล้ว แต่ก็ยังมีความคิดผิดเพี้ยนไป Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สูตร#1 จูฬมาลุงกยสูตร ทรงแสดงแก่พระมาลุงกยบุตร ณ พระเชตวัน ทรงปรารภเรื่องปัญหาเกี่ยวกับทิฏฐิ 10 ประการ ที่จะทรงตอบรับหรือตอบปฏิเสธ ผู้ฟังก็ไม่สามารถเข้าใจ และไม่มีประโยชน์ พระมาลุงกยบุตรรู้สึกไม่พอใจ ที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบอัพยากตปัญหา 10 ประการ จึงเข้าไปถามอีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่ทรงตอบปัญหาเหล่านี้ เพราะไม่มีประโยชน์ ไม่ได้ช่วยให้พ้นทุกข์ได้ แต่ปัญหาที่จะทรงตอบ คือ ปัญหาเรื่องอริยสัจ4 เพราะมีประโยชน์ และจะช่วยให้พ้นทุกข์ได้ เมื่อทรงตรัสจบ ท่านพระมาลุงกยบุตรมีใจยินดีชื่นชมพระภาษิตนั้นสูตร#2 มหามาลุงกยสูตร ทรงแสดงแก่พระมาลุงกยบุตรพร้อมกับภิกษุหลายรูป ทรงปรารภเรื่อง โอรัมภาคิยสังโยชน์ 5 ประการ (เครื่องร้อยรัดที่ยึดจิตให้อยู่ในภพ) ทรงตรัสถามภิกษุเรื่องสังโยชน์ 5 ประการ ท่านพระมาลุงกยบุตรมีคำตอบที่ถูกต้อง แต่บทพยัญชนะนั้นไม่แยบคาย จะทำให้อัญเดียรถีย์ปริพาชก นำเรื่องเด็กอ่อนที่นอนหงายมาโต้กลับได้ และ เพื่อปรับทิฏฐิของท่านมาลุงกยบุตรให้ละเอียดยิ่งขึ้นไป จึงทรงอธิบายขยายความถึงอุบายในการนำออกและข้อปฏิบัติเพื่อละสังโยชน์ และทรงแสดงว่า รูปฌาณ 4 และอรูปฌาณ 4 เป็นมรรคและปฏิปทาที่ทำให้ละสังโยชน์ทั้ง 5 ประการได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สูตร#1 อัตถินุโขปริยายสูตร ว่าด้วยคำถามเกี่ยวกับเหตุ ค่าว่า เหตุ ในที่นี้หมายถึงเหตุที่ใช้พยากรณ์อรหัตตผล ทรงตรัสถามพวกภิกษุถึงเหตุที่สามารถพยากรณ์อรหัตตผลโดยเว้นจากความเชื่อ ความชอบใจ การฟังตาม ๆ กันมา การคิดตรองตามแนวเหตุผลการเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้ แล้วสามารถทราบว่าอยู่จบพรหมจรรย์ แล้วทรงแสดงในรายละเอียด ได้แก่ ปัญญา คือ การรู้ชัดราคะ โทสะ โมหะ ซึ่งเกิดขึ้นจากการกระทบกันของอายตนะภายในกับอายตนะภายนอกสูตร#2 โกสัมพิสูตร เป็นการสนทนาธรรมระหว่าง ท่านพระมุสิละ ท่านพระปวิฏฐะท่านพระนารทะ และท่านพระอานนท์พักอยู่ ณ โฆสิตาราม เขตกรุงโกสัมพี พระปวิฏฐะสอบถามพระมุสิละเกี่ยวกับคุณธรรมที่ท่านบรรลุ แล้วสรุปว่าท่านเป็นอรหันต์ แต่พระนารทะได้อธิบายให้เห็นว่า เป็นไปได้ที่จะเห็นธรรมะโดยไม่ต้องบรรลุอรหันต์อย่างสมบูรณ์สูตร#3 ราสิยสูตร ผู้ใหญ่บ้านชื่อราสิยะ ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ที่สมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวว่า พระองค์ทรงตำหนิตบะทุกชนิด ทรงชี้โทษและคัดค้านผู้บำเพ็ญตบะทั้งปวงว่า เป็นผู้เศร้าหมองโดยส่วนเดียว เป็นความจริงหรือไม่ ตรัสตอบว่า ไม่จริง ทรงอธิบาย เรื่องที่สุด ๒ อย่างที่บรรพชิดไม่ควรเสพ คือ กามสุขัลลิกานุโยคและอัตตกิลมถานุโยค ทรงแสดงมัชฌิมาปฏิปทา คือ มรรคมีองค์ ๘ ว่า ควรเสพ ,กามโภคีบุคคล ๓จำพวก ,ผู้บำเพ็ญตบะที่เป็นอยู่อย่างเศร้าหมอง ๓จำพวกและธรรม ๓ ประการที่ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นชัดด้วยตนเอง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุ ขณะประทับอยู่ที่เทวทหะนิคม ทรงปรารภหลักคำสอนของพวกนิครนถ์ในเรื่องกรรมเก่า และการสิ้นกรรม ซึ่งพวกนิครนถ์เชื่อว่า กรรมเก่าให้ผลแน่นอนไม่มีข้อยกเว้น การหมดทุกข์จะมีได้ด้วยการบำเพ็ญเพียรอย่างแรงกล้า และการไม่ทำกรรมใหม่เพิ่มเติม ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด และทรงแสดงความเชื่อเรื่องกฏแห่งกรรม และผลแห่งความเพียร ตามหลักคำสอนในศาสนาพุทธ โดยทรงยกอุปมาอุปไมยเปรียบเทียบไว้ 3 อย่าง คือ บุรุษถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ ขายหนุ่มหลงรักหญิงสาว และช่างศรดัดลูกศรที่คดงอให้ตรง ที่เมื่อใคร่ครวญแล้วจะทำให้เกิดความเข้าใจเนื้อหาในพระสูตรนี้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
เตวิชชสูตร ทรงตรัสแก่ วาเสฏฐะ และภารัทวาชะ ขณะประทับอยู่ ณอัมพวัน แคว้นโกศล ที่หมู่บ้านพราหมณ์ชื่อมนสากฏะใกล้ฝั่งแม่น้ำอจิรวดีปรารภเหตุที่ทั้ง 2 ถกเถียงกัน และตกลงกันไม่ได้ว่าทางที่ไปสู่พรหมโลกทางไหนเป็นทางตรง จึงทูลขอพระพุทธเจ้าให้ทรงตัดสินว่าผู้ใดกล่าวถูก ทรงสรุปให้ฟังว่า เป็นไปไม่ได้ว่าผู้ที่ไม่เคยเห็นพรหมจะบอกว่าทางนี้เป็นทางไปสู่พรหมโลก เป็นวาทะที่เลื่อนลอยไม่มีหลักฐาน และตรัสถึงคุณสมบัติของพรหมกับของพราหมณ์ที่ต่างกันและเปรียบเทียบกันไม่ได้เมื่อตายแล้วจะอยู่ร่วมกับพรหมได้อย่างไร ทรงอธิบายวิธีการที่จะไปอยู่กับพรหม มาณพทั้ง 2 เกิดความเลื่อมใส ประกาศตัวเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สูตร#1 สัพพาสวสังวรสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ พระเชตวัน ถึงความสิ้นอาสวะทั้งปวงจะมีได้ เฉพาะผู้รู้ ผู้เห็นเท่านั้น ด้วยการพิจารณาโดยแยบคาย ทรงจำแนกอาสวะออกเป็น 7 ชนิด ตามเหตุเกิดและอุบายวิธีที่จะละให้หมดสิ้นไปได้ คือ อาสวะที่ต้องละด้วย 1. ทัสสนะ (ความเห็น) 2. การสังวร 3. การใช้สอย 4. การอดกลั้น 5. การเว้น 6. การบรรเทา 7. การเจริญ อาสวะเหล่านั้นเมื่อภิกษุละได้แล้วด้วยอุบายนั้นๆ อาสวะนั้นละได้เด็ดขาดสูตร#2 ธรรมทายาทสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ พระเชตวัน ทรงปรารภลาภสักการะเป็นอันมากที่เกิดขึ้นแก่พระองค์ และภิกษุสงฆ์ในขณะนั้น จะเป็นเหตุให้ภิกษุบางพวกยึดติดในลาภสักการะเหล่านั้น จึงทรงสอนให้ภิกษุเป็นธรรมทายาทของพระองค์ ไม่ให้เป็นอามิสทายาท เพราะถ้าเป็นธรรมทายาท วิญญูชนจะยกย่องสรรเสริญ จากนั้นท่านพระสารีบุตรได้แสดงธรรมต่อถึงหนทางในการปฏิบัติธรรมเพื่อให้เกิดความสงัดขึ้นแก่ตน และอริยมรรคมีองค์ 8สูตร#3 มฆเทวสูตร พระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องของพระองค์เองที่เกิดมาในชาติก่อน เป็นสมัยที่พระองค์เกิดเป็นพระเจ้ามฆเทวะ ที่มีข้อปฏิบัติอันดี ที่ได้มอบเป็นมรดกไว้ให้รุ่นลูกหลานได้นำไปปฏิบัติ ที่เรียกว่าเป็นกัลยาณวัตร และได้เปรียบเทียบถึงวัตรอันงามที่ท่านทิ้งไว้เป็นมรดกในครั้งนี้คือ อริยมรรคมีองค์ 8 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ติตถายตนสูตร ว่าด้วยลัทธิใหญ่ ๓ ลัทธิที่บัญญัติเหตุเกิดแห่งสุข ทุกข์ และมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ของคนไว้ต่างกัน คือ ลัทธิหนึ่งบัญญัติว่า เหตุเพราะกรรมเก่าในชาติเก่า ลัทธิหนึ่งบัญญัติว่า เหตุเพราะเทพเจ้าบันดาลหรือสร้างขึ้น และอีกลัทธิหนึ่งบัญญัติว่า เกิดเอง ไม่มีเหตุปัจจัยอื่นใด พระผู้มีพระภาคทรงคัดค้านลัทธิเหล่านี้เพราะเมื่อทรงชักถามว่า ที่บุคคลประพฤติทุจริตทางกายวาจาใจอยู่นี้ เป็นเพราะกรรมเก่าให้ทำ หรือเทพเจ้าให้ทำ หรือว่าไม่มีอะไรให้ทำ อีกประการหนึ่งบุคคลถือเช่นนี้ ฉันทะก็ดี ความพยายามก็ดีว่า "สิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ" ย่อมไม่มี ผู้นับถือลัทธินั้นตอบไม่ได้ ต่างอ้างว่าเชื่อถือตาม ๆ กันมาอย่างนั้นพระองค์จึงตรัสสอนภิกษุทั้งหลายว่า สุขทุกข์เนื่องมาจากธาตุ ๖ อายตนะ ๖ มโปวิจาร ๑๘ (อารมณ์ ๖ x เวทนา ๓) และจบลงด้วยทรงอธิบายแจกแจงอริยสัจ ๔ ตามหลักปฏิจจสมุปบาททั้งสายเกิดและสายดับแห่งทุกข์ภัททิยสูตร เจ้าลิจฉวีพระนามว่าภัททิยะทูลถามพระผู้มีพระภาคว่าทรงมีมายาและทรงรู้มายาสำหรับกลับใจของพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกใช่หรือไม่ จึงตรัสสอนหลักความเชื่อที่สำคัญ ๑๐ ประการ คือทรงสอนมิให้เชื่อเพียงพราะหลัก ๑๐ ประการนี้ แต่ให้เชื่อต่อเมื่อได้ไตร่ตรองด้วยเหตุผล เห็นแจ้งด้วยตนเองแล้วจากนั้นทรงถามเรื่องโทษและคุณของโลภะ โทสะ โมหะ สารัมภะ (ความแข่งดี) โดยให้เจ้าลิจฉวีนั้นตอบตามที่ประจักษ์ด้วยตนเองแล้ว เจ้าลิจฉวีพระนามว่าภัททิยะได้สรรเสริญพระองค์ว่าทรงมีมายาและทรงรู้มายาสำหรับกลับใจสาวกของพวกอัญเดียรถีย์ และกราบทูลว่า ถ้าญาติสาโลหิตของตน กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ และศูทรทั้งปวงกลับใจได้ด้วยมายาสำหรับกลับใจนี้ ก็จะได้รับประโยชน์สุขตลอดกาลนาน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สัมมาทิฏฐิสูตร ท่านพระสารีบุตรแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ พระเชตวัน ได้อธิบายถึงลักษณะของสัมมาทิฏฐิ ที่อธิบายแต่ละอาการของปฏิจสมุปบาท ไล่เรียงมาตามลำดับ ตามนัยยะของอริยสัจ ๔ จุดที่น่าสนใจคือ ท่านพระสารีบุตรอธิบายเพิ่มเติมที่พระพุทธเจ้าท่านอธิบายไว้สุดจบที่อวิชชา ท่านได้อธิบายต่อถึงอาสวะ ซึ่งอาสวะและอวิชชานั้นมีความเกี่ยวข้องกัน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
พรหมชาลสูตร ตอนจบ พระสูตรนี้นอกจากชื่อ พรหมชาลสูตร (ข่ายแห่งพระสัพพัญญุตญาณอันประเสริฐ) ยังมีชื่ออื่นอีก ๔ ชื่อคือ อัตถชาลสูตร (ข่ายแห่งประโยชน์), ธัมมชาลสูตร (ข่ายแห่งธรรม), ทิฏฐิชาลสูตร (ข่ายแห่งทิฏฐิ) และสังคามวิชยสูตร (ตำราพิชัยสงคราม) ที่ผู้ฟังสูตรนี้จบแล้วจะสามารถพิชิต เทวปุตตมาร ขันธมาร มัจจุมาร หรือกิเลสมารได้ ทรงสรุปไว้ว่า ทิฏฐิเหล่านี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่ใช่ทางให้พ้นทุกข์ได้เลย แต่กลับทำให้ผู้ที่เชื่อถือ เพราะไม่รู้ตามความเป็นจริงถูกลัทธิเหล่านี้ ซึ่งเป็นดุจตาข่ายครอบคลุมเอาไว้ต้องประสบทุกข์ เปรียบเหมือนปลาที่ถูกแหครอบคลุมไว้ติดอยู่ในแหนี้ เมื่อผุดขึ้นก็ผุดอยู่ในแหนี้ มิอาจหลุดพ้นไปได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
พรหมชาลสูตร ตอนที่ ๒ พระผู้มีพระภาคตรัสแจกแจงทิฏฐิทั้ง๖๒ ไว้ดังนี้ว่า มีสมณพราหมณ์บางพวกประกาศวาทะแสดงลัทธิโดยปรารภขันธ์ส่วนอดีตซึ่งเรียกว่าปุพพันตกัปปิกวาทะ มี ๑๘ ลัทธิ และปรารภขันธ์ส่วนอนาคตและปัจจุบันซึ่งเรียกว่าอปรันตกัปปิกวาทะอีก ๔๔ ลัทธิในตอนนี้ เป็นความเห็นที่กำหนดขันธ์ส่วนอนาคต และ ได้ทรงตรัสสรุปท้ายพระสูตรว่า พระองค์ทรงรู้แจ้งมูลเหตุแห่งทิฏฐิหล่านี้ และทรงรู้ด้วยว่าผู้ที่ยึดถือทิฏฐิเหล่านี้มีคติและภพเบื้องหน้าเป็นอย่างไร พระองค์จึงไม่ทรงยึดมั่นถือมั่น เมื่อไม่ทรงยึดมั่นถือมั่น จึงทรงรู้แจ้งความเกิด ความดับ คุณ โทษแห่งเวทนา และอุบายวิธีที่ทำให้สลัดเวทนาออกไปได้ พระองค์จึงทรงหลุดพ้น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
พรหมชาลสูตร ตอนที่ ๑ พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ภิกษุ ขณะทรงพักแรม ณ พระตำหนักหลวงในพระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกา ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาลันทา โดยทรงปรารภคำติเตียนพระรัตนตรัยของปริพาชกชื่อสุปปิยะและคำสรรเสริญพระรัตนตรัยของพรหมทัตตมาณพผู้เป็นศิษย์ ซึ่งมีถ้อยคำขัดแย้งกัน ในลักษณะตรงข้ามกันและกล่าวถึงปัญญาอันประเสริฐของพระองค์ จากนั้นทรงแสดงในเรื่องทิฏฐิไว้ ๖๒ ทิฏฐิ ซึ่งครอบคลุมทิฏฐิหรือลัทธิทั้งหมดที่แพร่หลายอยู่ในสมัยนั้น ทรงถือว่า ลัทธิเหล่านั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิในตอนนี้ ทรงตรัสถึงสาเหตุที่คนทั้งหลายกล่าวสรรเสริญพระองค์ ทรงงดเว้นจากข้อห้ามในศีลทั้ง ๓ ชั้น และทรงเป็นพระสัพพัญญุตญาณ และ แสดงทิฏฐิ ๖๒ ในความเห็นกำหนดขันธ์ส่วนอดีตที่เห็นว่า อัตตาและโลกเที่ยง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สูตร#1 ฌานสังยุต ประมวลพระสูตรที่เกี่ยวกับผู้ได้ฌานประเภทต่าง ๆ และวิธีปฏิบัติในฌาน (สมาธิ)ซึ่งทรงแสดงไว้ ๑๑ วิธีคือ การตั้งจิตมั่น การเข้า การตั้งอยู่ การออก ความพร้อม อารมณ์ โคจร อภินิหาร การทำโดยเคารพ การทำความเพียรต่อเนื่อง การทำสัปปายะส่วนผู้ได้ฌานประเภทต่าง ๆ ทรงแสดงไว้ในแต่ละสูตร ๔ ประเภท คือ๑. ผู้ฉลาดในวิธีที่ ๑ แต่ไม่ฉลาดในวิธีที่ ๒๒. ผู้ฉลาดในวิธีที่ ๒ แต่ไม่ฉลาดในวิธีที่ ๑๓. ผู้ไม่ฉลาดใน ๒ วิธีนี้๔. ผู้ฉลาดใน ๒ วิธีนี้การตั้งชื่อในพระสูตร ตั้งตามวิธีปฏิบัติทั้ง ๑๑ วิธี สลับกันไปมา รวมเป็นพระสูตรทั้งหมด ๕๕ สูตร เช่น สมาธิมูลกสมาปัตติสูตร ว่าด้วยการเข้าสมาธิอันเป็นมูล คือ ตั้งวิธีที่ ๑ (การตั้งมั่น) เป็นหลัก สลับกับวิธีที่ ๒ (การเข้า) สมาธิมูลกฐิติสูตร ว่าด้วยการตั้งอยู่ในสมาธิอันเป็นมูล คือ ตั้งวิธีที่ ๑ (การตั้งจิตมั่น) เป็นหลัก สลับกับวิธีที่ ๓ (การตั้งอยู่) จนถึงวิธีที่ ๑๑ รวมเป็น ๑๐ สูตรแรก เรียกว่า สมาธิมูลกะ เมื่อครบหมดทั้ง ๑๑ วิธี ก็เริ่มตั้งวิธีที่ ๒ (การเข้า)เป็นหลักสลับกับวิธีที่ ๓-๑๐ เรียกว่า สมาปัตติมูลกะ รวมเป็น ๙ สูตรและตั้งชื่อพระสูตรอย่างนี้ไปจนครบ ๕๕ สูตร ยกตัวอย่างดังนี้- สมาธิมูลกสมาปัตติสูตร ว่าด้วยการเข้าสมาธิอันเป็นมูล คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงบุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวก คือ๑. ผู้ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ๒. ผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ๓. ผู้ไม่ฉลาดทั้งการตั้งจิตมั่นในสมาธิ และในการเข้าสมาธิ๔. ผู้ฉลาดทั้งในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ และในการเข้าสมาธิในตอนท้ายพระสูตร ตรัสว่า จำพวกที่ ๔ ดีที่สุด เหมือนยอดเนยใสดีกว่านมสด นมส้ม เนยข้น และเนยใส ในพระสูตรอื่น ๆ พึงเทียบเคียงดังที่กล่าวมานี้สูตร#2 สังขิตตสูตร (เล่มที่ ๒๓) ภิกษุรูปหนึ่งทูลขอให้พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมโดยย่อเพื่อหลีกไปบำเพ็ญเพียรผู้เดียว ทรงตรัสว่า “โมฆบุรุษบางพวกในโลกนี้ ย่อมเชื้อเชิญเราอย่างที่เขาทำกันมา และเมื่อเราแสดงธรรมแล้ว ก็คอยติดตามเราเรื่อยไป” ภิกษุรูปนั้นก็ได้ขอให้ทรงแสดงธรรมโดยย่อ และทำอย่างไรจึงจะรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิต และเป็นทายาทแห่งภาษิตของพระองค์ จากนั้นทรงตรัสสอนให้ภิกษุนั้นเจริญสมาธิคือสมถะและวิปัสสนา ภิกษุนั้นรับพระโอวาทแล้วก็หลีกไปอยู่บำเพ็ญเพียร ไม่นานนักได้บรรลุพระอรหัตตผลสูตร#3 ปฐมวสสูตร (เล่มที่๒๓) ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ ย่อมทำจิตไว้ในอำนาจ และไม่เป็นไปตามอำนาจของจิตคือ (๑) เป็นผู้ฉลาดในสมาธิ (๒) ความเป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ (๓) ความเป็นผู้ฉลาดในการให้สมาธิตั้งอยู่ได้ (๔) ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาธิ (๕) เป็นผู้ฉลาดในความพร้อมแห่งสมาธิ (๖) ความเป็นผู้ฉลาดในอารมณ์แห่งสมาธิ (๗) ความเป็นผู้ฉลาดในอภินิหารแห่งสมาธิสูตร#4 พลสูตร (เล่มที่๒๒) ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ว่าภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ ที่ไม่อาจบรรลุความมีกำลังในสมาธิได้ คือ (๑) เป็นผู้ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ (๒) ...ในการให้สมาธิตั้งอยู่ใด้ (๓) ...ในการออกจากสมาธิ (๔)เป็นผู้ไม่ทำความเคารพ (๕) …ไม่ทำให้ติดต่อ (๖)…ไม่ทำสิ่งที่เป็นสัปปายะ และภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ เป็นผู้อาจบรรลุความมีกำลังในสมาธิได้มีนัยตรงข้ามกันสูตร#5 นิมิตตสูตร (เล่มที่ ๒๐) ว่าด้วยนิมิต ๓ประการที่ภิกษุผู้บำเพ็ญสมาธิ (อธิจิต/พึงใส่พิจารณา (มนสิการ) ตามสมควรแก่เวลา คือ สมาธินิมิต ปัคคหนิมิต และอุเบกขานิมิต ทรงแนะนำว่า ต้องใส่ใจพิจารณานิมิตทั้ง ๓ ประการนี้ไปด้วยกันตามสมควรแก่เวลา จะพิจารณานิมิตใดนิมิตหนึ่งเพียงอย่างเดียวไม่ได้ผล จิตจะไม่อ่อนพอจะใช้งานได้ ทรงอุปมาเหมือนช่างทองที่เตรียมการตีทองตามขั้นตอนจนได้ทองที่อ่อนเหมาะแก่การทำเป็นทองรูปพรรณต่าง ๆ ได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
"จังกีสูตร" เป็นการสนทนาธรรมระหว่างพระพุทธเจ้ากับกาปทิกมานพ และจังกีพราหมณ์พร้อมด้วยคณะ ณ ป่าไม้สาละชื่อเทพวัน ทางทิศเหนือแห่งบ้านพราหมณ์ชื่อโอปาสาทะ การปทิกมานพเป็นเด็กหนุ่มที่จังกีพราหมณ์ยกย่องว่า เป็นผู้มีความรู้คัมภีร์ต่างๆอย่างแตกฉาน เป็นพหูสูตรสามารถจะเจรจาโต้ตอบกับพระพุทธเจ้าได้ กาปทิกมานพได้ทูลถามว่าทรงคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับบทมนตร์โบราณของพวกพราหมณ์ ปฏิบัติอย่างไรจึงจะเป็นการรักษา เป็นการรู้ เป็นการบรรลุสัจจะ และธรรมที่มีอุปการะมากแก่การบรรลุสัจจะเป็นอย่างไร ทรงตรัสตอบแต่ละข้อตามลำดับ กาปทิกมานพเกิดความเลื่อมใสแสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สูตร#1 สันตุฏฐสูตร(ความสันโดษ)ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย เขตกรุงสาวัตถี ทรงตรัสสรรเสริญท่านพระมหากัสสปะว่า พระมหากัสสปะนี้เป็นผู้สันโดษด้วยปัจจัย๔ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ไม่หลงติดใจในปัจจัย ๔ มองเห็นโทษและใช้สอยปัจจัย ๔ อย่างรู้คุณค่าด้วยปัญญญา ทรงแนะนำให้ภิกษุทั้งหลายประพฤติปฏิบัติตามท่านพระมหากัสสปะสูตร#2 อโนตตัปปิสูตร(ความไม่สะดุ้งกลัว) การสนทนาธรรมระหว่าง ท่านพระมหากัสสปะและท่านพระสารีบุตร ขณะอยู่ในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตกรุงพาราณสี เกี่ยวกับบุคคล ๒ ประเภท ๑) บุคคลผู้ไม่มีความเพียรเครื่องเผากิเลส ไม่มีความสะดุ้งกลัวบาป เป็นผู้ไม่ควรเพื่อตรัสรู้และเพื่อนิพพาน ๒) บุคคลผู้มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีความสะดุ้งกลัวบาป จึงเป็นผู้ควรเพื่อตรัสรู้และเพื่อนิพพานสูตร#3 จันทูปมาสูตร (การเปรียบเทียบภิกษุกับดวงจันทร์) ทรงแสดงวิธีเข้าไปสู่ตระกูลของท่านพระมหากัสสปะโดยไม่ยึดติดในตระกูล เข้าไปสู่ตระกูลโดยมุ่งประโยชน์สุข ไม่เข้าไปเพื่อหวังลาภสักการะ เปรียบเหมือนดวงจันทร์ไม่ติดในนภากาศ เมื่อทำได้อย่างนี้การเข้าไปสู่ตระกูลก็ไม่มีโทษ การแสดงธรรมก็บริสุทธิสูตร#4 กุลูปกสูตร (ภิกษุผู้เข้าไปสู่ตระกูล) ทรงแสดงวิธีการเข้าสู่ตระกูลของท่านพระมหากัสสปะโดยไม่ยืดติดในปัจจัย ๔ และทรงแสดงคุณสมบัติของภิกษุผู้สมควรเข้าไปสู่ตระกูลและภิกษุผู้ไม่สมควรเข้าสู่ตระกูล คือ ไม่มุ่งหวังหรือมุ่งหวังในลาภและความเคารพนับถือของทายก และทรงแนะนำให้ภิกษุปฏิบัติตามพระมหากัสสปะสูตร#5 ชิณณสูตร (ความแก่) ทรงสนทนากับพระมหากัสสปะ ณ เวฬุวัน ทรงปรารภความแก่ชราของท่านพระมหากัสสปะ จึงทรงแนะนำให้ท่านพระมหากัสสปะรับคหบดีจีวร รับโภชนะในที่นิมนต์และอยู่ในสำนักของพระองค์ แต่ท่านพระมหากัสสปะยืนยันที่จะอยู่ในป่าและถือธุดงควัตรเหมือนเดิม ด้วยเหตุผล ๒ ประการคือ การอยู่เป็นสุขในปัจจุบันและเพื่ออนุเคราะห์หมู่ชนในภายหลังสูตร#6 โอวาทสูตร (การให้โอวาท) ทรงรับสั่งให้ท่านพระมหากัสสปะอบรมสั่งสอนภิกษุทั้งหลายด้วยธรรมีกถา ท่านพระมหากัสสปะกราบทูลว่า บัดนี้ ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้ว่ายากสอนยาก ไม่อดทน ไม่รับคำพร่ำสอน เพราะได้เห็นสัทธิวิหาริกของพระอานนท์และสัทธิวิหาริกของพระอนุรุทธะกล่าวล่วงเกินกันและกันด้วยสุตะ พระผู้มีพระภาคจึงทรงเรียกสัทธิวิหาริกนั้นมา ทรงไตร่ถามข้อเท็จจริง ภิกษุนั้นยอมรับ และขอให้ทรงให้อภัยโทษ ทรงตรัสยกโทษให้ เพราะเหตุที่เห็นความผิดเป็นความผิด แล้วแก้ไขให้ถูกต้อง ทั้งนี้เพื่อความเจริญในธรรมวินัยต่อไปสูตร#7 ทุติยโอวาทสูตร (การให้โอวาท สูตรที่ ๒) ทรงรับสั่งให้ท่านพระมหากัสสปะอบรมสั่งสอนภิกษุทั้งหลายด้วยธรรมีกถา ท่านพระมหากัสสปะกราบทูลว่า ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้ว่ายากสอนยาก ไม่อดทน ไม่รับคำพร่ำสอน ทั้งไม่มีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญาในกุศลธรรม จึงหวังความเจริญในธรรมไม่ได้ เปรียบเหมือนดวงจันทร์ข้างแรมที่อับแสง ไม่เต็มดวง ไร้รัศมี การที่บุคคลไม่มีศรัทธานับเป็นความเสื่อม แต่ถ้ามีศรัทธา นับว่าเป็นความเจริญ เปรียบเหมือนดวงจันทร์ในวันเพ็ญเปล่งรัศมีเจิดจ้า ทรงอนุโมทนาภาษิตของท่านพระมหากัสสสปะสูตร#8 ตติยโอวาทสูตร (การให้โอวาท สูตรที่ ๓) ทรงรับสั่งให้ท่านพระมหากัสสปะอบรมสั่งสอนภิกษุทั้งหลายด้วยธรรมีกถา ท่านพระมหาทัสสปะกราบทูลว่า ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้ว่ายากสอนยาก ไม่อดทน ไม่รับคำพร่ำสอนโดยเคารพ ทรงเห็นด้วยกับคำกล่าวของท่านพระมหากัสสปะ แล้วทรงแสดงความประพฤติที่แตกต่างกันของภิกษุในครั้งก่อนกับภิกษุในสมัยปัจจุบันสูตร#9 ปรัมมรณสูตร (ตถาคตตายแล้วเกิดอีกหรือไม่เกิด) พระมหากัสสปะสนทนาธรรมกับพระสารีบุตร โดยพระสารีบุตรเป็นผู้ถามท่านพระมหากัสสปะเกี่ยวกับอัตตา(ตัวตน)ตั้งเป็นคำถามได้ ๔ ประเด็น คือตถาคตตายแล้วเกิดอีกหรือ ตถาคตตายแล้วไม่เกิดอีกหรือ ตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีกหรือ ตถาคตเกิดอีกก็มิใช่ไม่เกิดอีกก็มิใช่หรือ ท่านพระมหากัสสปะตอบว่า ปัญหาเหล่านี้พระผู้มีพระภาคไม่ทรงตอบเพราะทรงเห็นว่าไม่มีประโยชน์ปัญหาที่พระองค์ทรงตอบคือ ทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และปฏิปทาที่ให้ถึงความดับทุกข์ เพราะธรรมเหล่านี้มีประโยชน์ สงบระงับ ตรัสรู้ และเพื่อนิพพานสูตร#10 สัทธรรมปฏิรูปกสูตร (สัทธรรมปฏิรูป) ทรงแสดงต้นเหตุแห่งความเสื่อมและความเจริญแห่งสัทธรรมแก่ท่านพระมหากัสสปะว่า เหตุที่ทำให้สัทธรรมเสื่อมสูญมี ๕ ประการ คือ บริษัท ๔ ในธรรมวินัยนี้ไม่เคารพยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในสิกขา และในสมาธิ ส่วนเหตุที่ทำให้สัทธรรมเจริญตั้งมั่นก็มีนัยตรงข้ามกับที่กล่าวแล้ว Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
มาคัณฑิยสูตร ทรงแสดงแก่มาคัณฑิยปริพาชก ขณะประทับอยู่ที่โรงบูชาไฟของพราหมณ์ภารทวาชโคตร ในนิคมของชาวกุรุชื่อกัมมาสธัมมะ มาคัณฑิยปริพาชกเข้าไปขออาศัยโรงบูชาไฟของพราหมณ์ภารทวาชโคตร และเมื่อปริพาชกทราบว่าทรงประทับอยู่ก่อนแล้วจึงกล่าวกับพราหมณ์ว่า การเห็นที่นอนของพระผู้มีพระภาคเป็นอัปมงคล และกล่าวหาว่าพระองค์เป็นผู้ทำลายความเจริญ พระพุทธเจ้าทรงสดับการสนทนานั้นด้วยพระโสตธาตุอันเป็นทิพย์จึงเสด็จกลับมายังโรงบูชาไฟ ทรงตรัสถามมาคัณฑิยปริพาชกเรื่องการสำรวมอินทรีย์ และทรงเล่าถึงเมื่อยังทรงเป็นคฤหัสถ์ เอิบอิ่มพรั่งพร้อมด้วยกามคุณ 5 ประการ ต่อมาทรงรู้ความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกจากกามทั้งหลาย ละตัณหาได้ บรรเทาความเร่าร้อนที่เกิดเพราะกามได้ มีจิตสงบ เพราะได้รับสุขระดับสุขทิพย์จากนั้นทรงยกอุปมาอุปไมยเปรียบผู้บริโภคกามเหมือนคนเป็นโรคเรื้อน เหมือนคนตาบอด ทรงตรัสว่าการที่มาคัณฑิยปริพาชกกล่าวว่า ร่างกายที่ไม่มีโรค เป็นความไม่มีโรค เป็นนิพพานนั้น เป็นการกล่าวโดยไม่มีจักษุอย่างที่พระอริยบุคคลมี มาคัณฑิยปริพาชกจึงกราบทูลให้ทรงแสดงธรรมเพื่อให้ตนไม่เป็นคนตาบอด ทรงตรัสแนะนำให้คบสัตบุรุษ ฟังธรรมจากท่านและปฏิบัติตาม เมื่อทรงแสดงธรรมจบ มาคัณฑิยปริพาชกจึงขออุปสมบท และต่อมาท่านพระมาคัณฑิยะได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สูตร#1 อิสิทัตตสูตรที่ ๒ ว่าด้วยพระบวชใหม่ชื่ออิสิทัตตสูตร จิตตคหบดีถามพระเถระทั้งหลายว่า เมื่อมีอะไร ทิฏฐิ ๖๒ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในพรหมชาลสูตรจึงมี เมื่อไม่มีอะไร จึงไม่มี พระอิสิทัตตะขออนุญาตตอบแทนว่า เมื่อมีสักกายทิฏฐิ ทิฏฐิ ๖๒ จึงมี เมื่อไม่มี สักกายทิฏฐิจึงไม่มี พร้อมทั้งอธิบายว่า สักกายทิฏฐิมีได้เพราะเห็นขันธ์ ๕ เป็นอัตตา ถ้าไม่เห็นขันธ์ ๕ เป็นอัตตา สักกายทิฎฐิก็มีไม่ได้ คำตอบนี้ทำให้จิตตคหบดีพอใจ จึงได้รู้จักกันว่า ทั้งสองเป็นสหายกันมานแล้ว แต่ยังไม่เคยเห็นกันสูตร#2 มหกปาฏิหาริยสูตร ว่าด้วยพระมหกะแสดงปาฏิหาริย์ คือพระมหกะผู้เป็นพระบวชใหม่ในคณะสงฆ์ที่มาพักในอัมพาฎกวันของจิตตคหบดี แต่เป็นผู้มีฤทธิ์มาก สามารถแสดงฤทธิ์ให้มีลมเย็นและฝนตกลงมาขจัดความร้อนในขณะนั้นได้ จิตตคหบดีเห็นแล้วนิมนต์ให้แสดงฤทธิ์ให้ดูบ้าง โดยได้บันดาลฤทธิ์ให้เปลวไฟออกทางช่องลูกดาลและระหว่างกลอนประตู ให้ไหม้หญ้า แต่ไม่ให้ไหม้ผ้าห่ม จิตตคหบดีตกใจสลัดผ้าห่ม และกล่าวว่า พอได้แล้ว และถวายตัวเป็นอุปัฏฐากสูตร#3 โคทัตตสูตร ท่านพระโคทัตตะขณะพักอยู่ที่อัมพาฏกวันถามจิตตคหบดีว่า อัปปมาณาเจโตวิมุตติ อากิญจัญญาเจโตวิมุตติ สุญญตาเจโตวิมุตติ และอนิมิตตาเจโตวิมุตติมีอรรถต่างกัน มีพยัญชนะต่างกันหรือมีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะ จิตตคหบดีตอบแยกเป็น ๒ ประเด็นคือ เหตุที่ทำให้ธรรม ๔ ประการนี้ต่างกันทั้งธรรถและพยัญชนะก็มีอยู่ และหตุที่ทำให้มีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะก็มีอยู่ แล้วอธิบายเหตุเหล่านั้นโดยละเอียดสูตร#4 นิคัณฐนาฏปุตตสูตร นิครนถ์นาฏบุตรขณะไปพักที่อัมพาฎกวัน พร้อมด้วยนิครนถบริษัท ได้ถามจิตตคหบดีว่า "ท่านเชื่อหรือไม่ว่า สมณโคดมมีสมาธิที่ไม่มีวิตก วิจาร มีความดับวิตก วิจาร" เมื่อจิตตคหบดีตอบว่า ไม่เชื่อ นิครนถ์ นาฏบุตรจึงกล่าวยกย่องชมเชยให้บริษัทของตนฟังว่า คหบดีนี้เป็นคนตรง ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา แต่เมื่อจิตตคหบดีขยายความว่า ที่ไม่เชื่อพระสมณโคดมอย่างนั้น เพราะตัวเองก็ได้บรรลุฌานเหล่านั้นแล้ว จึงไม่ต้องเชื่อสมณพราหมณ์ใด ๆนิครนถ์ นาฏบุตรจึงพูดกลับคำว่า จิตตคหบดีเป็นคนไม่ตรง โอ้อวด มีมารยาสูตร#5 อเจลกัสสปสูตร อเจลกัสสปะผู้เป็นสหายเก่า ของจิตตคหบดีได้มาพักที่อัมพาฎกวัน จิตตคหบดีทราบ จึงไปสนทนาธรรมด้วยความสนิทสนมยิ่ง อเจลกัสสปะยอมรับว่าได้บวชเป็นนักบวชเปลือยมา ๓๐ ปีแล้วไม่ได้ญาณทัสสนะอันประเสริฐอะไรเลย ซึ่งต่างกับจิตตคหบดีที่ยืนยันว่าได้เป็นอุบาสกของพระพุทธเจ้ามา ๓๐ ปี และได้บรรลุฌานสมาบัติชั้นสูง ในที่สุดจิตตคหบดีนำสหายเก่าไปขอบรรพชาอุปสมบทกับพระรูปหนึ่ง และไม่นานท่านพระกัสสปะก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์สูตร#6 คิลานทัสสนสูตร ขณะนั้นจิตตคหบดีป่วยหนัก มีเทวดาจำนวนมากที่สถิตอยู่ในป่า ที่ต้นไม้ ต้นหญ้า และต้นไม้ที่เป็นเจ้าป่าได้มาเยี่ยมไข้ และได้กล่าวแนะนำให้จิตตคหบดีปรารถนาขอไปเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ซึ่งจิตตคหบดีตอบว่า ไม่ต้องการ เพราะไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ต้องละจากไป พวกญาติมิตรสหายที่มาเยี่ยมเข้าใจว่าจิตตคหบดีบ่นเพ้อเพราะพิษไข้ จึงพูดปลอบใจ จิตตคหบดีจึงเล่าเรื่องให้คนเหล่านั้นฟัง และสอนให้คนเหล่านั้นมีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยและการให้ทาน จากนั้นท่านจิตตคหบดีได้ตายไป Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สูตร#1 มหาอัสสปุรสูตร ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ขณะประทับอยู่ที่อัสสปุรนิคมของราชกุมารชาวอังคะ แคว้นอังคะ ชาวนิคมนั้นมีความศรัทธาในพระรัตนตรัยเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงตรัสสอนภิกษุเรื่อง ธรรมที่ทำให้เป็นสมณะ และเป็นพราหมณ์ ได้แก่ หิริโอตตัปปะ(ความละอายและความเกรงกลัวต่อความชั่ว) กายสมาจารบริสุทธิ์ วจีสมาจารบริสุทธิ์ มโนสมาจารบริสุทธิ์ อาชีวะบริสุทธิ์ การสำรวมอินทรีย์ การรู้จักประมาณในโภชนะ ตื่นบำเพ็ญเพียรอย่างต่อเนื่อง เจริญสติสัมปชัญญะ ละนิวรณ์ 5หลักธรรมนี้ ทรงแนะนำให้ภิกษุทั้งหลายประพฤติปฏิบัติตามลำดับขั้นตอน จากต่ำไปหาสูงที่ทรงเรียกว่า กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไป จนกระทั่งถึงสมาธิและปัญญาสูตร#2 มหาสกุลุทายิสูตร ตอน ธรรมเป็นเหตุให้ทำความเคารพประการอื่น ๆ คือ ทรงมีอธิศีล ทรงมีญาณทัสสนะ ทรงมีอธิปัญญา ทรงสามารถตรัสตอบปัญหาเรื่องอริยสัจ 4 ทรงสามารถตรัสบอกข้อปฏิบัติที่ทำให้บรรลุที่สุดแห่งอภิญญา และอภิญญาบารมี (อรหัตตผล) คือ โพธิปักขิยธรรม 37 วิโมกข์ 8 อภิภายตนะ 8 กสินายตนะ 10 ฌาน 4 และวิชชา 8 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สูตร#๑ สัญโญชนสูตร เป็นการสนทนาธรรมระหว่างจิตตคหบดีกับภิกษุผู้เป็นเถระทั้งหลาย ณ อัมพาฏกวัน เรื่องสังโยชน์กับธรรมที่เกื้อกูลแก่สังโยชน์ว่าต่างกันหรือไม่ จิตตคหบดีเห็นว่าต่างกันทั้งอรรถและพยัญชนะ โดยอุปมาเรื่องโค ๒ ตัว คือ โคดำกับโคขาวที่เขาผูกเชือกรวมกันไว้ โคทั้งสองเเม้จะเกี่ยวเนื่องกันเพราะเชือก แต่จริงๆไม่เหมือนกันเลย ข้อนี้ฉันใด อายตนะภายในกับอายตนะภายนอกต่างกัน แต่เพราะอาศัยอายตนะภายในกับอายตนะภายนอก ฉันทราคะจึงเกิด อายตนะภายในกับอายตนะภายนอกจึงเกี่ยวเนื่องในฉันทราคะนั้นก็ฉันนั้นสูตร#๒ ปฐมอิสิทัตตสูตร อิสิทัตตะ สูตรที่ ๑ จิตตคหบดีได้เข้าไปหาพระเถระ และได้เรียนถามพระเถระทั้งหลายว่า ธาตุ คืออะไร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่าธาตุต่างๆไว้เพียงเท่าไร พระเถระนิ่งไม่ตอบ ขณะนั้นท่านพระอิสิทัตตะซึ่งเป็นพระบวชใหม่ขออนุญาตตอบแทนว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสธาตุต่างๆไว้ดังนี้ คือ ธาตุ ๑๘ มี จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ เป็นต้นสูตร#๓ อิสิทัตตะสูตรที่ ๒ จิตตคหบดีได้เข้าไปหาพระเถระอยู่ที่อัมพาฏกวัน ถามพระเถระทั้งหลายว่า เมื่อมีอะไร ทิฏฐิ ๖๒ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในพรหมชาลสูตรจึงมี เมื่อไม่มีอะไร จึงไม่มี พระเถระนิ่งไม่ตอบ ขณะนั้นพระอิสิทัตตะขออนุญาตตอบแทนว่า เมื่อมีสักกายทิฏฐิ ทิฏฐิ ๖๒ จึงมี เมื่อไม่มีสักกายทิฏฐิ ทิฏฐิ๖๒ จึงไม่มี พร้อมทั้งอธิบายว่า สักกายทิฏฐิมีได้เพราะเห็นขันธ์ ๕ เป็นอัตตา ถ้าไม่เห็นขันธ์ ๕ เป็นอัตตา สักกายทิฎฐิก็มีไม่ได้ คำตอบนี้ทำให้จิตตคหบดีพอใจ จึงได้รู้จักกันว่า ทั้งสองเป็นสหายกันมานแล้ว แต่ยังไม่เคยเห็นกันสูตร#๔ มหกปาฏิหาริยสูตร ว่าด้วยพระมหกะแสดงปาฏิหาริย์ คือ พระมหกะผู้เป็นพระบวชใหม่ในคณะสงฆ์ที่มาพักในอัมพาฎกวันของจิตคคทบดี แต่เป็นผู้มีฤทธิ์มาก สามารถแสดงฤทธิ์ให้มีลมเย็นและฝนตกลงมาขจัดความร้อนในขณะนั้นได้จิตตคหบดีเห็นแล้วนิมนต์ให้แสดงฤทธิ์ให้ดูบ้าง โดยได้บันดาลฤทธิ์ให้เปลวไฟออกทางช่องลูกดาลและระหว่างกลอนประตู ให้ไหม้หญ้า แต่ไม่ให้ไหม้ผ้าห่มสูตร#๕ ปฐมกามภูสูตร เป็นการสนทนาธรรมระหว่างท่านพระกามภูและจิตตคหบดีที่อัมพาฎกวัน โดยท่านพระกามภูยกพระคาถาพุทธภาษิตบทหนึ่งขึ้นถามจิตตคหบดีเกี่ยวกับอุปมา "รถ" ว่า เข้าใจว่าอย่างไร จิตตคหบดีนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงอธิบายความหมายของพระคาถานั้นสูตร#๖ ทุติยกามภูสูตร เป็นการสนทนาธรรมระหว่างท่านพระกามภูและจิตตคหบดีที่อัมพาฎกวัน โดยท่านจิตตคหบดีเป็นผู้ถามปัญหาธรรม ท่านพระกามภูเป็นผู้ตอบ เรื่องสังขาร ๓ ประเภทคือ กายสังขาร วจีสังขาร และจิตตสังขาร การถามตอบเป็นไปอย่างละเอียดลึกซึ้ง ด้วยการถามปัญหาที่ยิ่งๆขึ้นไปสูตร#๗ โคทัตตสูตร เป็นการสนทนาธรรมระหว่างพระโคทัตตะและจิตตคหบดี ขณะพักอยู่ที่อัมพาฏกวัน ถามจิตตคหบดีว่า อัปปมาณาเจโตวิมุตติ อากิญจัญญาเจโตวิมุตติสุญญตาเจโตวิมุตติ และอนิมิตตาเจโตวิมุตติมีอรรถต่างกัน มีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะ จิตตคหบดีตอบแยกเป็น ๒ ประเด็น คือ เหตุที่ทำให้ธรรม ๔ ประการนี้ต่างกันทั้งอรรถและพยัญชนะก็มีอยู่ และเหตุที่ทำให้มีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะก็มีอยู่ แล้วอธิบายเหตุเหล่านั้นโดยละเอียด Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


![แก้ความเห็นผิด - โลหิจจสูตร ตอนที่ ๑ [6910-4s] แก้ความเห็นผิด - โลหิจจสูตร ตอนที่ ๑ [6910-4s]](https://assets.pippa.io/shows/637503c280c859001151a303/show-cover.jpg)

