Discover2 จิตตวิเวก
2 จิตตวิเวก
Claim Ownership

2 จิตตวิเวก

Author: ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana

Subscribed: 190Played: 2,296
Share

Description

รูปแบบการปฏิบัติธรรมทางวิทยุ (Guided Meditation) ฟังไปด้วย, นั่งสมาธิไปด้วย เพื่อทำจิตที่ประภัสสรให้ผ่องใส ด้วยการเจริญสมถวิปัสสนา นำธรรมะเข้าสู่จิตใจให้ชุ่มเย็นอ่อนเหมาะควรแก่การงาน. New Episode ทุกวันอังคาร เวลา 05:00, Podcast นี้เป็นส่วนหนึ่งของรายการธรรมะรับอรุณ ออกอากาศทุกวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) มีคำถาม/ข้อเสนอแนะ หรือสมัครติดตามฟังทั้ง 7 รายการ ที่ panya.org

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

391 Episodes
Reverse
การขาดความรู้ และไม่ลงมือทำ ทำให้จิตยึดติดในสิ่งต่างๆรอบตัวว่าเที่ยง เป็นของเรา ทางแก้เริ่มต้นจาก ปริยัติ (เรียนรู้ข้อมูล) นำไปสู่ ปฏิบัติ (ลงมือทำ) เพื่อให้เกิด ปฏิเวธ (ผลลัพธ์) โดยใช้เครื่องมือคือ อินทรีย์ 5 และ พละ 5 อันประกอบด้วย:ศรัทธา: เชื่อมั่นในพระรัตนตรัยวิริยะ: เพียรพยายามทำจริงสติ: ระลึกรู้ แยกแยะกุศลและอกุศลสมาธิ: ตั้งจิตมั่นในอารมณ์เดียวที่เป็นกุศลปัญญา: เห็นแจ้งในไตรลักษณ์และอริยสัจสี่ช่วยให้จิตมีกำลังในการประคับประคองตนเองให้ถึงเป้าหมาย เห็นความจริง รู้ในตนเอง ด้วยปัญญาอย่างแท้จริง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
พิจารณาทุกข์ให้เกิดปัญญา, ทุกข์ เป็น "สังขาร" ที่ถูกปรุงแต่งตามปัจจัย มีความไม่เที่ยง และต้องแตกสลายไปเป็นธรรมดา, ใช้การโยนิโสมนสิการเพื่อสร้าง "ปัญญา" สามระดับ: 1.สุตตมยปัญญา  คือทำความเข้าใจว่าทุกข์มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง, 2.จินตมยปัญญา  คือยอมรับทุกข์และกำหนดรู้ทุกข์ เพื่อให้ "อยู่กับทุกข์โดยไม่ทุกข์” 3.ภาวนามยปัญญา: เอาทุกข์มาพิจารณาให้เกิดปัญญา อยู่กับทุกข์โดยทำสิ่งที่ควรทำ เว้นสิ่งที่ควรเว้น อยู่ในองค์ประกอบอันประเสริฐแปดอย่าง จิตที่เป็นสมาธิ จิตและความทุกข์จะแยกออกจากกัน ปัญญาเกิดในทุกข์ เกิดจิตที่เป็นกุศลตลอดเวลา Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
วิญญาณเป็นตัวเชื่อมให้จิตใช้เป็นเครื่องมือเพลินและยึดถือในรูป เวทนา สัญญา สังขาร (วิญญาณฐิติ) ผ่านทางอายตนะ ก่อให้เกิดนันทิราคะ (ความกำหนัดด้วยความเพลิน) ซึ่งเป็นเชื้อให้วิญญาณเจริญงอกงาม ทำให้จิตไม่สงบ, อวิชชาบังไม่ให้เห็นรอยต่อของความเพลิน และตัณหาคือเชือกผูกมัด นำไปสู่การยึดถือสิ่งที่ไม่เที่ยง (อนัตตา) ว่าเป็นตัวตน (อุปทาน) และเป็นทุกข์, วิปัสสนาคือการเห็นตามความเป็นจริง โดยเริ่มจากการมีสติอยู่กับการรับรู้ รู้สักแต่ว่า "รู้" สติช่วยให้นันทิราคะอ่อนกำลังลง ปัญญาจะเกิดขึ้น เห็นไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา), อวิชชาระงับ, ละอวิชชาได้ ทำให้พ้นจากทุกข์ ด้วยการเห็นตามความเป็นจริง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
จิตที่ไม่ได้รับการฝึก จิตจะกระเพื่อมไปตามผัสสะที่ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (ช่องทางหกทาง) ทำให้เกิดความฟุ้งซ่านและขาดสมาธิ, ทางแก้คือ เจริญอานาปานสติ โดยใช้ลมหายใจ เป็นเครื่องมือเปรียบเสมือนการนำจิตไปผูกไว้กับเสาที่มั่นคง ฝึกให้จิตอยู่กับลมหายใจอย่างต่อเนื่องและซ้ำ ๆ ประโยชน์คือ เกิดการระลึกรู้ (สติ) และ สัมมาสติ, เกิดความเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ), ความฟุ้งซ่านจะอ่อนกำลังลง, เมื่อสติมีกำลังมากขึ้น สมาธิ จะเกิดขึ้นตามมา Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
"เหตุเกิดแห่งธรรมเหล่านั้น เหตุดับแห่งธรรมเหล่านั้น พบทางออกอันประเสริฐ” ธรรมเหล่านั้นคือขันธ์ทั้งห้า(รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ที่ให้เรายึดมั่นถือมั่น เกิดทุกข์, จึงจำเป็นที่เราพิจารณาไตร่ตรองตามหลัก โยนิโสมนสิการ ถึงเหตุแห่งการเกิด และเหตุแห่งการดับของขันธ์ทั้งห้า (ของธรรมเหล่านั้น), ทางดับทุกข์มีแน่นอนคือการเจริญ อริยมรรคมีองค์ 8 หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา ทำให้เกิด ปัญญา เห็นแจ้งในอริยสัจสี่ และขันธ์ห้า, ด้วย ศรัทธา ที่มั่นคงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ (ดังเช่นพระสารีบุตรที่บรรลุโสดาบัน ด้วยธรรมะ ข้อความสั้นๆแต่พิจารณาขยายต่อไปถึงทางอันประเสริฐแปดอย่าง) นำไปสู่การหลุดพ้นจากทุกข์ได้ในที่สุด Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ธรรมชาติของมนุษย์จะหลงเพลินไปตามสิ่งกระทบทางทวารทั้งหก ทำให้จิตเกิดสภาวะขึ้นๆ ลงๆ มีทุกข์, เกิดทุกข์เพราะอวิชชา (ความไม่รู้) เป็นที่ทำงานของตัณหาสร้างภพสร้างชาติ สร้างความยึดถือ(อุปาทาน) ด้วยกิเลส เกิดเป็นตัวตน ขึ้นมา, จึงต้องฝึกสติ ให้สงบลงจนเกิด สมาธิ เมื่อมีสมาธิเป็นพื้นฐาน จึงใช้ ปัญญาพิจารณาเห็นความจริงของ สังขารทั้งปวง (รวมถึงกายและจิต) ว่า ไม่เที่ยง (อนิจจัง), เป็นทุกข์ (ทุกขลักษณะ), ไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา), พิจารณาให้เกิด ภาวนามยปัญญา เห็นความไม่เที่ยงแท้ของสังขารทั้งปวงด้วยปัญญาอย่างชัดเจน แม้จิตก็ไม่เที่ยง เกิดความหน่าย ปล่อยวางตัณหา อุปาทาน จนสามารถปล่อยวางจิตได้หมดสิ้น สิ่งที่เหลืออยู่คือ "ความว่าง" หรือ "ความเย็น" นั่นแหละคือ พระนิพพาน อันเป็นธรรมที่หมดจด ไม่ย้อนกลับมาเกิดความทุกข์อีก Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
มนุษย์เป็นสภาวะที่มีรูป (กาย, ลมหายใจ) และนาม (วิญญาณ, สัญญา, เวทนา, สังขาร) ซึ่งประสานกันและยึดโยงด้วยกรรม ทำให้จิตปรุงแต่งตามอารมณ์ เกิดเป็นความยึดถือในสิ่งไม่เที่ยง แปรปรวน จนเกิดกิเลส คือ ราคะ โทสะ โมหะ จึงจำเป็นที่เราต้องฝึกสมถะและวิปัสสนาเพื่อคลายความยึดถือในรูปนาม แม้แต่จิตก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ จิตจะค่อยๆแยกตัวออกจากกิเลส จิตคลายความยึดถือ จะเป็นผู้พ้นจากความทุกข์คือนิพพานได้ในที่สุดเจริญสมถะ: ด้วยการเห็นลมหายใจเข้าออก เพื่อให้เกิดสัมมาสติ ในการระลึกถึงลมและสังเกตอาการของนามธรรมต่างๆ (ความคิด, ความหมายรู้, เวทนา, การปรุงแต่งทั้งทางกาย/ใจ)เจริญวิปัสสนา:ใช้ โยนิโสมนสิการ ในการแยกแยะและเห็นสภาวะของจิตว่า จิตไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวเรา (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)การทำเช่นนี้คือการนำอาสวะกิเลสออกจากจิต และตัดกิเลสเหล่านั้นได้ เป็นการเจริญอริยมรรคมีองค์แปด Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ท่านที่ยังติดอยู่กับอดีตหรือกังวลกับอนาคต จนทำให้ไม่มีความสุข, การจมอยู่กับเรื่องราวที่ล่วงไปแล้ว (อดีต) และการมุ่งหวังสิ่งที่ยังมาไม่ถึง (อนาคต) นั้น ทำให้จิตเพลิน ขาดสติ ดังนั้น ทางแก้คือ การมีสติ อยู่กับปัจจุบัน (สัมมาสติ) ฝึกสติให้ระลึกรู้และสังเกตสิ่งที่ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยไม่ปรุงแต่ง หรือเพลินไปตามอดีต/อนาคต ที่สำคัญ ต้องมีความเพียร มีสติอย่างต่อเนื่อง, "ทำความเพียรเสียแต่วันนี้" เจริญธรรมในปัจจุบันให้ "เนืองๆ ให้ปรุโปร่ง" จนเกิดความเคยชินใหม่ มีสติมั่นคงเหมือนเสาเขื่อน จะเกิดการเห็นแจ้งในธรรมปัจจุบัน นำไปสู่การเกิดกุศลธรรม สติ สมาธิ ปัญญา และเป็นหนทางสู่การระงับความทุกข์ (นิพพาน) ได้ชื่อว่าเป็น "ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ" (ผู้มีชีวิตอยู่ด้วยความเพียรไม่เกียจคร้าน) Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ตั้งจิตตภาวนา เจริญพรหมวิหาร 4 ถวายเป็นพระราชกุศลน้อมถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง :เมตตา: ปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุขอย่างไม่มีเงื่อนไขกรุณา: ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์ ไม่เบียดเบียนใครมุทิตา: ยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีหรือพ้นทุกข์ (ช่วยกำจัดความริษยา)อุเบกขา: การวางเฉยอย่างมีสติ และต้องมาพร้อมกับเมตตา กรุณา มุทิตาตั้งไว้ที่ท่ามกลางอกแล้วแผ่ให้ตนเอง ผ่านไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทุกทิศทาง, จิตมีความสุข ปรารถนาดีต่อตนเองและผู้อื่น   Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ขณะที่เราเผชิญความพลัดพราก สูญเสีย ความโศกเศร้า เรามาร่วมปฏิบัติบูชา และเข้าใจความจริงให้เกิดปัญญา ดังที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสเตือน “เราจะต้องพลัดพรากจากของรัก ของชอบใจทั้งสิ้น”, ความทุกข์ใจจากการพลัดพราก นั้นเกิดจากความยึดถือ (อุปาทาน ตัณหา) ในสิ่งที่รักและไม่ต้องการสูญเสียหรือเปลี่ยนแปลง เราจึงต้องมี 1. ปัญญา คือ การเข้าใจว่าทุกสิ่งต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย (ความไม่เที่ยง) ซึ่งจะช่วยตัดความยึดถือ 2. มีสติ คือ การระลึกถึงความดีของผู้จากไปโดยปราศจากความยึดถือ (ต่างจากการยึดถือความดี), สติจะช่วยลดความเพลิน ลดอุปาทาน และเปลี่ยนความเศร้าโศกเสียใจด้วยการใส่สติเข้าไป คือสลดสังเวช ทำให้เกิดปัญญาเห็นความไม่เที่ยง ดับความยึดถือ ทำให้จิตคลายทุกข์ได้ และการบูชาสูงสุด คือการรีบทำความดี มีความเพียร ปฏิบัติบูชา อุทิศให้ผู้ที่จากไป เป็นการบูชาความดีของพระองค์ท่าน ด้วยการปฏิบัติบูชาที่ถูกต้องตามอริยมรรคมีองค์แปด เกิดปัญญาสูงสุดและเป็นบุญอันยิ่งใหญ่ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ธรรมชาติของจิตมัก "ส่งออก" ไปคิดเรื่องต่าง ๆ คล้าย "ลิง"โหนกิ่งไม้ไปมา หาก "เพลิน" ตามความคิด จะมีอารมณ์มาพร้อมกับความคิดนั้นๆเสมอ ถ้าไม่มีสติ จะเกิดการเกลือกกลั้ว นำไปสู่กิเลส ความเศร้าหมอง ราคะ โทสะ โมหะ ทำให้จิตขึ้นลงตามอารมณ์และตกอยู่ในบ่วงของมารการฝึกสติจึงจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อรอดพ้นบ่วงของมาร สติคือการระลึกรู้อยู่ที่ "ลมหายใจ" เป็นหลัก (เป็นที่เกาะ ที่จับ หรือเสา) สติจะทำหน้าที่แยกแยะส่วนประกอบต่าง ๆ ในใจ และ "รักษาจิต" ไม่เผลอเพลินไปตามอารมณ์ที่ติดมากับสิ่งนั้น โดยมีศีล สมาธิ ปัญญาเป็นเครื่องฝึกสติเมื่อมีสติรักษาจิต จะทำให้จิตไม่เข้าไปเกลือกกลั้วในอารมณ์ที่มากับผัสสะ ทำให้ไม่เกิดราคะ โทสะ โมหะ จิตจะไม่เศร้าหมอง และเมื่อควบคุมจิตได้ จะสามารถรอดพ้นจากบ่วงของมารได้ในที่สุด Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
จิตที่ยังไม่ได้รับการฝึกฝนจะถูกครอบงำด้วยความเคยชิน เปรียบเหมือนสัตว์หกชนิดที่แล่นไปตามอารมณ์และผัสสะ (การกระทบ) และนำมานำมาซึ่งปัญหาและความทุกข์ หากแต่ เราฝึกฝนจิตให้ดีด้วยหลักการ: สัมมาสติ คือฝึกสติ เพื่อ แยกแยะ สิ่งที่มากระทบออกเป็น นาม รูป และวิญญาณ และให้ใช้ กุศลธรรม เป็นเกณฑ์ โดยให้ จดจ่อรู้ลม (ฌาน) แต่ รับรู้แต่ไม่ตามไป กับอารมณ์ รวมถึง เจริญ พรหมวิหาร (เมตตา, กรุณา, มุทิตา, อุเบกขา) ผลจากการแยกแยะจิตด้วยสัมมาสติคือการเข้าถึง สมาธิ และเป็น จิตที่มีมรรคแปดเป็นองค์ประกอบ ซึ่งจะนำมาซึ่งความสุข ความปลอดภัย ความสบาย และความ เกษม (ความหลุดพ้นจากความทุกข์) Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
- สติจำปรารถนาในที่ทั้งปวง หมายถึงสติต้องมีในทุกที่ ทุกเวลา- สติมี 2 ประเภทคือ สัมมาสติ กิเลสลด กุศลเพิ่มมิจฉาสติ กิเลสเพิ่ม อกุศลเพิ่มการมีสติต้องมีทุกที่ทุกเวลาโดยเริ่มจากความเพียร การสังเกต รู้ตัวว่าจิตเรากำลังมีความฟุ้งซ่าน หรือ หดหู่ และเลือกใช้ธรรมะให้เหมาะสม สติจึงจำเป็นตลอดเวลา เพราะต้องปรับจิตให้เกิดสมดุล สติต้องรักษาอยู่ตลอด เปลี่ยนมิจฉาสติให้เป็นสัมมาสติ เกิดสมาธิ อุเบกขา ปีติ วิริยะ ธัมมวิจยะ เกิดปัญญา -สติ คือสติปัฏฐานสี่ ต้องมีตลอดเวลา-แตกต่างจากโพชฌงค์ ที่ต้องใช้ให้เหมาะสม ไม่ใช้ตลอดเวลา โดยแบ่งออกเป็น2กลุ่ม คือกลุ่มที่ 1 : ใช้ขณะที่จิตกำลังหดหู่ ซึมเศร้า ไม่ใช้ในขณะที่จิตที่ไม่สงบ จิตฟุ้งซ่าน เพราะยิ่งใส่ลม ใส่ฟืน ไฟก็จะยิ่งโหม ยิ่งฟุ้งซ่าน1.1 ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ คือการไตร่ตรองใคร่ครวญธรรมะ คิดตริตรึก ภายในและภายนอก1.2 วิริยสัมโพชฌงค์ คือ การเร่งความเพียรทางกายและทางจิต การถูกกระตุ้น1.3 ปีติสัมโพชฌงค์ คือ คนอิ่มเอิบใจ ความร่าเริงบันเทิงใจ ปิติมีสองแบบอามิสและนิรามิส กลุ่มที่ 2 : ใช้ขณะจิตที่กำลังฟุ้งซ่าน ไม่ใช้ใน จิตที่หดหู่ไม่แช่มชื่น ซึมเศร้า จิตก็จะยิ่งแย่ เหมือนการโรยขี้เถ้าชุ่มน้ำลงไป ใส่ฟืนเปียก หญ้าเปียกลงไป ในไฟกองน้อยๆ 2.1 ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ความสงบระงับจากในภายใน ไม่ต้องมีวิตก วิจารณ์              -ความสงบระงับทางกาย             -ความสงบระงับทางจิต2.2 สมาธิสัมโพชฌงค์ ความที่จิตเป็นหนึ่ง เป็นอารมณ์อันเดียว ในภายใน              -มีวิตก วิจารณ์ คือแบบไม่มีอกุศล             -ไม่มีวิตก วิจารณ์ ว่างๆ 2.3 อุเบกขาสัมโพชฌงค์ สงบจนจิตตั้งมั่นเป็นอย่างดีจนจิตวางเฉยได้ แม้มีสิ่งมากระทบ ความมีใจเป็นกลาง เพราะเห็นตามเป็นจริง             -วางเฉยจากภายนอก              -วางเฉยจากในภายใน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
อวิชชา (ความไม่รู้) เป็นปัญหาหลักและเป็นต้นตอของ เหตุแห่งทุกข์ (สมุทัย) ร่วมกับตัณหา กิเลส และอุปทาน โดยเฉพาะการ ไม่รู้แจ้งในอริยสัจ 4 และปฏิจจสมุปบาท อวิชชาปรากฏขึ้นตามปัจจัย และมีอาหารคือนิวรณ์ 5 (วิจิกิจฉา, ง่วงซึม, ฟุ้งซ่าน, โกรธ, พอใจ) ซึ่งเกิดจากการขาดสติและไม่สำรวมอินทรีย์ ทำให้หลงเข้าใจผิดว่าความทุกข์เป็นความสุข ต้องทำให้ วิชชา (ความรู้) เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการปฏิบัติ สมถะและวิปัสสนา สมถะ คือการทำสมาธิเพื่อให้จิตมีกำลัง ส่วน วิปัสสนา คือการใช้กำลังจิตนั้นพิจารณาเห็นสิ่งทั้งหลาย ตามความเป็นจริง ว่า ไม่เที่ยง เมื่อทำสมถะและวิปัสสนาอย่างต่อเนื่อง วิชชาเกิด อวิชชาค่อยๆดับลง เห็นทางออกจากวัฏสงสาร เกิดสัมมาทิฏฐิ มีความเพียร มีสติ และองค์มรรคแปดประการ ทำให้ปัญญาเจริญขึ้น นำไปสู่การ ดับเย็นแห่งทุกข์ คือ นิพพาน ในที่สุด Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ทำไมต้องฝึกจิตอันข่มได้ยาก เพราะจิตคือสภาวะที่สั่งสมได้ จิตทำหน้าที่ในการรับรู้, วิญญาณ(การรับรู้)คือกิริยาของจิต เป็นคนละอย่างกัน, จิตอยู่ตรงที่การรับรู้เกิด แต่จิตเป็นคนละอย่างกับการรับรู้ และด้วยความที่จิตไปเร็วมากและมักตกในอารมณ์ที่ไม่ดี จึงเกิดการรับรู้ วนเวียนอยู่ในราคะ โทสะ โมหะ เกิดทุกข์ตลอดเวลา จิตจึงเป็นสิ่งที่ข่มได้ยาก หากแต่การฝึกจิต ด้วยสติการสังเกต แยกแยะ “จิต การรับรู้ ความคิด(ธรรมารมณ์) ผ่านช่องทางใจ(มโน)” ว่าเป็นคนละอย่างกัน ให้แยกออกจากกัน เรียกว่าเห็นจิตในจิต ฝึกให้คล่อง จะเห็นความไม่เที่ยงของจิต เปลี่ยนแปลง เป็นทุกข์ จิตก็ไม่ใช่เรา “จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมเป็นเหตุนำสุขมาให้” Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
เรายึดมั่นในกาย ในความรู้สึก ว่าเป็นกายเรา เรารู้สึกอย่างนี้ มีเรา มีฉันตลอดเวลา จึงเกิดความทุกข์เพราะยึดมั่น หากแต่ความจริงคือกายและวิญญาณเป็นเพียงธาตุ รู้ด้วยความจริง เห็นด้วยปัญญาว่า ตัวเราเป็นเพียงธาตุทั้งหกที่ประกอบกันขึ้นเป็นชีวิต เกิดการรับรู้ ทุกอย่างทุกสิ่งไม่ใช่ตัวเรา คลายความยึดมั่นในตัวเราด้วยการเห็นความจริง เราจะคลายความทุกข์ได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ทุกผัสสะที่เข้ามาคือการต่อสู้ในจิตใจของเรา คือการเข้าสู่สงครามในตน ทำอย่างไรให้ชนะ ต้องชนะด้วยการมีกุศลธรรมเพิ่ม อกุศลธรรมลด และไม่ใช่ชนะแค่ครั้งเดียว แต่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่เพลี่ยงพล้ำ ต่อสู้กับกิเลสมารทั้งสิบในใจตน ชัยชนะของพุทธศาสนา คือ มีความเพียรเอาชนะอุปสรรค อดทนไม่ลดละ นั่นคือชนะแล้ว ไม่ตอบโต้ต่อการถูกป้ายสีคือชนะ ชนะมิจฉาด้วยสัมมา ชนะความชั่วด้วยความดี ด้วยมรรคมีองค์แปด กุศลธรรมเพิ่ม อกุศลธรรมลด Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
เหตุปัจจัยของความตายมีมาก แต่ความตายไม่ได้หมายถึงการสิ้นชีวิตเท่านั้น หากแต่ความตายยังซ่อนอยู่ในความมีชีวิต พิจารณาให้ละเอียดหยั่งลึกถึงความตายที่ถูกบังไว้ จากการการเปลี่ยนแปลงสภาวะทุกเสี้ยววินาที ที่เกิดจากความไม่เที่ยง ความตั้งอยู่ไม่ได้ ความไม่มีอยู่จริง พิจารณาให้ละเอียดเพื่อความไม่ตายคือการไม่เกิดอีก Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ธรรมปฏิบัติเรื่อง “ปัญญาวิปัสสนา” โดยพระครูสิทธิปภากร (หลวงพ่อ ดร.สะอาด ฐิโตภาโส) อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าดอนหายโศก จ.อุดรธานีฝึกสมาธิให้ชำนาญ จิตที่สงบจากสมาธิ จะมีกำลัง พิจารณาลงที่กายเรา เพื่อให้เกิดปัญญา ให้เห็นว่ากายเรานี้ไม่เที่ยง ไม่ควรไปยึดถือ ให้ละ ให้ปล่อยวาง กายเป็นเพียงธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ประกอบขึ้นมา เกิด-ดับไปตามธรรมชาติของเขา วิธีเดียวที่จะพ้นจากการเกิด-ดับ คือ การมีปัญญาเห็นความจริง กายนี้ ไม่ใช่ของเรา เราควบคุมไม่ได้ พิจารณาให้ปัญญาเกิด เพื่อการไม่เกิดอีก Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ใจเป็นใหญ่ ทำดี ทำชั่วทางกาย วาจา เริ่มจากใจทั้งสิ้น ดังนั้น การฝึกใจสำคัญอย่างยิ่ง ฝึกหัดใจตัวเราให้ได้ เริ่มจาก การให้ทาน ละความตระหนี่ รักษาศีล ภาวนาให้จิตสงบมีสมาธิ อบรมฝึกใจให้ได้ ด้วยธรรมะของพระพุทธเจ้า ความดีเกิดขึ้นจากในภายใน กาย-วาจา-ใจเราก็จะดีขึ้น ฝึกหัดใจเราให้พัฒนาดีขึ้น ๆ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
loading
Comments