Discover
Future of Human Longevity Podcast
Future of Human Longevity Podcast
Author: FutureOfHumanLongevity
Subscribed: 1Played: 0Subscribe
Share
© Copyright 2021 All rights reserved.
Description
SuperFitTeam Podcast รายการพ็อดคาสท์เพื่อแอคทีฟไลฟ์สไตล์ ช่วยเสริมสร้างสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นด้วยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการออกกำลังกายรวมถึงเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ ดำเนินรายการโดยโค้ชเชษฐ์ สุรเชษฐ์ วงศ์หล่อ
23 Episodes
Reverse
Live Interview
ProChain Saharath
“สุขภาพ การงาน ความรัก & ครอบครัว
ในยุคของการเปลี่ยนแปลง”
0:14 Back Ground ProChain
คือใคร ??
0:44 โปรเชนทำอาชีพอะไรบ้าง?
0:54 อดีตโปรกอล์ฟ ปัจจุบัน เป็นนักธุรกิจ เป็น content creator หรือ ที่หลายๆคนเรียกว่า Influencer ก็ไม่ผิด
2:58 โค้ชเชษฐ์ รู้จักกับโปรเชนได้ยังไง
######
8:01 การงาน
#####
8:10 🚀 ในยุค Disruption นี้ โปรเชน กลัวความเปลี่ยนแปลงไม๊ครับ?
15:11🚀โปรเชน ได้ทำงานกับผู้คนมากมาย หลากหลายวงการ มีใครที่โปรเชน ประทับใจที่สุด และทำไมถึงเป็นคนนั้น?
######
22:39 สุขภาพ
######
22:49 🚀 ได้รับผลกระทบจากโควิด ไม๊ครับ?
28:00 🚀สุขภาพ น้ำหนักตัว เป็นไงมั่งครับช่วงนี้?
30:39 🚀 นิสัยอะไรที่บ่อนทำลายสุขภาพ ของโปรเชนครับ
32:02 🚀 เคล็ดลับในการลดน้ำหนักของโปรเชน มีอะไรบ้าง?
######
34:19 ความรัก
######
34:26 🚀กลัวเมียไม๊ครับ ?😆
37:09 🚀 ทะเลาะกันบ่อยไม๊? ใครเป็นคนผิด!?? 😆
39:31 🚀 อะไรทำให้ยังอยู่ด้วยกัน?
41:55 🚀 จำเป็นไม๊ที่ผัวเมีย ต้องเซอไพรส์ ซื้อของให้กัน พาไปกินข้าวที่หรูๆ
######
45:33 ครอบครัว
######
45:40 🚀 โปรเชน มีวางแผนอนาคตอย่างไร สำหรับครอบครัวบ้างครับ?
45:50 🚀คิดอยาก ย้ายประเทศ ไม๊ครับ ? 😆
53:10 🚀 คิดยังไง กับการ มีลูก ในปัจจุบัน ? คิดว่า ในยุคนี้ เราจะสามารถเลี้ยงดู ลูกหลานของเรา ให้อยู่รอดปลอดภัย จากสภาพแวดล้อมและสังคม ในปัจจุบัน?
56:04 🚀 โปรเชน อยากเห็น อนาคต ของประเทศไทย เป็นยังไงครับ?
เพิ่มภูมิคุ้มกัน ยังยั้งภาวะ NCDs แทรกซ้อนในยุคโควิดระบาด!
Free Will โดย Sam Harris
ตอนที่ 7 แล้วจะทำอะไรไปทำไม?
ผมคิดว่า คงพูดได้อย่างมั่นใจว่า ไม่มีใครเคยโต้แย้งเกี่ยวกับการมีอยู่ของเจตจำนงค์อิสระ เพราะว่าแนวคิดนี้ สร้างข้อผูกมัดไว้หลายอย่าง
แนวคิดของเจตจำนงค์อิสระผลุดขึ้นมาในรูปแบบนามธรรมของการมีประสบกาณ์รับรู้ ถึงแม้จะเป็นการรับรู้ที่เกิดจากการไม่ได้ใส่ใจในการรับรู้อย่างใกล้ชิดมากพอก็ตาม
ในปัจจุบันนี้ แนวคิดทางปรัชญาที่ยังคงเหลือพื้นที่สำหรับเหตุและผลในการโต้แย้งก็คือ แนวคิดแบบ การทำให้เข้ากันได้ หรือที่เรียกกันว่า Compatiblism และโต้แย้งว่า เจตุจำนงค์อิสระนั้นสามารถเข้ากันได้กับแนวคิดแบบกำหนดกฏเกณฑ์หรือ Determinism นั่นเอง
แนวคิดแบบทำให้เข้ากันได้ ตามที่เพื่อนนักปรัชญาของผมคนนึง ที่ชื่อ คุณ แดเนียล เดเน็ต ได้กล่าวไว้ว่า บุคคลใดๆก็ตามจะมีอิสระได้ ก็ต่อเมื่อเขาผู้นั้น มีอิสระ จาก แรงกระตุ้น ทั้งภายนอก และภายใน ที่จะขัดขวางเขาไม่ให้ลงมือกระทำในสิ่งที่เขาประสงค์และปราถนา
ดังนั้น ถ้าชายคนนึง ต้องการจะลงมือฆ่าคน และทำแบบนั้นเพราะนั่นคือสิ่งที่เขาต้องการ นั่นก็คือ เจตุจำนงค์อิสระของเขานั่นไง แต่ในมุมมองทางวิทยาศาสตร์ และทางศีลธรรม ดูเหมือนว่านี่จะการโต้แย้งที่พลาดประเด็นไป เพราะว่าคำถามคือ แล้วอิสระมันอยู่ตรงไหนกัน ในเมื่อ ความปราถนาของเราเองนี่แหละ ที่เป็นผลผลิตมาจาก เหตุการณ์ก่อนหน้า ที่เราไม่ได้มีส่วนใดๆในการสร้างมันขึ้นมา ดังนั้นในมุมมองของผม แนวคิดแบบ การทำให้เข้ากันได้ หรือที่เรียกกันว่า Compatiblism นี้ ก็เปรียบเสมือนการพูดว่า สุนัขตัวนั้น มีอิสระ ตราบใดที่มันรัก โซ่ตรวน ที่ตรึงมันอยู่
คราวนี้ นักคิดแบบ compatible หรือ ทำให้ทุกอย่างเข้ากันได้ ก็จะโต้แย้งกลับมา ว่า
ถึงแม้ความคิดและการลงมือทำของเรา จะเป็นผลผลิตของเหตุการณ์ที่เหนือการรับรู้ของเรา แต่มันก็ยังเป็นความคิด และการลงมือทำของเราอยู่ดี อะไรก็ตามที่สมองของเราทำ หรือ ตัดสินใจ ไม่ว่าจะโดยมีสติรับรู้ หรือไม่ก็ตาม ก็คือ สิ่งที่คุณได้ตัดสินใจและลงมือทำ
ดังนั้น ถ้าโต้แย้งในลักษณะนี้ ก็หมายถึง การที่เราไม่ได้รับรู้ถึงต้นเหตุของการกระทำของเรา ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงเราให้พ้นไปจากการมีเจตุจำนงค์อิสระอยู่ดี
เพราะสภาวะและปฏิกิริยาทางร่างกายต่างๆที่เกิดขึ้นในร่างกายของเราในระดับที่เหนือการรับรู้นั้น ก็ยังคงเป็นสภาวะและปฏิกิริยาของเรา ไม่แตกต่างไปจากความคิดที่มีสติรับรู้ของเรา
แต่แนวคิดแบบนี้ก็เปรียบได้ดั่งการแลกเปลี่ยนที่ได้ไม่คุ้มเสียซักเท่าไหร่
เพราะนี่คือการแลกเปลี่ยน ความเป็นจริงทางด้านจิตวิทยา อันเกี่ยวกับประสบการณ์ส่วนบุคคลในการเป็นผู้ที่มีสติ
เพื่อแลกกับ แนวคิดทางนามธรรมของการมีตัวตนของเราในฐานะบุคคล
ความเป็นจริงทางด้านจิตวิทยา ก็คือ พวกเราส่วนใหญ่ มีความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันกับ หรือ ไม่ก็รู้สึกว่าตนสามารถควบคุม ช่องทางของการสื่อสารในการมีสติรับรู้ของเรา หรือที่เรียกว่า consciousness นั่นเอง แต่เราเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะว่าตัวตนของคุณที่คุณเข้าใจว่าคือตัวคุณนั้น แท้ที่จริงแล้ว ไม่ได้เป็นผู้ควบคุมสิ่งใดเลย
จินตนาการดูว่า เราอาศัยอยู่ในโลกที่ คนส่วนใหญ่ในโลกเชื่อว่า เคยมี มหานครที่หายสาบสูญไปจากโลก ที่ชื่อว่า แอตแลนติส
นักคิดแบบทำให้ทุกอย่างเข้ากันได้ ก็จะให้ความสบายใจแก่เรา พวกเขาจะกล่าวว่า เมืองแอตแลนติสนั้นมีอยู่จริง และในความเป็นจริงแล้ว ก็คือ เกาะแห่งนึงในซิซิลีนั่นเอง และจากนั้นพวกเขาก็จะโต้แย้งว่า ซิซิลี ตอบโจทย์ของคำถามส่วนใหญ่ ที่ผู้คนมีเกี่ยวกับเมืองแอตแลนติส
แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกความเชื่อเกี่ยวกับเมืองแอตแลนติส อยู่รอดมาจนถึงปัจจุบัน เพราะบางความเชื่อนั้นถือว่าเป็นเรื่องพิศดาลพอสมควรเลยทีเดียว แต่หลักฐานที่ควรจะเกี่ยวโยงในมุมมองของนัก compatiblelists ทั้งหลาย ก็ถูกเชื่อมโยงให้เข้ากันกับ หมู่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในแถบทะเลเมอดิเตอเรเนี่ยน และพวกเขาก็ถือว่า งานของตนเป็นอันครบถ้วนสมบูรณ์ และบอกกล่าวให้นักวิทยาศาสตร์ เร่งสืบเสาะ มหัศจรรย์แห่งธรรมชาติในซิซิลีกันได้เลย
อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงที่ทำให้ผู้คนขัดข้องใจ เกี่ยวกับแนวคิดของเมืองแอตแลนติสก็คือ การที่อารยธรรมที่มีความศิวิไลซ์ขั้นสูงจะอันตรธานหายสาบสูญไปใต้ผืนน้ำใต้มหาสมุทรใน ซิซิลี หรือใต้มหาสมุทรใดๆก็ตามในโลก ดูจะไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
ผู้คนจึงสับสนในประเด็นนี้ และความสับสนนี้ก็ส่งผลกระทบที่เป็นจริง และนักคิดแบบทำให้ทุกอย่างเข้ากันได้ จะไม่ยอมรับว่า ซิซิลี นั้น แตกต่างจาก แอตแลนติส โดยสิ้นเชิงอย่างไรบ้าง
และพวกเขาก็ดูเหมือนจะไม่สนใจ เมื่อหลักฐานของความแตกต่างนั้นปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งยิ่งทำให้ผมเห็นว่าพวกเขาคิดผิดจริงๆในการพยายามทำให้ทุกอย่างเข้ากันได้
กลับมาที่ประเด็นอีกครั้ง ที่ว่า ผู้คนทั่วไป ต้องการความรู้สึกสมเหตุสมผลทางด้านจิตวิทยา สำหรับการเกลียดชังศัตรูของตน และมองพวกเขาว่าเป็นต้นกำเนิดของความชั่วร้ายอย่างแท้จริง แต่ทัศนะคติทางด้านศีลธรรมข้อนี้ กำลังถูกบั่นคลอนในความน่าเชื่อถือ เมื่อเราทำการสืบสวนลงไปถึงสาเหตุที่แท้จริงภายใต้พฤติกรรมมนุษย์
และในกรณีที่เหตุของพฤติกรรม สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ความรู้สึกของเราเกี่ยวกับความรับผิดชอบของพวกเขา ก็เริ่มเปลี่ยนไป นี่คือสาเหตุที่ผมบอกว่า การเข้าใจสมองของคนปกติ ก็เปรียบเสมือน การหาเจ้าเนื้องอกเจ้าปัญหาที่ก่อเหตุนั้น เจอจนได้นั่นเอง
และขอย้ำอีกครั้งว่า ผมไม่ได้พูดว่า ไม่มีความแตกต่าง ระหว่าง คนปกติ และ บุคคลที่มีปัญหา ในการควบคุมตนเอง
เพราะคนปกติ จะต้องรับผิดชอบสำหรับ การได้รับรางวัล และ การลงโทษ
ในขณะที่คนผิดปกติ จะถูกละเว้นจากความรับผิดชอบทั้งในการลงโทษ หรือ รับรางวัล เช่นกัน
และนั่นคือการแยกแยะความแตกต่างที่เราจำเป็นต้องมี ระหว่างคนปกติ และคนผิดปกติ
และนั่นก็คือ การใช้เหตุผลที่เราจำเป็นต้องมี
คือเพื่อ ใช้เป็นแรงจูงใจในการทำเพื่อของรางวัล หรือ เพื่อป้องกันผู้คนปกติไม่ให้ประพฤติผิด และคุมขังผู้คนที่เราไม่สามารถควบคุมได้โดยวิธีอื่นๆ
แต่บางอย่างในมุมมองทางด้านศีลธรรมของเราก็ได้เปลี่ยนไป เมื่อเราได้หยั่งรู้ถึงต้นกำเนิดของเหตุการณ์ก่อนหน้า และมันก็ควรจะเปลี่ยนนั่นแหละ เราควรจะยอมรับว่า ถ้าใครคนนึง ได้รับยีนส์พันธุกรรม และ ประสบการณ์ชีวิตที่ส่งผลให้เขาเป็นบุคคลวิกลจริต คนผู้นั้นย่อมถือเป็นผู้โชคร้าย แต่แน่นอนว่า นี่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่คุมขังตัวเขา แต่การเกลียดชังบุคคลผู้นี้ เป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผล ในเมื่อเราได้เข้าใจอย่างครบถ้วนบริบูรณ์แล้วว่าเขาได้กลายมาเป็นบุคคลผู้นี้ได้อย่างไร
ความเกลียดชังเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่มันเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลกัน
ความรู้สึกเมตตาให้กับบุคคลผู้นี้ต่างหาก ที่เป็นเรื่องสมเหตุสมผล ในแบบเดียวกันกับที่เรารู้สึกเมตตาเด็กคนนึงที่อนาคตจะโตมากลายเป็นฆาตกรโรคจิต นักคิดแบบทำให้ทุกอย่างเข้ากันได้ พยายามจะปกป้องแนวคิดของกาีมีเจตจำนงค์อิสระ หรือ ที่เรียกกันว่า Free Will ด้วยการกล่าวอ้างว่า ตัวเรานั้น เป็นมากกว่า ตัวตน คนที่มีสติรับรู้เพียงเท่านั้น
แต่ตัวตนของคุณคือ ผลรวมทั้งหมดของทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในร่างกายของคุณ ไม่ว่าคุณจะมีสติรับรู้ หรือไม่ก็ตาม อย่างไรก็ตาม คุณก็ไม่สามารถ เป็นต้นเหตุของชีวิตคุณในด้านที่คุณไม่มีสติรับรู้ได้เช่นกัน จริงๆแล้ว ในตอนนี้เดี๋ยวนี้ ร่างกายของคุณก็กำลังทำปฏิกิริยาต่างๆในอวัยวะของคุณที่ไม่ใช่ส่วนของสมองของคุณเป็นตัวสั่งการ แต่คุณก็ไม่ได้รู้สึกว่า นี่คือความรับผิดชอบของคุณสำหรับการตัดสินใจให้เกิดปฏิกิริยาเหล่านี้ในร่างกาย
คุณกำลังผลิตเม็ดเลือดแดงอยู่หรือเปล่าครับ?
หวังว่า ร่างกายของคุณ กำลังทำสิ่งนี้อยู่นะครับ
แต่ถ้าร่างกายของคุณ หยุดการผลิตเม็ดเลือดแดงขึ้นมาจริงๆ คุณก็จะเป็นผู้เคราะห์ร้ายในเหตุการณ์นี้ ไม่ใช่ผู้กระทำผิด!
ในการกล่าวอ้างว่า คุณคือผู้รับผิดสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายใต้ผิวหนังที่ห่อหุ้มตัวคุณอยู่นั้น เพราะว่าทั้งนี้คือ “ตัวคุณ” นั้น
เป็นการกล่าวอ้างที่ไม่ได้คำนึงถึงความเชื่อมโยงใดๆกันกับความรู้สึกของการมีตัวตนอยู่เลย และไม่ได้คำนึงถึงแนวคิดของความรับผิดชอบทางศีลธรรมที่ทำให้แนวคิดของ การมีเจตจำนงค์อิสระ เป็นปัญหาตั้งแต่แรก
ความเป็นจริงก็คือ ความรู้สึก หรือ ความคาดหวังว่า เรานี่แหละคือเจ้าของความคิดและการกระทำของเรา นั้น เป็นสิ่งลวง
เราจะเป็นอิสระ ในฐานะตัวตนคนที่มีสติรับรู้ได้อย่างแท้จริงได้อย่างไร
ในเมื่อ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีความตั้งใจจะลงมือทำนั้น ถูกทำให้เกิดขึ้นโดยสภาวะการณ์ทางสมองที่เราไม่ได้สร้างมันขึ้นมา และเราไม่ได้มีการรับรู้ก่อนหน้านี้ คำตอบคือ เราไม่ได้เป็นอิสระ! เจตจำนงค์ นั้น ไม่ได้ เกิดขึ้น อย่างอิสระแบบแท้จริง แล้วแบบนี้ ทั้งหมดทั้งมวล มันมีความหมายว่าอย่างไรกัน?
อย่างแรกเลย มาทำความกระจ่างในประเด็นนี้กันก่อน ผู้คนมักจะสับสนในความหมายระหว่าง แนวคิดของการกำหนดกฏเกณฑ์ หรือที่เรียกว่า Determinism
กับแนวคิดที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างถูกกำหนดเอาไว้แล้ว หรือที่เรียกว่า Fatalism
และ นี่ก็นำมาสู่คำถามที่ว่า ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างถูกกำหนดกฏเกณฑ์ไว้แล้ว แบบนี้เราจะทำอะไรไปทำไม? ทำไมไม่นั่งอยู่เฉยแล้วแค่รอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ทำไมไม่โยนไม้พายทิ้งลงทะเลไป แล้วดูซิว่า เรือชีวิตจะพาเราลอยไปในทิศทางใด?
อีกครั้ง ที่ นี่ คือสิ่งที่ผู้คนมีความสับสน เพราะการนั่งเฉยๆแล้วดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น โดยตัวมันเองแล้ว ก็เป็นการเลือกในรูปแบบนึงเช่นกัน ที่จะสร้างผลลัพธ์ในตัวของมันเอง
และการนั่งเฉยๆโดยไม่ทำอะไรเลย ก็เป็นสิ่งยากมากๆที่จะทำ ไม่เชื่อก็ลองนอนบนเตียงทั้งวันดูสิครับ แล้วรอดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ช้าไม่นานคุณก็จะรู้สึกอยากจะลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่าง
และวิธีเดียวที่จะยังคงนอนอยู่บนเตียงได้ทั้งวันสำเร็จ ก็คือการฝืนทนอยู่บนเตียง ในที่สุด การไม่ทำอะไรเลยอยู่บนเตียง ก็จะกลายมาเป็นสิ่งที่ยากมากๆในการลงมือทำ เมื่อเทียบกับการลุกขึ้นมาจากเตียงแล้วทำอะไรซักอย่าง
การเลือกสิ่งต่างๆในชีวิตจริงของเรานั้น ก็มีความสำคัญในแบบที่คนส่วนใหญ่คิดนั่นแหละ เพราะการเลือก คือ ส่วนหนึ่งของ กระแสแห่งเหตุและผล
ส่วนแนวคิดแบบ Fatalism หรือความเชื่อที่ว่าอนาคตทุกสิ่งทุกอย่างถูกกำหนดเอาไว้แล้ว ไม่ว่าเราจะคิด หรือทำอะไรนั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นแนวคิดลวงที่ไม่เป็นจริง
แต่กระนั้นก็ตาม ตัวเลือกครั้งถัดไปของคุณ ก็จะปรากฏขึ้นโดยปรากฎการณ์ที่ลึกลับ ที่คุณในฐานะผู้ที่มีสติรับรู้นั้น ไม่ได้เป็นผู้สร้างขึ้นมาและไม่รู้ว่ามันมาจากที่ใด
ในมุมมองของสมองที่มีการรับรู้ของคุณนั้น คุณไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบสำหรับ ความคิดและการกนะทำอันถัดไปของคุณ แบบเดียวกับที่คุณไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบในการที่คุณถือกำเนิดมาบนโลกใบนี้นั่นแหละครับ
คุณไม่ได้เป็นผู้ที่สร้างสมองของตนเองขึ้นมา
และในขณะที่คุณดูเหมือนว่ากำลังจะทำการพัฒนาสมองด้วยวิธีต่างๆ อย่างการหาความรู้ หรือเพิ่มทักษะต่างๆ ยกตัวอย่างเข่น ทักษะการนั่งสมาธิ ตัวเครื่องมือต่างๆที่จะเอื้ออำนวยให้คุณทำสิ่งนั้นได้ คือสิ่งที่คุณได้มาจากช่วงเวลาในอดีต ในมุมมองนี้ คุณเองก็ไมได้เป็นผู้รับผิดชอบสำหรับสมองของคุณ ในแบบเดียวกันกับที่คุณไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบ สำหรับส่วนสูงของคุณ
แต่ผมก็ไม่ได้พูดว่าเราควรกล่าวโทษพ่อแม่ของเรา สำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผิดพลาดไปในชีวิตของเรา หรือพูดว่าเราไม่จำเป็นต้องพยายามพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นแต่อย่างใดนะครับ
การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้
ในความเป็นจริงแล้ว การมองตัวเราในลักษณะที่ว่า ตัวเรานั้นคือ ระบบที่เปิดกว้างรับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลานั้น ทำให้การเปลี่ยแปลงดูเหมือนจะเป็นไปได้มากขึ้น คุณไม่ได้ถูกจองจำให้ติดอยู่กับการเป็นตัวตนคนเดิมของคุณในวันวาน อันที่จริงแล้ว คุณไม่สามารถเป็นคนเดิมในวันเมื่อวานได้หรอกครับ
นิยามของคำว่า ตัวตน ในแบบที่สมเหตุสมผล คือการมองว่า การมีตัวตนของเรานั้น ไม่ใช่กระบวนการที่อยู่นิ่งสเถีย
Free Will โดย Sam Harris
ตอนที่ 6 ความย้อนแย้งในความรับผิดชอบ
ลองจินตนาการ นึกถึงภาพ โปรกอล์ฟ คนนึง กำลังพยายาม พัต หลุมที่ใกล้มากๆ แต่ สมมติว่าเค้าพลาดไป คำถามคือ เราควร มองเรื่องความรับผิดชอบอย่างไร สำหรับการพลาดเป้า?
และ มันหมายความว่าอย่างไรกัน ในการที่เราพูดว่า นักกอล์ฟคนนี้ ควรจะทำได้ และน่าจะได้ทำให้สำเร็จ แต่ล้มเหลวที่จะพัตลูกง่ายๆลงหลุม?
อืม ถ้าเขาเป็นนักกอล์ฟที่ไม่ค่อยจะได้เรื่องเท่าไหร่ ที่มักจะพลาดการพัตในระยะนั้น เราก็คงจะไม่ไปเรียกร้องให้เค้ารับผิดชอบหรอก จริงไม๊ครับ และเราก็คงไม่พูดว่า เค้าควรจะทำได้
ซึ่งอันที่จริงแล้ว เค้าอาจจะทำได้สำเร็จก็ได้ แต่ความสำเร็จที่ได้มาก็คงจะเป็นเรื่องโชคช่วยซะมากกว่า
แล้วคราวนี้ ลองพิจารณาถึงนักกอล์ฟอีกคนนึง ที่โดยปกติแล้ว สามารถ พัตลูก ลงหลุมในระยะนั้นได้สบายๆ อืม ถ้าเป็นแบบนั้น เราก็คงพูดว่า เค้าน่าจะทำได้ และควรจะได้ทำให้สำเร็จ และการผิดพลาดอันนั้น ก็เป็นเพราะตัวเขา ในมุมมองใดมุมนึง
และมุมมองในด้านศีลธรรม ที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับแนวคิดข้างต้นก็คือ ยกตัวอย่าง เช่น
เมื่อเด็กเล็ก เกเรซุกซนทำผิด ถึงแม้จะถึงขั้นทำอันตรายหรือเสียหายรุนแรง เราก็จะไม่เรียกร้องหาความรับผิดชอบเท่ากันกับ การเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้ใหญ่ที่มีสติปัญญาครบถ้วน และถ้าใครบางคนที่ได้รับอุบัติเหตุ สมองมีความเสียหายในทางใดทางนึงเราก็จะไม่เรียกร้องหาความรับผิดชอบ เท่ากันกับ ของคนปกติ
เพราะเมื่อ มนุษย์ผู้ที่มีความปกติสมบูรณ์ ประพฤติผิด เราก็มักจะถูกโน้มเอียงที่จะพูดว่า เขาควรจะและน่าจะทำอีกอย่าง แต่ความย้อนแย้งจะเริ่มปรากฏให้เห็นตรงนี้นะครับ เพราะว่า เราจะพูดอย่างไร เมื่อนักกอล์ฟที่เก่งที่สุดในโลกพลาดการพัตลูกที่สั้นและง่ายมากๆ?
แน่นอนว่า เขาคือผู้ที่ทุกคนคาดหวังได้เลยว่าจะไม่ทำให้คุณผิดหวังด้วยการพลาดพัตง่ายๆ ผมหมายความว่า ถ้าจะมีใครที่ควรพัตหลุมในระยะนี้ได้ลง ก็ต้องเป็นคนนี้แหละ เพราะเค้าเคยพัตหลุมระยะนี้ลง มานับพันครั้งติดต่อกัน แล้วเราจะคิดอย่างไร ถ้าเขาพลาดการพัตหนึ่งครั้ง?
เรากำลังพูดอะไรจริงๆ เวลาที่เราบอกว่า เขาน่าจะพัตลูกลงหลุมได้สำเร็จ ในลูกที่เค้าพลาดไป
ความจริงก็คือ เราไม่ได้กล่าวอ้างถึงการพัตหลุมนั้นเลย เรากำลังบอกว่า เขาได้พัตลูกลงหลุมคล้ายๆกันแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน และเราก็สามารถคาดหวังได้ว่าโดยทั่วไปแล้วเขาจะพัตลูกลงหลุมได้ในอนาคต โดยมีเงื่อนไขว่าเขาไม่ได้มีอุบัติกระทบกระเทือนทางสมองและยังมีสติสมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม เราก็กำลังบอกด้วยเช่นกันว่า เขาน่าจะพัตลูกนั้นได้ลง ถ้าไม่มีบางอย่างมาขัดขวางเสียก่อน จริงไม๊?
เพราะเขามีความสามารถอยู่แล้วที่จะพัตลูกนี้ลงได้งอย่างง่ายๆ ดังนั้นต้องมีบางอย่างผิดปกติแน่นอน ทำไมนักกอล์ฟที่เก่งที่สุดในโลกถึงพลาดลูกง่ายๆ?
นั่นเป็นเพราะว่า สภาวะที่จำเป็น ในการทำให้เกิดความสำเร็จอันนั้น มันอยู่ไม่ครบถ้วน
แล้วถ้าสภาวะที่จำเป็นอันนั้น คือ สิ่งที่เราเรียกว่า ความพยายามในฝั่งของเขาที่ทำให้โดยทั่วไปแล้วเขาสามารถพัตลูกกอล์ฟลงหลุมได้ล่ะ?
แล้วทำไมเขาถึงไม่ได้ผลิตความพยายามนั้นขึ้นมาล่ะ?
นี่คือคำถามที่นำไปสู่คำตอบเดิมเช่นกัน
เพราะว่า สภาวะที่จำเป็นในการทำให้เกิดความพยายามอันนั้น มันอยู่ไม่ครบถ้วน
ดังนั้น ในมุมมองทางวิทยาศาสตร์
ความล้มเหลวในการผลิตความพยายามของเขา
ก็เป็นเสมือน การพลาดพัตลูกกอล์ฟหลุมง่ายๆไม่ลงแค่นั้นแหละ
เขาได้พยายามเต็มที่ เท่าที่เขาได้ทำ
ครั้งถัดไป เขาอาจพยายามมากกว่านี้
แต่ครั้งนี้ ที่เกิดขึ้น ในลักษณะสภาวะการรับรู้ของสมองในแบบที่มันเกิดขึ้น นักกอล์ฟผู้นี้ ไม่สามารถจะพยายามไปได้มากกว่าที่เขาได้ทำลงไป
และการพูดว่า
“เขาน่าจะพัตลูกหลุมนั้นลง”
หรือ
“น่าจะพยายามมากกว่านี้”
จริงๆแล้วก็คือการว่ากล่าวตักเตือนเขา ให้ระวังมากกว่านี้ในอนาคต นั่นเอง
ดังนั้น เราไม่ได้พูดถึงการแก้ปัญหาในสิ่งที่ได้เกิดขึ้นไปแล้ว
เราไม่ได้พูดถึงความล้มเหลวในการพัตลูกกอล์ฟลงหลุม หรือ ความล้มเหลวของเขาในการผลิตความพยายามขึ้นมามากพอ
แน่นอนว่า การว่ากล่าวตักเตือน ให้ปฏิบัติให้ดีขึ้นนั้น สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการว่ากล่าวตักเตือน เพื่อให้เขาผู้นั้นเป็นนักกอล์ฟที่ดีขึ้นนั้น ก็สามารถใช้หลักการของแนวคิด แบบ กำหนดกฏเกณฑ์ หรือDeterminism ได้อย่างลงตัวอยู่แล้ว
ในความเป็นจริงแล้ว แนวคิดแบบกำหนดกฏเกณฑ์ หรือ Determinism นี้ ก็ไม่ได้มีข้อจำกัดใดๆ ที่จะห้ามเรา ไม่ให้เรียกร้องจากตัวเรา หรือเรียกร้องด้วยกันเอง ในการที่จะลงมือทำสิ่งต่างๆให้แตกต่างในอนาคต และบ่อยครั้งทีเดียวที่การเรียกร้องต่างๆนี้ใช้ได้ผล
สิ่งต่างๆที่เราพูดระหว่างกันและกัน และพูดกับตนเอง นั้นก็คือ ส่วนหนึ่งของห่วงโซ่แห่งเหตุ ที่เป็นตัวกำหนด วิธีการคิดและ วิธีการแสดงออกของเรา
แต่เราจะสามารถ กล่าวโทษกับนักกอล์ฟที่เก่งที่สุดในโลก ในการที่เขาพลาดพัตหลุมง่ายๆได้หรือไม่?
ไม่!
เราจะกล่าวโทษเขา ได้หรือไม่ ว่าเขา ไม่พยายามมากพอ?
เช่นเดิม ผมคิดว่า คำตอบ ก็คือ ไม่
เว้นแต่ว่า การกล่าวโทษนั้น คือวิถิทางในการทำให้เขาพยายามมากกว่านี้ ในอนาคต
สำหรับการที่เราจะมองว่าเขาคือผู้รับผิดชอบที่แท้จริงสำหรับ ความผิดพลาดในการพัตลูกกอล์ฟลงหลุม หรือ ไม่พยายาม อย่างมากพอ นั้น
เราจำเป็นต้องรู้ให้ได้ก่อน ว่า เขาสามารถทำในแบบอื่นๆที่ไม่ใช่ในแบบที่เขาทำ ได้หรือไม่
การกล่าวโดยกว้างๆว่า ถ้าในสถานการณ์คล้ายกันก็คงเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เขาควรจะพัตลูกกอล์ฟลงหลุม แบบนี้คงไม่เพียงพอที่จะเรียกร้องหาความรับผิดชอบที่แท้จริงจากนักกอล์ฟคนนี้ได้
แต่เราต้องถามว่า จริงๆแล้ว ลูกที่เขาได้พลาดไปนั้น เขาสามารถพัตลงได้ไม๊?
เขาพยายามมากกว่านี้ได้ไม๊?
ความล้มเหลวผิดพลาดของเขา ทั้งในการพัตลูกไม่ลงหลุม และพยายามไม่มากพอ นั้นถูกกำหนดโดยสภาวะทางระบบประสาทของเขาในช่วงเวลานั้นของจักรวาล
แน่นอนว่า เป็นเรื่องสมเหตุสมผลกันในการมองว่าเขาผู้นึ้ มีความสามารถโดยทั่วไปที่จะพัตลูกลงหลุม และเรียกร้องให้เขาพยายามมากขึ้น ในครั้งถัดไป
และเป็นการไม่สมเหตุสมผล ที่จะตำหนิติเตียน บุคคล ที่ไม่มีความสามารถในการเล่นกอล์ฟ ถ้าเขาพัตลูกไม่ลงหลุม
ดังนั้น เราถูกแล้วที่เชื่อว่า การแยกแยะ ความแตกต่างระหว่างการเป็นนักกอล์ฟที่ดี และ นักกอล์ฟที่แย่ นั้นมีนัยยะสำคัญ
และความแตกต่างระหว่างการเป็นคนดีและคนเลว นั้น ก็มีนัยยะทางศีลธรรมที่สำคัญเข่นกัน เพราะในการตอบโต้กับผู้คนปกติธรรมดาทั่วไป เราก็คาดหวังอย่างสมเหตุสมผลว่าพวกเขาจะประพฤติตนได้ดี และเมื่อพวกเขาประพฤติผิด ก็เป็นการสมเหตุสมผลในการว่ากล่าวตักเตือน และบางทีอาจจะมีการลงโทษ เพื่อจุดประสงค์ให้เขาประพฤติตนได้ดีขึ้นในอนาคต และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อนอีก
แต่ประเด็นนี้มี้รื่องย้อนแย้งอยู่ในตัว เพราะผู้คนที่มีความสามารถมากที่สุด
มีการควบคุมตัวเองได้มากที่สุด
มีโอกาสเยอะที่สุด
และมีความรู้มากที่สุด
และผู้คนที่ลงมือทำมากที่สุดโดยทั่วๆไป
ดูเหมือนจะเป็นบุคคลที่ถูกตำหนิมากที่สุด เมื่อพวกเขาทำได้ไม่ดี หรือทำผิดพลาด
เมื่อนักกอล์ฟที่เก่งที่สุดในโลก พลาดหลุมสั้นๆ เราก็คงมีความโน้มเอียงที่จะพูดว่า เขาน่าจะทำได้ มากกว่าการที่ นักกอล์ฟแย่ๆคนนึง พลาดหลุมสั้นๆ เพราะการผิดพลาดของนักกอล์ฟที่เก่งที่สุดในโลก ย่อมเป็นเรื่องผิดปกติ
ต้องมีบางอย่างผิดปกติแน่ๆ ถ้าคนเก่งขนาดนี้ พลาดหลุมง่ายๆแค่นึ้ ดังนั้น นักกอล์ฟที่เก่งที่สุดในโลก ก็ยังไม่พ้นการโดนตำหนิให้พยายามมากขึ้นในครั้งถัดไปอยู่ดี แต่มันก็คงจะไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่นักในการบอกคนที่เก่งที่สุดในโลกให้เก่งขึ้นกว่าเดิม
ดังนั้นในบางมุมมอง การที่เราเรียกร้องความรับผิดชอบจากบุคคลคนนึง ในความผิดพลาดของเขา ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ มีความสมเหตุสมผลลดลงไปเรื่อยๆ เมื่อบุคคลผู้นั้น มีความสามารถและชำนาญสูงขึ้น
เพราะในที่สุดแล้ว ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว ของคนที่เก่งที่สุด นั้น แทบไม่บ่งบอกอะไรเลยเกี่ยวกับคนๆนั้น มันแทบจะไม่ได้สะท้อนอะไรให้เห็นเกี่ยวกับคนที่เขาเป็นหรือ คนที่เขาได้เคยเป็นมาเลย
ผมหมายความว่า ถ้า องค์ ดาไล ลามะ เกิดคุ้มคลั่ง พกปืนไรเฟิลพร้อมกระสุนอีกนับพัน ปีนขึ้นหอนาฬิกา และเริ่มสุ่มยิงผู้คนที่ผ่านไปมา
คุณมั่นใจได้เลยว่า ต้องมีบางอย่าง ผิดปกติเกิดขึ้นภายในสมองขององค์ดาไล ลามะแน่นอน
ถามว่า แล้วแบบนี้ ความรับผิดชอบ อยู่ตรงไหนกัน?
ดังนั้นผมจึงขอโต้แย้งว่า
การเรียกร้องให้ผู้คนรับผิดชอบสำหรับการกระทำของเขานั้น สมเหตุสมผลในเรื่องเดียวก็คือ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อตัวเขาและต่อผู้คนในสังคมในอนาคต ดังนั้น การพิจารณาถึงการกักกันตัวและเข้ารับการบำบัด และการกักขังไม่ให้บุคคลอันตราย ออกมาเพ่นพ่านบนถนน สิ่งเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่มีผลที่ดีในทางปฏิบัติ สำหรับ อนาคตของโลก
ดังนั้น การเรียกร้องหาความรับผิดชอบทางศีลธรรมนั้น จึงเป็นในลักษณะของการ มองไปข้างหน้าเสมอ คราวนี้สำหรับผมแล้ว มันดูเหมือนว่า ความเชื่อทางศีลธรรมบางอย่างในตัวเรานั้นได้เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อเราเริ่มนำเข้ามาซึ่งการมองภาพรวมของเหตุการ์และผลลัพธ์ทั้งหมด
เมื่อเราได้ตระหนักว่า แม้กระทั่งบุคคลที่มีความร้ายกาจน่าหวาดกลัวที่สุด ก็เป็นบุคคลที่โชคร้ายในการที่เขาได้เป็นบุคคลผู้นั้น ความรู้สึกเกลียดบุคลผู้นั้น ก็จะลดทอนลงจนเหลือเพียงแค่ความหวาดกลัวบุคคลผู้นั้นเท่านั้นเอง และเราจะต้องคุมขังบุคคลผู้นั้นเพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย
และอย่างที่เคยกล่าวไปแล้วว่า ถึงแม้คุณจะเชื่อว่าร่างกายมนุษย์นั้น จะประกอบไปด้วยวิญญาณก็ตาม มุมมองนี้ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด เพราะใครก็ตาม ที่ถือกำเนิดมาพร้อมกับดวงวิญญาณของฆาตกรโรคจิต ก็คงจะเป็นบุคคลที่โชคร้ายอย่างเป็นที่สุด
ดังนั้นผลดีของการมองโลกในแง่นี้ ก็คือ การลดลงของความเกลียดชัง ซึ่งก็ดูเหมือนจะเป็นความคิดโดยรวมที่ดี และการมองโลกในแง่นี้ยังเพิ่มความเห็นอกเห็นใจและความเมตตาให้กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แม้กระทั่งกับบุคคลที่เลวร้ายที่สุดในโลก เช่น นาย อูเดย์ ฮุสเซน ลูกชายคนโต ของ ซัดดัม ฮุสเซน
เขาเป็นบุคคลที่ชั่วช้าสามานย์ที่สุดเท่าที่ผมจะสามารถนึกได้ เพราะบุคคลผู้นี้ เมื่อเขาเห็นการจัดงานแต่งงานที่กำลังเกิดขึ้นในกรุงแบกแดด ชายผู้นี้จะบุกเข้าไปที่งาน พร้อมกับบอดี้การ์ดของเขาหลายคน และข่มขืนเจ้าสาว บางครั้ง เขาก็ทรมาน และฆ่าเจ้าสาว และเขาได้ทำอย่างนี้มาแล้วหลายครั้ง
และไม่ว่า คุณจะคิดเห็นอย่างไร เกี่ยวกับศีลธรรมของสงครามในอิรัก เนื่องจากเราพยายามจับเป็นเขาไม่สำเร็จ ก็ดูเหมือนว่า เป็นสิ่งที่ดีแล้ว ที่เราฆ่าเขาทิ้งได้สำเร็จ เว้นแต่ว่าคุณเป็นผู้ที่รักสันติภาพแบบไร้การฆ่า คุณต้องยอมรับว่า นี่คือเหตุผลที่เรามีปืน และระเบิดไว้ ก็เพื่อฆ่าคนอย่าง อูเดย์ ฮุสเซน นี่แหละ
แต่ลองมองย้อนกลับไปในชีวิตของเขาและลองคิดถึงเขาเป็นเด็กผู้ชายอายุ 4 ขวบ ดูนะครับ
ผมหมายถึง เขาอาจจะเป็นเด็กนิสัยแปลกๆ หรือแม้กระทั่งดูน่ากลัวนิดหน่อยใช่ไม๊ครับ หรือเค้าอาจจะเกิดมามีมันสมองของฆาตกรตั้งแต่เกิดเลยก็ได้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ที่แน่ๆ คือเขาเป็นเด็กที่โชคร้ายมากๆ
เพราะเขามีพ่อ เป็น ซัดดัม ฮุสเซน!!
ผมหมายความว่า นี่คือความโชคร้ายที่สุดของที่สุดเลย เพราะเด็กผู้ชายวัยสี่ขวบผู้นี้กำลังเติบโตกลายมาเป็น นาย อูเดย์ ฮุสเซน โดยที่ไม่ได้เป็นความผิดของเขาเอง
และถ้ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ในการช่วยเหลือเขาในช่วงใดก็ตามในชีวิตของเขา ตั้งแต่เขาอายุ สี่ขวบ หรือ ห้า หกขวบ นั่นก็คงเป็นสิ่งที่ถูกที่ควรกระทำ และความเมตตา ก็ควรจะเป็นแรงจูงใจที่เหมาะสม จริงหรือไม่?
แล้วถ้าความเมตตา เป็นแรงจูงใจที่เหมาะสมสำหรับเด็กสี่ขวบ คำถามคือ แล้วเราควรหยุดใข้ความเมตตากับบุคคลคนนึง เมื่อเขาอายุเท่าไหร่ ? มันจะเป็นสิ่งผิดไม๊ ถ้าเราจะรู้สึกถึงความเมตตาให้กับ เด็กวัยรุ่น อายุ 18 ปี
Free Will โดย Sam Harris
ตอนที่ 5 อาชญากรรม และ การลงโทษ
Crime & Punishment
โอเค คราวนึ้เรากลับมาคุยกันในประเด็นเรื่องความรับผิดชอบทางศีลธรรมกันดีกว่านะครับ หลายคนกังวลว่า หากปราศจากเจตจำนงค์อิสระ ซึ่งเป็นเหมือนเหตุที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมมนุษย์ ก็ดูเหมือนจะไม่มีพื้นที่เหลือให้กับ คำว่าผิดชอบ ชั่วดี ได้เลย และอันทึ่จริงแล้ว ศาลสูงสุดสหรัฐฯอเมริกา ได้กว่าวว่า Free Will หรือ เจตจำนงค์อิสระ นี้แหละคือ “รากฐานของระบบกฏหมายของเราแบบครอบจักรวาลที่เราใช้กันมาอย่างยาวนาน”
และศาลยังได้กล่าวว่า แนวคิดแบบ การกำหนกกดเกญฑ์หรือ Determinism นั้น “ไม่สอดคล้องกันกับ กติกาในระบบผดุงความยุติธรรมของเรา” ดังนั้นแนวคิด เจตจำนงค์อิสระจึงดูเหมือนจะมีผลกระทบกับโลกเราเป็นอย่างมาก และยังมีผลทางจิตวิทยาของเราอีกด้วย
ลองจินตนาการตัวคุณกำลังงีบหลับยามบ่าย อยู่ในสวนสาธารณะที่ไหนซักแห่ง และทันใดนั้นเสียงดังแปลกๆก็ปลุกคุณให้ตื่น เมื่อคุณลืมตาขึ้นมา ปรากฏว่ามีหมีกริซลีย์ตัวมหึมากำลังมุ่งหน้ามายังคุณ จากสนามหญ้าอีกฝั่งนึง และคงง่ายพอที่จะเข้าใจว่าตอนนี้คุณกำลังมีปัญหา
และถ้าเราเปลี่ยนตัวละคร จากหมีกริซลีย์ มาเป็น ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่กำลังถือขวานอยู่ในมือของเขา และกำลังวิ่งมาที่คุณ ปัญหาก็จะเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ไม่ว่าผู้ที่ทำร้ายคุณจะเป็นหมีหรือคน ก็หาได้มีปรากฏการณ์ของเจตจำนงค์อิสระอยู่ในสมองของตนทั้งสิ้น
จินตนาการต่อไปว่า คุณรอดชีวิตมาจากเหตุการณ์นั้นได้ แต่คุณได้รับบาดเจ็บสาหัส มือขาด ดังนั้นไม่ว่าผู้กระทำจะเป็นมนุษย์ หรือเป็นหมี คุณก็ได้รับอันตรายทางกายไม่ต่างกัน
แต่ประสบการณ์ของคุณหลังจากนั้น มีความเป็นไปได้สูงมาก ในมุมมองของผม ว่ามันขึ้นอยู่กับ สปีชีส์ของผู้ที่ทำร้ายคุณ ผมหมายความว่า ลองจินตนาการดูว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรหากคุณได้เห็นชายผู้เกือบพรากชีวิตของคุณ ยืนอยู่บนแท่นคำให้การในศาล หากคุณเป็นเหมือนคนส่วนใหญ่คุณอาจจะรู้สึกท่วมท้นไปด้วยความรู้สึกของความเกลียดชัง ที่รุนแรงมากจนทำให้เกิดความทรมานทางจิตใจอย่างยาวนาน คุณอาจใช้เวลานานนับปี จินตนาการถึงความตายของชายผู้นี้
ในทางกลับกัน ถ้าสิ่งทีทำร้ายคุณนั้นคือหมี คุณจะใช้เวลานานแค่ไหนในการเกลียดชังหมีกริซลีย์ตัวนั้น? คุณจะอยากเห็นมันกลับไปอยู่ในสวนสัตว์อย่างปลอดภัยหรือไม่? คุณอาจจะพาเพื่อนและครอบครัวไปดูเจ้าสัตว์ตัวนี้ในวันหยุดได้เสียด้วยซ้ำ แล้วคุณอยากจะมีสภาวะจิตใจแบบไหนล่ะ?
เจ้าหมีกริซลีย์มันก็แค่เป็นสัตว์ที่ทำหน้าที่ของมัน แล้วคุณจะให้หมีกริซลีย์ทำอะไรได้อีกล่ะเมื่อมันเจอมนุษย์นอนหลับอยู่ในสวนสาธารณะ? แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีมนุษย์เนี่ย ไม่เหมือนกันใช่ไม๊ เพราะมนุษย์มีเจตจำนงค์อิสระ ดังนั้น เค้าน่าจะทำและควรจะได้ทำสิ่งที่ถูกที่ควร ใช่หรือไม่?
ความแตกต่างระหว่างมุมมองสองมุมนี้ เป็นสิ่งที่สร้างความรู้สึกที่แตกต่างกันในสองเหตุการณ์ คนจำนวนมากคิดว่าเราต้องเชื่อในเจตจำนงค์อิสระ เพราะมันคือรากฐานของศีลธรรมและการได้มาในสิ่งที่ต้องการในชีวิต แต่ความเป็นจริงก็คือ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีเจตจำนงค์อิสระก็ตาม ยังไงก็มีความแตกต่างระหว่างความทุกข์ทรมานกับความสุขอยู่ดี
และความแตกต่างระหว่างทุกข์กับสุขนี้ก็สำคัญเหมือนเดิมไม่ว่าจะมีหรือไม่มีเจตจำนงค์อิสระก็ตาม
ไม่ว่าจะโดนหมีกริซลีย์กินเป็นอาหาร หรือโดนฆาตกรรมด้วยขวานโดยชายคนนึง สิ่งเหล่านี้ก็ควรหลีกเลี่ยงไม่ต่างกัน และเราเลือกที่จะหลีกเลี่ยงได้ และเราสามารถโน้มน้าวผู้คนให้ประพฤติตนให้ดีและอยู่ในทำนองคลองธรรมให้มากที่สุดเท่าที่เขาพวกเขาสามารถจะทำได้ เรายังสามารถรักษาระดับของศีลธรรมที่แข็งแกร่งและระบบผดุงความยุติธรรมและปราบปรามอาชญากรรมที่มีประสิทธิภาพได้ โดยไม่จำเป็นต้องหลอกตัวเองเกี่ยวกับต้นกำเนิดของพฤติกรรมมนุษย์แต่อย่างใด
แล้วมันคืออะไรกันแน่ ที่เราเกลียดชังและถือเป็นสิ่งผิดในตัวมนุษย์ เวลาที่ผู้คนทำผิดทั้งทางด้านศีลธรรมและผิดกฏหมาย? คำตอบก็คือ ผู้คนเกลียด ความตั้งใจอย่างมีสติในการประสงค์ร้ายต่อตน
แล้วทำไม ความตั้งใจอย่างมีสติในการประสงค์ร้ายต่อผู้อื่น จึงเป็นสิ่งที่น่าตำหนิล่ะ?
ก็เพราะว่า สติและการรับรู้ คือบริบท ที่เป็น
คุณสมบัติต่างๆของสมองตอนที่มันทำงานตามปกติ
สติและการรับรู้
คือพื้นที่แห่งการสร้างความเชื่อ
คือพื้นที่แห่งความปรารถนา เป้าหมาย และอคติต่างๆ นั้นมารวมตัวกัน
พฤติกรรมของเราที่แสดงออกมาอย่างมีสติและไตร่ตรองแล้ว บ่งบอกเกี่ยวกับเราค่อนข้างมาก
บ่งบอกได้ว่าเราต้องการอะไร
และบ่งบอกได้ว่า เราทำยังไง เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งนั้นที่เราปราถนา และบ่งบอกมากที่สุดถึงสิ่งที่เรามีความน่าจะเป็นที่จะทำต่อไปในอนาคต
หากคุณตัดสินใจจะฆ่าเพื่อนบ้านของคุณ หลังจากไตร่ตรองเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ลองค้นคว้าข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตและถกเถียงกันในหมู่เพื่อนฝูงของคุณ ถ้าเป็นแบบนั้นแล้วล่ะก็ การฆ่าเพื่อนบ้าน มันก็สะท้อนให้เห็นถึงคนที่คุณเป็นจริงๆ
ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า คุณเป็นต้นกำเนิดของการกระทำที่เกิดขึ้นโดยตัวคุณแต่เพียงผู้เดียว เพราะท้ายที่สุดแล้ว คุณก็ไม่ได้สร้างตัวคุณขึ้นมาได้เอง แต่ประเด็นก็คือ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็แล้วแต่ คุณก็เป็นเจ้าของจิตใตและมันสมองของฆาตกร
จริงอยู่ที่คุณนั้นไม่ได้เป็นต้นกำเนิดที่แท้จริงของสภาวะทางจิตใจของคุณ ในแบบเดียวกันกับที่หมีกริซลีย์ก็ไม่ได้เป็นต้นกำเนิดที่แท้จริงของตัวมันเอง คือมันก็ไม่ได้ผลิตตัวมันเองขึ้นมาได้ แต่สัตว์ป่าที่อันตราย ยังไงก็ยังเป็นสัตว์ที่อันตรายอยู่ดี และมันจะกินคุณเป็นอาหาร ถ้าคุณเห็นมันอยู่หน้าบ้านคุณ คุณก็เกิดความกังวลใจทันที โดยไม่ต้องมีเจตจำนงค์อิสระเข้ามาเกี่ยวข้อง
อาชญากรบางคน มีความร้ายกาจยิ่งกว่าหมีกริซลีย์เสียอีก และเราต้องการจะกักขังพวกเขาไว้ในคุก เพื่อป้องกันไม่ให้พวกคนเหล่านั้นทำอันตรายกับเรา ดังนั้น การใช้เหตุและผลทางด้านศีลธรรมของเราในการลงโทษใดๆในลักษณะนี้จึงเรียบง่าย และตรงไปตรงมา
ชีวิตของทุกคนจะดีขึ้น เมื่อมองในแบบนี้
ในขณะเดียวกัน ผมก็อยากโต้แย้งด้วย ว่า การล้างแค้นก็เป็นการกระทำที่ไม่สมเหตุสมผล
ผมหมายถึงแนวคิดของการลงโทษบุคคลผู้นั้น เนื่องจากจาก เขาผู้นั้น สมควรแก่การโดนลงโทษ นั้นดูจะไม่สมเหตุสมผลสักเท่าไหร่
เพราะถ้าเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นจากสัตว์ป่าอย่างหมีกริซลีย์ เราก็คงไม่แสวงหาการชำระหนี้แค้น ในแบบที่เราเคียดแค้นมนุษย์ จริงไม๊?
แต่จะว่าไปแล้วล้ว นั่นก็ไม่ได้เป็นแบบนี้มาตลอด
ดังเช่นที่ปรากฏในพระคัมภีร์ เอ็กโซดัส อันได้กล่าวว่า หาก มีวัวตัวใดทำร้ายผู้ชายหรือผู้หญิง วัวตัวนั้นจะต้องถูกทุบด้วยหินจนเสียชีวิต และห้ามนำเนื้อมากิน
และในช่วงยุคกลางของยุโรป ราวศตวรรษที่ 5 เหล่าชาวคริสเตียน ก็ได้เคยทำการขึ้นศาลกับเหล่าสรรพสัตว์ที่ทำร้ายหรือฆ่าคน หรือทำลายไร่นา
สัตว์เหล่านี้ มีแม้กระทั่งทนายส่วนตัว จริงๆแล้ว เคยมีการบันทึกไว้ด้วยว่า มีทนายคนนึงในสมัยนั้น ที่เป็นตัวแทนของกลุ่มครอบครัวหนูจำนวนมากมายหลายตัว เขากล่าวว่า ลูกความของเขา ไม่สามารถมาปรากฏตัวที่ศาลได้ เนื่องจากมีแมวจำนวนมากอยู่ในเมือง ที่จ้องทำร้ายตนและครอบครัว
เป็นเวลานานหลายร้อยปี ที่สัตว์นานาชนิดถูกประหารในที่สาธารณะ สำหรับ อาชญากรรมที่พวกมันได้ก่อขึ้น
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 1916 นี่เอง เมื่อช้างในคณะละครสัตว์ ที่ชื่อแมรี่ ได้ฆ่าควาญช้างผู้ดูแลพลเมืองชาวเทนเนสซีจึงตัดสินใจแขวนคอช้างเชือกนี้ด้วยหัวรถไฟ ผู้คนนับพันเดินทางมาเพื่อดู การฆ่าช้างเชือกนี้ด้วยการแขวนคอของมันขึ้นบนปั้นจั่นบนหัวรถไฟ และเมื่อตัดสินจากปฏิกิริยาของผู้คนในภาพถ่ายต่างๆ ดูเหมือนว่าผู้คนต่างพึงพอใจที่ได้รับความยุติธรรมแล้ว
แน่นอน นี่เป็นเรื่องที่ดูพิลึกแปลกประหลาดสำหรับมนุษย์เราในยุคปัจจุบันนี้ แต่ประวัติศาสตร์ก็ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่ามนุษย์เรา ง่ายต่อการสับสนเกี่ยวกับประเด็นนี้เพียงใด
แต่นี่ไม่ใช่การล้มล้างการลงโทษ หรือมองว่าการลงโทษเป็นสิ่งไม่จำเป็นแต่อย่างใด เพราะในความเป็นจริงแล้วในบางกรณีการลงโทษคือสิ่งที่จำเป็นและดีที่สุดในการส่งอิทธิพลต่อมนุษย์ด้วยกันทั้งหมด
ความแตกต่างอย่างเดียวระหว่างคนส่วนใหญ่ กับ หมีกริซลีย์ ก็คือ คนเรานั้นสามารถถูกเกลี้ยกล่อมได้ หากรู้ว่าตนจะโดนลงโทษ ดังนั้น การลงโทษบางอย่างจึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่การลงโทษลักษณะนี้ มีความแตกต่างทางศีลธรรม ไปจากความคิดของการล้างแค้นหรือการชำระหนี้เลือด
การล้มเลิกแนวคิดของเจตจำนงค์อิสระ จึงเอื้ออำนวยให้เราโฟกัสใส่ใจไปยังสิ่งที่สำคัญกับเราจริงๆ อย่างเช่น การปกป้องผู้ที่บริสุทธิ์ ปราบปรามอาชญากรรม การประเมินความเสี่ยง หรือยุติความทุกข์ทรมาน
ผมมิได้โต้แย้งว่า ทุกคนไม่ผิดด้วยเหตุผลของความวิกลจริต
และผมมิได้โต้แย้งว่า ไม่มีระดับของความรับผิดชอบทางศีลธรรมที่แตกต่าง
และผมมิได้โต้แย้งว่า ไม่มี ความแตกต่างระหว่าง ฆ่าคนโดยเจตนา กับ การฆาตรกรรมแบบไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว
หรือ ความแตกต่าง ของความรับผิดชอบทางศีลธรรมของผู้ใหญ่ กับความรับผิดชอบของเด็ก
การแยกแยะเหล่านี้ เป็นสิ่งสำคัญ
แต่นั่นก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการมีเจตจำนงค์อิสระแต่อย่างใด
แต่การแยกแยะเหล่านี้ เกิดขึ้นได้จากลักษณะทั้งหมดของสมองและจิตใจของบุคลผู้นั้น และนี่คือสิ่งที่เป็นตัวกำหนดว่าเราจะประพฤติตนอย่างไรในอนาคต และการไม่แยกแยะสิ่งนี้ให้แจ่มแจ้งนั้น มีผลกระทบต่อชีวิตผู้คน
ในสหรัฐอเมริกา มีเด็กอายุเพียง 13 ปี หลายคน โดนตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ไม่ใช่จากการที่เราได้พิสูจน์แล้วว่าเด็กๆเหล่านี้ไม่สามารถบำบัดเยียวยาได้ แต่เป็นเพราะว่าผู้พิพากษาหรือคณะลูกขุนบางคน เห็นว่า เด็กๆเหล่านี้ สมควรแก่การลงโทษ เป็นการชดใช้ความเลวร้ายของตน เนื่องจากตนเป็นต้นกำเนิดอย่างจริงแท้ของการกระทำอันชั่วร้ายนั้น
และดูเหมือนว่ายังมีปรัชญาทางศีลธรรมอีกหลายด้านที่จะต้องถูกเปลี่ยนแปลงในบริบทนี้ ผมคิดว่า เรามีความย้อนแย้งอยู่ตรงนี้ ดังที่เราจะนำมาให้เห็น กันในตอนถัดไปนะครับ
Free Will โดย Sam Harris
Ep 4 Love & Hate
ตอนที่ 4 ความรัก และความเกลียดชัง
ผมได้พยายามชี้ชวนคุณให้เห็นว่าเจตจำนงค์อิสระนั้นเป็นเรื่องลวง และผมหวังว่า การที่คุณเข้าใจข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการทางความคิดของมนุษย์นี้ เป็นสิ่งสำคัญที่สามารถเปลี่ยนชีวิตเราให้ดีขึ้นได้ แต่การเข้าใจแนวคิดนี้ ในระดับแนวคิดก็เป็นสิ่งนึง แต่ความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ต้องอาศัยการลงมือปฏิบัติ ในกระบวนการที่เรียกว่า การนั่งสมาธิ เพราะประเด็นไม่ได้เกี่ยวกับการที่คุณมีความคิดหรือความเชื่ออันใหม่เกี่ยวกับเจตจำนงค์อิสระนี้
แต่จุดประสงค์ก็คือเพื่อให้คุณได้พัฒนาความไวต่อการรับรู้เกี่ยวกับจิตใจของตน ในแต่ละขณะ และตระหนักรู้ว่า การรับรู้นั้นเป็นอย่างไร ก่อนที่จะรับรู้ถึงการมีตัวตนของตนเองนั้น สามารถให้อิสรภาพทางจิตใจได้เป็นอย่างมาก และการล้มเลิกแนวคิดเกี่ยวกับเจตจำนงค์อิสระ จะเปลี่ยนแปลงศีลธรรมของเราให้ดีขึ้น และลดความตึงเครียดทางจิตใจอย่างเช่น อารมณ์เกลียดชัง อย่างไรก็ตาม มีหลายคนเชื่อว่า การล้มเลิกความเชื่อเกี่ยวกับเจตจำนงค์อิสระนี้ จะต้องมีผลลัพธ์ในด้านลบบ้างแน่ๆ
ยกตัวอย่างเช่น ความรัก เป็นต้น? เราจะรักใครได้จริงๆ หากเรามองว่าเขาไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงที่กำหนดความคิดและการกระทำของพวกเขาขึ้นมา? จริงๆแล้ว ในประสบการณ์ของผม เราก็สามารถรักผู้คนในแบบที่ว่านี้ได้ไม่ยากเลย เพราะการที่เรารักใครซักคนนึงนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า อะไรคือต้นเหตุของพฤติกรรมของคนที่เรารัก และไม่ได้ขึ้นอยู่กับการที่เราต้องควบคุมพฤติกรรมของเขา แต่ความรักคือการได้มีความสุขในการที่ได้อยู่ด้วยกัน และรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยดูแลกันอย่างแท้จริง เราต้องการให้คนที่เรารักนั้น มีความสุข และเรามีความรู้สึกแบบนั้นเวลาเราอยู่กับพวกเขา แบบนั้นจริงๆ
ลองคิดดูสิเวลาที่คุณเห็นคนที่คุณรัก ยิ้ม หรือหัวเราะ มันทำให้คุณมีความสุขมากแค่ไหน และความสุขนั้นมันก็แผ่กระจายมาถึงคุณ และลองคิดดูสิว่า ปฏิกิริยาแบบนี้ เกิดขึ้นโดยปราศจากความสมัครใจของตัวเรา มันไม่มีเจตจำนงค์อิสระ อยู่ในรอยยิ้ม หรือ เสียงหัวเราะ ในความเป็นจริงแล้ว รอยยิ้มและเสียงหัวเราะนั้นเป็นจริงได้ ก็เพราะมันเกิดขึ้นโดยปราศจากการควบคุมจากตัวเราต่างหาก ความแตกต่างระหว่าง ความสุข และ ความทุกข์นั้น ก็ไม่ได้เกิดขึ้นโดยเจตจำนงค์อิสระเลย เช่นกัน
มันไม่มีความเชื่อมโยงทางเหตุและผล ของเจตจำนงค์อิสระ สำหรับการที่คนจะรักผู้อื่น และมีความสุขสำหรับตนเองเพราะโดยส่วนใหญ่แล้ว เรานั้นจะสนใจเกี่ยวกับลักษณะของประสบการณ์ของตนเป็นหลัก
แต่ประเด็นที่ผู้คนมีเกี่ยวกับความรัก และความเกลียดชังนี้ มีความไม่สมดุลย์ทางการใช้แนวคิดเจตจำนงค์อิสระอยู่และมันน่าสนใจไม่น้อยเลย เพราะความรู้สึกด้านลบ เช่น ความกลียดชังนั้น ถูกควบคุมโดยภาพลวงของเจตจำนงค์อิสระ เพราะการเกลียดใครบางคนอย่างจริงแท้นั้น คุณต้องเชื่ออย่างเป็นอื่นไปไม่ได้ ว่า บุคคล คนนั้น สามารถ เลือกจะทำแตกต่างไปจากสิ่งที่เขาได้ทำไป
ผมหมายความว่าเราไม่ได้เกลียดพายุ หรือหิมะถล่ม หรือเกลียดยุง หรือโรคไข้หวัด เราอาจจะใช้คำว่าเกลียดกับสิ่งเหล่านี้เพื่ออธิบายความรู้สึกอยากหลีกหนีความทรมาน จากการที่สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดขึ้น แต่เรากลับเกลียดชังมนุษย์ในลักษณะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ความเกลียดชังแบบจริงแท้นั้น คือการมองว่า บุคคลผู้นั้น คือตัวตนคนที่แท้จริงที่ผลิตความคิดและการกระทำที่สร้างความทุกข์ทรมานให้กับเรา
ในทางกลับกัน ในการที่เราจะรักใครบางคน เราเพียงแค่ใส่ใจบุคคลผู้นั้น และมีความสุขกับการที่เราได้อยู่ด้วยกัน มันอาจจะยากนิดหน่อยในการมองเห็นความแตกต่างนี้ในตอนแรก แต่ผมขอเชื้อเชิญให้คุณลองพิจารณาดูนะครับ
เพราะว่านี่คือความไม่สมดุลย์ทางแนวคิดที่มีความสวยงามที่สุด และแนวคิดนี้ยังขยายขอบเขตไปถึงความคิดที่ผู้คนมีเกี่ยวกับ ความดี และ ความชั่ว อีกด้วย อย่างเช่น กรณี ของ นาย ชาร์ลส วิทแมน ผู้กระทำการฆาตกรรมหมู่ที่มีความโหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของ อเมริกา
ในปี 1966 เขาเริ่มจากการสังหาร มารดา และภรรยาของเขาเอง ด้วยการใช้มีดแทงที่หัวใจแต่ละคน จากนั้นรุ่งขึ้นวันถัดมา เขาปีนขึ้นบนตึกของมหาวิทยาลัยเท็กซัส โดยพกพาอาวุธขนาดคลังแสงย่อมๆขึ้นไปบนนั้น และใช้เวลาสองชั่วโมงถัดมาในการยิงสุ่มผู้คน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 14 คนและบาดเจ็บอีก 32 คน ก่อนที่เขาจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงเสียชีวิตในที่สุด
หากมองในแวบแรก ชาร์ลส วิทแมน คงปรากฏต่อความรู้สึกของผู้คน ว่าเป็นบุคคลที่มีแต่ความเหี้ยมโหดสุดพรรณาแต่ก่อนเกิดเหตุ เขาได้เขียนจดหมายลาตายไว้ ซึ่งเขาได้พูดถึงพฤติกรรมของเขา ที่เขาไม่สามารถอธิบายได้ เขากล่าวว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จิตใจของเขา ท่วมท้นไปด้วยความรู้สึกอยากใช้ความรุนแรง และลงมือทำสิ่งที่สิ้นคิด ที่เขาไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไป
เขายังกล่าวว่า เขามีอาการปวดหัวรุนแรง และแนะนำให้ชัณสูตรพลิกศพเพื่อหาสัญญาณความผิดปกติทางร่างกายและสมองของเขาก็ได้ถูกชัณสูตรจริงๆและได้พบเนื้องอกก้อนใหญ่ในสมองส่วน ไฮโปทาลามัส ที่ไปกดทับสมองส่วนที่เรียกว่า อมิกดาลา และเป็นสาเหตุให้เกิดแรงกระตุ้นให้เกิดอารมณ์อยากใช้ความรุนแรงของเขา
สังเกตุดูว่า การรู้สิ่งนี้ เปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆอย่างไรบ้าง เมื่อเราตระหนักว่าฆาตรกรสังหารหมู่นั้นมีเนื้องอกในสมอง ที่ดูเหมือนจะอธิบายได้ถึงพฤติกรรมของเขา ลางสังหรณ์ของเราเกี่ยวกับศีลธรรมนั้นได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง บุคคลที่มีเนื้องอกในสมอง เป็นคนที่โชคร้าย มันไม่สำคัญว่าเค้าทำอะไร เพราะเขาคือผู้เคาระห์ร้ายทางชีววิทยา ถ้าคุณมีเนื้องอก กลัยโอบลาสโตมา (Glioblastoma) ที่เป็นเนื้องอกสมองที่มีความรุนแรงมาก สามารถกล่าวได้ว่าเป็นมะเร็งที่ร้ายแรงที่สุดของสมอง และถ้ามันกดทับสมองส่วนอมิกดาลาในทุกๆนาทีของแต่ละวัน คุณไม่ทางรู้เลยว่า คุณจะทำอะไรลงไป ดังนั้นผมกำลังโต้แย้งว่า กรณีของเนื้องอกในสมองนั้น ก็เปรียบเสมือน กรณีพิเศษที่ทำให้เราได้ตระหนักรู้ว่าเหตุการณ์ทางกายภาพ ส่งผลให้กับความคิด และการลงมือทำถัดมา
หากเราเข้าใจในหลักการทางระบบประสาทสรีระวิทยาของสมองฆาตรกรอย่างครบถ้วน ก็คงจะดูไม่ต่างไปจากการที่เราได้ค้นพบเนื้องอกในสมองของเขา หากเราสามารถเห็นได้ว่าการที่ยีนพันธุกรรมของเขาถูกผลิตขึ้นมาอย่างผิดปกติอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน และประสบการณ์ในชีวิตของบุคคลนี้ก็ได้สร้างโครงสร้างระดับเล็กย่อยๆในสมองของเขาในแบบที่รับประกันได้ว่าจะทำให้เขาเป็นบุคคลที่ใช้ความรุนแรงอย่างแน่นอน หากเราสามารถหยั่งรู้ถึงเหตุและผลนี้ได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งแล้วล่ะก็ พื้นฐานสำหรับการกล่าวโทษบุคคลผู้นั้นในระดับลึกก็จะอันตรธานหายไป
อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องจริงที่ว่า แรงแค้นนั้นเป็นสิ่งที่ยากเย็นที่สุดสิ่งหนึ่งในการปล่อยวางอย่างครบถ้วนสมบูรณ์เพราะมนุษย์เราได้วิวัฒนาการมาโดยการพึ่งพาอาศัยความต้องการนี้ นักประวัติศาสตร์และมนุษย์วิทยา คุณ จาเร็ดไดมอนด์ ได้เขียนถึงสิ่งนี้ และบรรยายถึงราคาที่เราต้องจ่ายในบางครั้งเมื่อความปรารถนาในการชำระหนี้แค้นนั้นไม่ถูกเติมเต
จาเร็ดได้เปรียบเทียบประสบการณ์ของบุคคลสองคนที่เขารู้จักเป็นการส่วนตัว
คนแรกคือเพื่อนเขา ชื่อแดเนียล ที่เป็นชนเผ่า กินีไฮแลนด์ ที่ได้ล้างแค้นให้กับลุงของเขา
คนที่สองคือ พ่อตาของจาเร็ด ที่มีโอกาสในการสังหาร ชายที่ฆาตกรรมหมู่ทั้งครอบครัวของเขาในช่วงยุคฆ่าล้างเผ่าพันธ์ แต่เลือกจะไม่ฆ่าและส่งตัวชายผู้นั้นให้กับตำรวจ จากนั้นชายผู้นั้นก็ติดคุกเพียงปีเดียวก็ได้ถูกปล่อยตัวออกมา จาเร็ดกล่าวว่า ผลลัพธ์ของการชำระหนี้แค้นในกรณีแรก และการเพิกเฉยในกรณีที่สองนั้น แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
และถึงแม้วัฒนธรรมการชำระหนี้แค้นของชนเผ่ากินีไอแลนด์จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากมาย แต่การล้างแค้นของแดเนียลก็เป็นการบำบัดเศร้าบรรเทาความทุกข์ใจให้กับเขา
ในขณะที่ พ่อตาของจาเร็ด กลับต้องใช้เวลาถึง 60 ปีในชีวิตของเขา 60 ปี กับการทนทุกข์ทรมานโดยความรู้สึกเสียดายและรู้สึกผิด ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่ต้องถกเถียงกันว่า การล้างแค้นนั้นตอบโจทย์ความต้องการทางสมองในพวกเราหลายๆคน และแน่นอนว่ามีเหตุผลทางวิวัฒนาการสำหรับสิ่งนี้ แต่ก็เหมือนกับเกือบทุกสิ่งที่มนุษย์เราได้วิวัฒนาการมาแล้ว ที่เราจะตั้งคำถามปลายเปิดไว้ว่า พฤติกรรมเหล่านี้ คุ้มค่าต่อการรักษาไว้หรือไม่
จริงอยู่ ที่เรานั้นถูกหล่อหลอมให้มีมุมมองเกี่ยวกับผู้คน ว่าพวกเขา คือผู้กำหนดการกระทำในตัวเขาเหล่านั้น และจะต้องเรียกร้องความรับผิดชอบจากสิ่งผิดที่พวกเขาทำกับเรา และเรามักจะรู้สึกว่า การล่วงละเมิดเหล่านี้สมควรแก่การลงโทษ และเมื่อมีบุคคลใดมาก่ออันตรายในระดับรุนแรงแก่คุณ พวกเราหลายคนก็รู้สึกว่าบุคคลผู้นั้นควรจะต้องชดใช้ด้วยความทรมานหรือด้วยชีวิต แต่คุณจะได้เห็นว่า ระบบผดุงความยุติธรรมที่มีองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ อาจจะลดทอนความรู้สึกอยากล้างแค้นนี้ลงไปได้
สำหรับผมแล้ว มันดูเหมือนจะเป็นไปได้สูงมาก ว่าการสำรวจสืบเหตุของพฤติกรรมมนุษย์อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ จะลบล้างความต้องการล้างแค้นในตัวมนุษย์ด้วยกันลงได้ ยกตัวอย่างเช่น กรณีของพ่อตาจาเร็ด เขาคงไม่ทนทุกข์ทรมานทางจิตใจในระดับเดียวกัน ถ้าครอบครัวของเขาถูกฆ่าโดยเจอช้างเหยียบเสียชีวิต และจากนั้นช้างตัวนั้นก็ถูกปล่อยเป็นอิสระ จริงไม๊? เขาคงไม่ใช้เวลาหกสิบปีต่อมาในการรู้สึกว่านี่คือความผิดพลาดที่สุดในชีวิตของเขา ที่เขาน่าจะฆ่าช้างตัวนั้นเพื่อเป็นการล้างแค้นตอนที่เขามีโอกาส
โดยตรรกะเดียวกัน คุณมั่นใจได้เลยว่า พ่อตาของจาเร็ด คงจะรู้สึกผิดน้อยลงเป็นอย่างมาก หากเขาได้เรียนรู้ว่าฆาตกรที่ฆ่าครอบครัวเขา นั้นได้ใช้ชีวิตตามปกติเหมือนคนดีมีศีลธรรมทั่วไป จนกระทั่งไวรัสร้ายเริ่มทำลายเนื้อเยื่อในสมองส่วนหน้าของเขา และก็ไม่ต่างอะไรกับบุคคลอย่าง ชาร์ลส วิทแมน ฆาตกรสังหารหมู่ ที่เป็นเหยื่อของความผิดปกติทางชีวะวิทยา
เราสามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่าง การกระทำโดยสมัครใจ และ การกระทำที่อยู่เหนืออำนาจควบคุม และเรารู้ถึงความแตกต่าง ระหว่าง ความรับผิดชอบของผู้ใหญ่ เมื่อเทียบกับความรับผิดชอบของเด็กเล็ก
เรารู้ความแตกต่างระหว่างการมีสติ และการเสียสติ
เรารู้ว่าจิตใจที่การมีสำนึกผิดชอบชั่วดี นั้นต่างจากจิตใจที่ไม่รับรู้สิ่งนี้
เรารู้สิ่งต่างๆเหล่านี้ได้ โดยไม่ต้องอาศัยแนวคิดของเจตจำนวค์อิสระแต่อย่างใด
เรายังสามารถยอมรับได้อีกด้วย ว่าในบางบริบท การโน้มน้าวให้ผู้คนประพฤติตนตามทำนองคลองธรรม และเพื่อป้องกัน อาชญากรรม การลงโทษอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด คุณประโยชน์ของการลงโทษนั้น เป็นคำถามเชิงประจักษ์ที่ควรค่าแก่การหาคำตอบ และเจตจำนงค์อิสระก็ไม่จำเป็นต้องมีส่วนเกี่ยวข้องในประเด็นนี้แต่อย่างใด
เพราะว่าเราจะขอให้ผู้คนประพฤติตนตามกฏ และจะลงโทษพวกเขา เมื่อไม่ประพฤติตนตามกฏได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขาไม่ใช่ผู้สั่งการกระทำที่แท้จริงในตัวพวกเขาเอง?
อือ จริงๆแล้ว เราทำได้ และเราควรทำสิ่งนี้ เมื่อการลงโทษนั้น สร้างผลลัพธ์ที่เราต้องการ นั่นก็คือเพื่อให้ความเป็นอยู่ของผู้คนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดนั้นดีขึ้น
ข้อเรียกร้องที่เราวางไว้ให้กันและกันในสังคมก็เป็นส่วนนึงของเหตุรวมทั้งหมดแห่งการประพฤติตนของมนุษย์ เรากำลังพูดถึงเรื่องแรงจูงใจ ทั้งในด้านบวกและด้านลบ และเรื่องกฏและแนวปฏิบัติแบบกว้างๆ ยกตัวอย่างเช่น การออกคำสั่งกับลูกหลานของคุณ เป็นส่วนนึงของการเรียนรู้ที่จะควบคุมความรู้สึกเห็นแก่ตัวและเพื่อให้อยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข และเราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแนวคิดของเจตจำนงค์อิสระ เพื่อจะเห็นคุณค่าของความแตกต่าง ระหว่าง เด็กที่มีการรับรู้และไตร่ตรองถึงความรู้สึกผู้อื่น กับเด็กที่ทำตัวซนเหมือนสัตว์ป่า แต่ก็เป็นเรื่องจริงที่ว่า หากเราพิจารณาดูอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ถึงแนวคิดของ ความรับผิดชอบทางศีลธรรม เราจะค้นพบว่า นี่เป็นสิ่งที่ดูเหมือนย้อนแย้งกันมากไปกว่าเดิมเสียอีก ดังที่เราจะได้เห็นกันในตอนหน้า
Free will เจตจำนงค์อิสระ มีอยู่จริงหรือ?
ตอนที่ 3
Choice, Reason & Knowledge
การเลือก เหตุผล และ ความรู้
ผมได้โต้แย้งมาตลอด เจตจำนงค์อิสระนั้นไม่มีอยู่จริง ถ้างั้นมีอะไรอยู่จริงล่ะ? อืม ก็มีเรื่องโชค ไงล่ะ โชคดี โชคร้ายและการลงมือทำของเรา
แต่จริงๆแล้วอันนั้นก็ไม่ค่อยจะจริงเท่าไหร่ เพราะการลงมือทำของคุณหลังจากโชคชะตาลิขิต ก็ต้องอาศัยโชคข่วยอีกต่อนึง อย่างที่บอกไปแล้วว่า คุณไม่ได้เลือกพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด คุณไม่ได้เลือกสังคมที่คุณจะเกิดมา ไม่มีเซลล์ใดในร่างกายหรือสมองของคุณที่คุณสร้างขึ้นมาเอง และคุณก็ไม่ได้เป็นคนกำหนดสภาพแวดล้อมของโลกภายนอกที่คุณมีขีวิตอยู่ตอนนี้ แต่ทุกอย่างที่คุณคิดและทำนั้น ผลุดขึ้นมาจากแหล่งมหาสมุทรแห่งเหตุการณ์ก่อนหน้าทั้งสิ้น
ดังนั้นสิ่งที่คุณลงมือทำกับโชคชะตาของคุณ รวมไปถึง ระดับของความพยายามและวินัยในการลงมือทำที่คุณสร้างขึ้นมาในแต่ละช่วงขณะ ก็เป็นเรื่องของโชคชะตาอีกเช่นกัน ผมหมายความว่า คุณจะอธิบายเกี่ยวกับระดับความพยายามของคุณได้ยังไง?
คุณจะอธิบายอย่างไรเวลาคุณขี้เกียจ
คุณจะอธิบายอย่างไรเวลาคุณขี้เกียจ แต่ทันทีทันใด คุณก็เกิดแรงบัลดาลใจขึ้นมาและลงมือทำอย่างบ้าคลั่ง คุณอธิบายไม่ได้ ตัวคุณที่กำลังมีประสบการณ์ การเกิดแรงบัลดาลใจขึ้นมาแบบทันทีทันใด หรือ มีความพยายามเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า หรือ หมดไฟจะลงมือทำ ตัวคุณที่ลุกขึ้นมาตอบโต้สถานการณ์ หรือหัวเราะกับมุขตลก ไม่ได้เป็นผู้คุมบังเหียนชีวิตอยู่ในแต่ละช่วงขณะ จะมีความเร้นลับอยู่ด้านหลัง และมันเป็นตัวสร้างทุกสิ่งที่คุณสามารถสังเกตุได้ ไม่ว่าจะเป็น ความคิดของคุณ ความตั้งใจ ความปรารถนา ความทะเยอทะยาน และพฤติกรรมทั้งหมดที่เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนแนวทางที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นด้วย นี่คือความเป็นจริงด้านกายภาพเกี่ยวกับประสบการณ์ส่วนบุคคลของคุณ นั่นก็คือ คุณไม่สามารถสืบหาเหตุของการกระทำได้
ผู้คนส่วนใหญ่ต่อต้านแนวคิดนี้ ไม่ว่ามันจะค้านกับหลักวิชาการเพียงใด แต่กระนั้น การหยั่งรู้ถึงแนวคิดนี้ คือยาต้านความถือดีและเกลียดชัง และเป็นรากฐานของความเมตตา ทั้งกับตนเองและผู้อื่น และเป็นรากฐานของการให้อภัย ทั้งกับผู้อื่น และให้อภัยตนเอง มันคือหนทางสู่การหลุดจากบ่วงกรรมอย่างแท้จริง
และนี่คือมุมมองเดียวเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ที่สามารถ ทำลายตรรกกะของการชำระหนี้แค้นแบบ เลือดต้องล้างด้วยเลือดในตัวมนุษย์ด้วยกันลงได้ มุมมองนี้ยังเปิดให้เราพิจารณาไปยังสิ่งที่ใช้การได้ และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คนไปในทางที่ดีขึ้น เพื่อให้เราได้ไปถึงความสำเร็จที่เราต้องการในโลกนี้
แต่ก่อนที่เราจะเข้าถึงเรื่องจริยธรรม เราจำเป็นต้องสะสางความสับสันอีกบางประเด็น ณ จุดนี้ ผู้ฟังหลายคนคงเริ่มคำนึงถึงความสำคัญของตัวเลือกและการตัดสินใจ คือ ถ้าไม่มีเจตจำนงค์อิสระอยู่จริง แล้วเราจะทำสิ่งต่างๆอย่างไรและเราจะทำสิ่งต่างๆไปทำไม? ทำไมไม่รอไปเรื่อยๆแล้วดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น?
ไม่มีเจตจำนงค์อิสระ แต่การเลือกมีผลกระทบ และนี่ไม่ใช่ความย้อนแย้งแต่อย่างใด
ความปราถนา ความตั้งใจ และการตัดสินใจ ผลุดขึ้นมา จากสภาวะปัจจุบันของจักรวาล ซึ่งรวมถึงสมองของคุณ และจิตวิณญาณของคุณด้วยถ้าสิ่งเหล่านั้นมีอยู่จริง และรวมไปถึงอิทธิพลของมันด้วย สภาวะทางสมองของคุณคือส่วนนึงของโครงสร้างทางเหตุและผล ดังนั้น การเลือกมีผลกระทบ ไม่ว่าตัวเลือกที่ปรากฏขึ้นจะเป็นผลงานของสมองของคุณ หรือ จิตวิญญาณของคุณ
เพราะว่าตัวเลือกเหล่านี้แหละที่เป็นเหตุเริ่มต้นของการกระทำของเราเอง ลองจินตนาการว่าหากผมต้องการเรียนภาษาจีนกลาง มันจะเกิดขึ้นจริงได้อย่างไรบ้าง? มันคงไม่ได้เกิดโดยบังเอิญแน่ๆ ผมคงต้องหาคลาสเรียน หรือจ้างครูเจ้าของภาษามาสอน หรือไม่ก็เดินทางไปประเทศจีน ผมจะต้องเรียนรู้และฝึกฝน และนั่นก็ต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก
ผมคงจะมีความหงุดหงิดรำคาญใจ และเขินอายกับความผิดพลาดในการเรียนรู้ภาษาจีนของผม และผมจะต้องก้าวข้ามความหงุดหงิดและความอายต่างๆนี้ และตั้งหน้าตั้งตาเรียนรู้ต่อไป
การตัดสินใจในการเรียนภาษาจีนกลางของผม และ ความเพียรพยายามต่างๆที่ตามมาเพราะการเลือกนั้น จะเป็นสาเหตุที่ผมสามารถพูดภาษาจีนกลางในอนาคตได้สำเร็จในที่สุด หากผมเพียรพยายามเป็นเวลายาวนานพอ
มันไม่ใช่เพราะว่าผมถูกลิขิตให้เรียนภาษาจีนกลาง โดยไม่ต้องคำนึงถึงความคิดและการกระทำต่างๆของผมประกอบไปด้วย
แนวคิดแบบกำหนดกฏเกณฑ์
ไม่ใช่คำพิพากษา
การเลือก การใช้เหตุผล วินัย
สิ่งต่างๆเหล่านี้มีบทบาทที่ชัดเจนอยู่แล้วในชีวิตของเรา ถึงแม้ว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้ ถูกกำหนดมาโดยสภาวะการณ์ของเราก่อนหน้านี้ก็ตาม
และถึงแม้เราจะเติมแนวคิดของความบังเอิญหรือ Ramdomness เข้าไปในเครื่องจักรแห่งชีวิตนี้ มันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงผลลัพธ์อยู่ดี เพราะความเป็นจริงคือ ผมไม่ได้มีความสนใจในการเรียนภาษาจีนกลาง มันก็แค่ไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับผม ถามว่าผมมีอิสระ ที่จะทำให้มันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผมไม๊ ? ในบางมุมก็ใช่ แต่ไม่ใช่ในลักษณะที่จะบ่งบอกได้ว่านี่คือ เจตจำนงค์อิสระอย่างแท้จริง
ผมตอบไม่ได้ว่าทำไมผมจึงไม่อยากเรียนภาษาจีนกลางไปมากกกว่าที่ผมรู้สึกอยู่ในตอนนี้ ผมไม่สามารถตัดสินให้การเรียนรู้ภาษาจีนกลางเป็นความสำคัญอย่างแรกของชีวิตผม ในเมื่อมันไม่ใช่ และถ้ามันจะกลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตผม ผมก็ไม่ได้เป็นคนสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง ผมเป็นได้แค่ผู้อยู่ในเหตุการณ์ของการเปลี่ยนแปลงนี้ ราวกับว่าผมโดนไวรัสเข้าไปในร่างกาย ถ้าผมอ่านบทความในวันพรุ่ง แล้วเกิดแรงบัลดาลใจ อยากใช้เวลาอีกสองสามปีข้างหน้า พัฒนาตัวเองให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในภาษาจีนกลางขึ้นมา
ผมก็ไม่สามารถบอกได้อยู่ดีว่าทำไม การอ่านบทความนี้ จึงมีผลให้ผมเกิดแรงบัลดาลใจทำสิ่งนั้น ผมก็เคยอ่านบทความแบบนี้มาก่อน แต่ก็ไม่ได้มีแรงบัลดาลใจอะไร แล้วถ้าบทความถัดไปบัลดาลใจให้ผมทำสิ่งใหม่ แล้วอิสระที่แท้จริงมันอยู่ตรงไหน? มันต่างอะไร กับการโดนผลักลงหน้าผา แล้วกล่าวอ้างว่า “ฉันมีอิสระ ที่จะตกลงไป”
ขณะที่ผมตกหน้าผาลงมา ผมอาจจะชอบลมที่พัดเข้ามาที่หน้าผม แต่นั่นก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสถานการณ์อยู่ดี อิทธิพลอื่นๆในขีวิตก็มีลักษะเดียวกันแบบนึ้
ทำไมการคุยกับคนๆนึง หรือ แม้กระทั่งการคุยกับตัวเราเอง จึงมีผลลัพธ์ในแบบที่มันเป็น และไม่ได้เป็นในแบบอื่นๆ คุณมีอิสระที่จะทำสิ่งใดในโลกก็ได้ในวันนี้
อิสระ ในลักษณะที่ว่า จะไม่มีใครพยายามห้ามคุณไม่ให้ทำสิ่งต่างๆเหล่านั้น หรือ จะจับคุณเข้าคุกตาราง แต่คุณไม่ได้มีอิสระที่จะต้องการ สิ่งที่คุณไม่ได้ต้องการจริงๆ หรือ ไม่ได้ต้องการ มากไปกว่าที่รู้สึกอยู่ในตอนนี้
คุณไม่ได้มีอิสระที่จะสังเกตุ สิ่งที่คุณไม่ได้สังเกตุ หรือ จดจำ สิ่งที่คุณหลงลืมไปแล้ว
ตอนนี้ ลองมาพิจารณา ประสบการณ์ของคุณกันดู ถามตัวคุณว่า คุณจะใช้เวลาในวันนี้ และพรุ่งนี้ และอีกนับวันไม่ถ้วนในอนาคต เพื่อพัฒนาทักษะที่คุณไม่ได้สนใจจริงๆ?
คุณจะเรียนภาษาจีนกลางไม๊? หรือเรียนการเล่น ไวโอลิน? หรือเรียนฟันดาบ? คุณสนใจการสะสมก้อนหินไม๊? มีคนจำนวนไม่น้อยเลยนะ ที่สนใจการเก็บสะสมก้อนหิน แล้วทำไมคุณไม่ใช่คนพวกนั้นล่ะ?
และถ้าทันทีทันใด คุณเริ่มกลายมาเป็นบุคคลที่คลั่งไคล้หลงไหลในการสะสมก้อนหิน และใช้เวลาว่างทั้งหมดที่คุณมีในการมองหาก้อนหินที่น่าสนใจ และทำสิ่งที่คุณต้องการนี้ อย่างอิสระ
ถ้าตอนนี้ คุณได้กลายมาเป็นแฟนพันธ์แท้ของการสะสมก้อนหินไปแล้ว ถามว่า แล้วอิสระ มันอยู่ตรงไหนกัน?
และถ้าทันทีทันใด ความสนใจของคุณเลือนหายไปในบัดดล และคุณไม่ได้ใส่ใจการสะสมก้อนหินอีกต่อไปแล้ว แล้วอิสระ มันอยู่ตรงไหนกัน? คุณกำลังถูกชักใยโดยจักรวาลอยู่ แต่การเลือกนั้นยังเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมีเหตุ จึงมีผล การเปลี่ยนแปลง เป็นสิ่งสำคัญ และความสามารถในการสร้างความเปลี่ยนแปลงนั้น ก็เป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่าง
วิวัฒนาการทางชีววิทยา และ พัฒนาการทางวัฒนธรรม นั้นได้เพิ่มความสามารถของพวกเราในการได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ และหลีกเลี่ยงสิ่งที่ตนไม่ปราถนา บุคคลที่สามารถใช้เหตุและผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถวางแผนอนาคตได้ดี และเลือกใช้คำพูดอย่างระมัดระวัง ควบคุมอารมณ์ที่ขุ่นเคือง เอื้อเฟื้อต่อผู้คน และมีส่วนร่วมในสถานการณ์ต่างๆของสังคม นั้นเป็นบุคคลที่แตกต่าง จากบุคคลที่ทำสิ่งเหล่านั้นไม่ได้
แต่ความสามารถเหล่านี้ ไม่ได้มีผลมาจากสิ่งที่เรามองว่าเป็น เจตจำนงค์อิสระ แต่อย่างใด
ผู้คนมักจะถามว่า แล้วถ้าไม่มี เจตจำนงค์อิสระ แล้วจะมีประโยชน์อะไรในการพูดจาโน้มน้าวให้คนทำหรือเชื่อสิ่งต่างๆ? ผู้คนเค้าก็จะเชื่อในสิ่งที่เค้าเขื่ออยู่ดี
การที่คุณพยายามจะโน้มน้าวว่าพวกเขาไม่มีเจตจำนงค์อิสระ ยิ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่าคุณคิดว่าพวกเขามีเจตจำนงค์อิสระแบบนี้รึเปล่า?
อีกครั้งนึงที่ ตรงนี้เป็นความสับสนระหว่าง แนวคิดแบบ กำหนดกฏเกณฑ์ หรือ Determinism และ แนวคิดแบบ โชคชะตากำหนดไว้แล้ว หรือ Fatalism การใช้เหตุผลเป็นไปได้ ไม่ใช่เพราะว่าเรามีอิสระที่จะคิดอะไรก็ได้ตามใจต้องการ แต่เป็นเพราะเราไม่มีอิสระต่างหาก
การใช้เหตุและผลคือการจองจำพวกเราไว้ทั้งหมด เพราะการถูกโน้มน้าวด้วยข้อโต้แย้ง ก็คือการสมยอมต่อเหตุอันนั้นมันคือการบีบบังคับให้เชื่อสิ่งนั้น ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ก็ตาม ลองคิดดูสิว่าการไม่รู้บางอย่างเป็นอย่างไร และจากนั้นการได้เข้าใจบางอย่าง ว่าเป็นอย่างไร ในการที่เราได้เรียนรู้บางอย่าง ถึงแม้ก่อนหน้าจะไม่เคยมีความรู้เกี่ยวกับสิ่งนี้ หรือมีความคิดตรงกันข้ามกับสิ่งที่ได้เรียนรู้ ว่าเป็นอย่างไร ในการเข้าใจข้อโต้แย้งที่สมเหตุสมผล ทีละขั้นทีละตอน จากพื้นที่ๆตนไม่เคยคุ้นมาก่อน และถูกทำให้เข้าใจอย่างไม่มีข้อผิดพลาด โดยไม่มีการขัดขวางพัฒนาการแต่อย่างใด
และในที่สุด การได้เข้าใจบทสรุปที่จำเป็นทั้งมวล นั้นคือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับคำว่าอิสระภาพ คุณมีอิสระได้เทียบเท่ากับนักโทษที่ถูกนำส่งเรือนจำเท่านั้นเอง และเป็นเพราะการไร้ซึ่งอิสรภาพนี่แหละ ที่ทำให้การใช้เหตุผลนั้น เป็นไปได้
นั่นคือเหตุที่ผมรู้ว่า ข้อโต้แย้งที่ใช้ได้กับผม ควรจะใช้ได้กับคุณเช่นกัน และถ้ามันจะใช้ไม่ได้กับผม มันก็ไม่ควรใช้ได้กับคุณเหมือนกัน หลักการของการใช้เหตุผล ก็คือการใช้การควบคุมทางความคิด สอง บวก สอง เท่ากับ สี่
มันมีอิสรภาพอยู่ตรงไหนกัน?
และ มันสำคัญที่เราทั้งหมด ถูกทำให้เข้าใจสิ่งนี้
โดยการถูกบังคับให้คิดภายใต้ข้อจำกัดทางตรรกะเดียวกัน
คุณมีอิสระหรือไม่ ที่จะเลือกไม่เข้าใจ ว่า สอง บวก สอง เท่ากับสี่ ?
ก็คงไม่ ถ้าคุณเข้าใจมันแล้ว
แล้วคุณมีอิสระที่จะเข้าใจมันไม๊ ถ้าคุณไม่เคยเข้าใจมันมาก่อน ?
คำตอบก็คือ ไม่ !! ไม่ จนกว่าการทำความเข้าใจ จะเกิดขึ้นกับจิตใจคุณเสียก่อน
ดังนั้นการที่คุณเข้าใจ หรือ ไม่เข้าใจบางอย่างนั้น
ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของคุณ แต่ การที่เราเข้าใจบางอย่าง
เมื่อเปรียบเทียบกับ การที่เราไม่เข้าใจบางอย่างนั้น มีผลลัพธ์แตกต่างกันอย่างแน่นอน
และความรู้ในทุกๆด้าน มีความสำคัญอย่างแน่นอน มันมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในแบบที่เราจินตนาการมันนั่นแหละ อันที่จริงแล้ว มันคงมีความสำคัญมากกว่าที่คนส่วนใหญ่จินตนาการไว้
นักฟิสิกส์ที่ชื่อว่า เดวิด ดอยช์ ได้โต้แย้งว่า ความรู้ หรือวิชา ใดๆก็ตามนั้น สามารถสร้างผลลัพธ์ในจักรวาลนี้ได้ตราบใดที่ความรู้นั้นๆ เข้ากันได้กับกฏของจักรวาล เพราะถ้าความรู้ที่มียังไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจได้นั้นก็ย่อมแปลได้ทางเดียวว่ากฏของธรรมชาติ ขัดขวางผลลัพธ์อันนั้น
ลองพิจารณาถึงการกล่าวอ้างนี้กันสักครู่ การกล่าวอ้างนี้ กำลังบอกว่า ทุกสิ่งอย่งสามารถสำเร็จได้ ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะถ้าไม่เป็นอย่างนั้น มันก็จะเป็นไปไม่ได้ อ้างอิงจาก คุณ เดวิด ดอยช์ เขากล่วาว่า “เมื่อมนุษย์มีความรู้และความเข้าใจอย่างถ่องแท้ เราก็จะสามารถ ใช้พื้นที่ใดๆก็ได้ในอวกาศ เพื่อหา ไฮโดรเจนที่ล่องลอยอยู่ รวมเข้ากันกับอะตอม และแปรผันสะสาร ให้กลายเป็น สารมวลหนักขึ้น ด้วยกระบวนการ นิวเคลียร์ ฟิวชั่น
จากนั้น ใช้ธาตุหนักเหล่านั้นในการสร้างเครื่องจักรขนาดเล็กที่สุด ที่มีความสามาร
EP011 : Free will เจตจำนงค์อิสระ มีอยู่จริงหรือ?ตอนที่ 3Choice, Reason & Knowledgeการเลือก เหตุผล และ ความรู้
Free will เจตจำนงค์อิสระ มีอยู่จริงหรือ?
ตอนที่ 2
Thoughts Without a Thinker
ความคิดที่ปราศจาก ผู้ที่คิดมันขึ้นมา
ตัวตนของคุณในระดับประสบการณ์ หรือ ตัวตนที่มีสติรับรู้ภายในตัวคุณ ที่กำลังได้ยินคำพูดเหล่านี้ในตอนนี้ ตัวคุณคนนี้ ไม่ได้เป็นผู้ผลิตความคิด ความตั้งใจ และการกระทำของคุณ
แท้ที่จริงแล้ว ความคิด ความตั้งใจ และการกระทำที่ตามมา เพียงแค่กำเนิดขึ้นเพื่อให้ถูกสังเกตเท่านั้นเอง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีความแตกต่างระหว่าง การกระทำแบบสมัครใจ หรือ พฤติกรรมที่ควบคุมไม่ได้ เพราะมีความแตกต่างนี้อยู่จริง
เรามาลองพิจารณากันดู ให้คุณเอื้อมมือไปหยิบสิ่งของบางอย่างแล้วพิจารณาดูว่า ประสบการณ์ของการทำสิ่งนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งคุณอาจจะหรืออาจะไม่ได้ตระหนักสิ่งนี้ก็ได้ แต่พฤติกรรมการลงมือกระทำบางอย่างโดยสมัครใจนั้น ถูกกำหนดโดยความตั้งใจและความคาดหวัง หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า intention & expectation
สมองของคุณจะคาดการณ์ภาพสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น และถ้าภาพนี้ไม่เป็นจริงตามคาดหวัง คุณก็จะได้สังเกตเห็น เช่นการที่คุณเอื้อมมือไปหยิบของแล้วพลาดหลุดมือไป เป็นต้น
ความสำเร็จในการควบคุมการเคลื่อนไหวของวัตถุ นั้น รู้สึกแตกต่างกว่าการแค่ปะทะกับวัตถุเพียงอย่างเดียว และมันสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน
และการกระทำโดยสมัครใจ หรือ Voluntary Action สามารถถูกรบกวน เช่น คุณอาจมีสิ่งเร้าที่ทำให้ไม่อยากลงมือทำอีกต่อไป จนทำให้สิ่งเร้านั้นหยุดเราได้สำเร็จ และแน่นอนว่า การกระทำโดยสมัครใจโดยตัวเรา ก็สามารถถูกหยุดได้โดย ผู้อื่น หรือ โดยกฏหมาย ข้อบังคับต่างๆ
ในขณะที่ การกระทำที่อยู่นอกอำนาจจิตใจ หรือที่เรียกว่า Involuntary Action เช่น อาการกล้ามเนื้อกระตุก หรือ การชัก หรือ การสะดุดหกล้มนี้ ไม่สามารถชะลอหรือถูกยับยั้งได้
ดังนั้น การกระทำทั้งสองแบบจึงมีความแตกต่างกันที่จุดนี้ คือ หากใครบางคนทำบางอย่าง โดยสมัครใจนั้น บ่งบอกเกี่ยวกับสิ่งที่เขาต้องการ และสิ่งที่เขามีความโน้มเอียงที่จะลงมือทำในอนาคต มากกว่าการที่บางคนกระทำโดยไม่สมัครใจ
การกระทำบางอย่างโดยเจตนา แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของชีวิตบุคคลนั้นๆ เราไม่จำเป็นต้องใช้แนวคิดของเจตจำนงค์อิสระในการมองเห็นสิ่งนี้ และผมจะทำให้คุณเห็นภายหลังด้วย ว่าการตัดสินผู้คนด้านศีลธรรมของเราก็มิได้เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด เมื่อเราปล่อยวางภาพลวงตาแห่งเจตนงค์อิสระนี้ลงได้แล้ว และสิ่งที่เปลี่ยนแปลง เมื่อเราปล่อยวางภาพลวงนี้ได้แล้ว ก็สำคัญมิใช่น้อย ผมจึงอยากจะแบ่งปันเกี่ยวกับประเด็นข้อโต้แย้งของผมไว้ที่นี่
นักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ เชื่อ อย่างปฏิเสธมิได้ ว่าเรามีประสบการณ์ของการมีเจตจำนงค์อิสระ แต่เรื่องยากของความเชื่อนี้ก็คือการปะติดปะต่อให้เหตุและผลนั้นเข้ากันได้ลงตัว เพราะไม่ว่าจะมองในมุมใดก็ดูเหมือนจะไปด้วยกันไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดทางการกำหนดกฏเกณฑ์ หรือ แนวคิดเรื่องความบังเอิญ
ผมกำลังกล่าวอ้างว่า เราไม่ได้มีประสบการณ์อันนั้นที่เราคิดว่าเรามี มันไม่ได้มี เจตจำนงค์อิสระอยู่จริง ดังนั้น มาลองดูประสบการณ์ของคุณอย่างใกล้ชิดกันดีกว่า
ลองพิจารคดูว่า ความคิดของคุณ ปรากฏขึ้นได้อย่างไร เพราะว่าความคิดคือแหล่งกำเนิดของพฤติกรรมที่ซับซ้อนของเราส่วนใหญ่ โดยเฉพาะพฤติกรรมที่คุณทำอย่างเจตนา หากคุณใส่ใจพิจารณาดูกระบวนการของความคิด คุณจะเห็นว่าความคิดของคุณเพียงปรากฏขึ้น แบบเดียวกับที่คุณกำลังได้ยินเสียงของผมอยู่
ในความเป็นจริงแล้ว คุณก็สามารถสังเกตุเห็นได้ ว่าคุณไม่ได้เป็นผู้ตัดสินว่าคุณจะคิดอะไรถัดไป แบบเดียวกับที่คุณก็ไม่ได้เป็นผู้ตัดสินว่าผมจะพูดอะไรถัดไปจากนี้
คุณจะคิดเรื่องอะไรถัดจากนี้ล่ะ? คุณไม่รู้!!
ความคิดของคุณ เป็นตัวกำหนด ความต้องการของคุณ ความตั้งใจของคุณ และการกระทำถัดไปของคุณ
ความคิดของคุณ เป็นตัวกำหนด เป้าหมายที่คุณตั้ง
และ ความคิดของคุณเช่นกัน ที่จะเป็นตัวตัดสิน
ว่าคุณบรรลุเป้าหมายนั้นหรือไม่
ความคิดจะเป็นตัวกำหนดว่า คุณจะพูดอะไรกับผู้คน และ จะไม่พูดอะไร ในความเป็นจริงแล้ว ความคิด เป็นตัวกำหนดแทบจะทุกสิ่ง ที่ทำให้เราเป็นมนุษย์
ผู้คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าพวกเขาเป็นผู้คิด ความคิดของพวกเขาขึ้นมา เสมือนว่าเป็นนักประพันธ์หนังสือผู้ที่เขียนความคิดนั้นขึ้นมา และนี่ก็เป็นวิธีหนึ่งในการบรรยายเกี่ยวกับการมีตัวตน หรือที่เรียกว่า Self
ถ้าพูดถึงประสบการณ์ในระดับส่วนบุคคลแล้ว ในจิตใจของเรา ไม่ได้มีนักคิดหรือนักประพันธ์ใดๆอยู่นอกเสียจากแค่เสียงของความคิดต่างๆเพียงเท่านั้น
ไม่ได้มีผู้ประพันธ์หรือนักคิดอยู่ท่ามกลางประสบการณ์ ทุกๆอย่าง รวมทั้งความคิด และเสียงในหัวที่ต่อต้านความตั้งใจ ทั้งหมดล้วนถือกำเนิดขึ้นด้วยตัวของมันเอง และความรู้สึกว่ามีตัวตนคนที่กำลังครุ่นคิดอยู่ มากกว่าแค่เสียงของความคิดที่เกิดขึ้นเองนี้แหละ คือความรู้สึกของการคิดโดยที่คุณไม่รู้ตัวว่ากำลังคิดอยู่
มันคือความรู้สึกเป็นตัวตนอันเดียวกันกับขบวนความคิดทั้งหมดที่กำลังผ่านเข้ามาสู่การรับรู้ในขณะปัจจุบัน แต่ถ้าคุณสังเกตว่าความคิดนั้นผลุดขึ้นมาได้อย่างไร คุณจะเห็นว่า อยู่ดีๆมันก็แค่ปรากฏขึ้นมา และคุณไม่ได้มีอิสระที่จะเลือกความคิดของคุณก่อนหน้าที่มันจะผลุดขึ้นมา เพราะถ้าจะทำแบบนั้นได้แปลว่า คุณต้องคิดว่าคุณจะคิดเรื่องนั้นก่อนที่ความคิดเรื่องนั้นจะเกิดขึ้นจริง
และนี่คือคำถามสำคัญนะครับ ว่า ...
ถ้าคุณไม่สามารถควบคุม ความคิดถัดไปของคุณได้
ถ้าคุณเลือกให้ความคิดผลุดขึ้นมาก่อนที่มันจะผลุดขึ้นมาไม่ได้
และถ้าคุณไม่สามารถป้องกันความคิด ไม่ให้ผลุดขึ้นมาได้
... คำถามคือ อิสระภาพของการมีเจตจำนงค์นั้น อยู่ตรงไหน?
ในเวลานึ้ คุณอาจจะกำลังคิดว่า
“นี่เขาพูดเรื่องบ้าบออะไรกัน?”
นี่แหละครับ ที่ผมกำลังจะบอกว่า
คุณก็ไม่ได้เป็นคนเลือกความคิดนั้นใช่ไม๊? มันก็แค่ผลุดขึ้นมาใช่รึเปล่า?
หากคุณสับสนเกี่ยวกับสิ่งที้ผมกำลังพูดอยู่ คุณก็ไม่ได้เป็นคนสร้างความสับสนนั้น คุณไม่ได้เลือกที่จะสับสน ในทางกลับกัน ถ้าคุณเข้าใจในสิ่งที่ผมกำลังพูดอยู่ และค้นพบว่า มันน่าสนใจ ... คุณก็ไม่ได้เป็นผู้ผลิตภาวะทางสมองให้เข้าใจสิ่งนี้เช่นกัน
หากใจคุณกำลังเหม่อลอยไปว่ากลางวันนี้จะทานอะไรดี และพลาดสิ่งที่ผมเพิ่งพูดไปเมื่อสักครู่ไปซะกว่าครึ่งเรื่อง คุณก็ไม่ได้เลือกที่จะเหม่อลอย ทุกอย่างมันก็แค่เกิดขึ้น รวมถึง ความคิด ความตั้งใจ ความปราถนา และสิ่งที่อยากลงมือกระทำ และคุณเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล และไม่มีที่อื่นใดให้คุณได้ยืน นอกไปเสียจากโครงสร้างของเหตุและผลอันนี้
และคุณจะได้เห็นว่า ไม่มีใครยืนอยู่ข้างนอกนั่น เพราะท้ายที่สุดแล้ว คุณไม่ได้เป็นเพียงแค่ self หรือแปลว่า ไม่ได้มีตัวคุณอยู่ตรงนั้นเช่นกัน คุณไม่ได้เป็นตัวตนท่ามกลางประสบการณ์ หรือเกาะอยู่ขอบสนามแต่อย่างใด คุณไม่ได้ยืนอยู่ริมฝั่งมองลงมาเห็นกระแสของการรับรู้ เพราะว่าในระดับประสบการณ์ที่มีอยู่จริงนี้ คุณ คือ ประสบการณ์นั้นๆ
นี่ไม่ใช่การกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอย ผมไม่ได้พูดเกี่ยวกับการที่ Conciousness หรือการรับรู้นี้เกี่ยวโยงกันยังไงกับจักรวาล แต่ผมกำลังพูดถึงประสบการณ์จริงของคุณในตอนนี้ เพราะว่าประสบการณ์จริงของคุณที่มีอยู่ตอนนี้ คือทั้งหมดที่มีอยู่ คุณไม่ได้มีประสบการณ์มาจากที่อื่น นอกเหนือไปจากที่ตรงนี้
คุณไม่ได้มองมาจากปลายสุดของฝั่งชีวิตแล้วมองเข้ามา
คุณไม่ได้อยู่ในโรงภาพยนตร์ของภาพฉายในสมองตนเองและกำลังนั่งชมหนังชีวิตของตัวเองอยู่ และความรู้สึกที่ปรากฏว่าคุณสามารถแยกตัวเองออกมาจากทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ และความรู้สึกเป็นอิสระในการเลือกสิ่งถัดไปที่คุณจะเลือกลงมือทำ หรือสิ่งถัดไปที่คุณสังเกตุ สิ่งถัดไปที่คุณให้ความสนใจ ความรู้สึกเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ ที่ปรากฏขึ้นมาในสติการรับรู้ของคุณ
ทั้งหมดที่มีอยู่ทุกขณะ คือ สติการรับรู้ และ เนื้อหาของมัน
อีกครั้งที่ผมอยากเน้นย้ำว่านี่ไม่ใช่ประเด็นทางปรัชญา คนส่วนใหญ่คิดว่า เจตจำนงค์อิสระ มีอยู่จริง แต่มันแค่เพียงเป็นเรื่องยากในการหาตัวอย่างในโลกของความเป็นจริง หรือไม่บางคนก็ไม่เชื่อว่าเจตจำนงค์อิสระนั้นมีอยู่จริง และเราทั้งหมด มีชีวิตอยู่ในโลกมายา แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมกำลังพูดอยู่ ผมกำลังบอกคุณว่า เจตจำนงค์อิสระนั้นไม่มีอยู่จริงและมันเป็นแนวคิดที่ไม่สมเหตุสมผลกันจนเป็นไปไม่ได้ที่จะพูดว่า โลกนี้ต้องเป็นอย่างไรถ้าเจตจำนงค์อิสระนั้นมีอยู่จริง
แน่นอนว่า แนวคิดนี้ ไม่สามารถทำให้ เหตุ เกิดขึ้น โดยสมบูรณ์แบบกับ ผลลัพธ์ได้
แต่ผมกำลังกล่าวอ้างในระดับพื้นฐานเกี่ยวกับธรรมชาติของการมีสติรับรู้
ว่า มันไม่ได้มีภาพลวงตา ของเจตจำนงค์อิสระอยู่เลยต่างหาก
ถ้าคุณสังเกตุดู คุณจะเห็นว่า ประสบการณ์ของคุณนั้นเข้ากันได้ดีกับความเป็นจริงตามแบบแนวคิดของ การกำหนดกฏเกณฑ์ หรือที่เรียกว่าDeterminism หรือไม่ก็เป็นแนวคิดอันนี้ บวกเข้าไปกับแนวคิดของความบังเอิญ หรือRandomness
เรามาลองทำการทดสอบกันดู หลับตาของคุณ แล้วสูดหายใจเข้าออกลึกๆซักสองสามที นะครับ จากนั้นให้นึกถึงภาพยนตร์ซักเรื่องนึงขึ้นมา อาจเป็นเรื่องที่คุณเพิ่งชมมาหมาดๆ หรือเป็นเรื่องที่คุณจำได้แม่นยำ ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องที่ดี คุณอาจเลือกเรื่องที่แย่ๆก็ได้ เรื่องอะไรก็ได้ ที่ผลุดขึ้นมาในใจของคุณ ไม่สำคัญว่าเป็นเรื่องอะไร แต่ให้ใส่ใจสังเกตประสบการณ์ของการเลือก อย่างแรกที่ให้สังเกตุคือประเด็นที่ว่า นี่คือการเลือกที่อิสระที่สุดเท่าที่คุณจะมีได้ในชีวิตของคุณแล้วล่ะนะ จริงไม๊ครับ? คุณมีอิสระอย่างแท้จริง คุณมีภาพยนตร์ทั้งหมดให้คุณเลือกสรรค์ และคุณจะเลือกเรื่องใดก็ได้ จะใช้เวลาในการเลือกนานเท่าไหร่ก็ได้
คราวนี้มาลองอีกครั้งนึง ผมอยากให้คุณเริ่มมีการรับรู้ที่ว่องไวขึ้นต่อกระบวนการนี้ ลืมเรื่องแรกไป แล้วเลือกเรื่องใหม่ครับ และให้สังเกตุว่าคุณกำลังมีประสบการณ์อย่างไรตรงนี้นะครับ การเลือกมันเป็นอย่างไร? การเลือกโดยอิสระอย่างแท้จริง มันเป็นอย่างไร? คุณเลือกภาพยนตร์เรื่องใหม่ได้แล้วใช่ไม๊ครับ?
โอเค ทำอีกครั้งนะครับ พร้อมนะครับ? ลบชื่อเรื่องเดิมออกให้หมด แล้วคิดถึงเรื่องใหม่ๆ จากนั้นให้เลือกมาหนึ่งเรื่องคุณเห็นหลักฐานของการมีเจตจำนงค์อิสระรึยังครับ? เพราะถ้ามันไม่อยู่ตรงนี้ มันก็ไม่สามารถอยู่ที่อื่นได้แล้วล่ะ ใช่ไม๊ครับ? ดังนั้นมองหาดีๆนะครับ
เอาล่ะ ลองมาดูกัน ว่าอิสระในการเลือก มีอยู่จริงไม๊
อย่างแรกเลยคือ เราต้องเอาภาพยนตร์ที่คุณไม่เคยดูหรือรู้จักออกไป คือไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ด้วยในโลกใบนี้ อันนี้ชัดเจนว่า คุณก็ไม่สามารถเลือกเรื่องที่คุณไม่รู้จักได้เลย ซึ่งมันก็ไม่ได้มีอิสระภาพในการเลือกอยู่ตรงนี้ เพราะคุณก็ไม่สามารถเลือกภายนตร์เรื่องที่คุณไม่รู้จักได้เลย แม้กระทั่งถ้าชีวิตของคุณขึ้นอยู่กับการหาคำตอบนี้!!
แต่กระนั้น ก็มีภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง ที่คุณคุ้นชื่อ หรือได้เคยดูมาแล้ว แต่มันก็ไม่ได้ผลุดขึ้นมาให้คุณเลือก
เช่น คุณรู้ดีอยู่แล้วว่า “Mission Impossible ” ก็เป็นภาพยนตร์ยอดฮิต แต่คุณก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้
และถ้าคุณเลือกเรื่อง Mission Impossible ไปก็ขออภัยด้วย แต่คุณเข้าใจประเด็นผมใช่ไม๊ครับ
คุณจะเปลี่ยนเป็นเรื่อง อามาเกดอน , ทรานส์ฟอร์เมอร์ หรือ Frozen ก็ได้ และถ้าคุณฟังข้อความนี้เป็นครั้งแรก และคุณเลือกภาพยนตร์ชื่อที่ผมกล่าวมาทั้งหมด อืมมมม ถ้าเป็นแบบนั้นก็คงแปลว่าเราอาศัยอยู่ในโลกจำลองแล้วล่ะ และโลกนี้เกี่ยวกับคุณคนเดียวเลย !!
ดังนั้นให้ลองพิจารณาดูว่า จากชื่อเรื่องภาพยนตร์ที่ปรากฏขึ้นมาในความคิดของคุณ เมื่อเทียบกับชื่อเรื่องภาพยนตร์ทั้งหมดที่คุณรู้จัก แต่ไม่ผลุดขึ้นมาในความคิดของคุณ ลองถามตัวคุณเองดูว่า คุณมีอิสระในการเลือกภาพยนตร์ที่ไม่ได้ปรากฏขึ้นในความคิดของคุณให้คุณเลือกได้หรือไม่?
ในมุมมองของประสาทสรีระวิทยา หรือ neurophysiology เราอธิบายได้ว่า ระบบการเชื่อมโยงกับ คำว่า “Mission Impossible” ภายในสมองของเรา ไม่ได้ทำงานในขณะนั้น ด้วยเหตุผลที่เราก็ไม่อาจรู้ได้ และไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสภาวะทางสมองข
Free Will หรือที่ภาษาไทยแปลได้ว่า เจตจำนงค์อิสระ , เจตนารมณ์ หรือ ความมุ่งหมาย แท้ที่จริงแล้วมีอยู่จริงหรือไม่?
ความตั้งใจของมนุษย์เรา เป็นของเราอย่างจริงแท้หรือเปล่า?
หรือว่าเราเป็นเพียงเสมือนปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่ไม่แตกต่างอะไรกับ สัตว์โลกสปีชี่ส์อื่นๆบนโลกนี้??
มาค้นพบคำถามเหล่านี้ เผื่อบางที่คุณอาจจะค้นพบคำตอบที่คุณไม่คาดคิดก็ได้!!
ผมนำงาน Podcast ของคุณ Sam Harris มาแปลและอ่านให้ทุกๆท่านฟัง เพื่อต้องการแบ่งปันสิ่งที่ผมคิดว่า มีคุณค่าสำหรับทุกๆท่านนะครับ
คุณ Sam Harris เป็นนักเขียน, นักปรัชญา, นักวิทยาศาสตร์ระบบประสาทวิทยา และเป็นผู้ดำเนินรายการทางพอดแคส งานขอบคุณแซม ครอบคลุมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านวิทยาศาสตร์ทางสมอง , การนั่งสมาธิ, เจตจำนงค์อิสระ, ศาสนา , ปรัชญา, การเมือง, และปัญญาประดิษฐ์!
ผมหวังว่า คุณจะได้รับคุณค่าจากงานแปลของคุณ Sam ในหัวข้อ Free Will หรือเจตจำนงค?อิสระ ทั้ง 7 ตอนนี้นะครับ
Enjoy!!
Free Will โดย แซม แฮริส
ผมเคยพูดและเขียนเกี่ยวกับเรื่อง เจตจำนงค์อิสระ มาตลอดหลายปีที่ผ่านมา และผมต้องการจะเรียบเรียงความคิดของผมที่มีประสิทธิผลที่สุดเกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้ในที่แห่งเดียว หลายๆคนอาจจะค้นพบว่า ข้อโต้แย้งของผมเกี่ยวกับเรื่องเจตจำนงค์เสรี เป็นเรื่องที่น่าฉงนต่อจิตใจ หรือแม้กระทั่ง อาจขุ่นเคืองจิตใจสำหรับบางคน
และหลายคน เข้าใจผิดคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องทางปรัชญา ที่ไม่มีการเชื่อมโยงกับประสบการณ์ในชีวิตจริง ดังนั้นผมจึงอยากจะแบ่งปันเรื่องทั้งหมดนี้ไว้ในคราวเดียวกัน และนำพาผู้ฟังบางท่าน ไปจนจบบทสนทนานี้ด้วยกันนะครับ
และนี่คือจุดเริ่มต้น
คนส่วนใหญ่ เชื่อว่า พวกเขามี ตัวตน
หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า (Self)
ที่สามารถมีอิสระในความตั้งใจในการลงมือทำ
หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Freedom Of Will (ขอเรียกเป็นภาษาไทยสั้นๆว่า เจตจำนงค์อิสระ)
และในความเป็นจริงแล้ว ความรู้สึกของการมีตัวตน และ ความรู้สึกของเจตจำนงค์อิสระนึ้ ทั้งสองสิ่ง คือ ด้านสองด้าน ของเหรียญชิ้นเดียวกันนั่นเอง แต่ในที่นึ้ ผมจะโฟกัสไปที่ เจตจำนงค์อิสระ เพราะเป็นการง่ายกว่า ที่จะแยกแยะสิ่งนี้ให้เห็
ผมประหลาดใจที่ได้ค้นพบว่านี่เป็นประเด็นที่อ่อนไหวมากๆ ดังนั้นผมจึงอยากจะประกาศข้อจำกัดความรับผิดชอบไว้เสียก่อนนะครับ ว่า ถ้า การคิดและฟังเกี่ยวกับบทสนทนาเหล่านี้ ทำให้คุณอึดอัด คุณก็จำเป็นจะต้องตัดสินด้วยตนเองแล้ว ว่าความไม่สบายใจนึ้ คุ้มค่าต่อคุณหรือไม่ หรือว่านี่อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะกับคุณ และถ้ามันเป็นเช่นนั้น ก็แค่ข้ามบทสนทนานี้ไปนะครับ
และก็คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่ผู้คนมองแนวคิดที่ว่า “เจตจำนงค์อิสระนั้นเป็นภาพลวงตา”
เป็นเรื่องที่น่าฉงนต่อจิตใจ เพราะแนวคิดของ “เจตจำนงค์อิสระ”ดูเหมือนจะมีอิทธิพลต่อทุกสิ่งที่สำคัญกับผู้คนทั้งหมด ไม่ว่าจะเรื่อง ศีลธรรม, กฏหมาย, การเมือง, เรื่องเพศ, ศาสนา, นโยบายสาธารณะ, ความสัมพันธ์แบบใกล้ชิดสนิทสนม, ความรู้สึกผิด และ ความสำเร็จส่วนบุคคล
สิ่งที่ทำให้มนุษย์เรามีความแตกต่างโดดเด่นในฐานะมนุษย์ ดูเหมือนจะขึ้นอยู่กับมุมมองที่ว่าตนเองและมนุษย์คนอื่นๆนั้นมีอิสระในการเลือกสิ่งต่างๆได้อย่างอิสระ
ผมพูดว่า ดูเหมือนว่า จะเป็นแบบนั้น
เพราะผมไม่คิดว่า มันเป็นแบบนั้นจริงๆ แต่มันอาจต้องใช้เวลานิดหน่อยในการเห็นสิ่งนี้
คนส่วนใหญ่ เชื่อว่า พวกเขาจะต้องทำการ ไกล่เกลี่ย ความจริงในระดับส่วนบุคคล ที่ว่า เรานั้นมีประสบการณ์เกี่ยวกับเจตจำนงค์อิสระนี้ ให้เข้ากับ สิ่งที่ปรากฏบนโลกแห่งความเป็นจริง และวิถีที่ปรากฏการทางกายภาพ และเหตุการณ์ต่างๆ ถือกำเนิดขึ้นบนโลกใบนี้
ผมต้องการให้คุณทำการสำรวจสิ่งนี้
สิ่งที่ผมหวังว่าคุณจะได้เห็นก็คือ ภาพลวงตาแห่งเจตจำนงค์อิสระ นั้น คือสิ่งลวง แท้ที่จริงแล้ว มันไม่ได้มีภาพลวงตาแห่งเจตจำนงค์อิสระอยู่จริง! และไม่มีความจริงในระดับบุคคลใดๆให้ไกล่เกลี่ยให้เข้ากับความจริงของโลกทางกายภาพและประสาทสรีระวิทยาทั้งสิ้น!
ในความเป็นจริงแล้ว ประสบการณ์ในการมีสติรับรู้ของมนุษย์นั้น ก็สอดคล้องกันอยู่แล้วกับภาพความเป็นจริงในมุมมองทางวิทยาศาสตร์ เพราะประสบการณ์เหล่านี้ไม่ได้สิ้นสุดลงที่ขอบเขตทางผิวหนังหรือร่างกายของเรา หลายคนกลัวว่าการการล้มล้างความคิดของการมีเจตจำนงค์อิสระ จะส่งผลลบ แต่โดยทั่วไปแล้ว การกล่าวอ้างเกี่ยวกับผลลัพธ์ทางด้านลบนึ้ ไม่เป็นความจริง
การล้มเลิกความเชื่อเรื่องเจตจำนงค์อิสระ สามารถสร้างผลกระทบในทิศทางบวกได้ อย่างแรกเลยคือ มันจะขจัดความโน้มเอียงต่อความเกลียดชังผู้คน และเราจะได้ค้นพบสิ่งนี้กันในภายหลัง
เรามาเริ่มตั้งแต่จุดแรกกันดีกว่า แนวคิดของเจตจำนงค์อิสระ นั้นพึ่งพาสมมติฐาน สองข้อ
ข้อแรก คือ มนุษย์เราแต่ละคน มีอิสระ ในการคิด และ แสดงออกอย่างอิสระจากอดีตที่ผ่านมา
เราเลือก ข้อ A แต่จริงๆแล้วเราจะเลือก ข้อ B ก็ได้
คุณเลือกจะทำงานด้านบัญชี ทั้งๆที่จริงแล้ว คุณจะเลือกเป็นนักดับเพลิงก็ได้
คุณเลือกไอศครีม รสช็อคโกแล็ตเมื่อคืน แต่จริงๆแล้วคุณจะเลือกรสวนิลาก็ได้
มันดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่จะคิดว่าโลกของเราเป็นแบบนี้
สมมติฐานที่สอง คือ เราเป็นแหล่งกำเนิดแห่งการรับรู้ ความคิดและการกระทำในปัจจุบัน การเลือกตัดสินใจของคุณในแต่ละช่วงขณะ ดูเหมือนจะเป็นแหล่งกำเนิดของพฤติกรรมถัดมา
คุณรู้สึกอยากเอื้อมมือไปหยิบของชิ้นนึงขึ้นมา คุณก็เลยทำสิ่งนั้น
กลไกของสติรับรู้ของคุณ ในด้านที่มีความต้องการ และมีความตั้งใจจะทำบางอย่างนี้ ดูเหมือนจะเป็นตัวควบคุมความคิดและการกระทำของคุณ ถ้าไม่ใช่ทั้งหมด ก็ส่วนนึงเป็นอย่างน้อย
อย่างไรก็ตาม มีเหตุผลอย่างล้นหลามที่จะเชื่อว่า สมมติฐานทั้งสองข้อนี้เป็นเท็จ
แน่นอนว่า เหตุการณ์ต่างๆย่อมมีต้นเหตุของการเกิดขึ้น สิ่งนี้เป็นเรื่องที่ไม่ต้องถกเถียงกันอยู่แล้ว
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ดูเหมือนจะถูกทำให้เกิดขึ้นมาจากสภาวะกาลของจักรวาลบางอย่างก่อนหน้านี้
แน่นอนว่า บางทีเรื่องทั้งหมดนี้ อาจเป็นเพียงภาพลวงตาก็ได้ บางทีอาจจะมีวิธีมองจักรวาลทั้งหมดนี้ ว่าเป็นเพียงสิ่งลวงตา และไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นจริงๆเลย แบบนั้นก็ได้ เราอาจจะพูดว่า กระบวนการ การเปลี่ยนแปลงทั้งหมด ตั้งแต่ เหตุ และ ผล นั้น เป็นเพียงมายาก็ได้ แต่เราเอาความเป็นไปได้นั้น พักไว้ข้างๆก่อนซักครู่
เพราะในเวลาส่วนใหญ่แล้ว สิ่งต่างๆก็ดูเหมือนเกิดขึ้นตามเหตุและผลของมัน
เมื่อมีฟ้าผ่าลงบนต้นไม้ ก็มีไฟไหม้เกิดขึ้น
เมื่อเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ลงไป เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
ผู้คน เกิด แก่ เจ็บ และ ตาย
ไม่ว่าเราจะมองไปในทิศทางใด
เราก็จะเห็นรูปแบบของเหตุการณ์
และเหตุการณ์ทั้งหมดเหล่านี้มีจุดกำเนิดก่อนหน้านี้
พูดอีกแบบนึงก็คือ เหตุการณ์ต่างๆ ต้องพึ่งพา สภาวะทางกายภาพ ต้องมีกระบวนการในการเปลี่ยนแปลง และมีเหตุและผล
เพราะมีสิ่งนั้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ตามเงื่อนของเวลา
และสิ่งที่เกี่ยวโยงกับจุดประสงค์ของเรามากที่สุดก็คือ ความเป็นจริงที่ว่า ประสบการณ์ในการรับรู้ของเราทั้งหมดทั้งสิ้น ความคิดของเรา ความตั้งใจ ความปราถนา และการลงมือทำ และตัวเลือกต่างๆ ที่เป็นผลลัพธ์ของสิ่งเหล่านี้ ล้วนถูกก่อให้กำเนิดขึ้นโดยเหตุการณ์ที่เราเองทั้งไม่ได้เป็นผู้ทำให้เกิดขึ้นและไม่ได้นำมาสู่การเป็น
คุณไม่ได้เป็นคนเลือก พ่อแม่ ผู้ให้กำเนิดของคุณ
ดังนั้นคุณก็ไม่ได้เลือก ยีนส์พันธุกรรมของคุณ
ดังนั้น คุณจึงไม่ได้เป็นผู้เลือก สภาพแวดล้อมที่ทำให้คุณถือกำเนิดมา
แต่กระนั้น ด้วยความเป็นจริงของเรื่องนี้ กลับเป็นตัวกำหนด คนที่คุณเป็นและสิ่งที่คุณจะทำถัดไปในแต่ละช่วงขณะ และถึงแม้คุณจะคิดว่า คุณมีจิตวิญญาณที่เป็นตัวควบคุมร่างกายอีกที คุณก็ไม่ได้เป็นคนเลือกจิตวิญญาณนั้นอยู่ดี
สิ่งถัดไปที่คุณจะคิดและทำ จะสามารถถือกำเนิดขึ้นมาได้ จากความเป็นจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ทั้งหมด
และสิ่งต่างๆที่คุณจะคิดและทำนี้ จะสามารถเกิดขึ้นได้สองวิธี ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ทางแรกคือ การเกิดขึ้นตามกำหนดกฏเกณฑ์ เหมือนโดมิโนที่ถูกกระทบให้ล้มลงชิ้นแล้วชิ้นเล่า
หรือ ทางที่สอง คือ เกิดขึ้นอย่างบังเอิญ
แนวคิดเรื่องความบังเอิญ หรือ Randomness เป็นแนวคิดที่น่าสนใจไม่น้อย และไม่เป็นที่แน่ชัดว่าแนวคิดนี้แพร่หลายมากน้อยเพียงใด
เพราะแนวคิดนี้ คือข้อโต้แย้งหักล้างแนวคิดแบบการเกิดขึ้นตามกำหนดกฏเกณฑ์ หรือ deterministic โดยเฉพาะใน ทฤษฎี ควอนตัม ที่ สามารถตีความได้ว่า อนุภาค ต่างๆในระดับ อนุภาคย่อยของอตอมนั้น ต่างมี “อิสระในการเลือก” ซึ่งก็คือการพูดว่า ไม่มีเหตุการณ์หรือสิ่งใดในจักรวาลก่อนหน้านี้ ที่จะกำหนดได้ว่า อนุภาคย่อย จะทำอะไรในเวลาถัดไป
และถ้า “สิ่งที่อนุภาคจะทำในเวลาถัดไป” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอดีต ก็แปลว่า ไม่มีทฤษฎีใดๆที่จะสามารถคาดการณ์ได้ว่า มันจะทำอะไรถัดไป
ผมไม่ได้โต้แย้งประเด็นนี้ในระดับของอนุภาค แต่ผมกำลังกล่าวอ้างว่า แนวคิดแบบการสุ่ม หรือ randomness นี้ ที่ความคิดและการลงมือทำต่างๆของตนเป็นอิสระจากเหตุการณ์ก่อนหน้า ก็ไม่ได้ให้อิสระทางความคิดที่พวกเขาคิดว่ามีเลย
มีสองเหตุผลด้วยกัน ข้อแรกก็คือ มีความเป็นไปได้สูงในทุกทิศทางที่สามารถสรุปได้ว่า ระบบปฏิบัติการที่มีขนาดใหญ่ เช่น สมองมนุษย์ จะมีการทำงานตามกำหนดกฏเกณฑ์ หรือ Deterministically คือมีหลักการทำงานของตัวมัน
แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้น ก็คือ แนวคิดเรื่องการสุ่ม หรือ randomness ก็ไม่ได้ให้ พลังในการลงมือทำ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Will Power อยู่ดี มันไม่มี เจตจำนงค์ หรือ ความตั้งใจ อยู่ใน ความบังเอิญ
ถ้าคุณเคยทำอะไรบางอย่างที่เป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับสภาวะทางสมองของคุณ คือ ถ้าอยู่ดีๆมันก็เกิดขึ้นมา นั่นก็คงจะไม่มีใครเรียกสิ่งนั้นว่า เป็น เจตนา หรือ ความตั้งใจของตนเอง แต่คุณจะคิดว่า “นี่ฉันเพิ่งทำอะไรลงไปเนี่ย?” ใช่ไม๊ครับ?
และฉันทำสิ่งนี้ไปทำไม การกระทำที่เพิ่งเกิดขึ้น คือสิ่งที่เราเรียกกันตามนิยามว่า “ผิดปกติ” เพราะการทำสิ่ง “ปกติ” คือการทำตามแนวโน้มเดิมก่อนหน้านี้ หรือมีรูปแบบให้ดำเนินรอยตาม
บางสิ่งบางอย่างที่เป็นเหตุการณ์สุ่มอย่างแท้จริงนั้น จะไม่สามารถถูกวิเคราะห์ได้เลย มันจะไม่มีคำตอบ สำหรับคำถามที่ว่า คุณทำสิ่งที่คุณเพิ่งทำนั้นไปทำไม เพราะเหตุการณ์บังเอิญหรือสุ่มที่แท้ จะไม่มีสาเหตุ ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่เราหมายถึง สำหรับคำว่า เจตนา หรือ เจตจำนงค์อิสระ ใช่หรือไม่ คือมันไม่มีการเชื่อมโยงทางเหตุและผลในเวลาถัดมา
ปัญหาก็คือ ทั้งแนวคิดแบบ กำหนดกฏเกณฑ์ หรือ แนวคิดแบบสุ่ม ก็มิได้แสดงเหตุผล ที่อธิบายถึงความรู้สึกที่คนส่วนใหญ่มีเกี่ยวกับคำว่า “เจตนาของตน” นั่นก็คือ ความรู้สึกที่ว่าพวกเขานั้นเป็นอิสระที่จะคิดและทำอะไรก็ได้ที่ตนเองปรารถนาในปัจจุบัน ในลักษณะที่อนุญาติให้พวกเขาเป็นได้มากกว่าเพียงแค่กระจกสะท้อนของเหตุการณ์ หรือเป็นผลมาจากพลังลึกลับที่ส่งอิทธิพลให้กับชีวิตของตน คือเป็นมากกว่าแค่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
ผู้คนไม่อยากจะเชื่อว่าพวกเขาเป็นเสมือนมวลคลื่นที่กำลังเคลื่อนที่มุ่งหน้าสู่ชายฝั่ง แต่นี่ก็คือ วิธีที่ เหตุการณ์ เคลื่อนไปข้างหน้า หรือดูเหมือนจะเป็นแบบนี้
นักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญาจำนวนไม่น้อย ได้ยอมรับถึงปัญหานี้ แต่คนส่วนใหญ่ดูเหมือนจะคิดว่าเราต้องอยู่กับภาพลวงของอิสระในการมีเจตจำนงค์ หรือ ไม่ก็เลี่ยงที่จะพูดกันเรื่องนี้ตรงๆ แต่ผมกำลังโต้เถียงว่า นี่คือข้อผิดพลาด
แล้วผู้คนเค้าหมายถึงอะไรกันแน่ เวลาเค้าพูดคำว่า “เจตจำนงค์อิสระ” หรือ “เจตนา”?
ในความเป็นจริง ก็มีความคิดขัดแย้งกันระหว่างนักวิทยาศาสตร์ และนักปรัชญา แต่ผมคิดว่า ใจกลางของลางสังหรณ์ผิดๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดูเหมือนจะเป็นเหตุมาจาก วิธีการสร้างความคิดส่วนตัวของเรา
อย่างที่เคยกล่าวไปแล้วว่า ความรู้สึกของการมีความตั้งใจ หรือ เจตนา หรือที่เรียกว่า Free will นี้ เชื่อมโยงกันโดยตรงกับ ความรู้สึกของการเป็นตัวตนของเรา เพราะเมื่อมองไปที่เรื่องของเจตนารมณ์ ก็จะเห็นว่า มันจะเป็นเจตนารมณ์ของใครล่ะ ถ้าไม่ใช่ตัวเรา คนส่วนใหญ่จึงรู้สึกว่า สมองส่วนที่มีการรับรู้ประสบการณ์ของตน และส่วนที่ใช้ผลิตความคิด ส่วนที่สัมผัส
เท้าความจากตอนที่แล้วเราได้พูดถึง Adaptability Quotient หรือความสามารถในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ปล่อยวาง และไปต่อ ว่ากุญแจสำคัญอันดับหนึ่ง ในการมีชีวิตแบบ Healthy & Wealthy นะครับ และสิ่งที่จะเพิ่ม AQ ได้คือการเริ่มมีจินตนาการ
ตัวคุณเองต้องพร้อมที่จะ "เปลี่ยน" หรือ Adapt นั่นเอง และนั่นก็คือหัวข้อของเราในวันนี้นั่นก็คือ Change is the only Konstant. แปลเป็นไทยว่า การเปลี่ยนแปลงคือสิ่งเดียวที่คงอยู่ หรือเราต้องเปลี่ยนแปลงตลอดเวลานั่นเองAdaptability Quotient หรือ AQ คือสิ่งที่ผู้นำทุกคนควรจะมี
และแทนที่เราจะมองหาผู้นำที่ยิ่งใหญ่ เรากำลังอยู่ในยุคที่เราแต่ละคนจำเป็นต้องค้นหาผู้นำที่ยิ่งใหญ่ในตัวเราเองนะครับ
SuperFitTeam Podcast EP01 : การมีชีวิตที่ดีในช่วงเวลาที่ดีเยี่ยม เป็นสิ่งที่ทุกคนใฝ่ฝันและมันก็สามารถเป็นจริงๆได้ หากเรารู้จักวิธี รู้จักการปรับทัศนคติในการใช้ชีวิต การมีชีวิตที่ยอดเยี่ยมและยืนยาวมันไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
เราคงเคยได้ยินข่าวการตัดต่อและแก้ไขพันธุกรรมกันแล้ว ฟังดูอาจจะเป็นเรื่องที่ไกลตัวแต่ภายใน 10 ปีโลกของวิทยาศาสตร์จะก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วชนิดที่จินตนาการเราคาดไม่ถึง ดังนั้นการศึกษาและทำความเข้าใจกับเรื่องที่เหมือนว่าจะยากและไกลตัวในวันนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็น ยีนคืออะไร ดีเอ็นเอคืออะไร พันธุกรรมของมนุษย์สามารถแก้ไขได้หรือไม่ มาฟังกันใน SuperFitTeam Podcast เอพพิโสดนี้ครับ
ในเอพพิโสดนี้ เราจะมาคุยกันเรื่อง relationship หรือความสัมพันธ์ ความสัมพันธ์เกี่ยวกับสุขภาพอย่างไร? ความสัมพันธ์ดีสุขภาพจะดีตามจริงหรือเปล่า? ไอเดียการดูแลสุขภาพให้กับคนรอบข้างและคนในคอมมิวนิตี้ SuperFitTeam เกิดขึ้นได้อย่างไร นอกจากโค้ชเชษฐ์แล้ว วันนี้เรายังมีโค้ชนัตตี้ภรรยาสุดที่รักของเขามาร่วมพูดคุยในเอพพิโสดนี้ด้วยครับ
เชื่อว่าทุกๆคนนั้นรู้อยู่แล้วว่าอะไรดีและไม่ดีกับร่างกายของเรา แต่จะมีซักกี่คนที่ใส่ใจและทำมันได้สำเร็จจริงๆ มันน่าคิดครับว่าคนที่เลือกไม่ทำนั้นเขาคิดอะไรอยู่ หรือคนๆนั้นดันไปติดขัดทางความคิดรวมถึงอุปนิสัยข้อไหนบ้างที่จริงๆแล้วสามารถแก้ไขได้ ใน episode นี้เราลองมาดู "The 5 Habits"
Science behind "Change" 5 อุปนิสัยที่จะเปลี่ยนคุณให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างถาวร
นี่คือตอนสุดท้ายของซีรีย์ Human Longevity อยู่อย่างไรให้ถึง 100 ปี เรามาพูดกันถึงแนวคิดและวิธีปรับระบบความคิดให้คุณมี mindset แบบฮีโร่ การรับ input ดีๆจากสิ่งรอบตัวแล้วนำมันมาแปรเปลี่ยนเป็น output ที่ยอดเยี่ยมจนสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ นี่แหละครับ การมี mindset แบบฮีโร่ที่แท้จริง
ชีวิตของเราจะเป็นเศรษฐีพันล้านจริงๆซักวันนึงรึเปล่าเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่อนาคตของชีวิตที่มีบริบทแบบนี้มันน่าเดินเข้าไปสู่มากกว่าอนาคตที่มีแต่ความขาดแคลนแน่นอน
ดังนั้นวันนี้เรามาสวมความเป็นไปได้ของการเป็นมหาเศรษฐีพันล้าน ที่สร้างความแตกต่างให้กับผู้คนพันล้านคนกันดู
ทุกๆเป้าหมายย่อมต้องมีการเดินทาง หากคุณรู้แต่เป้าหมายโดยไม่รู้วิธีที่จะไปมันย่อมทำให้คุณเสียเวลามากขึ้นเป็นสองหรือสามเท่า ใน SuperFitTeam Podcast ep นี้เราจะมาดูวิธีก้าวข้ามเป้าหมายจากจุดที่หนึ่งไปยังจุดที่สอง เป้าหมายที่หนึ่งไปยังเป้าหมายที่สองกันครับ
เท้าความจากตอนที่แล้วเราได้พูดถึง Adaptability Quotient หรือความสามารถในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ปล่อยวาง และไปต่อ ว่ากุญแจสำคัญอันดับหนึ่ง ในการมีชีวิตแบบ Healthy & Wealthy นะครับ และสิ่งที่จะเพิ่ม AQ ได้คือการเริ่มมีจินตนาการ






