Discover
Prachatai Podcast
392 Episodes
Reverse
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ขอชวนมองย้อนประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทยในช่วงก่อนเศรษฐกิจบูม และสำรวจบทบาทของสื่อการเงินที่ทำหน้าที่ทั้งให้ข้อมูล วิเคราะห์ตลาด และมีส่วนในการสร้างจินตนาการเกี่ยวกับการลงทุนในสังคมไทยตั้งแต่ทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา
ประภาภูมิ เอี่ยมสม และชานันท์ ยอดหงษ์ ชวนอ่านบทความ “ทุน การเก็งกำไร และไทยธนาภิวัตน์ : การเล่าเรื่องตลาดหลักทรัพย์ไทย ในดอกเบี้ยและการเงินธนาคารก่อนเศรษฐกิจบูม” ของ วิลลา วิลัยทอง (วารสารประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์, 2568) ซึ่งศึกษาประวัติศาสตร์ช่วงแรกของตลาดหลักทรัพย์ไทยระหว่าง พ.ศ. 2525–2533 ผ่านการวิเคราะห์นิตยสารการเงินสำคัญสองฉบับ คือ ดอกเบี้ย และ การเงินธนาคาร
ในบทความอธิบายแนวคิด ทุนนิยมการเงิน และกระบวนการ “ธนาภิวัตน์” (financialisation) ซึ่งหมายถึงการที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจจำนวนมากถูกทำให้เป็นสินทรัพย์ทางการเงิน และความมั่งคั่งถูกสร้างผ่านการหมุนเวียนของเงินทุน การลงทุน และการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ มากกว่าการผลิตสินค้าโดยตรง กระแสดังกล่าวเกิดขึ้นในระดับโลกตั้งแต่ทศวรรษ 1970 และปรากฏในประเทศไทยพร้อมกับการก่อตั้ง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อย่างเป็นทางการในปี 2518
สื่อสิ่งพิมพ์ด้านการเงินมีบทบาทสำคัญในการสร้าง “วัฒนธรรมการลงทุนภาคประชาชน” โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยยังใหม่และมีความผันผวนสูง ทั้งเหตุการณ์การเก็งกำไรในช่วงแรก วิกฤต “ราชาเงินทุน” ปี 2522 และความไม่แน่นอนทางการเมือง เช่น เหตุการณ์เมษาฮาวาย ปี 2524 ก่อนที่ตลาดจะเริ่มฟื้นตัวและเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงปลายทศวรรษ 2520 จนดัชนีตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 84 จุดในปี 2518 เป็น 879 จุดในปี 2532
นิตยสารดอกเบี้ย และการเงินธนาคาร ซึ่งเริ่มตีพิมพ์ในปี 2525 ทำหน้าที่อธิบายแนวคิดพื้นฐานของการลงทุน แนะนำการวิเคราะห์หุ้นทั้งแบบพื้นฐานและเทคนิค พร้อมทั้งเตือนถึงความเสี่ยงของการเก็งกำไร ขณะเดียวกันก็ช่วยเผยแพร่ข้อมูลและสร้างความสนใจต่อการลงทุนในตลาดทุน นิตยสารเหล่านี้ยังนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับโบรคเกอร์ การปั่นหุ้น และการใช้ข้อมูลภายใน รวมถึงรายงานเหตุการณ์สำคัญของตลาดหุ้นทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อเป็นบทเรียนสำหรับนักลงทุน #หมายเหตุประเพทไทย #ตลาดหลักทรัพย์ #การลงทุน
'ป่วนนาฬิกา' หนังสือที่ชวนเราทำความรู้จักวรรณกรรมคาดการณ์และเรื่องราวของ 'เวลา' ที่เรา (ส่วนใหญ่) มีไม่เคยพอ นั่นเพราะเราขายมันให้แก่ระบบทุนนิยม
ไลฟ์โค้ชที่ชอบให้กำลังใจเราว่า "ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน" จึงกลายเป็นเรื่องขบขัน ทันทีที่เราตระหนักว่าเราต่างติดอยู่ในลูปเวลาทุนนิยมที่ไม่มีปริศนาให้ไขเพื่อหาทางออก
แต่ผู้เขียน สุธิดา วิมุตติโกศล เชื่อว่าเรายังพอมีความหวังอยู่เล็กๆ...แค่เล็กๆ เท่านั้น
หากเคยดูภาพยนตร์ The Battleship Island รวมทั้งซีรีย์หรือภาพยนตร์ของเกาหลีหลายเรื่องมักให้ภาพญี่ปุ่นเป็นตัวร้าย ญี่ปุ่นเป็นผู้กระทำกลายเป็นเรื่องเล่าหลักที่ถูกกล่าวถึงอยู่บ่อยครั้ง แต่การพูดซ้ำๆ เกี่ยวกับความรุนแรงในอดีตส่งผลต่อทัศนคติทางการเมืองในปัจจุบันอย่างไร
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ และต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี แนะนำบทความ “Echoes of the Past: Emotional Legacy of Historical Trauma in South. Korea" ของ Seobin Han เผยแพร่ใน Journal of East Asian Studies, 2026 ซึ่งศึกษาผลของบาดแผลทางประวัติศาสตร์ต่อทัศนคติทางการเมืองของสังคมเกาหลีใต้ โดยมีตั้งข้อสังเกตว่า สื่อบันเทิงเกาหลีจำนวนมากนำเสนอเรื่องเล่าความรุนแรงในอดีตช่วงอาณานิคมญี่ปุ่น และชวนตั้งคำถามว่า การเล่าเรื่องซ้ำ ๆ เหล่านี้ส่งผลต่อการรับรู้และการเมืองร่วมสมัยอย่างไร
งานวิจัยที่นำมาพูดถึงเสนอว่า ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ไม่ใช่ข้อเท็จจริงล้วน แต่เป็นการผสมผสานระหว่างข้อมูลกับอารมณ์ และสามารถอยู่ได้ทั้งในระดับปัจเจกและความทรงจำร่วมของสังคมในบทความอธิบายว่า บาดแผลในอดีตมีผลได้สองลักษณะ คือ ผลแบบกีดกัน (exclusive) ที่สร้างความเป็นปฏิปักษ์ต่อกลุ่มผู้กระทำในอดีต และผลแบบรวมกลุ่ม (inclusive) ที่เสริมความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในหมู่เหยื่อ งานชิ้นนี้มุ่งอธิบายกลไกทางอารมณ์ที่เชื่อมโยงเรื่องเล่าความเป็นเหยื่อกับทัศนคติทางการเมือง โดยเน้นอารมณ์สองประเภท คือ ความโกรธ และ ความกลัว ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์ทางพฤติกรรมที่แตกต่างกัน
นอกจากนี้ยังมีกรณีศึกษาของเกาหลีใต้ ที่ใช้การทดลองแบบสำรวจ (survey experiment) ให้ผู้เข้าร่วมบางกลุ่มได้รับการกระตุ้นด้วยภาพเหตุการณ์ความรุนแรงในยุคอาณานิคมญี่ปุ่น เช่น Unit 731 และหญิงบำเรอ จากนั้นวัดอารมณ์และทัศนคติทางการเมือง ผลการศึกษาพบว่า ทั้งความโกรธและความกลัวเพิ่มขึ้นในกลุ่มทดลอง แต่มีเพียงความโกรธที่เชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญกับความภูมิใจในชาติ ความต้องการผู้นำเข้มแข็ง และการสนับสนุนนโยบายความมั่นคงสายเหยี่ยว นอกจากนี้ยังพบว่า ระดับการศึกษาและรายได้มีความสัมพันธ์กับการตอบสนองทางอารมณ์ โดยกลุ่มที่มีการศึกษาต่ำกว่ามหาวิทยาลัยมีแนวโน้มตอบสนองด้วยความโกรธและความกลัวมากกว่า
หมายเหตุประเพทไทย [Live] เทปนี้ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี และปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ แนะนำบทความ “Misunderstood Differences: Perception, Media, and Out-Group Animosity in Thailand” (2025) ผลงานของนักวิจัยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เผยแพร่ใน Journal of East Asian Studies, Cambridge University Press [อ่านวิจัยที่ https://www.pier.or.th/files/dp/pier_dp_194.pdf]
งานวิจัยดังกล่าวค้นหาคำตอบทำไมคนไทยถึง “คุยกันไม่รู้เรื่อง”? ซึ่งหลายครั้งไม่ใช่เพราะเราเห็นต่างจนอยู่ร่วมกันไม่ได้ แต่เป็นเพราะเรา "ทึกทัก"ไปเองว่าอีกฝ่ายคิดต่างจากเราแบบสุดขั้ว (false polarization)
งานวิจัยสำรวจคนไทย 2,000 คนช่วงปี 2564 พบว่า ความขัดแย้งทางการเมืองและการไม่ไว้วางใจกัน เกิดจาก “ความต่างที่เราคิดไปเอง” มากกว่า “ความต่างทางความคิดจริง ๆ” ที่มักไม่ได้ไกลกันมาก เมื่อเรารับข่าวสารด้านเดียว ความเข้าใจผิดเหล่านี้ยิ่งถูกขยาย บั่นทอนกระบวนการสร้างฉันทามติในสังคม ทำให้เรื่องที่จริง ๆ แล้วคนส่วนใหญ่เห็นพ้องกัน ไม่สามารถถูกผลักดันให้เกิดขึ้นได้
ในงานวิจัยทำความเข้าใจแนวคิด การแบ่งขั้วทางอารมณ์ (affective polarization) คือภาวะที่คนรู้สึกไม่ชอบ ไม่ไว้วางใจ และไม่อยากร่วมมือกับ “คนนอกกลุ่ม” มากกว่าคนในกลุ่มเดียวกัน จนกระทบต่อการหารือ การหาฉันทามติ และการผลักดันนโยบายในสังคมประชาธิปไตย
พร้อมชวนขบคิด ก่อนจะเถียงกันเรื่อง “ความคิด” เรากำลังเถียงกับ ความจริง หรือเถียงกับ ภาพในหัว ที่เรากำลังเชื่อกันแน่ #หมายเหตุประเพทไทย #EchoChambers #FalsePolarization
เชื่อแน่ว่าคุณต้องมีความคิดอะไรสักอย่างกับ 'นางแบก' คุณรู้ว่าคือกลุ่มคนที่ชื่นชมพรรคเพื่อไทย แต่คุณอาจไม่รู้ว่าพวกเธอและเขาเป็นใคร คิดอะไร ทำอะไร
#BookBar ตอนนี้เราพาไปคุยกับนลินรัตน์ เลิศลีลาวิราม เจ้าของวิทยานิพนธ์ 'แดงไหน: คนเสื้อแดงรุ่นใหม่ในยุคการเมืองที่พลิกผัน' ผู้ลงไปค้นหาว่านางแบกรุ่นใหม่เป็นใคร ทำไมจึงเลือกเป็นนางแบก
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ภาวิน มาลัยวงศ์ และชานันท์ ยอดหงษ์ ชวนอ่านและแนะนำวิทยานิพนธ์ “แดงไหน”: คนเสื้อแดงรุ่นใหม่ในยุคการเมืองที่พลิกผัน” (2567) ผลงานของ นลินรัตน์ เลิศลีลาวิราม ซึ่งเป็นวิทยานิพนธ์สังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใช้การศึกษาด้วยแนวทางชาติพันธุ์วรรณนาแบบผสม (hybrid ethnography) ทั้งในพื้นที่ออนไลน์และออฟไลน์ ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปี [อ่านวิทยานิพนธ์ที่ https://ethesisarchive.library.tu.ac.th/thesis/2024/TU_2024_6408030549_19969_31503.pdf]
งานศึกษานี้ชี้ให้เห็นการก่อรูปอัตลักษณ์ทางการเมืองแบบใหม่ของคนเสื้อแดงรุ่นหลัง ที่เปลี่ยนจากการเคลื่อนไหวบนท้องถนน มาสู่การต่อสู้เชิงวัฒนธรรมบนโลกดิจิทัล ผ่านภาษาอารมณ์ ภาษาเควียร์ มีม แฮชแท็ก วัฒนธรรมแฟนคลับ และการ “ติ่งนักการเมือง” โดยเฉพาะในกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “นางแบก” ซึ่งกลายเป็นอีกสเปกตรัมสำคัญของการมีส่วนร่วมทางการเมืองในยุคดิจิทัล
โดยนิยาม “นางแบก” ไม่ได้เป็นเพียงมีม คำล้อเลียน หรือภาพแทนของความจงรักภักดีต่อพรรคการเมืองอย่างพรรคเพื่อไทยเท่านั้น แต่เป็นการเมืองของอารมณ์ ความทรงจำ และประสบการณ์ชีวิต ที่เชื่อมโยงระหว่างคนเสื้อแดงรุ่นก่อนกับคนรุ่นใหม่ มีเหตุการณ์สำคัญอย่างคลิปนิสิตจุฬาฯ “ขอโทษคนเสื้อแดง” ในช่วงการชุมนุมปี 2563 ซึ่งทำหน้าที่ปลดล็อกความทรงจำและตัวตนของคนเสื้อแดงที่เคยถูกกดทับให้กลับมาปรากฏในพื้นที่สาธารณะอีกครั้ง
ในส่วนของ “ระบบนิเวศนางแบก” ในฐานะการรวมกลุ่มทางสังคมแบบหลวมที่มีความหลากหลายสูง ตั้งแต่ลูกหลานคนเสื้อแดง กลุ่ม LGBTQ แฟนคลับนักการเมือง ไปจนถึงอดีตผู้สนับสนุนพรรคการเมือง ที่ใช้ประสบการณ์ตรงและอารมณ์เป็นฐานในการต่อรองอำนาจและสร้างความชอบธรรมทางการเมือง ผ่านนโยบายที่จับต้องได้ มากกว่าการยึดอุดมคติแบบนามธรรม
ในช่วงท้าย รายการยังชวนตั้งคำถามต่อความหมายของ “ประชาธิปไตย” ในสายตาของนางแบก ซึ่งไม่ได้ตายตัวอยู่กับอุดมการณ์ แต่แสดงออกผ่านชีวิตประจำวัน การเล่นสนุก การเสียดสี และการมีส่วนร่วมทางการเมืองบนโลกออนไลน์ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นทั้งศักยภาพและข้อควรระวังของพื้นที่ดิจิทัล ในฐานะสนามใหม่ของการเมืองไทยร่วมสมัย
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ประภาภูมิ เอี่ยมสม และปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ ชวนสำรวจบทบาทของสื่อ Boys’ Love (BL) ไทย ในฐานะเครื่องมือซอฟต์พาวเวอร์ ผ่านงานศึกษา Thai Boys’ Love media as a means of Soft Power among International Students in Thailand (2025) ของ Daniela Agostinho จาก Lund University
งานวิจัยชิ้นนี้ศึกษานักศึกษาต่างชาติและนักศึกษาแลกเปลี่ยนในกรุงเทพฯ เพื่อทำความเข้าใจว่า สื่อ BL ไทยไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่ทำหน้าที่สร้าง “ความคุ้นเคยทางอารมณ์” ต่อประเทศไทย จนมีผลต่อการตัดสินใจเลือกมาเรียนต่อ การเรียนภาษาไทย การเลือกสาขาอย่าง gender studies ไปจนถึงการย้ายถิ่นฐานเพื่อการศึกษา
อ้างอิงนิยามซอฟต์พาวเวอร์ของ Joseph Nye จะเห็นว่า BL ทำหน้าที่โน้มน้าวผ่านความผูกพัน ไม่ใช่การบีบบังคับ โดยช่วยสร้างภาพจำเกี่ยวกับชีวิตมหาวิทยาลัย ค่านิยม วัฒนธรรม และความหลากหลายทางเพศของไทย รวมถึงช่วยลดอาการ cultural shock เมื่อเดินทางมาใช้ชีวิตจริง
ขณะเดียวกัน ก็ไม่ควรมอง BL ในด้านโรแมนติกเพียงอย่างเดียว แต่ควรตั้งคำถามถึงช่องว่างระหว่าง “ภาพในซีรีส์” กับ “ความจริงของสังคมไทย” ทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำ ความสัมพันธ์ในรั้วมหาวิทยาลัย และการสนับสนุนเชิงโครงสร้างต่อสิทธิความหลากหลายทางเพศ พร้อมอภิปรายแนวคิด “ปิตาธิปไตยแบบผ่อนปรน” (Moderated Heteropatriarchy) ที่ชี้ว่า BL ไทยเปิดพื้นที่จินตนาการได้ แต่ยังหลีกเลี่ยงการเมืองเรื่องสิทธิอย่างจริงจัง
ช่วงท้ายพูดถึงงานของ Thomas Baudinette เรื่อง Celebrity, Fans, and Transnational Asian Queer Popular Culture ที่มองว่า BL ไทยได้ก้าวจากการรับอิทธิพลญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ไปสู่การเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมเควียร์แบบข้ามชาติ ผลิต “BL Machine” ที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมบันเทิง การท่องเที่ยว การศึกษา และการทูตวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน พร้อมเสนอมุมมอง BL ไทยในฐานะซอฟต์พาวเวอร์ที่ทั้งทรงพลัง ซับซ้อน และควรถูกมองอย่างวิพากษ์ไปพร้อมกัน #Boyslove #ซีรีส์วาย #หมายเหตุประเพทไทย
หมายเหตุประเพทไทย [Live] สัปดาห์นี้ ชวนทบทวนนโยบายต่างประเทศของโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่กรณีสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา นโยบายต่อกรีนแลนด์ ไปจนถึงอิหร่าน ผ่านคำถามสำคัญว่า ตรรกะทางนโยบายของทรัมป์สอดคล้องหรือใกล้เคียงกับ Grand Strategy หรือทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบใด
นักวิชาการและนักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยเสนอว่า แนวคิดของทรัมป์มีความใกล้เคียงกับกรอบ สัจนิยมใหม่ (Neorealism) และในเชิงยุทธศาสตร์มหภาค มีลักษณะทับซ้อนกับแนวคิดอย่าง Selective Engagement, Restraint และ Offshore Balancing ซึ่งเป็นกรอบที่ให้ความสำคัญกับดุลอำนาจ การจำกัดภาระของสหรัฐฯ และการเลือกแทรกแซงเฉพาะจุดที่กระทบผลประโยชน์หลัก
พร้อมทบทวนแนวคิดของ John Mearsheimer ทั้งในฐานะนักทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและผู้เสนอ Offshore Balancing ผ่านงานเขียนสำคัญ เช่น The Tragedy of Great Power Politics (2001) บทความใน Foreign Affairs (2016) และ “The Inevitable Rivalry: America, China, and the Tragedy of Great-Power Politics (2021) เพื่อทำความเข้าใจว่าแนวคิดเหล่านี้อธิบายพฤติกรรมของสหรัฐฯ ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ตั้งแต่จีน–ไต้หวัน รัสเซีย–ยูเครน ไปจนถึงบทบาทขององค์การระหว่างประเทศ ได้อย่างไร ติดตามได้ในหมายเหตุประเพทไทย
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ และ ประภาภูมิ เอี่ยมสม ชวนคุยถึง “กำเนิดสงครามเทคโนโลยีสหรัฐฯ–จีน” ท่ามกลางบริบทข่าวต่างประเทศที่เต็มไปด้วยคำว่า ภูมิรัฐศาสตร์ และ ภูมิเศรษฐศาสตร์ ซึ่งสะท้อนว่าโลกกำลังเข้าสู่ภาวะเผชิญหน้าของมหาอำนาจอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการแข่งขันระหว่างจีนและสหรัฐฯ การแบ่งขั้วทางเทคโนโลยี ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่แสดงออกมาในรูปของมาตรการทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี
รายการหยิบยกบางส่วนมาจากหนังสือเสียงของ Financial Times เรื่อง “Global Tech Wars: China’s Rise to Dominate” โดยนักข่าวอาวุโส James Kynge ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนเมษายน 2025 มาเล่าเป็นภาพรวม โดยเริ่มจากบทแรก “ความเร็วแบบเซินเจิ้น” นอกจากจะกลายเป็นฮับโรงงานในมณฑลกวางตุ้ง ของจีนแล้ว ยังมีตลาดหัวเฉียนเป่ย (Huaqiangbei Electronics Market) ตลาดค้าส่งชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถสั่งวัตถุดิบไปขายต่อ ไปป้อนโรงงานเปิดใหม่ ไปจนถึงการซื้อขายโดรนที่มีหลายเกรด จนถึงเกรดที่ใช้ในสงคราม ฯลฯ
สภาพแวดล้อมเช่นนี้ทำให้เซินเจิ้นกลายเป็นเมืองที่เอื้อต่อการทดลอง แก้ไข และผลิตเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว จากเมืองฐานการผลิตให้บริษัทต่างชาติ เซินเจิ้นได้เปลี่ยนบทบาทจากโรงงานรับจ้างผลิต มาเป็นเมืองที่มีแบรนด์และเทคโนโลยีของตัวเอง เช่น Tencent, Huawei, BYD และ DJI พร้อมซัพพลายเชนที่พร้อมรองรับการพัฒนาและผลิตในความเร็วที่บริษัทในสหรัฐฯ และยุโรปทำได้ยาก
ขณะเดียวกันการเติบโตของจีนท้าทายสมมติฐานสำคัญทางรัฐศาสตร์ที่เชื่อว่านวัตกรรมต้องมาพร้อมประชาธิปไตยและเสรีภาพในการแสดงออก โดยส่วนหนึ่งการก้าวกระโดดทางนวัตกรรมเกิดจากการแข่งขันภายในประเทศจีนเองที่รุนแรง ทำให้แต่ละบริษัทต้องเร่งพัฒนาเพื่อเอาชนะคู่แข่ง นำไปสู่การเกิดสตาร์ตอัปจำนวนมาก นอกจากนี้ จีนยังสามารถเจาะการส่งออกเทคโนโลยีไปยังยุโรป แอฟริกา กรณีประเทศเซอร์เบีย จีนเข้าไปลงทุนภาครัฐด้านเทคโนโลยีจดจำใบหน้า ส่วนทวีปแอฟริกา ที่บริษัทจีนอย่าง Transsion เดินตามรอยซัมซุง แต่สามารถครองตลาดสมาร์ตโฟน ด้วยการออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง เช่น มือถือแบบหลายซิม แบตเตอรีใช้งานได้นาน ราคาถูก และเทคโนโลยีกล้องถ่ายรูปที่ปรับให้เข้ากับคนผิวสี ควบคู่ไปกับแอปเงินกู้จากจีนที่เข้ามาแทนที่ระบบการเงินทางการในพื้นที่ แต่ก็แลกกับปัญหาการทวงหนี้แบบแอปจีน
ท้ายรายการกล่าวถึงการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ–จีนที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะประเด็น “ภูมิรัฐศาสตร์ของชิป” ตั้งแต่กฎหมายด้านชิปในยุค Joe Biden มาตรการควบคุมการส่งออกอุปกรณ์ผลิตชิประดับสูง บทบาทของบรรษัทเทคไต้หวัน TSMC และเนเธอร์แลนด์ ASML ไปจนถึงความพยายามจำกัดไม่ให้จีนเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง ผู้แต่งหนังสือเสียง Global Tech Wars มองว่าการแข่งขันนี้มีความสำคัญในระดับเดียวกับ “โปรเจกต์แมนฮัตตัน” หรือโครงการทดลองระเบิดปรมาณูของสหรัฐอเมริกาเมื่อศตวรรษที่แล้ว และยังนำไปสู่บรรยากาศหวาดระแวงที่นักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ของทั้งสองฝั่งถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นสายลับของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งหมดนี้คือฉากหลังของสิ่งที่เรียกว่า “สงครามเทคโนโลยีสหรัฐฯ–จีน” ซึ่งหมายเหตุประเพทไทยนำมาเล่าเพื่อให้เห็นภาพรวมของการแข่งขันครั้งสำคัญของโลกยุคปัจจุบัน #หมายเหตุประเพทไทย #GlobalTechWars #Shenzhen
หมายเหตุประเพทไทย (Live) สัปดาห์นี้ ภาวิน มาลัยวงศ์ และ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี ชวนคุยสองแนวคิดใหญ่ใช้อ่าน “บทบาทสหรัฐอเมริกา” ในเวทีโลก ผ่านเหตุการณ์ร่วมสมัยอย่างกรณีบุกจับนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซูเอล่า ไปจนถึงกรณีสหรัฐฯ ถอนตัวจาก 66 องค์กรระหว่างประเทศที่ถูกมองว่าขัดต่อผลประโยชน์ของชาติ
ช่วงแรกว่าด้วย US Interventionism หรือประวัติศาสตร์อันยาวนานของการแทรกแซงโดยสหรัฐฯ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตะวันออกกลาง แต่ลากยาวมากว่าสองศตวรรษในอเมริกาใต้ อเมริกากลาง และแคริบเบียน ทั้งแรงกดดันทางเศรษฐกิจ การใช้กำลังทหารแบบเปิดเผย การรุกราน การยึดครอง และปฏิบัติการลับที่หลายครั้งพัวพันกับการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พร้อมชวนอ่าน “กรณีเวเนซูเอลา” ในฐานะความเป็นไปได้ของการหวนกลับมาของ “จักรวรรดินิยมแบบโจ่งแจ้ง” และการขยายการปรากฏตัวทางทหาร โดยโยงถึงหลักการมอนโร (Monroe Doctrine) ที่ถูกอ้างซ้ำในภูมิภาค
ถัดมาชวนทำความเข้าใจ American Exceptionalism หรือความเชื่อเรื่อง “ลักษณะพิเศษของอเมริกา” ว่าถูกใช้เป็นฐานคิดให้ความชอบธรรมกับนโยบายต่างประเทศและการแทรกแซงอย่างไร ตั้งแต่ภาพตัวเองว่าเป็น “จักรวรรดิแห่งเสรีภาพ” “นครสว่างบนเนินเขา” ไปจนถึงข้อถกเถียงเรื่อง “มายาคติ” (เช่นในงาน The Myth of American Exceptionalism ของ Stephen M. Walt) ที่ชวนตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ถูกกำหนดโดย “คุณธรรม” หรือโดย “อำนาจเชิงเปรียบเทียบ” และธรรมชาติการแข่งขันของการเมืองระหว่างประเทศกันแน่
ปิดท้ายด้วยกรอบคิดของ Michael Hardt และ Antonio Negri ที่ชี้ว่า exceptionalism มีอย่างน้อย “สองความหมาย” ที่ขัดแย้งกัน หนึ่งคือความพิเศษเชิงคุณธรรมแบบสาธารณรัฐ และอีกเรื่องคือความพิเศษในฐานะ “ข้อยกเว้น” ที่อ้างสิทธิไม่ผูกพันกฎหมาย/บรรทัดฐานระหว่างประเทศ
พร้อมชวนดูว่า “ความสับสน” ระหว่างสองความหมายนี้ทำงานอย่างไรในวาทกรรมการเมืองร่วมสมัยของสหรัฐอเมริกา
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ภาวิน มาลัยวงศ์ และ ประภาภูมิ เอี่ยมสม พูดคุยกับ เคท ครั้งพิบูลย์ ชวนทำความเข้าใจแนวคิด “ความหวาดกลัวต่อภัยลาเวนเดอร์” (Lavender Scare) ผ่านการชมซีรีส์ Boots (2025) ทาง Netflix โดยอ่านบริบทคู่ขนานกับประวัติศาสตร์ความหวาดกลัวทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา นอกจาก “ความหวาดกลัวต่อภัยแดง” (Red Scare) หรือคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามเย็นแล้ว ยังมี “ภัยลาเวนเดอร์” ซึ่งนำไปสู่คำสั่งฝ่ายบริหารปี 1953 ที่ห้ามคนรักเพศเดียวกันทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ การล้างบางในหน่วยงานราชการและกองทัพ ไปจนถึงนโยบาย “Don’t Ask, Don’t Tell” ในปี 1993 ซึ่งแม้ดูเหมือนผ่อนคลาย แต่ยังคงบังคับให้ LGBTQ+ ต้องหลบซ่อนตัวตน
Boots จึงถูกอ่านในฐานะภาพสะท้อนของสังคมอเมริกันช่วงรอยต่อ ที่ “ภัยแดง” จบสิ้นลงแล้ว แต่ “ภัยลาเวนเดอร์” ยังคงดำรงอยู่ ผ่านตัวละครอย่าง Sergeant Sullivan และ Cope ที่ต้องใช้ความเป็นชายแบบสุดโต่งเป็นเกราะกำบังเพื่อเอาชีวิตรอดในสถาบันที่ยังไม่เปิดรับความหลากหลาย
ท่ามกลางนโยบายของกองทัพสหรัฐฯ ที่เริ่มโอบรับความหลากหลายทางเชื้อชาติและเพศสภาพบางส่วน กลุ่ม LGBTQ+ กลับยังเป็น “คนชายขอบกลุ่มสุดท้าย” ที่ต้องถูกตรวจสอบ ควบคุม และทำให้เงียบหาย หมายเหตุประเพทไทยเทปนี้จึงชวนตั้งคำถามต่อความสัมพันธ์ระหว่างความมั่นคง รัฐ เพศสภาพ และการเมืองของอัตลักษณ์ พร้อมชวนมองว่าเหตุใดเรื่องราวเช่นนี้ยังร่วมสมัย และกลับมามีนัยสำคัญอีกครั้งในบริบทการเมืองอเมริกันปัจจุบัน
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ พูดคุยกับ เคท ครั้งพิบูลย์ อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในประเด็น 'Pink Tourism' หรือ 'LGBTQ Tourism' ในบริบทที่ประเทศไทยกำลังหาทางฟื้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ท่ามกลางการหายไปของนักท่องเที่ยวจีน การหันมาจับตลาด LGBTQ อย่างเปิดเผยของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การเปิดตัวเว็บไซต์ Go Thai Be Free หลังกฎหมายสมรสเท่าเทียมผ่านสภาและมีผลใช้บังคับ รวมถึงการจัดไพรด์พาเหรดที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา คำถามสำคัญคือ Pink Tourism คืออะไร และไทยกำลังมองตลาดนี้ในฐานะ 'ส่งเสริมความหลากหลาย' หรือ 'โอกาสทางเศรษฐกิจ' กันแน่
โดยช่วงแรกของรายการ อธิบายความหมายของ Pink Tourism พร้อมเปรียบเทียบประสบการณ์ของไทยกับประเทศอื่นๆ ที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้มาก่อน ทั้งในแง่รูปแบบ การตลาด และนโยบาย พร้อมชวนคิดต่อว่าไทยยังมีศักยภาพอะไรอีกบ้าง ตั้งแต่ซีรีส์ BL/GL โครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว ไปจนถึงการออกแบบพื้นที่ที่เป็นมิตรกับ LGBTQ อย่างแท้จริง
ช่วงที่สองของรายการ ยังตั้งคำถามในประเด็นการสร้างแหล่งท่องเที่ยวเฉพาะทาง เช่น พิพิธภัณฑ์ด้านความหลากหลายทางเพศ หรือเทศกาลศิลปะของศิลปิน LGBTQ ไปจนถึงข้อถกเถียงสำคัญว่า Pink Tourism อาจกลายเป็นเพียงการทำให้ความหลากหลายกลายเป็นสินค้า โดยไม่ได้นำไปสู่ความเท่าเทียมอย่างแท้จริงหรือไม่ ใครได้ประโยชน์จากตลาดนี้ รายได้กระจุกอยู่กับทุนเมืองใหญ่หรือกระจายไปถึง LGBTQ ในชุมชนและคนรายได้น้อยหรือเปล่า พร้อมชวนคิดต่อว่า หากไทยจะเดินหน้า Pink Tourism อย่างจริงจัง ควรเดินไปในทิศทางไหน เพื่อไม่ให้ 'ความหลากหลาย' ถูกใช้เพียงเป็นฉากหน้าในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ พูดคุยกับ ญาณี กลิ่นเมือง ผู้เขียนวิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เรื่อง “จากเครื่องสำอางสู่เวชสำอาง: โบราณคดีความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางในประเทศไทย” ชวนย้อนกลับไปสำรวจช่วงทศวรรษ 2480 ว่าเหตุใด “เครื่องสำอาง” และ “วิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง” จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสร้างชาติของรัฐไทย และแตกต่างจากการรับรู้เรื่องความงามในช่วงเวลาก่อนหน้านั้นอย่างไร
รายการเริ่มตั้งแต่การอธิบายบริบททางการเมืองและอุดมการณ์ของรัฐหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 บทบาทของคณะราษฎรสายสาธารณสุขอย่าง ดร.ตั้ว ลพานุกรม อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์คนแรก การริเริ่มสร้างสถาบันและองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ นโยบายและกฎหมายของรัฐ เช่น พ.ร.บ.ควบคุมการขายยา พ.ศ. 2479 และ พ.ร.บ.ควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479 ตลอดจนวิถีการใช้เครื่องสำอางของคนไทยในชีวิตประจำวัน
พร้อมชวนขยายคำถามไปสู่ประเด็นความงามกับผู้ชาย มาตรฐานความงามของผู้หญิงไทยที่เริ่มเปลี่ยนแปลงในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง และการเปรียบเทียบกับกระแส “ไทยนิยม” หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง เพื่อทำความเข้าใจว่า ความงาม วิทยาศาสตร์ และความเป็นไทย ถูกประกอบสร้างและปรับเปลี่ยนไปตามเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์อย่างไร ทั้งหมดนี้ติดตามได้ในรายการหมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ และภาวิน มาลัยวงศ์ ชวนอ่านและวิจารณ์หนังสือ We Have Never Been Woke: The Rise of Symbolic Elites & the Meaning of Wokeness (2024) ผลงานสำคัญของ Musa al-Gharbi ซึ่งตั้งคำถามต่อความหมายของ “wokeness” และโครงสร้างอำนาจในสังคมสมัยใหม่
Al-Gharbi เสนอว่าโลกยุคปัจจุบันไม่ได้ถูกครอบงำโดยเจ้าของโรงงานหรือผู้ถือทุนแบบเดิม แต่โดย “ชนชั้นสัญลักษณ์” (symbolic authority) หรือกลุ่มคนที่ทำงานกับข้อมูล ภาษา สัญลักษณ์ และความหมาย ได้แก่ นักวิชาการ นักข่าว ข้าราชการ เอ็นจีโอ คนทำงานสื่อ กฎหมาย เทคโนโลยี และสถาบันขนาดใหญ่ต่างๆ อำนาจของพวกเขาไม่ใช่ทุนทางเศรษฐกิจ แต่คือ อำนาจในการนิยามเรื่องจริง–เท็จ กำหนดกรอบคิด และชี้นำบรรทัดฐานสังคม
แม้กลุ่มนี้จะมองตัวเองว่าเป็นฝ่ายก้าวหน้าและใฝ่ความยุติธรรม แต่ก็มักทำงานอยู่ในสถาบันทางสังคมที่ปิดกั้นตัวเองอย่างที่สุด เช่น มหาวิทยาลัยชั้นนำ องค์กรสื่อใหญ่ บริษัทเทคโนโลยี เอ็นจีโอระหว่างประเทศ ที่ล้วนใช้ระบบคัดเลือกเข้มงวด หลักสูตรปริญญาที่จบยาก การฝึกงานที่ไม่จ่ายเงิน และวัฒนธรรมการพูด–คิดแบบเฉพาะกลุ่ม ผลลัพธ์คือ วัฒนธรรม “woke” กลายเป็นวัฒนธรรมชนชั้นกลางระดับสูง มากกว่าจะเป็นขบวนการของประชาชน
หนังสือชี้ว่าปัญหาไม่ใช่ “wokeness” ในตัวมันเอง แต่คือโครงสร้างของชนชั้นผู้ผลิตสัญลักษณ์ที่ใช้มันเป็นทั้งเกราะกำบังและเครื่องยกระดับสถานะ พร้อมเสนอให้ชนชั้นนี้ต้องหันกลับมาทบทวนอำนาจของตัวเอง ลดการเมืองเชิงสัญลักษณ์ และผลักดันความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น
ติดตามการสนทนาว่าด้วยชนชั้น อำนาจ และวัฒนธรรมการเมืองร่วมสมัยได้ใน #หมายเหตุประเพทไทย หกโมงเย็นวันอาทิตย์นี้ #WeHaveNeverBeenWoke #Wokeness #MusaalGharbi
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี และชานันท์ ยอดหงษ์ พูดคุยถึงบทบาทผู้หญิงไทยหลังการปฏิวัติ 2475 ผ่านงานของสุรเชษฐ์ สุขลาภกิจ “แม่และแม่บ้านสมัยใหม่: ผู้หญิงดี,ความเป็นไทย และวิทยาศาสตร์ ทศวรรษ 2460-2490” เผยแพร่ในวารสารประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ปีที่ 9 ฉบับที่ 1 (มกราคม -มิถุนายน 2565) (อ่านบทความ)
โดยบทความนี้ศึกษาการกำเนิด “แม่และแม่บ้านสมัยใหม่” ในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 25 และการจำแนก “ผู้หญิงดี” ในบริบทยุคกำเนิดรัฐชาติไทย โดยพบว่าความหมายของ “แม่” และ “แม่บ้าน” ถูกผูกเข้ากับครอบครัวในฐานะหน่วยพื้นฐานของชาติ พุทธศาสนาในฐานะองค์ประกอบของความเป็นไทย และวิทยาศาสตร์ในฐานะสัญลักษณ์ของความเป็นสมัยใหม่ โดยผู้หญิงถูกกำหนดบทบาทให้เปิดรับความรู้สมัยใหม่เพื่อดูแลตัวเองและครอบครัว แต่ก็ต้อง “รับอย่างพอดี” ไม่ล้นจนกลายเป็นความเป็นตะวันตกที่ถูกมองว่าเกินขอบเขต
หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ส่งผลให้บทบาทดังกล่าวถูกส่งเสริมในระดับรัฐผ่านการรณรงค์โดยรัฐบาล นโยบายวันแม่ การปรับปรุงการศึกษา และการขยายงานสาธารณสุข ซึ่งช่วยหล่อหลอมภาพอุดมคติของผู้หญิงในฐานะ “แม่และแม่บ้าน” ให้แพร่หลายไปในสังคมไทย
การเข้าสู่สมัยใหม่ของไทย สำหรับผู้หญิงไทยจึงถูกกำหนดความคาดหวังใหม่ ทั้งในฐานะผู้รักษาความเป็นไทย ผู้ดูแลครอบครัว และผู้ผลิตความเจริญให้กับชาติในยุคสมัยใหม่อีกด้วย #หมายเหตุประเพทไทย #สตรีไทย #การเปลี่ยนแปลงการปกครอง
หมายเหตุประเพทไทย Live เย็นวันอาทิตย์นี้ ชวนสำรวจรากเหง้า “นักโทษทางการเมือง” ในสังคมไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พร้อมตั้งคำถามว่าเราจะเข้าใจความยุติธรรมได้อย่างไร ในประเทศที่ยังมีผู้ต้องขังเพราะความคิดและการแสดงออกทางการเมือง โดยจนถึงปัจจุบันตัวเลขนักโทษและผู้ถูกดำเนินคดีเพราะการแสดงออกทางการเมืองก็ยังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในคดีมาตรา 112 ซึ่งถูกใช้ในระยะหลังอย่างแพร่หลาย หลายคดีไม่ได้รับสิทธิประกันตัว กระทบต่อชีวิต การศึกษา ครอบครัว เสรีภาพขั้นพื้นฐาน และจะไม่ได้รับผลนิรโทษกรรมตามร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่ปัจจุบันอยู่ในชั้นวุฒิสภา
เนื้อหาพูดถึงพัฒนาการเชิงประวัติศาสตร์ของนักโทษการเมืองไทย จากยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ยังไม่มีการแบ่งแยกคดีการเมือง, กรณี เทียนวรรณ และ ร.ศ.130, คดีฝ่ายซ้ายยุคสงครามเย็น, การจับกุมหลัง 6 ตุลาคม 2519, การปราบคอมมิวนิสต์–ขบวนการนักศึกษา, จนถึงคดีร่วมสมัย เช่น ไผ่ จตุภัทร์, เจ้าสาวหมาป่า และคดี 112 ในยุคปัจจุบันกว่า 284 คดี
พร้อมชวนอ่านงานศึกษาสำคัญ เช่น
รัฐราชทัณฑ์: อำนาจการลงทัณฑ์ในยุคสมัยใหม่ โดย ศรัญญู เทพสงเคราะห์ และ The Carceral Kingdom: Political Prisoners and History in Thailand โดย Tyrell Haberkorn
✨ เมื่อการชุมนุมประท้วงรูปแบบเดิมถูกปิดล้อม… พลังการเปลี่ยนแปลงก็หาทางใหม่เสมอ
แม้ท้องถนนจะเงียบลง ภายใต้กฎหมายที่เข้มข้นกว่าที่เคย แต่เสียงของผู้คนไม่เคยหยุดเคลื่อนไหว เพียงแต่ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่ลานกิจกรรมหรือบนท้องถนน วันนี้พลังเหล่านั้นได้ขยายตัวไปสู่พื้นที่ใหม่ ผ่านงานศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ และกลยุทธ์ใหม่ๆ ที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม
.
📌 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ชวนคุณสำรวจการเปลี่ยนผ่านของขบวนการเคลื่อนไหวยุคใหม่ กับ ผศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล หนึ่งในนักวิชาการผู้ศึกษาการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างต่อเนื่องและลึกซึ้งทั้งในไทยและต่างประเทศ ใน Talk อะ Rights Podcast Season 2
.
เราอาจไม่เห็นม็อบมหาศาลบนท้องถนนเหมือนในอดีต แต่นั่นไม่ได้แปลว่าผู้คนยอมแพ้ เพราะการต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีและสิทธิเสรีภาพ อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มองไม่เห็น แต่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม
✨ ความเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่?
✨ ทำไมความผิดหวังจึงไม่ใช่จุดจบ?
✨ บทเรียนสำคัญจากการชุมนุมปี 2563 บอกอะไรเรา?
ทำไม “ความโสด” ถึงกลายเป็นประเด็นให้คนอื่นรู้สึกว่าควรเข้ามาถาม? ทำไมในงานแต่งงาน วันรวมญาติ หรือแม้กระทั่งตอนกินข้าวกับที่บ้าน เรามักถูกยิงคำถามเดิมทุกปี “เมื่อไหร่จะแต่งงาน?” “ยังไม่มีแฟนอีกเหรอ?” ฯลฯ ” หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ภาวิน มาลัยวงศ์ และชานันท์ ยอดหงษ์ ชวนสำรวจว่าเหตุใดสังคมจึงผูก “ความสำเร็จของชีวิต” เข้ากับการมีคู่ และทำให้ความโสดถูกมองว่าเป็นภาวะต้องแก้ ทั้งที่หลายคนอยู่คนเดียวได้ดีและมีความสุขกว่าที่สังคมคิด ผ่านกรอบคิดเรื่อง Singlism และการผลักให้ความโสดกลายเป็น “ปัญหา” จนเกิด Single Shaming โดยไม่รู้ตัว
ชวนดูงานวิจัย สถิติ และปรากฏการณ์ในวัฒนธรรมป็อปที่ตอกย้ำว่าความโสดเท่ากับ “ยังไม่สมบูรณ์” พร้อมชวนคิดว่าเหตุใดระบบทุนนิยม เมืองใหญ่ และค่านิยมครอบครัวแบบดั้งเดิมจึงเร่งแรงกดดันนี้ขึ้นไปอีก ในขณะที่นโยบายรัฐเองก็ผูกบทบาทพลเมืองเข้ากับการแต่งงานและการมีลูก ความโสดจึงถูกตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้คุณจะโอเคกับชีวิตของตัวเองก็ตาม
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ชานันท์ ยอดหงษ์ และประภาภูมิ เอี่ยมสม พูดคุยกับ อ.ดร.ศิรดา เขมานิฏฐาไท จากสาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ว่าด้วยจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายผู้ลี้ภัยในประเทศไทย หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ผู้หนีภัยการสู้รบที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวตามแนวชายแดนไทย–พม่า ได้สิทธิทำงานอย่างถูกกฎหมายเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 40 ปี ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา
รายการชวนสำรวจบริบทเบื้องหลังนโยบายนี้ ตั้งแต่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองระหว่างประเทศภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดงบความช่วยเหลือ ไปจนถึงสถานการณ์แรงงานที่ขาดแคลนกะทันหันจากความตึงเครียดไทย–กัมพูชา รวมถึงข้อเสนอเชิงนโยบายที่เตรียมการมาเป็นเวลายาวนานเพื่อผลักดันให้ผู้ลี้ภัยในค่ายผู้อพยพสามารถทำงานและบูรณาการเข้ากับสังคมไทยได้ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้รัฐไทยต้องขยับจากแนวทางเดิมที่เน้นการส่งผู้ลี้ภัยไปประเทศที่สาม มาสู่การส่งเสริมการผนวกรวมกับสังคม (local integration) เพื่อให้ผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้มีบทบาทร่วมพัฒนาสังคมไทยในระยะยาว พร้อมชวนวิเคราะห์ว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายครั้งนี้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว หรือเป็นก้าวแรกของการมองผู้ลี้ภัยในฐานะเพื่อนร่วมสังคมจริงๆ
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี และชานันท์ ยอดหงษ์ พูดถึงความเป็นมาของ “โครงการศิลปาชีพ” ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นอกจากแง่มุมของการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมแห่งชาติ และการส่งเสริมหัตถศิลป์ของกลุ่มสตรีในชนบท ซึ่งช่วยสร้างอาชีพในช่วงว่างเว้นจากภาคเกษตร ยกระดับคุณภาพชีวิต และส่งเสริมบทบาทสตรีในฐานะผู้สืบทอดงานศิลปะแล้ว โครงการศิลปาชีพยังถือกำเนิดขึ้นในบริบท “สงครามเย็น” ที่ขณะนั้นพื้นที่ชนบทยังคงมีอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
การขยายขอบเขตของโครงการไปสู่กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ทุรกันดาร ยังสัมพันธ์กับยุทธศาสตร์การพัฒนาชนบทของรัฐในทศวรรษ 2520 ซึ่งมุ่งดึงกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เข้ามาอยู่ในเครือข่ายโครงการศิลปาชีพ เพื่อแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ—หนึ่งในปัจจัยที่ผลักให้หลายชุมชนเข้าร่วมกับคอมมิวนิสต์ นอกจากนี้ นายทหารระดับสูงจากกองทัพภาคที่ 2 และ 3 ยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนโครงการดังกล่าว จนเกิดภาพของ “ทหารนักพัฒนา” ขึ้นในสังคมไทย พร้อมทั้งชวนอ่านบทความ “โครงการศิลปาชีพกับการสร้างความหมาย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” โดย ธัญสินี ใยสูนโย เผยแพร่ใน อินทนิลทักษิณสาร ปีที่ 14 ฉบับที่ 2 (2562) (อ่านบทความที่นี่)























