DiscoverHR Talks
HR Talks
Claim Ownership

HR Talks

Author: Prakal Pantapalangkura

Subscribed: 326Played: 11,457
Share

Description

We deliver HR knowledge directly to your place.
1370 Episodes
Reverse
เชื่อไหมครับว่า ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ คำที่ผมได้ยินบ่อยที่สุดเวลาไปบรรยายหรือให้คำปรึกษาตามองค์กรต่างๆ ไม่ใช่คำว่า "กำไร" หรือ "KPI" แต่เป็นคำว่า "ความเครียด" และ "ความกังวล"
เชื่อว่าตอนนี้ "HR" หรือ "เจ้าของกิจการ" หลายท่านกำลังปวดหัวกันอยู่ไม่น้อย นั่นคือสภาวะที่องค์กรกำลังเผชิญกับ "ศึกสองด้าน" • ด้านหนึ่ง: เด็กจบใหม่หายากขึ้นเรื่อย ๆ (เพราะโครงสร้างประชากรเปลี่ยนไป) แถมเด็กที่เก่งๆ ก็มีทางเลือกเยอะ เรียกเงินเดือนสูงลิ่ว • อีกด้านหนึ่ง: พี่ ๆ รุ่นเก๋าที่อยู่กับเรามานานก็เริ่มทยอยเกษียณอายุ นำพาเอาความรู้และประสบการณ์ (Know-how) ออกจากบริษัทไปด้วย แล้วเราจะวางระบบ "ค่าจ้างเงินเดือน" อย่างไรดี? ให้ดึงดูดเด็กใหม่ได้ โดยที่คนเก่าก็ไม่น้อยใจ วันนี้ผมมีแนวคิดมาฝากกัน
ในโลกของการทำงานยุคปัจจุบัน ที่ทุกอย่างหมุนเร็วไปหมด หลายคนเผลอวัดคุณค่าของตัวเองด้วยปริมาณงานที่ทำเสร็จ จนลืมไปว่า "ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในการทำงาน ไม่ใช่เวลา แต่คือตัวท่านเอง"
เชื่อไหมครับว่า ในชีวิตการทำงานเราเลือกงานได้ เลือกบริษัทได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เรามักจะเลือกไม่ได้เลยก็คือ “เพื่อนร่วมงาน” ผมมักจะได้รับคำถามบ่อย ๆ ว่า “ถ้าต้องทำงานกับคนที่ไม่ชอบหน้ากันจริงๆ หรือมองหน้ากันไม่ติด เราจะทำยังไงดีให้งานเดินต่อได้ โดยที่ใจเราไม่พังไปเสียก่อน?”
"ถ้าเราจ่ายเงินเดือนต่ำกว่าตลาดสักหน่อย มันจะเป็นไรไปครับ ในเมื่อทุกวันนี้เราก็ยังมีคนมาสมัครงาน พนักงานที่มีอยู่ก็ยังทำงานกันได้ ไม่เห็นเขาจะลาออกกันยกบริษัทเลย เราประหยัดต้นทุนได้ตั้งเยอะ ไม่ดีกว่าหรือ" คิดอย่างไรกับคำถามนี้
หากคุณเป็นผู้นำที่เคยสงสัยว่า ทำไมระบบการให้รางวัล (Incentive) แบบเดิมๆ เริ่มใช้ไม่ได้ผล พนักงานดูไม่มีความสุข และขาดความคิดสร้างสรรค์ บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกรากฐานทางจิตวิทยาเบื้องหลังกลยุทธ์ 'แครอทและไม้เรียว' ที่เราเผลอใช้กันมานาน เราจะพาไปดูว่าทำไมการเอาของรางวัลมาล่อ ถึงอาจเป็นการทำลาย 'แรงจูงใจจากภายใน' อย่างช้าๆ และเปลี่ยนวิธีคิดใหม่เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนอยากเก่งขึ้นด้วยตัวเอง"
เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมบางครั้งเราอัดฉีดโบนัสก็แล้ว เพิ่มสวัสดิการก็แล้ว หรือแม้แต่ตั้ง KPI ที่เข้มข้นสุดๆ เพื่อวัดผล แต่ทำไมพนักงานของเราถึงยังดูไร้ชีวิตชีวา ขาดความคิดสร้างสรรค์ หรือทำงานไปวัน ๆ เหมือนหุ่นยนต์ บางทีคำตอบอาจจะซ่อนอยู่ในรากฐานความเชื่อที่เรามีต่อ มนุษย์ ก็เป็นได้ครับ
เมื่อเด็กจบใหม่มีจำนวนน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่คนเก่ง ๆ (Talent) ที่มีอยู่ในมือก็เริ่มมองหาโอกาสใหม่ ๆ ตลอดเวลา แล้วเราจะเก็บรักษาคนเก่งไว้อย่างไรดี
เข้าสู่ปี 2569 แล้ว ซึ่งดูเหมือนว่า "พายุเพอร์เฟกต์สตรอม" กำลังจะพัดเข้าหาตลาดแรงงานไทยอย่างจัง เรามาลองไล่เรียงกันดูว่าเรากำลังเจออะไรอยู่บ้าง และจะมีกลยุทธ์ในการบริหารจัดการอย่างไร
หลายองค์กรมีฉากคลาสสิกแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก… • ผู้นำเข้าประชุมสาย • นั่งได้แป๊บเดียว ก็บอกว่า “ผมมีนัดอื่นนะ ขอออกก่อน” • บางวาระเลือกไม่เข้ามาเลย เพราะ “คิดว่าไม่สำคัญ” แต่หลังจากนั้น พอทีมตัดสินใจไปตามที่ประชุมไว้ กลับมาพูดว่า “ทำไมผมไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนเลย ใครเป็นคนตัดสินใจ ทำไมไม่มาปรึกษาผมก่อน” จนหลายครั้งต้องวนเวียนถอยกลับมาทำงานเดิม ทั้ง ๆ ที่ควรจะเดินหน้าไปไกลแล้ว
ช่วงนี้ไม่ว่าจะหันไปทางไหน ใครๆ ก็พูดถึงเรื่อง AI กันทั้งนั้นใช่ไหมครับ ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT, Gemini หรือ AI ตัวอื่นๆ ที่เก่งกาจเหลือเกิน ช่วยเราเขียนอีเมล ช่วยวางแผนกลยุทธ์ หรือแม้กระทั่งช่วยสร้างงานศิลปะสวย ๆ ได้ในเวลาไม่กี่วินาที จนหลายท่านเริ่มกังวลว่า "เอ๊ะ... แล้ววันหนึ่ง AI จะมาแทนที่พวกเราไหม?"
ช่วงนี้บรรยากาศในที่ทำงานของท่านเป็นอย่างไรบ้างครับ งานยุ่ง เครียด หรือรู้สึกว่าทุกคนก้มหน้าก้มตาทำงานจนลืมทักทายกันหรือเปล่า ในการทำงาน บางครั้งเรามักจะโฟกัสไปที่ "ผลลัพธ์" จนลืมเรื่องของ "ความรู้สึก" โดยเฉพาะเรื่องง่ายๆ ที่ทรงพลังที่สุดอย่างคำว่า "ขอบคุณ"
EP. 1391 อยากชนะ AI ต้องเลิกพฤติกรรมการทำงานแบบนี้ by Prakal Pantapalangkura
ช่วงนี้หันไปทางไหน ใครๆ ก็พูดเรื่อง AI ครับ องค์กรชั้นนำต่างเร่งนำเทคโนโลยีนี้เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งแน่นอนว่าในมุมของผู้บริหารและผู้นำองค์กร นี่คือเรื่องที่น่าตื่นเต้น เป็นโอกาสใหม่ๆ ที่จะพาธุรกิจเติบโตไปข้างหน้า แต่ช้าก่อนครับ... คุณแน่ใจแค่ไหนว่า "ทีมงาน" ของคุณเขารู้สึกแบบเดียวกับคุณ?
ช่วงนี้กระแสคนเก่ง ๆ ลาออกจากบริษัทยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงไปทั่ว ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินงานของบริษัทอย่างแน่นอน อีกทั้ง การหาคนใหม่เข้ามาทดแทน ก็ทำได้ยากมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น บริษัทที่สามารถรักษาคนเก่งๆ และลงทุนกับพนักงานได้ดีเท่านั้น ถึงจะอยู่รอดในยุคที่ตลาดแรงงานผันผวนแบบนี้ และสิ่งหนึ่งที่บริษัทต้องกลับมาให้ความสำคัญมากๆ คือเรื่องของ “Onboarding” หรือกระบวนการต้อนรับและเตรียมความพร้อมให้กับพนักงานใหม่
ช่วงนี้ผมเชื่อว่าหลายๆ องค์กรคงกำลังเจอกับความท้าทายที่คล้ายๆ กัน นั่นคือ "ทำยังไงให้คนเก่งๆ อยู่กับเรานาน ๆ" เพราะอัตราการลาออกก็สูงขึ้น แถมการหาคนใหม่ก็ยากขึ้นและใช้เวลานานขึ้นกว่าเดิมมาก
เวลาที่เราพูดถึง “การลาออก” เรามักรีบโยนเหตุผลไปที่ตลาดแรงงาน—ค่าตอบแทนไม่พอ คู่แข่งมาดึงตัว ไม่มีเวลาให้ครอบครัว ฯลฯ แต่ความจริงที่ทำให้หลายองค์กร แก้ปัญหาไม่เคยถูกจุด คือ…คนไม่ได้ลาออกเพราะเงิน หรือคู่แข่งเก่งกว่า คนลาออกเพราะ งานที่ทำไม่พาเขา “ก้าวหน้า” ไม่ว่าจะเป็น ก้าวหน้าในชีวิต ก้าวหน้าในงาน หรือเพียงแค่ ก้าวออกจากความทุกข์ตรงหน้า
หลายองค์กรหันมาให้ความสำคัญกับ “ความยั่งยืน” (Sustainability) โดยเน้นไปที่กลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) แต่หากมองลึกเข้าไปในเสาหลักที่สำคัญที่สุดอย่าง “สังคม” (Social) ซึ่งรวมถึงการดูแลบุคลากร กลับพบรอยร้าวขนาดใหญ่ที่เกิดจากระบบ ค่าตอบแทน (Compensation) ที่ไม่เป็นธรรม
ความยั่งยืนที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่จำนวนต้นไม้ที่คุณปลูก หรือการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์เพียงอย่างเดียว แต่วัดกันที่ความสามารถขององค์กรในการ รักษาและพัฒนาบุคลากรที่เก่งกาจและมีคุณค่า เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนธุรกิจต่อไปได้ในทุกสภาวะ ถ้าองค์กรของคุณยังคงใช้ ระบบประเมินผลงานที่บิดเบี้ยวและไม่เป็นธรรม บอกเลยว่าต่อให้คุณลดขยะได้ 100% ธุรกิจของคุณก็ยังคงไม่ยั่งยืนอยู่ดี
ปัจจุบันนี้ ถ้าใครไม่พูดถึงคำว่า “ความยั่งยืน” (Sustainability) อาจจะดูเหมือนเชย หรือไม่เข้าใจเทรนด์ของโลกเลยด้วยซ้ำ องค์กรใหญ่ ๆ ต่างประโคมข่าวเรื่องนี้กันยกใหญ่ ตั้งแต่การลดการใช้พลาสติก ไปจนถึงการสนับสนุนพลังงานสะอาด คำถามคือ สิ่งเหล่านี้มัน “ยั่งยืน” ได้จริงหรือ? ถ้าเรามองข้ามรากฐานที่สำคัญที่สุดขององค์กรไป... นั่นคือ “คน”
loading
Comments