Discover
Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)
Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)
Author: watpasukato
Subscribed: 586Played: 23,192Subscribe
Share
© Copyright 2020 All rights reserved.
Description
เสียงบรรยายธรรมของหลวงพ่อไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต
Dhamma talks by Venerable (Luangpor) Paisal Visalo, Abbot of Watpasukato, Chaiyaphum, Thailand.
MP3 files are courtesy of https://www.facebook.com/Zensukato
Contact admin: watpasukato19@gmail.com
Dhamma talks by Venerable (Luangpor) Paisal Visalo, Abbot of Watpasukato, Chaiyaphum, Thailand.
MP3 files are courtesy of https://www.facebook.com/Zensukato
Contact admin: watpasukato19@gmail.com
1371 Episodes
Reverse
5 ธ.ค. 68 - ปรับจิตให้พอดี ใช้ชีวิตให้สมดุล : คนที่เพ่งเพราะการปฏิบัติผิด เวลาจะแก้ยากกว่าคนที่ส่งจิตออกนอก แล้วพยายามกลับมาดูจิตดูใจ คนที่ส่งจิตออกนอกแล้วพยายามกลับมาดูจิตดูใจ ดูเหมือนยาก แต่ว่าการเพ่ง แล้วพยายามแก้อารมณ์ให้คลายสู่ความพอดี กลับยากกว่า
อันนี้เป็นเพราะว่าชอบตั้งท่าปฏิบัติ ทำใจไม่ได้ ถ้าบอกว่าไม่ต้องปฏิบัติ ก็จะเผลอปฏิบัติแต่อย่างนั้น แต่พอปฏิบัติทีไรก็ผิดทุกที เพราะว่าตั้งท่ามากไป ตั้งใจมากไป เลยใช้เวลานาน เรื่องแบบนี้เราแต่ละคนต้องรู้จักแก้อารมณ์ของตัวเอง เพราะบางอย่าง สิ่งที่จะช่วยเราได้ อาจจะไม่ใช่วิธีการมาตรฐานที่ครูบาอาจารย์แนะนำ
ครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่ก็แนะนำว่าอย่าส่งจิตออกนอก แต่บางครั้งถ้าจิตเพ่งเข้าใน ก็ต้องพยายามดึงออกไป ให้ไปรับรู้สิ่งภายนอก จะได้เกิดความพอดี แต่ว่าวิธีนี้เป็นเรื่องเฉพาะตัว แต่ละคนต่างต้องหาวิธีการแก้ของตัวเอง เพื่อให้เกิดความพอดี เกิดความสมดุล นี่เป็นหัวใจของการปฏิบัติและการดำเนินชีวิต
4 ธ.ค. 68 - คิดให้ชัดก็ปฎิบัติได้ผล : เวลาปฏิบัติธรรม นอกจากความเพียร ความศรัทธาแล้ว ต้องมีความคิดที่ชัดเจนว่าต้องการอะไร แล้วเวลาจะเอาการปฏิบัติธรรมรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งมาใช้ ก็ต้องถามก่อนว่า วิธีนั้นมีจุดมุ่งหมายอะไร ตรงกับที่เราต้องการไหม แล้วถ้าต้องการได้สติ ต้องการได้ปัญญา สมาธิ อะไรบ้างที่จะทำให้เกิดคุณธรรมเหล่านั้นในตัวเรา
อันนี้เป็นเรื่องการคิดให้ชัด คิดให้ชัดทั้งในแง่ของวัตถุประสงค์ เป้าหมาย เรียกว่า อัตถัญญุตา แล้วคิดให้ชัดว่า มีหลักการอะไรที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ว่า ที่ต้องการ หลักการที่ว่าก็คือธรรมะนั่นเอง อันนี้เขาเรียกว่า ธัมมัญญุตา รู้เหตุ รู้ผล หรือรู้ผล รู้เหตุ
ฉะนั้นถ้าเข้าใจชัด คิดชัด การปฏิบัติธรรมก็จะไม่ยาก สามารถจะประยุกต์ใช้ได้กับชีวิตประจำวัน และสามารถที่จะนำพาผู้คนให้เข้าถึงธรรมะอย่างที่เราต้องการได้ แต่ถ้าคิดไม่ชัดแล้ว ก็จะเป็นเรื่องการทำตามรูปแบบ เสร็จแล้วก็ลงเอยด้วยความผิดหวัง เพราะไปบังคับยัดเยียด แล้วเขาไม่เอาด้วย หรือเกิดความงมงายขึ้นมา อันนี้เป็นสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นกับผู้ใฝ่ธรรม ผู้ปฏิบัติธรรมจำนวนมาก เพราะว่าคิดไม่ชัด จับหลักไม่ได้ ก็เลยปฏิบัติผิด หรือว่าไม่เกิดผล
3 ธ.ค. 68 - ปฎิบัติถูกเพราะจับหลักได้ : การฝึกสติก็ต้องอนุญาตให้ความหลงเกิดขึ้นได้ เพื่อที่จิตหรือสติจะจำได้ว่าไอ้ตัวหลงเป็นยังไง ไม่ว่าจะมาในรูปของความโกรธ ความโศก ความเศร้า ความคิดลบ ความคิดฟุ้ง พวกนี้เป็นตัวที่ทำให้จิตหลงได้ทั้งนั้น ถ้าจะให้จิตมีสติ ก็ต้องรู้ทันความหลง ความฟุ้งที่เกิดขึ้น แล้วต้องอนุญาตให้ความฟุ้งเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่บังคับจิตไม่ให้ฟุ้ง ไม่ให้คิด
อันนี้คือวิธีการ คือหลักที่จะต้องรู้ นักปฏิบัติต้องจับหลักได้ จับหลักได้คือรู้ว่าต้องการอะไร ต้องการธรรมะอะไรให้เกิดขึ้นในใจ และธรรมะนั้นมีลักษณะอย่างไร จะสร้างขึ้นมาได้อย่างไร มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย และวิธีการใดที่จะทำให้ธรรมะที่ว่าเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นสติ สมาธิ ความรู้สึกตัว ปัญญา ศรัทธา ปีติ ปราโมทย์ เมตตา กรุณา
ฉะนั้นถ้าเข้าใจทั้งจุดมุ่งหมายคืออรรถ และเข้าใจหลักการคือเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดธรรมะนั้นขึ้นมาได้ การปฏิบัติจึงจะมีโอกาสที่ไปได้ถูก แล้วเกิดเจริญงอกงาม ไม่เช่นนั้นก็ทำไปตามประเพณี ทำสักแต่ว่าทำ แล้วก็อาจจะทำให้เกิดความหลง ให้ทานก็ทำตาม ๆ กัน แต่จิตใจก็ไม่ได้มีความโลภน้อยลงเลย รักษาศีลก็กลับมีกิเลสมากขึ้น หรือภาวนาก็เกิดความหลงตัวลืมตน อันนี้เพราะว่าไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายของการปฏิบัติธรรม และไม่เข้าใจหลัก ก็เลยปฏิบัติผิด
2 ธ.ค. 68 - เห็นธรรมจากทุกข์ : เวลาทุกข์อย่าทุกข์ฟรีๆ ให้หาประโยชน์จากความทุกข์ให้ได้ อย่างน้อยก็มาเป็นเครื่องฝึกใจให้มีสติ ถึงแม้ปัญญายังไม่ทันเกิดก็มีสติเอาไว้ มีสติเห็นความโกรธ มีสติเห็นความเศร้า มีสติเห็นความคับแค้น มีสติเห็นความเหงาความเครียด
การที่เห็นอารมณ์เหล่านี้ ก็ช่วยทำให้สามารถยกจิตเหนืออารมณ์เหล่านั้นได้ แม้จะเป็นการพ้นทุกข์ชั่วคราว เพราะว่าปัญญายังไม่เกิด แต่ว่าสติที่เป็นเหมือนตาใน ที่ทำให้เห็นความโกรธ ความเศร้า ต่อไปก็จะเห็น แสดงสัจธรรมให้เห็นชัด ความไม่เที่ยง ความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ความโกรธก็ไม่ใช่เรา ความทุกข์ก็ไม่ใช่เรา อันนี้คืออนัตตานั่นเอง
และถ้ามองไปลึกๆ ก็จะเห็นตัวสมุทัย ซึ่งก็หนีไม่พ้นอุปาทาน ไม่ว่าจะเป็นอัตตวาทุปาทาน ความยึดติดในความคิดว่ามีตัวตน ทิฏฐุปาทาน ความยึดติดในความเห็นความเชื่อ กามุปาทาน ความยึดติดในทรัพย์ ในสิ่งที่ให้ความสุขทางวัตถุ หรือแม้แต่ความยึดติดในแบบแผนวิธีการ สีลัพพตุปาทาน สุดท้ายก็ไม่หนีพ้นอุปทานทั้ง 4
อันนี้คือตัวสมุทัย ซึ่งถ้าเราเห็นชัดมากเท่าไร การที่จิตจะหลุดจากความยึดติดถือมั่นก็มีมากเท่านั้น ก็เป็นสิ่งที่เราเรียนรู้ได้ในความทุกข์ เรียนรู้ได้จากทุกปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นในทางโลกเขาบอกว่าปัญหาอยู่ไหน เงินอยู่ตรงนั้น ในทางธรรมก็เหมือนกัน ปัญหาอยู่ตรงไหน ธรรมะก็อยู่ตรงนั้น จะว่าไปปัญหาก็เป็นขุมทรัพย์ที่เปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้ธรรม เช่นเดียวกับความทุกข์
1 ธ.ค. 68 - สุขเพราะวาง : ปัญหาก็มีเอาไว้ให้แก้ ไม่ใช่มีไว้กลุ้ม ถ้าเรายังไม่มีเวลาที่จะแก้ปัญหา ก็วางลง หนี้สินก็เหมือนกัน หนี้สินมีไว้เพื่อชำระ ไม่ใช่มีไว้เพื่อแบก ถ้าเราเริ่มรู้จักการแบก และรู้จักการวางบ้าง ก็จะช่วยได้ แต่จะให้คิดเอานี่วางไม่ได้ ต้องมีสติ เพราะว่าอย่างที่บอกไว้แล้วว่า เรายึด เราแบก เพราะความหลง ต่อเมื่อมีสติ มีความรู้สึกตัว จึงจะวางลงได้ เพราะเมื่อความหลงหายไป การวาง การปล่อยจึงจะเกิดขึ้นได้
ยังไม่ต้องถึงขั้นปล่อยวางความยึดถือในตัวกูของกู แค่วางความทรงจำที่เจ็บปวด วางปัญหาที่ยังแก้ไขไม่ลุล่วง วางงานการที่ยังคาราคาซังอยู่บ้าง ลงจากใจ ถึงเวลานอนก็นอน ถึงเวลากินก็กิน วางทุกอย่างลง อาบน้ำก็อยู่กับการอาบน้ำ เราจะเริ่มพบกับความสงบ เป็นความสงบที่เกิดจากการวาง แม้จะวางได้ไม่ถึงที่สุด แต่ สติ และ ความรู้สึกตัว ช่วยทำให้เราพบกับความสุขอย่างแท้จริง ไม่ใช่ความสุขจากการได้ การมี แต่เป็นความสุขจากการปล่อย การวาง
30 พ.ย. 68 - หนาวทั้งที อย่าทุกข์ฟรีๆ : ถ้าเป็นเรื่องอารมณ์อกุศลเกิดขึ้นแล้วไม่รู้ ก็เท่ากับปล่อยให้เข้าไปเล่นงาน เล่นงานจิตใจเรา ซ้ำเติมเพิ่มทุกข์ให้ แล้วคนเดี๋ยวนี้แก้ปัญหาความทุกข์ของตัวเองไม่ได้ พื้นฐานก็เพราะว่าไม่รู้ว่าตอนนี้มีความทุกข์แบบไหน ก็เลยไม่รู้ว่าทุกข์เพราะเรื่องอะไร หรือทุกข์เพราะสาเหตุใด ยังไม่ต้องลากไปถึงเรื่องของอุปาทาน กิเลส อวิชชา แค่ทุกข์เพราะเรื่องอะไรก็ตอบไม่ได้
ถ้าเราใช้โอกาสที่หนาว ๆ แบบนี้ มาฝึกใจ ดูกาย ดูจิต ดูเวทนา หรืออย่างน้อยก็ดูกายดูจิตก่อน ให้เห็นใจที่บ่น ใจที่โวยวาย ใจที่หงุดหงิด อันนี้ก็ถือว่าเป็นนักฉวยโอกาสแล้ว ฉวยโอกาสในทางธรรม แล้วจะทำอย่างนั้นได้ก็เรียกว่าไม่ได้ทุกข์ฟรี ๆ ทุกข์ทั้งทีก็ได้อะไรให้เกิดประโยชน์แก่จิตใจของตัวเองบ้าง
29 พ.ย. 68 - มีโดยไม่ยึดเป็นเจ้าของ : ให้เตือนใจอยู่เสมอ เวลาดีใจ เพราะได้อะไรมา ได้เสพอะไรมา กินของอร่อย ฟังเพลงเพราะ ถ้าเรามีสติสักหน่อยก็ไม่เพลินกับมันมาก เพราะถ้าเพลินกับมัน ถึงเวลามันหายไป เสื่อมไป ก็ไม่ทุกข์ เวลาใจสงบก็เหมือนกัน สงบก็อย่าไปปลื้ม อย่าไปหลง อย่าไปดีใจ เพราะว่ามันก็ของชั่วคราวเหมือนกัน ไม่ช้าก็เร็วธรรมชาติก็เอาไป ถึงตอนนั้นก็ไม่ทุกข์
ฉะนั้นถ้าเราวางใจแบบนี้ ก็จะอยู่กับโลกที่มีความผันผวนแปรปรวน แม้จะไม่เที่ยงแต่ว่าใจก็ไม่ทุกข์ แม้ทุกอย่างจะไม่ใช่ของเรา สักวันธรรมชาติเอาไป และถึงตอนนั้นใจก็ไม่ทุกข์ เพราะรู้ว่าเป็นเช่นนั้นเอง
20 พ.ย. 68 - ฝึกใจให้เห็นความจริง : การเจริญสติ เวลาที่ครูบาอาจารย์บอกให้เห็นๆ ก็เห็นอย่างที่ว่ามา เริ่มต้นจากการเห็นกายเคลื่อนไหว เห็นใจคิดนึก เห็นทั้งความคิดและอารมณ์ ต่อไปก็เห็นความคิดที่ไม่ดีเกิดขึ้น และยอมรับได้ ไม่ปกปิดไม่กดข่ม แล้วต่อไปก็มองทะลุเห็นกิเลส หรือตัวอวิชชา ที่อยู่เบื้องหลังความคิดที่ไม่ดี อารมณ์ที่ไม่ดี จะเรียกว่าตัวอุปาทานก็ได้ ต่อไปก็เห็นว่าพวกนี้ ความคิดก็ดี อารมณ์ก็ดี กิเลสก็ดี แม้กระทั่งความทุกข์ ไม่ใช่เรา แค่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับกายกับใจ
แล้วต่อไปก็เห็นถึงขั้นว่าไม่มีเรา มีแต่รูปกับนาม เกิดอาการแยกออกมา ที่เขาเรียกว่าแยกรูปแยกนาม ที่จริงรูปกับนามแยกกันอยู่แล้ว แต่ความหมายจริงๆ คือแยกตัวกูออกมาเป็นรูปกับนาม ไม่มีตัวกู ถ้าเราเห็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นต่อไป เห็นไตรลักษณ์ เห็นปรมัตถ์ เห็นสมมติไปเรื่อยๆ อย่างน้อยก็เห็นก่อน เห็นกายเคลื่อนไหว หรือรู้กายเคลื่อนไหวใจคิดนึก เห็นความคิดไม่ใช่เรา เห็นความโกรธไม่ใช่เรา เวลามันมีก็รู้แต่ว่าข้างในมันร้อน ข้างในมันขุ่นมัว แต่ไม่ใช่เราร้อน ไม่ใช่เราขุ่นมัว
ทำไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นเอง อย่าไปบังคับให้เห็น แล้วก็ไม่ใช่เรื่องการใช้ความคิดด้วย แต่เป็นเรื่องของการที่รับรู้หรือรู้สึกได้ พูดภาษาชาวบ้านคือรับรู้ด้วยใจ แต่ที่จริงคือรับรู้หรือเห็นด้วยสติ จนเกิดการพัฒนากลายเป็นการเห็นด้วยปัญญา พอเห็นด้วยปัญญาก็อย่างที่เราสวดในบทติลักขณาทิคาถา เห็นด้วยปัญญาว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อนั้นแหละก็จะเป็นหนทางออกจากทุกข์ได้
19 พ.ย. 68 - ทำเต็มที่แต่ใจไม่เครียด : ไม่ว่าเราทำอะไร เราเกี่ยวข้องกับจุดหมายปลายทางได้ถูกต้อง หรือเกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ได้ถูกต้อง งานยากแค่ไหน เราไม่เครียด แต่ความเพียรก็ไม่ได้ลดหย่อนลงไปเลย ไม่ใช่ว่าหายเครียดเพราะเกียจคร้าน ยังทำความเพียรอยู่ แต่ไม่เครียด เรียกว่าทำเต็มที่ แต่ไม่ซีเรียส อันนี้แหละเป็นท่าทีที่ควรจะมาเอามาฝึกตน เวลาปฏิบัติธรรม หรือว่าเวลาทำอะไรก็ตาม ไม่ว่าทางธรรมหรือทางโลก มีประโยชน์ทั้งนั้น
18 พ.ย. 68 - ตัวช่วยและบททดสอบที่ควรมี : ใครที่ทำอะไรไม่ถูกต้อง ผิดกติกา ผิดมารยาท ผิดระเบียบ พวกนี้เป็นบททดสอบได้ รวมถึงเวลาซื้อของ ซื้อของแพงกว่าคนอื่น แม่ค้าจ่ายเงินทอนไม่ครบ พวกนี้ก็เป็นบททดสอบ หรือของหาย บางทีโทรศัพท์หาย นั่นคือบททดสอบอย่างดีเลยว่า สติเราเอาอยู่ไหม เราจะรับมือกับความสูญเสียได้หรือเปล่า ถ้าเรามองแบบนี้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเราจะเป็นของดี รวมถึงสิ่งที่เป็นอนิฏฐารมณ์
อนิฏฐารมณ์ คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่ไม่น่าพอใจ หรือเหตุร้าย เช่น คำต่อว่าด่าทอ ความสูญเสีย พวกนี้เป็นอนิฏฐารมณ์ที่ไม่มีใครชอบ แต่จะกลายเป็นของดีทันทีสำหรับเรา ถ้าหากว่าเรามองว่านี่คือบททดสอบสติของเรา
17 พ.ย. 68 - ตั้งใจแต่ไม่บังคับจิต : ทำไมตอนที่พยายามระงับความโกรธ ความโกรธไม่หาย ก็เพราะว่าพยายามใช้เวลากดข่ม แม้จะบริกรรมว่า โกรธหนอ โกรธหนอ แต่ว่าใจลึก ๆ ก็อยากจะให้ความโกรธหายไป ทนไม่ได้ แต่พอสุดท้าย เธอโกรธก็ได้ คือยอม อนุญาตให้มันเกิดขึ้นได้ พออนุญาตให้เกิดขึ้นได้ มันไปเลย เพราะตอนนั้นใจยอมรับแล้ว ไม่ผลักไส แค่รับรู้เฉย ๆ
บางครั้งการอนุญาตให้อารมณ์ความคิดบางอย่างเกิดขึ้นโดยที่ไม่ผลักไส ช่วยได้เยอะ เพราะว่ามันนำไปสู่การรู้ซื่อ ๆ รู้ซื่อ ๆ คือ ไม่ผลักไส ไม่ไหลตาม รู้ซื่อ ๆ ยอมรับ จะฟุ้งก็ยอมรับ เพราะฉะนั้นจึงบอกว่า การที่เรายอมให้หลง เป็นข้อดี เป็นความดีอย่างหนึ่ง ดีอย่างแรกคือ ดีที่รู้ว่าหลง ดีอย่างที่สองก็คือว่า ได้สติ พาใจกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว แล้วดีอย่างที่สามคือ ดีที่อนุญาตให้หลงได้ ฟุ้งได้ ถ้าไม่อนุญาตมันยิ่งก่อกวนรังควานเข้าไปใหญ่
16 พ.ย. 68 - ทุกข์เพราะไม่รู้ใจ : การปฏิบัติก็เพื่อสิ่งนี้ เห็นทั้งข้างนอก เห็นทั้งข้างใน และสุดท้ายก็จะพบว่า ข้างนอกไม่ได้เป็นเหตุแห่งทุกข์เลย ถ้าพูดถึงความทุกข์ใจ ไม่ว่าจะเป็นการกระทําคําพูดของใคร ดินฟ้าอากาศ ความสําเร็จ ความล้มเหลว แต่ว่าการปรุงแต่งในใจ รวมทั้งความหลง ไม่รู้ทันความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจ
พยายามหมั่นฝึกเอาไว้ เห็นทั้งข้างนอก เห็นทั้งข้างใน เราจะได้ไม่ไปโทษสิ่งภายนอกมาก จนลืมที่จะดูแลใจเราให้มีสติให้มีปัญญาเป็นเครื่องคุ้มกันรักษาใจ แม้ว่าจะเผลอปล่อยให้อารมณ์ที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นในใจ แต่ก็ยังไม่สายที่เราจะรักษาใจไม่ให้ทุกข์ ไม่ให้ถูกอารมณ์เหล่านี้ทําลายได้
15 พ.ย. 68 - เห็นนอกเห็นในใจสงบ : การที่เราฝึก มามีสติอยู่ความคิดและอารมณ์ หรือมีใจเห็นความคิดและอารมณ์นี้เป็นของดี เพราะฉะนั้นเวลายุงกัด ยุงตอม มดกัด หรือเสียงหมาเห่าเป็นของดีเลย มาฝึกให้เรามาดูใจว่าใจกระเพื่อมไหม มีความไม่พอใจเกิดขึ้นไหม มีความวิตก มีความกังวลเกิดขึ้นหรือเปล่า นั่นเป็นของดีโดยเฉพาะถ้ามองในแง่ของการฝึก ให้มาเห็นทั้งข้างนอกและเห็นทั้งข้างใน
และที่จริงไม่ใช่เป็นเฉพาะฝึกเวลาปฏิบัติอย่างเดียว แม้ขณะในชีวิตประจำวันก็จำเป็นต้องมีสิ่งนี้ด้วย พอไม่อย่างนั้นเราก็จะโดนอารมณ์ท่วมทับ เวลาใครพูดไม่ดีกับเรา เราก็โกรธ ถูกความโกรธเล่นงาน สั่งให้เราด่ากลับไป ตอบโต้กลับไป แต่เราไม่เห็นความโกรธ เราปล่อยให้ความโกรธครอบงำเรา แทนที่เราจะรู้ทันแล้วก็วางมันลง หรือว่าปล่อยให้มันเกิดขึ้นโดยที่ทำอะไรใจเราไม่ได้ ในชีวิตประจำวันที่เราทุกข์เพราะเราเห็นแต่ข้างนอก แต่เราไม่เห็นข้างใน อารมณ์ต่าง ๆ ก็เลยเล่นงานเรา รวมทั้งความคิดต่าง ๆ ก็ก่อกวนรังควาน อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องหมั่นฝึกในชีวิตประจำวันด้วยไม่ใช่เฉพาะในการปฏิบัติเท่านั้น
14 พ.ย. 68 - เรียนรู้จากทุกอย่างที่เกิดขึ้น
13 พ.ย. 68 - สุขหรือทุกข์ก็อย่าทิ้งสติ : ที่เรามา ก็ถือว่าพวกเรามีโชค ที่เราไม่เจ็บไม่ป่วย ที่เรายังมีกำลังวังชา เอาสิ่งดีๆ เหล่านี้มาใช้เพื่อการปฏิบัติ เพื่อการฝึกฝนตน เพื่อให้มีสติ แล้วเพื่อเอามาใช้รับมือทั้งกับความสุข หรือว่าความพอใจที่เกิดขึ้น เพราะถ้าเราไม่สามารถจะวางใจให้ถูกต้องกับความสุข ความสบาย สิ่งที่ถูกใจแล้ว
พอเจอความทุกข์ เจอความไม่สบาย เจอความไม่ถูกใจ เราก็ยิ่งทุกข์เข้าไปใหญ่เหมือนกันถ้าเกิดเราวางใจไม่ถูกกับคำชม คำสรรเสริญ เราหลงใหลได้ปลื้มกับมัน อยากโชว์อยากอวด ถึงเวลาเราเจอคำต่อว่าด่าทอ คำตำหนิ เราก็จะทุกข์
4 พ.ย. 68 - รู้ทันอุบายของความโกรธ : การให้อภัยหรือแผ่เมตตา ช่วยได้มาก เพราะถ้าเราให้อภัยได้ แผ่เมตตาได้ ความโกรธก็อยู่ไม่ได้ แต่ก็ไม่ยอมที่จะให้เราให้อภัย เพราะว่าจะบอกเราว่าให้อภัยได้ยังไง เดี๋ยวก็ได้ใจสิ ให้อภัยไม่ได้ อันนี้เป็นเหตุผลของความโกรธ เพราะรู้ว่าถ้าเราให้อภัย ก็จะหายไปจากใจเรา และขณะเดียวกันก็พยายามให้เราส่งจิตออกนอก พุ่งไปที่คนที่เราต้องการแก้แค้น เพราะกลัวว่าถ้าเราหันมาดูใจ จะเห็น เห็นผู้ร้ายที่หลบซ่อนอยู่ในใจ
ความโกรธกลัวถูกรู้ ถูกเห็น ถ้าถูกรู้เห็นเมื่อไหร่ ก็จะละลายหายไป เมื่อกลัวถูกรู้ถูกเห็น ก็เลยพยายามล่อให้ส่งจิตออกนอก ออกไปสนใจสิ่งอื่นแทน อย่าหันใจ อย่าเอาความใส่ใจ ความสนใจกลับมาที่ใจ เพราะเดี๋ยวจะเห็นความโกรธ แล้วจะอยู่ไม่ได้ ฉลาดมากแต่ว่าไม่เกินความสามารถของสติที่จะรู้ทัน แล้วก็จัดการกับความโกรธนั้นอย่างละม่อม ไม่ใช่ด้วยการกดข่ม แต่เพียงแค่รู้ เห็น แบบรู้ซื่อ ๆ ก็อยู่ไม่ได้
3 พ.ย. 68 - อยู่กับตัวเองได้ก็ไกลทุกข์ : ที่จริงเพื่อนมีก็คือ ใจของเรา ถ้าเป็นมิตรกับตัวเองได้ แม้จะนอนติดเตียงก็ไม่ทรมาน ซึ่งก็ยากก็ต้องเริ่มต้นจากการที่แม้ชีวิตเราไม่เจ็บไม่ป่วย สุขภาพดี เราก็ยังอยู่กับตัวเองเป็น เป็นมิตรกับตัวเองได้ จะทำอย่างนี้ได้เพราะจากการปฏิบัติ หรือการมาอยู่วัดเป็นเรื่องยาก เพราะว่าถึงที่สุดแล้วเราไม่สามารถหนีตัวเองได้ แต่ว่าการที่เราหนีตัวเองไม่ได้นั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญก็คือว่าเราสามารถที่จะเป็นมิตรกับตัวเองให้ได้จากการปฏิบัติ
ฉะนั้นถึงแม้จะลำบาก ที่จะต้องฝืนใจ แต่ว่ารางวัลที่ได้มีคุณค่ามาก เพราะจะทำให้เราอยู่กับตัวเองเป็น และสุดท้ายเราก็เป็นมิตรกับตัวเองได้ เวลาเจอภัย เจอเหตุร้าย ก็ไม่ปล่อยให้ใจมาซ้ำเติมเพิ่มทุกข์ให้กับตัวเอง ตรงข้ามสามารถจะให้ใจ หรือสติ หรือธรรมะที่มี ซึ่งก็เกิดจากการฝึกตน จิตที่ฝึกไว้ดีแล้ว จะช่วยทำให้หนักกลายเป็นเบา ร้ายกลายเป็นดีได้ เจอความเจ็บป่วยก็กลับเห็นธรรมที่ทำให้ออกจากทุกข์ได้เร็วขึ้น นี้เพราะว่าเป็นมิตรกับตัวเอง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จากการที่เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองให้เป็น
อันนี้สำคัญมาก แล้วก็เป็นสิ่งที่เราควรจะเริ่มทำให้เกิดเป็นธรรมชาติส่วนหนึ่งของเรา ก่อนที่เราจะแก่ ก่อนที่เราจะเจ็บป่วย ก่อนที่เราจะสูญเสีย เพราะถ้าถึงตอนนั้นแล้ว เรายังอยู่กับตัวเองไม่เป็นจะทรมานมาก จิตที่ไม่ฝึกจะกลับมาทำร้ายเรายิ่งกว่าโจรทำร้ายโจรด้วยกัน และนี่ก็เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้
31 ต.ค. 68 - อย่าปล่อยให้ความคิดลบดึงดูดใจเรา : เราฝึกในชีวิตประจำวันให้รู้กายเคลื่อนไหว ต่อไปก็จะรู้ใจคิดนึก รู้เอง เพราะสติบอกแล้วถึงตอนนั้นเราจะพบว่ารูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส รวมทั้งธรรมารมณ์ ไม่ว่าน่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ จะมีแรงดึงดูด หรือว่าสะกดใจเราได้น้อยลง รูปที่งาม หรือรูปที่น่าเกลียด เสียงที่เพราะ หรือเสียงที่ชวนรำคาญ จะทำอะไรใจเราไม่ได้ จะดึงดูด จะเย้ายวนสะกดใจเราไม่ได้ เพราะเรารู้วิธีที่จะแค่รู้ซื่อๆ แต่ก่อนก็ใช้วิธีเมิน แต่ตอนหลังแค่รู้ซื่อๆ ก็ทำให้หมดพิษสง
ให้เราสังเกตว่า รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสที่ไม่น่าพอใจ ทำไมถึงดึงดูดใจเราได้ ทำไมถึงครองใจเราได้ ทั้งๆ ที่ครองใจเราทีไร ดึงดูดใจทีไร ทุกข์ทุกที โกรธหงุดหงิดทุกที นั่นเป็นเพราะเราหลง เป็นเพราะเราขาดสติ เป็นเพราะเราไม่รู้จักวิธีที่จะเมิน หรือว่าพัฒนาไปสู่การรู้ซื่อๆ
30 ต.ค. 68 - ธรรมะให้ผลถ้าปฎิบัติถูก : ความหมายของการให้คุณค่ากับปัจจุบันขณะ แต่เราก็สามารถจะวางแผนหรือนึกถึงอนาคตได้ เพื่อกลับมาเตือนใจให้เห็นความสำคัญของปัจจุบัน และใช้เวลาแต่ละนาทีในปัจจุบันให้มีคุณค่ามากที่สุด ถ้าเข้าใจความหมายนี้ การอยู่กับปัจจุบันก็ไม่ได้ขัดแย้งกับการนึกถึงอนาคต อยู่ที่ว่าจะนึกเพื่อให้เกิดความพะวงหรือกระตุ้นให้เกิดความไม่ประมาท
เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมโดยสมควรแก่ธรรม เป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ใช่ว่าฟังธรรมแล้วก็ไปปฏิบัติแต่ปฏิบัติไม่ถูก ความขยันของเราก็อาจจะไม่เกิดผล ธรรมะจะให้ผลดี ต้องปฏิบัติให้ถูก จับหลักให้ได้ ก็จะทำให้เกิดความเจริญงอกงามในชีวิต
29 ต.ค. 68 - ทักษะที่สำคัญสำหรับคนยุคนี้ : คนเราถ้าหากว่าคิดเก่ง คิดเป็น คิดเร็ว คิดไว ก็ง่ายมากที่จะทำตามความคิดทุกอย่าง แต่ถ้าเรามีสติ มีความรู้สึกตัว ก็ช่วยทำให้เราสามารถจะเป็นนายความคิดได้ ความคิดกลายเป็นบ่าว แล้วพอเป็นบ่าวแล้วก็จะเป็นบ่าวที่ดี
แต่ถ้าไม่มีสติ ไม่มีความรู้สึกตัว ความคิดก็เป็นนายเรา พอเป็นนายแล้วเราก็แย่เลย ยังไม่ต้องพูดถึงว่า ถ้าคิดเยอะ คิดมาก คิดไม่หยุด การที่จะหาคำตอบ หาความคิดดีๆ นั้น ได้ยากมาก แต่พอหยุดคิด รู้จักพักความคิด ให้จิตได้พัก ความคิดดีๆ ออกมาเยอะ แล้วมีประโยชน์ด้วย
เพราะฉะนั้นศิลปะที่สำคัญหรือทักษะที่สำคัญสำหรับคนยุคนี้ ไม่ใช่แค่ คิดเก่ง คิดเป็นเท่านั้น ต้องมีสติ มีความรู้สึกตัวครองใจด้วย เพื่อที่จะกำกับความคิดให้เกิดประโยชน์ ถ้าคนสมัยนี้ไม่มีความสามารถในการรู้สึกตัว ไม่มีทักษะในด้านนี้ แม้จะมีความรู้เยอะ เรียนสูง ได้หลายปริญญา คิดเก่งอย่างไรก็เอาตัวไม่รอดในที่สุด




อนุโมทนาครับ 🙏
ขออนุโมทนาค่ะ