Discover
Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)
Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)
Author: watpasukato
Subscribed: 567Played: 22,059Subscribe
Share
© Copyright 2020 All rights reserved.
Description
เสียงบรรยายธรรมของหลวงพ่อไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต
Dhamma talks by Venerable (Luangpor) Paisal Visalo, Abbot of Watpasukato, Chaiyaphum, Thailand.
MP3 files are courtesy of https://www.facebook.com/Zensukato
Contact admin: watpasukato19@gmail.com
Dhamma talks by Venerable (Luangpor) Paisal Visalo, Abbot of Watpasukato, Chaiyaphum, Thailand.
MP3 files are courtesy of https://www.facebook.com/Zensukato
Contact admin: watpasukato19@gmail.com
1335 Episodes
Reverse
6 ต.ค. 68 - ความคิดไม่ใช่เรา
2 ต.ค. 68 - ทำเต็มที่ ปล่อยวางผล : การรู้ซื่อ ๆ จะเกิดขึ้นได้ง่าย ถ้าไม่มีความคาดหวัง แต่ถ้ามีความคาดหวังมีความอยากแล้วก็รู้ซื่อๆ ได้ยาก เพราะจะมีการตัดสินว่า คิดแบบนี้ไม่ดี ฟุ้งไม่ดี สงบนี้ดี พอมีการตัดสินแล้ว ก็มีปฏิกิริยา อะไรที่ไม่ดีก็พยายามกดข่ม หรือไม่อย่างนั้นก็บังคับจิตให้ไม่คิด ไม่ปรุงอย่างนั้น แต่พอเจออะไรที่ดีก็ปล่อยใจลอย หลงเคลิ้ม ซึ่งก็กลายเป็นอุปสรรค เพราะว่าเมื่อวานนี้ปฏิบัติได้ดีมากเลย สงบ แต่วันนี้ไม่เห็นเป็นอย่างเมื่อวานเลย เกิดการเปรียบเทียบขึ้นมา ก็เลยไม่พอใจ หงุดหงิดขึ้นมา ทำไมวันนี้ไม่เป็นอย่างเมื่อวาน นี่แสดงว่าไม่อยู่กับปัจจุบันแล้ว ยังไปหลงใหลกับผลของเมื่อวาน
เป็นเพราะเราไม่รู้ทัน ว่าใจไปอยู่กับอดีตไปแล้ว ไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน อยู่กับปัจจุบันคือวางอดีต วางอนาคต ไม่มีการเอามาเปรียบเทียบ เมื่อเราทำโดยวางความอยากหรือความคาดหวังมากเท่าไร การปฏิบัติก็จะก้าวหน้าได้มากเท่านั้น พูดง่ายๆ คือว่าให้เราทำเหตุให้เต็มที่ แต่ปล่อยวางผล ถ้าประกอบเหตุเต็มที่แล้ว ผลย่อมทนอยู่ไม่ได้ ย่อมปรากฏเองในที่สุด
1 ต.ค. 68 - ทุกข์วันนี้เพื่อสุขวันหน้า : ทุกข์กายนี่เกิดขึ้นได้แม้ใจเราไม่ยินยอม แต่ทุกข์ใจ มันอยู่ที่ใจเราด้วย หลวงพ่อกงมาท่านจึงบอกว่า ถ้าอยากพ้นทุกข์ ก็ต้องเข้าหาทุกข์ ถ้ากลัวทุกข์ ก็ไม่มีวันพ้นทุกข์ สำหรับคนที่ชีวิตเขาสบาย เขาต้องเข้าหาทุกข์ แต่บางครั้งไม่ต้องเข้าหา ทุกข์มาหาเรา ก็ให้มองว่าทุกข์เป็นของดี เพราะฉะนั้นถ้าอยากจะพ้นทุกข์ ก็ต้องเข้าหาทุกข์ อย่างที่หลวงพ่อกงมาว่า ถ้ากลัวทุกข์ ก็ไม่พ้นทุกข์
ถามเราว่าเรากลัวทุกข์ไหม เราพยายามหนีทุกข์ไหม แล้วพอเราเจอทุกข์ เราบ่นโวยวายตีโพยตีพายไหม ทุกข์ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่เราไม่ชอบ สิ่งที่เราไม่พอใจ เวลาเจอสิ่งเหล่านี้ ในแง่ดีคือ ก็ดีนะ ไม่ต้องเข้าหา ไม่ต้องไปหา มันมาหาเราเอง มาเพื่อให้เราได้เรียนรู้
ถ้าเราบ่นโวยวายตีโพยตีพาย เพราะคิดว่าฉันน่าจะสบายกว่านี้ เราก็จะเจอความลำบากในวันหน้า แต่ถ้าทุกข์ในวันนี้ ก็มีโอกาสที่จะสบายในวันหน้าได้ ไม่ใช่เพราะวันหน้าราบรื่น แต่เพราะเรามีวิชาที่จะรับมือกับความทุกข์ที่จะถาโถมมาในวันหน้าได้
30 ก.ย. 68 - ใช้ความสุขทำความดี : คนเราก็เหมือนกัน แม้ไม่ใช่พระ ชีวิตทางธรรมของเราก็เจริญงอกงามได้ถ้าเรามีความสุขเป็นตัวหล่อเลี้ยง เพราะไม่เช่นนั้นก็ทำให้อยากจะไปหาสิ่งเสพ อยากจะไปหาเงิน อยากจะไปหาวัตถุมาปรนเปรอ ทำให้ความเป็นพระบกพร่อง ทำให้ความเป็นนักปฏิบัติธรรมหรือผู้ปฏิบัติธรรมมันย่อหย่อนหรือว่ามัวหมอง
เรามีความสุขแล้ว เราไม่ได้นิ่งเฉย เราก็นำความสุขมาใช้ในการปฏิบัติธรรม ทำความเพียร ทางโลกใช้ความสุขทำกำไร แต่ว่าทางธรรมใช้ความสุขเพื่อทำความดี แล้วก็ฝึกจิตจนเข้าถึงความสุขที่ประณีต อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า จิตที่ฝึกไว้ดีแล้วย่อมนำสุขมาให้ แต่จะฝึกจิตให้ดี ก็ต้องมีตัวมีความสุขเป็นตัวหล่อเลี้ยง จนกระทั่งได้พบความสุขที่ประณีตยิ่ง ๆ ขึ้นไป
ฉะนั้นถ้าเราอยากจะให้ชีวิตของเรา ชีวิตทางธรรม หรือชีวิตพรหมจรรย์ของเราเจริญยั่งยืน ก็ต้องทำให้ความสุขเกิดขึ้นในใจเรา ซึ่งไม่ใช่ความสุขจากสิ่งเสพ เป็นความสุขจากชีวิตที่เรียบง่าย เป็นความสุขจากการที่ได้เจริญสติ ทำสมาธิ แล้วความสุขนั้นจะเป็นตัวหล่อเลี้ยงขับเคลื่อนให้เราทำความดี ทำให้เข้าถึงความจริง จนกระทั่งพ้นจากความทุกข์ในที่สุด
28 ก.ย. 68 - เปลี่ยนจากรู้สึกมาเป็นรู้ : การพัฒนาตัวรู้ขึ้นมา ในแง่หนึ่งช่วยทำให้เราไม่ต้องผ่านความเจ็บปวดเสียก่อน ไม่ต้องรอให้เจ็บปวดเสียก่อนถึงค่อยมาขยับเข้าหาธรรม เรารู้ก่อนที่จะปวด เหมือนกับม้าตัวแรกที่รู้ก่อนที่จะเจออะไรอีกมากมาย และถ้ารู้ถึงจุดหนึ่ง เวลาเจอความเจ็บความปวดที่ไม่ปรารถนา ก็เอาอยู่ ความรู้ ถ้ารู้แบบรู้ตัว หรือรู้สัจธรรมความจริงได้มากพอ ปวดก็ปวดไปแต่ไม่มีผู้ปวด เห็นความปวดแต่ไม่มีผู้ปวด อันนี้เป็นสิ่งที่เราควรจะพัฒนาไปให้ได้
แต่ในระหว่างนั้น ถ้ายังพัฒนาไปไม่ถึง อย่างน้อยก็เห็นคุณค่าของความปวดความทุกข์ว่ามีประโยชน์ เพราะว่าเราส่วนใหญ่ก็เป็นม้าประเภทที่ 2, 3, และ 4 ที่ว่าต้องเจอความปวดเสียก่อน ถึงจะขยับ เหมือนกับตัวอย่างที่เล่าเรื่องที่เนปาล บังคลาเทศ ที่ทำให้ต้องเกิดความรู้สึกก่อนถึงจะตื่นตัวขึ้นมา มันก็มีประโยชน์ แต่ว่าก็อย่าไปหยุดตรงนั้น ต้องพัฒนาจากความรู้สึกปวด เป็นความรู้สึกเฉย ๆ เป็นความรู้ตัวขึ้นมา แล้วความรู้นี้เองที่จะไปรับมือความเจ็บความปวดได้ในวันข้างหน้า
27 ก.ย. 68 - เจออะไรก็ไม่ลืมตัว : ฝึกในชีวิตประจำวัน เวลาทำอะไร กินข้าว หรือว่าเวลาทำงาน ได้ยินได้ฟังเรื่องอะไรก่อนหน้านั้นที่ทำให้เกิดความไม่พอใจ เกิดความโกรธ เกิดความเสียใจ หรือเกิดความตื่นตระหนก ก็รู้จักวางลงบ้าง กลับมาอยู่กับสิ่งที่เรากำลังทำในเวลานั้น บางทีกำลังกินข้าวอยู่ นึกเป็นห่วงงาน ก็รู้จักวางงานลงบ้าง เพราะไม่เช่นนั้นใจนึกถึงงาน เลยลืมไปเลยว่ากำลังกินอะไร
หรือบางทีนึกถึงงาน จนลืมลูก กำลังคุยกับลูก กำลังฟังลูก ลูกมีปัญหาชีวิต มีปัญหาในโรงเรียน แต่พ่อหรือแม่นี่ใจกลับหมกมุ่นครุ่นคิดกับงาน จนไม่ได้เปิดใจฟังลูก ไม่ได้รับรู้ถึงความรู้สึกของลูก ลูกก็รู้สึกว่าพ่อแม่ไม่ได้ฟังเขาเลย ก็กลายเป็นว่าการทำงานหน้าที่ของพ่อแม่ที่พึงมีต่อลูก เสียไปเพราะว่าไม่มีสติ
หลายคนถามว่าสติทำงานอย่างไร สติคืออะไร ก็ตอบง่าย ๆ สติคือ การระลึกรู้ ทำให้ไม่ลืมหน้าที่ที่ควรทำ หรือหน้าที่ที่กำลังทำอยู่ แล้วก็ไม่ลืมตน รวมทั้งไม่ลืมสัจธรรมความจริงที่จะต้องเกิดขึ้นกับชีวิตของตน ไม่ช้าก็เร็ว ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
26 ก.ย. 68 - ชีวิตทีต้องตระเตรียม และต้องฝึกฝนตนอยู่เสมอ : เวลามาวัดถ้าเราคาดหวังความสบาย หวังความสงบ นี่ถือว่าประมาทแล้ว ชาวพุทธเราต้องเป็นผู้ใฝ่ฝึกฝน ใฝ่พัฒนาตน แล้วยิ่งถือว่าความไม่ประมาทเป็นสิ่งสำคัญ ถือว่าการตระเตรียมการฝึกฝนเป็นเรื่องสำคัญ เราจะฝึกฝนจากอะไร
เราก็ฝึกฝนจากของจริง สิ่งที่มากระทบใจ สิ่งที่มากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย อนิฏฐารมณ์ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสที่ไม่น่าพอใจ แทนที่จะปล่อยใจให้เป็นทุกข์กับมัน ก็สามารถยกจิตให้เหนือความทุกข์ได้ ถ้าเรามองแบบนี้ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตของเราในแต่ละวัน ๆ ก็ถือเป็นของดี เราได้มีโอกาสฝึกฝน เราได้มีโอกาสซักซ้อม จุดหมายสำคัญคือการรักษาใจให้สงบได้ไม่ว่ามีอะไรจะเกิดขึ้นกับเรา อันนี้เป็นสิ่งที่เราควรตั้งจุดมุ่งเอาไว้
เวลามาวัด เวลามาปฏิบัติธรรม หรือว่าเวลาใช้ชีวิต เจอความราบรื่น เจอความสบาย เจอความสงบ อันนี้ก็ดีแล้ว แต่ให้รู้ว่าทั้งหมดนี้เป็นของไม่เที่ยง ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องเจอกับสิ่งที่เสียดแทงใจ สิ่งที่ทำความไม่สบายกายไม่สบายใจ อย่างที่เราสวดทุกวัน ประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก พลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก ถ้าเจอแล้วใจจะเป็นปกติได้อย่างไร ต้องคิดด้วย ซึ่งจะทำอย่างนั้นได้ ต้องฝึกต้องซ้อมจากของจริงก่อนที่จะไปเจอสิ่งที่หนักหนาสาหัส ถ้าเราแสวงหาแต่สิ่งที่สบายสิ่งที่ถูกใจ อันนี้แสดงว่าเรากำลังประมาทแล้ว เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เราตายใจ นิ่งนอนใจ แล้วก็ละเลยในการทำความเพียรได้
24 ก.ย. 68 - อัศจรรย์พบได้ในปัจจุบัน : เคยพาคนเดินรอบสระตอนเช้าๆ ระยะทางก็ไม่ยาวเท่าไหร่ ประมาณครึ่งชั่วโมงก็รอบสระแล้ว พอเดินเสร็จ ก็ถามเขาว่า ได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้องไหม หลายคนบอกว่าไม่ได้ยิน เขาสงสัยว่ามีด้วยหรือ ที่จริงมี จิ้งหรีดร้องตามจุดต่างๆ รอบสระ แต่ทำไมเดินผ่านจุดนั้นไม่ได้ยิน เพราะใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ใจตอนนั้นลอย คิดโน่นคิดนี่ พอคิดโน่นคิดนี่ใจก็ไม่ว่าง ใจไม่ว่างก็เหมือนกับน้ำในแก้วที่เต็ม เติมน้ำใส่ลงไปก็ล้นออกหมด
ใจที่ปิดรับเสียงนกร้อง เสียงจิ้งหรีด ก็เพราะว่ามันเต็มไปด้วยความคิด แล้วที่เต็มไปด้วยความคิดเพราะว่าตอนนั้นใจไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน ใจอยู่กับอนาคตบ้าง อยู่กับอดีตบ้าง แต่ถ้าเกิดว่าเราเอาใจอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่ใช่แค่รู้ใน คือรู้กายรู้ใจเท่านั้น ยังรู้นอกด้วย นกร้อง จิ้งหรีดร้องก็ได้ยิน แต่ว่าไม่ได้พะวง
บางคนส่งจิตออกนอก พอได้ยินเสียงนกร้อง นึกว่านกอะไรน่ะที่ร้อง นกกระเต็นหรือเปล่า คงอพยพกันมา หรือบางทีก็นึกถึงเหตุการณ์ในอดีตที่เคยได้ยินเสียงนกร้องขณะที่อยู่ในสวน เดินเล่นกับแฟนซึ่งตอนนี้เลิกกันเรียบร้อยแล้ว เกิดความอาลัยอาวรณ์ เพราะเสียงนกร้องเตือนให้ระลึกถึงความหลังวันวานอันหวานชื่น ก็ยาวไปเลย อันนั้นก็ไม่ใช่ เพราะถ้าหากว่าอยู่กับปัจจุบัน มีสติ มีความรู้สึกตัว ได้ยินเสียงนกร้อง แต่ไม่ปรุงแต่ง ไม่ไหลไปอดีต ไม่ลอยไปอนาคต ไม่จมอยู่ในอารมณ์ แล้วพอใจเปิดรับ พร้อมจะเปิดรับสิ่งต่างๆ ก็จะเห็นสิ่งสวยงามได้
23 ก.ย. 68 - อย่าเผลอให้ความคิดทำร้ายใจเรา : ถ้าเราศึกษากาลามสูตร จะพบว่าท่านสอนให้ไม่เชื่อความคิด แม้บางอย่างจะดูแล้วมีเหตุมีผล อย่าเชื่อเพียงเพราะมันสมเหตุสมผล อย่าเชื่อเพียงเพราะการอนุมาน อนุมานก็เป็นเรื่องของความคิด อย่าเชื่อเพราะสอดคล้องกับตรรกะ ถึงแม้ว่าถูกต้องตามตรรกะ หรือมีเหตุมีผล ก็อย่าเพิ่งไปเชื่อ เพราะว่าความจริงอาจจะไม่เป็นอย่างนั้น
เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ผลีผลามด่วนสรุป หลงเชื่อตามความคิด หรือหลงเชื่ออะไรก็ตามที่มันสอดคล้องกับความคิดของเรา เราก็ถูกหลอกได้ยาก ซึ่งบางครั้งมันก็ทำให้เราเป็นทุกข์ เสียเงินเสียทอง หรือบางทีก็หน้าแตกก็มี
การมีสติ ช่วยให้เรารู้จักทักท้วงความคิด และรู้จักเลือกใช้ความคิดที่มีประโยชน์ เป็นกุศล แล้วก็ช่วยทำให้เราสามารถจะเป็นนายความคิดได้ ไม่ใช่ว่าปล่อยให้ความคิดมาเป็นนายเรา จนพาชีวิตจิตใจของเราเข้ารกเข้าพง
22 ก.ย. 68 - ในเสียมีได้ : ถ้าเกิดถูกปล้นจนไม่เหลืออะไรเลย ก็ยังเรียกว่าเท่าทุนได้ ที่จริงยังได้กำไร เพราะว่าในหัวเราก็ยังมีความคิด มีสติปัญญา มีความรู้ ซึ่งเมื่อเทียบกับตอนที่เราเกิดมา เราไม่มีอะไรในหัวเลย อย่าว่าแต่ไม่มีเสื้อผ้าเลย แม้กระทั่งความรู้ ประสบการณ์ รวมทั้งเครือข่ายผู้คนที่รู้จัก ไม่มีเลย
แต่ว่าพอเราโตขึ้น แม้เราจะไม่เหลืออะไรเลย อย่างน้อยเราก็มีความรู้ มีสติปัญญาอยู่ในหัว มีเครือข่ายความสัมพันธ์คนรู้จัก ถูกไฟไหม้จนทรัพย์สมบัติไม่เหลือ ก็ยังสามารถฟื้นตัวได้ อาศัยเครือข่ายญาติพี่น้อง เครือข่ายเพื่อนฝูง ทำมาหากิน ก็สามารถจะตั้งเนื้อตั้งตัวได้ ฉะนั้นเรามองแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เมื่อเราสูญเสียไปมากมาย อย่างน้อยเราก็เท่าทุน แต่ถ้าเราฉลาดอีกหน่อย เราก็พบว่าเราได้ ได้เรียนรู้ ได้สติปัญญา ได้เรียนรู้สัจธรรม
ถ้ามีปัญญา มันมีแต่ได้ไม่มีเสีย หรือถึงไม่ได้ ยังมองไม่เห็นว่าได้อะไร อย่างน้อยก็เท่าทุน ให้เราคิดแบบนี้บ้าง เพราะว่าชีวิตเราต้องเจอกับความสูญเสีย ไม่ใช่ว่าได้อย่างเดียวแล้วก็เสียด้วย ถ้าเรามองเห็นว่าที่เสียไป แต่เราก็ได้อะไรหลายอย่างกลับมา หรือถึงมองไม่เห็นว่าได้อะไร อย่างน้อยก็เท่าทุนเพราะว่าก่อนหน้านั้นเราไม่มีอะไรเลยเหมือนกัน
20 ก.ย. 68 - ออกจากทุกข์เพราะวางใจถูก : ถ้าดีกว่านั้นก็คือมีปัญญา เห็น เข้าใจ ความจริงของชีวิต เข้าใจสัจธรรม เข้าใจว่า สังขารเป็นทุกข์ ไม่น่ายึดถือ ยึดถือเมื่อไหร่ก็เป็นทุกข์เมื่อนั้น หรือเห็นไปถึงขั้นว่า ไม่มีเรา ที่ทุกข์นี่ไม่ใช่เรา เป็นกายที่ทุกข์ ไม่มีเราทุกข์ ไม่มีเราป่วย ใครเขาด่า แม้เสียงด่ากระทบหู ก็ไม่ทุกข์ เพราะไม่มีตัวกูไปรับ เพราะว่าไม่มีความยึดติดถือมั่นในตัวกู ไม่มีตัวกูที่จะทุกข์เพราะคำด่า
แบบนี้เรียกว่า ต้องเห็นสัจธรรม แต่จะทำกันได้ ต้องมีปัญญา ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็ทำอย่างนั้นไม่ได้ แต่ตัวอย่างที่พูดมา ทำได้ ปุถุชนคนทั่วไป ขอเพียงแค่มีสติ แล้วรู้จักคิด เรียกว่าคิดนอกกรอบก็ได้ หรือว่าคิดออกจากความเคยชิน เพราะถ้าอยู่กับความเคยชิน ก็ไปกังวลอยู่กับอนาคต ไม่สามารถจะพาจิตกลับมาอยู่กับปัจจุบัน และเห็นสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ได้ หรือไม่เช่นนั้นก็คิดตัดพ้อชะตากรรม ว่าทำไมแม่ต้องมาดูแลลูก ทำไมลูกไม่เป็นฝ่ายดูแลแม่ อันนี้เป็นการมองตามกระแส
แต่พอมองหลุดออกจากกระแส หลุดจากกรอบ ก็รู้สึกว่า โชคดีที่เราป่วย แทนที่จะเป็นแม่ป่วย ลูกป่วยดีแล้ว จะเป็นแบบนี้ได้ต้องมองออกมานอกกรอบ แล้วจะออกมานอกกรอบอย่างนี้ได้ต้องอาศัยสติช่วย ไม่อย่างนั้นก็จะจมอยู่กับกระแสความคิด หรือความเคยชินเดิม ๆ ซึ่งก็มีแต่ซ้ำเติมเพิ่มทุกข์มากขึ้น
19 ก.ย. 68 - รู้กายรู้ใจได้ทุกที่ : รู้กายเคลื่อนไหวเมื่อทำกิจ เห็นใจคิดนึกเมื่อเจอผัสสะ หรือเมื่อเจอนั่นเจอนี่ คนเราทั้งวันก็ทำแค่ 2 อย่าง ถ้าไม่ทำนั่นทำนี่ ก็เจอนั่นเจอนี่ แต่ถ้าหากว่าเราจับหลักได้ว่า ไม่ว่าทำอะไรก็รู้กายเคลื่อนไหว หรือเจออะไรก็ตาม เช่น มีการกระทบ แล้วเกิดความคิด อารมณ์ขึ้นมา ก็รู้ทันความคิดและอารมณ์นั้น รู้กายเคลื่อนไหวเมื่อทำกิจ รู้ใจคิดนึกเมื่อเจอผัสสะ ถ้าทำได้ 2 อย่างนี้ ก็เรียกว่าปฏิบัติได้ทั้งวันแล้ว เพราะว่ามีแต่ทำกับเจอ เท่านั้นแหละตลอดเวลาที่เราตื่นมา
การปฏิบัติหากว่า เราก่อรูปสร้างนิสัยขึ้นมาจากการที่มาปฏิบัติที่นี่ได้จะเป็นทุนสำหรับการนำไปทำต่อที่บ้าน ที่ทำงาน หรือถึงแม้จะไม่ได้อะไรอย่างที่หวังที่นี่ แต่ว่าถ้าไปทำต่อ สิ่งที่คาดหวังเอาไว้ย่อมประสบพบเห็นแน่ เพราะว่าเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลา แต่เวลาจะไม่มีความหมาย จะช้าหรือเร็วก็แล้วแต่ ไม่สำคัญเท่ากับว่าได้ทำต่อเนื่อง ไม่ปล่อยเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์
18 ก.ย. 68 - ปัญหาอยู่ตรงไหน ธรรมอยู่ตรงนั้น : เวลามีปัญหาในการปฏิบัติธรรม ลองมองดูให้ดี อย่าเพิ่งหงุดหงิด อย่าเพิ่งโวยวาย เราก็จะเห็นธรรมที่เกิดขึ้น แต่เราจะเห็นได้ชัด ถ้าเรามีสติ เพราะสติทำให้เห็นธรรม ไม่ใช่เข้าไปเป็นผู้ทุกข์ หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือ เห็นทุกข์ แต่ไม่เป็นผู้ทุกข์ เห็นความเศร้า เห็นความโศก เห็นความโกรธ แต่ไม่เป็นผู้เศร้า ไม่เป็นผู้โกรธ ไม่เป็นผู้โศก แม้กระทั่งเห็นความปวด แต่ไม่เข้าไปเป็นผู้ปวด พอเราเห็นความโกรธ เห็นความโศก เห็นความเศร้า เราก็จะเห็นธรรมชาติของมันว่า เป็นไปตามกฎไตรลักษณ์
และต่อไปก็จะเห็นตัวการที่อยู่เบื้องหลัง ความโกรธ ความโศก ความเศร้า เรียกว่าอุปาทาน อุปาทานคือ ความยึดมั่นถือมั่น ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นกู เป็นของกู ยึดมั่นในตัวกู ของกู หรือความสำคัญมั่นหมายว่านี่กูนะ ที่มีอยู่ รวม ๆ มี 3 ตัว ก็คือ ตัวกู ของกู แล้วก็นี่กูนะ แต่แค่ 2 ตัว ถ้ารู้ทันก็พอเพียงแล้ว ตัวกู ของกู หรือที่เรียกว่าอหังการ มมังการ
ต้องมีสติถึงจะเห็น เห็นทะลุความโกรธ เห็นทะลุความโศก เห็นทะลุความเศร้า ว่ามีตัวการชักใยอยู่เบื้องหลัง ซึ่งบางทีเราก็เรียกว่ากิเลส หรือจะเรียกว่าความหลงก็ได้ หลงคือไม่เข้าใจความจริง ไม่เข้าใจว่ามันไม่เที่ยง ไม่เข้าใจว่ามันเป็นทุกข์ ไม่เข้าใจว่ามันไม่ใช่ตัวตน ก็คือไปหลงยึดว่ามันเที่ยง หลงยึดว่ามันเป็นสุข หลงยึดว่ามันเป็นเรา ของเรา
17 ก.ย. 68 - รู้กายเมื่อไหร่ ก็รู้ตัวเมื่อนั้น : ใจเรามีความสามารถในการเชื่อมโยงสองสิ่งเข้าด้วยกัน เช่น เชื่อมโยงระหว่างกลิ่นกับรสของอาหาร หรือบางทีเสียงอย่างหมา ถ้าได้กินอาหารทุกครั้งที่มีเสียงกระดิ่ง พอมีเสียงกระดิ่งดัง มันก็จะน้ำลายไหล ทั้งที่ไม่มีอาหารมารออยู่ข้างหน้า เพราะพอได้ยินเสียงกระดิ่ง มันก็นึกถึงอาหารขึ้นมา ก็เลยน้ำลายไหล เพราะว่าอาหารทำให้มันนึกถึงรสชาติที่อร่อย
จิตเราก็เหมือนกัน พอเราปฏิบัติบ่อย ๆ จะเกิดความเชื่อมโยงระหว่างการเคลื่อนไหวทางกาย หรือความรู้สึกทางกาย เข้ากับความรู้สึกตัว พอรู้สึกว่ากายเคลื่อนไหวเมื่อไหร่ จะรู้สึกตัวเมื่อนั้นเลย นี่เป็นตัวช่วยทำให้เราสามารถจะมีความรู้สึกตัวในชีวิตประจำวันได้หากเราได้ปฏิบัติเยอะ ๆ ทั้งในรูปแบบและในชีวิตประจำวัน อันนี้เป็นอานิสงส์ที่ต่อไปเราก็จะเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ
16 ก.ย. 68 - พบมิตรที่ใจ : ความสามารถในการยอมรับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น เป็นคุณสมบัติหรือทักษะที่ประเสริฐมาก ที่จะช่วยลดความทุกข์ของเราได้เยอะ แล้วเราจะพบว่าความทุกข์ของเรา โดยเฉพาะความทุกข์ใจ ล้วนแล้วแต่เป็นอาการที่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ เสียงไม่ได้ทำให้เราทุกข์ แต่ใจที่ปฏิเสธผลักไสต่อเสียงนั้นทำให้เราทุกข์ เช่นเดียวกัน ความฟุ้งไม่ได้ทำให้เราทุกข์ แต่ใจที่ปฏิเสธผลักไสไม่ยอมรับ ทำให้เราทุกข์
ถ้าเราเรียนรู้ รู้แบบรู้ซื่อ ๆ รู้ด้วยใจที่เป็นกลาง เราจะได้เรียนรู้จากความฟุ้ง แทนที่จะมีความทุกข์เกิดขึ้น นี่คือทักษะที่สำคัญ แม้เราจะไม่ได้ความสงบอย่างที่คาดหวัง แต่เราจะได้ของดีอย่างที่เราคิดไม่ถึง
15 ก.ย. 68 - รู้ตัวได้ไว ใจก็หายทุกข์ : ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ชีวิต การทำการงาน สัมมาสติมีประโยชน์มาก มีประโยชน์ถึงขั้นที่จะพาเราพ้นทุกข์ได้ เพราะช่วยทำให้เกิดปัญญา รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งที่เรียกว่าโลกุตรธรรม และสามารถที่จะทำให้จิต ยกจิตอยู่เหนือความยึดติดถือมั่น ซึ่งเป็นธรรมดาโลกได้
ก็ให้เราเข้าใจว่า สติที่เรากำลังฝึกนี้คืออะไร และจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าเราปฏิบัติถูก เราก็จะไม่วิตกกังวลกับความคิดที่เกิดขึ้นเยอะ เพราะหน้าที่ของเราก็แค่ดูมันเฉย ๆ ไม่ใช่ไปบังคับให้มันมีน้อยลง จะมีมากหรือน้อยไม่สำคัญ อยู่ที่ว่ารู้ทันหรือเห็นมันแบบรู้ซื่อ ๆ หรือเปล่า อันนี้คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยทำให้สัมมาสติของเราเจริญก้าวหน้า
14 ก.ย. 68 - ฝึกใจให้แค่รู้ : ความรู้สึกตัวก็เหมือนกัน ก็อยู่กับเรา แต่เราอาจจะไม่ค่อยสังเกต แต่จะตระหนักรู้หรือสังเกตชัด ก็ต่อเมื่อมีความหลง แล้วกลับมารู้ตัว ที่จริงแล้วความหลงก็เป็นตัวฝึกสติ ให้รู้ทันได้เร็วได้ไว เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจก็คือว่า การฝึกตนหรือการปฏิบัติธรรม ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องของการให้ ใจดีมีเมตตา หรือการกดข่ม การหักห้ามใจ เราทำอย่างนั้นมาเยอะแล้ว เราลองมาฝึกการเห็นการรู้
แต่ก่อนที่จะไปรู้ความคิด รู้อารมณ์ ต้องมารู้กายก่อน รู้กายไม่ใช่เห็นว่ามือกำลังขยับ เท้ากำลังเขยื้อน ไม่ใช่ใช้ตาเนื้อ แต่ใช้ตาใน ก็คือสติ เราจะสังเกตว่า บ่อยครั้งเราเดินเราไม่ค่อยรู้กาย เพราะตอนนั้นใจลอย ยกมือสร้างจังหวะแต่ไม่ค่อยรู้สึกว่ามือยก เพราะว่าใจลอย ใจไปรับรู้เรื่องราวที่เป็นอดีต หรือกำลังครุ่นคิดกับอนาคต ก็เลยไม่รับรู้กาย
เดินก็มีแต่กายที่เดิน แต่ว่าไม่รู้สึกว่ากายเดิน จนกว่าจิตจะกลับมารู้เนื้อรู้ตัว หรือกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว พอจิตกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว ก็รู้เนื้อรู้ตัว รู้ว่ามือเคลื่อนไหว เท้าเขยื้อนขยับ ฉะนั้นให้เรามีสติรู้กายไปก่อน ต่อไปก็จะรู้ใจ รู้ทันความคิด รู้ทันอารมณ์ ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยการที่เรายอมให้อะไรต่างๆ เกิดขึ้นกับกายและใจโดยที่ไม่ผลักไส ไม่ไปควบคุม เราควบคุมใจมามากแล้ว เราลองมาดูใจและเห็นมันอย่างที่มันเป็น โดยที่ไม่ไปแทรกแซง
13 ก.ย. 68 - จิตพัฒนาเพราะรู้จักหาตัวช่วย : รู้จักหาประโยชน์จากคำต่อว่า ก็เอาคำต่อว่าเป็นตัวช่วย ช่วยเราได้หลายอย่าง มาช่วยฝึกขันติของเราก็ได้ มาช่วยให้เราเห็นความโกรธที่เกิดขึ้นก็ได้ เพราะคนส่วนใหญ่เป็นปุถุชนพอเจอคำต่อว่าก็เกิดความโกรธ แต่ความโกรธเป็นแบบฝึกหัด เป็นโจทย์ให้กับนักปฏิบัติว่าเราจะรับมือได้อย่างไร แล้วที่จริงความโกรธก็สอนให้เราเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้ด้วย สอนให้เห็นไตรลักษณ์ได้ไม่น้อยไปกว่าความดีใจ ความยินดี หรือความสุข
เพราะฉะนั้นนักปฏิบัติต้องรู้จักหาตัวช่วย อย่าไปรอตัวช่วยเวลาอยู่วัด เวลามาเข้าคอร์ส ออกไปข้างนอกก็มีตัวช่วยมีเยอะแยะ แม้กระทั่งคนในบ้านที่เคยทำให้เราหงุดหงิดหัวเสีย จนกระทั่งต้องหนีมาอยู่วัด แต่พอเราเข้าใจธรรมะระดับหนึ่ง มีสติเริ่มจะแก่กล้าขึ้น เราก็กลับไปเพื่อที่จะรับมือกับสิ่งที่กระทบต่าง ๆ โดยรู้จักหาตัวช่วยมาให้กับการเจริญสติเพื่อรู้ทัน พออินทรีย์แก่กล้า สิ่งกระทบนั้นจะเป็นตัวช่วยชั้นดี ช่วยขัดเกลากิเลส ช่วยลดละความยึดติดถือมั่น ทำให้เห็นอุปาทาน
เพราะทุกครั้งที่เราโกรธ เป็นเพราะความยึดติดถือมั่นเรียกว่าอุปาทาน อาจจะเป็นยึดติดถือมั่นในทรัพย์สมบัติเรียกว่ากามุปาทาน ยึดติดถือมั่นในความคิดความเห็นของเราว่าความคิดของเราถูกเรียกว่าทิฏฐุปาทาน หรือยึดติดถือมั่นในตัวกูคืออัตตวาทุปาทาน หรือยึดติดถือมั่นในวิธีการว่าต้องแบบนี้ ๆ ยึดติดในรูปแบบ ต้องยกมือแบบนี้เรียกว่าสีลัพพตุปาทาน
พวกนี้เวลาตราบใดที่ยังฝังอยู่ในใจ ก็พร้อมจะกระตุ้นทำให้เกิดความโกรธ ทำให้เกิดความไม่พอใจ แล้วถ้าเรารู้จักพิจารณาความโกรธ ความไม่พอใจ แม้กระทั่งความทุกข์ เราจะเห็นอุปาทานที่คอยชักใยซ่อนอยู่เบื้องหลัง สุดท้ายเราก็จะเห็นผู้ร้าย ผู้ร้ายตัวจริง แท้จริงคือตัวชักใยให้เกิดความทุกข์
12 ก.ย. 68 - สติจำเป็นต่อชีวิตอย่างไร : การที่ใจเราจะหลงไปบ้าง หรือหลงไปบ่อยๆ เพราะเราไม่มีการบังคับจิตไม่ให้อยู่กับที่ แต่เราปล่อยให้มันไป ไปทีไรมันก็หลงทุกที หลงเข้าไปในความคิด หลงเข้าไปในอารมณ์ หลงเข้าไปในอดีต หลงเข้าไปในอนาคต
แต่พอเราฝึกสติ เราก็ฝึกวิธีที่จะให้จิตกลับมา กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว ก็รู้สึกตัว กลับมารู้สึกตัวบ่อยๆ สติเราก็จะไวขึ้น ต่อไปเวลามีอะไรมากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือแม้แต่ทางใจ เกิดอาการสั่นไหวใจกระเพื่อม เกิดอารมณ์ตามมา เช่น ความโศกความเศร้า ความโกรธ เราก็จะรู้ทัน เห็นมันได้เร็ว แล้วเราจะรู้วิธีว่า ทำยังไงถึงจะเห็นโดยไม่เข้าไปเป็น
เมื่อเรารู้วิธีที่จะเห็นโดยไม่เข้าไปเป็น เราก็จะพบว่าความสงบเกิดขึ้นได้แม้ไม่บังคับจิต ความสงบเกิดขึ้นกับใจได้แม้เปิดตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง เป็นความสงบที่เกิดจากการรู้ ไม่ใช่ความสงบที่ตัดการรับรู้ หรือการปิดตา หรือการปิดโทรศัพท์มือถือ หรือว่าปิดประตูหน้าต่าง ตัดการรับรู้โลกภายนอก ซึ่งทำให้เราสงบได้ชั่วคราว
ความสงบที่สำคัญก็คือ สงบแม้จะรับรู้ รับรู้คือรับรู้ทางตา รับรู้ทางหู หรือแม้กระทั่งใจเกิดเผลอคิดนึกอะไรไป หรือเมื่อเกิดอารมณ์ขึ้นมาจากการกระทบ ไม่ว่าจะเพราะมีสิ่งล่อเร้าเย้ายวนให้เกิดความยินดี หรือยั่วยุให้เกิดความโกรธ อารมณ์เหล่านี้ก็ทำให้ใจหวั่นไหวกระเพื่อมไม่ได้เลย
เป็นความสงบเพราะรู้ รู้เพราะว่ามีสติ รู้ทันความคิด รู้ทันอารมณ์ เห็นโดยไม่เข้าไปเป็น เป็นความสงบที่เกิดจากความรู้สึกตัว เพราะเราจะรู้สึกตัวได้ เราต้องวาง ต้องวางอดีต วางอนาคต แล้วพอเรารู้สึกตัวได้ การวางก็จะเกิดขึ้นได้ง่าย และไม่ว่าเราจะวางก่อนรู้สึกตัว หรือวางหลังจากรู้สึกตัว สิ่งที่เกิดขึ้นคือความโปร่งความเบา ซึ่งเราก็เรียกอีกอย่างว่าความสงบ
11 ก.ย. 68 - ยอมรับความจริงได้ ใจคลายทุกข์ : บางครั้งความคาดหวังก็ทำร้ายเรา สิ่งที่ทำให้คนเรายอมรับความทุกข์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ ก็เพราะเรามีความคาดหวังที่ตรงข้าม คาดหวังว่าจะอายุยืน คาดหวังจะไม่เจ็บไม่ป่วย พอความจริงสวนทางกับความคาดหวัง ทุกข์เลย และทำให้ยอมรับความจริงไม่ได้ หลายคนไม่ค่อยตระหนัก ความคาดหวังสามารถทำร้ายเราได้ แม้ความคาดหวังจะไม่ได้เกินเลยไปสักเท่าไหร่ แต่ถ้ามันสวนทางกับความจริงแล้ว ก็สามารถทำร้ายเรา แต่คนไม่ค่อยตระหนัก
อย่างที่เราสวดทุกเช้ามีประโยคหนึ่ง ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์ ไม่ได้นี่ไม่เป็นไร แต่ที่ทำให้ทุกข์เพราะว่าปรารถนาแล้วไม่ได้ การที่เราไม่ได้ ไม่ทำให้เราทุกข์ แต่ตัวที่ทำให้ทุกข์ คือความปรารถนาหรือความคาดหวัง




อนุโมทนาครับ 🙏
ขออนุโมทนาค่ะ