Discover1 สมการชีวิต
1 สมการชีวิต
Claim Ownership

1 สมการชีวิต

Author: ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana

Subscribed: 135Played: 1,271
Share

Description

ในวันที่รู้สึกหลงทางกับปัญหาชีวิต เครียดกับความคาดหวังในการทำงาน และความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ยุ่งเหยิง มาร่วมค้นหาคำตอบกับรายการ "สมการชีวิต" ที่จะมอบหลักธรรมะที่เข้าใจง่ายเป็นแนวทางให้กับคุณ เพื่อเปลี่ยนจากความสับสนเป็นความมุ่งมั่น เปลี่ยนใจที่ร้อนรนให้สงบเย็น ครอบครัวจะกลับมาอบอุ่น การงานจะราบรื่น และคุณจะพบสมการชีวิตที่ลงตัวและเปี่ยมสุขอย่างแท้จริง

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

365 Episodes
Reverse
Q1: ดูแลพ่อแม่ในยุคดิจิทัลA: การดูแลพ่อแม่ มี 2 ส่วน คือ ภายนอกและภายใน1. ดูแลภายนอก = สอดส่องในอุบาย = ทำเองหรือจัดให้กระทำก็ได้ เช่น โอนเงิน ดูผ่านกล้องวงจรปิด จัดให้มีคนดูแล2. ดูแลภายใน = ถ้าท่านยังไม่มีศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา ก็ควรประดิษฐานให้ท่านมีสิ่งเหล่านี้ เพราะจะทำให้ท่านอยู่ผาสุกได้ แม้ความสุขจากร่างกายจะลดลง - ถ้าไม่มีลูกหรือมีลูกแต่ลูกไม่ดูแล ก็ต้องพึ่งตน พึ่งธรรม ด้วยศรัทธา สติ สมาธิ และปัญญา จะทำให้อยู่ผาสุกได้ Q2: ร่างกายถดถอย ควรฝึกจิตอย่างไรA: ให้แยกตัวเราออกมาจากอารมณ์ที่กำลังเพลินอยู่ ให้เหมือนเราเป็นคนฉายหนัง แล้วมองให้เห็นตัวเองว่ากำลังคิด/เพลินไปกับสิ่งไหนอยู่ ความเผลอเพลินไปตามอารมณ์นั้นจะลดลง นี่คือ “ปัญญา” การรู้สึกตัวนี้ คือ “สติ” และให้เห็นด้วยปัญญาต่อไปว่า “สิ่งนั้นไม่เที่ยง”Q3: สมาชิกในบ้านต่างคนต่างอยู่A: ต้องตั้งกติกาในบ้าน เช่น ตอนทานอาหารไม่ให้ใช้โทรศัพท์- เมื่อเจอกัน ควรใช้ปิยวาจาต่อกันQ4: ตัวช่วยในการตัดสินใจA: วิจิกิจฉา = ความลังเล สงสัย เคลือบแคลง เห็นแย้ง ไม่มั่นใจ ทำให้จิตไม่เป็นสมาธิ ส่งผลให้ตัดสินใจไม่ได้- แก้ได้โดยใช้ “สมาธิ” โดยให้มีสติเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดสมาธิ แล้วค่อยตัดสินใจ- อย่าเอาสุขหรือทุกข์เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ แต่ให้เอาความสงบในจิตใจ (กุศลธรรม) เป็นเกณฑ์ เพราะไม่ว่าจะทุกข์หรือสุขก็จะอยู่ได้ สามารถเดินหน้าต่อไปได้ - คนที่ตัดสินใจไม่ได้ กำลังเดินถอยหลัง แต่ถ้าตัดสินใจได้ จะเดินไปข้างหน้าQ5: วิธีกำจัดความขี้เกียจA: ความขี้เกียจ เป็นความประมาท ทำให้ไม่เกิดความก้าวหน้า- วิธีกำจัดความขี้เกียจ1. มีเพื่อนดี = ชวนกันไปทำสิ่งที่ดี2. มีปัญญา = พิจารณาให้เห็นว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดควรเว้น3. มีสติสัมปชัญญะ = แยกตัวออกมาจากอารมณ์ที่เพลินอยู่ ให้เห็นตัวเราว่ากำลังคิด/เพลินไปตามสิ่งไหน ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้Q6: ความสุขที่ยั่งยืนA: ความสุขจากในภายใน = เกิดจากศรัทธา สมาธิ สติ ปัญญา ไม่จำเป็นต้องพึ่งสิ่งภายนอก- ลดความสุขจากภายนอก มาเสพความสุขจากในภายในดีกว่าQ7: แก้ปมในอดีตA: รูปแบบการคิด มี 5 แบบ แต่จะพูดแค่ 2 แบบ1. ความดำริ (สังกัปปะ) = ความคิดที่โผล่ขึ้นมาเอง อาจเป็นกุศล/อกุศล2. ความวิตก = ความนึกน้อมไปคิด ต้องใช้พลังในการคิด- ถ้ามีความดำริที่เป็นอกุศลเกิดขึ้น แก้ได้ด้วยการเอาความวิตกในทางกุศลเข้าไป เหมือนเอาน้ำดีไล่น้ำเสีย อาสวะจะหลุดออกไป ต้องทำบ่อย ๆ  Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ช่วงไต่ตามทาง: อดทน คือ ทุกสิ่ง- ผู้ฟังจากกทม.-เป็นเด็กกำพร้า ถูกกระทำและถูกต่อว่ามาตั้งแต่เด็ก แต่ก็อดทนผ่านมาได้ จึงเข้าใจดีว่า ความอดทนเป็นทุกสิ่ง และการไม่ตอบโต้ ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เป็นเพราะความอดทน ซึ่งเป็นปัญญา แยกสิ่งดี-สิ่งไม่ดี สิ่งควรทำ-ไม่ควรทำ กุศล-อกุศล ปัจจุบันมีชีวิตที่มีความสุข ประสบความสำเร็จ  - ผู้ฟังจากฉะเชิงเทรา-การอดทน ไม่ใช่เรื่องโง่ แต่เป็นชัยชนะที่ใครก็เอาไปจากเราไม่ได้ การรบที่ยอดเยี่ยมที่สุด คือ การชนะกิเลสในจิตใจตนเอง เป็นชัยชนะที่ไม่ต้องออกรบ - ผู้ฟังจากชัยนาท–เมื่อเจอบททดสอบ ก็จะอดทนเพื่อสอบให้ผ่าน ไม่เช่นนั้นจะต้องกลับมาสอบใหม่ ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: ความอิจฉาในที่ทำงานความเกี่ยวข้องกันของอารมณ์ 3 ประเภท - ได้แก่ 1. อิจฉาริษยา 2. เย่อหยิ่งจองหอง 3. ความตระหนี่หวงกั้น - เช่น เมื่อเราได้ดีกว่าคนอื่น จะมีความเย่อหยิ่งเกิดขึ้น ส่วนเพื่อนร่วมงานที่ไม่ได้ ก็จะมีความอิจฉาริษยาเราขึ้นมา - เช่น เรามีรถ ส่วนเพื่อนไม่มี ต่อมาเพื่อนมีรถ เราเกิดความไม่พอใจ ทั้งที่เราไม่ได้มีน้อยลง แต่ไม่อยากให้เขามี อย่างนี้เป็นความตระหนี่ความดีต่อความดีได้ ความชั่วต่อความชั่วได้ - มิตรดี (กัลยาณมิตร) เมื่อต่อความดีกัน ความดีก็จะต่อกันไปอีกเรื่อย ๆ มากขึ้น สว่างขึ้น - มิตรไม่ดี (ปาปมิตร) จะส่งต่อความไม่ดีมาให้ แม้ว่าตัวเราจะมีแสงสว่าง แต่ถ้ารอบ ๆ ไม่ดี มีแต่ความมืด ความมืดนั้นก็โดนเราบ้าง เราก็ได้รับการเบียดเบียนบ้าง- มงคลสูตรข้อแรก คือ การไม่คบคนพาล ข้อที่สอง คือ การคบบัณฑิต ให้คบกัลยาณมิตร มีความฉลาด มีความรอบรู้ มีปัญญาเห็นตามความจริง ทำสิ่งที่เป็นกุศล ละสิ่งที่เป็นอกุศล - ไม่ว่าเขาจะดีหรือไม่ดีกับเราก็ตาม ให้มองกันด้วยสายตาแห่งคนที่รักใคร่กันเป็นอยู่ ไม่มองใครโดยความเป็นศัตรูเลย - หากเรามองใครว่าเป็นศัตรู การผูกเวรจะเกิดขึ้นทันที เป็นข้าศึกต่อกุศลธรรมเพื่อนร่วมงานที่มีอกุศลธรรม กับ พรหมวิหาร 4- ให้ตั้งจิตเป็นข้าศึกศัตรูกับสิ่งที่เป็นอกุศลธรรม ไม่ใช่ตัวบุคคล แล้วพิจารณาบุคคลนั้นว่า สิ่งไม่ดีนั้น ถ้าเขาทำต่อไปก็จะมีอกุศลธรรมเกิดขึ้นกับเขามากขึ้น ถ้าเราไม่ลำบาก ก็ให้ชี้แจงทำความเข้าใจกับเขาให้เขาคลายความอิจฉาลง (เมตตากรุณา) แต่ถ้าทำแล้ว เขาไม่พอใจมากขึ้น ให้พิจารณาต่อไปว่า ความขัดเคืองใจที่เกิดขึ้นนั้นมันเล็กน้อย ถ้าเขารู้ความจริง เข้าใจธรรมะในส่วนนี้ เขาจะออกจากอกุศลธรรมเหล่านั้นได้ ประโยชน์ของการดำรงอยู่ในกุศลธรรมความดีมันสำคัญกว่า เป็นเรื่องใหญ่กว่า ให้ทำความเข้าใจกับเขาอย่างนี้ (มุทิตา) ถ้าเขายังเปลี่ยนไม่ได้อีก เราก็ต้องตั้งจิตไว้ในอุเบกขา - เมื่อความอิจฉา อยู่ในวงจรของกาม (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) สิ่งที่เหนือกว่ากาม จิตใจต้องเป็นแบบพรหม (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) พรหมวิหาร 4 จะทำให้เราจะชนะทั้งจิตใจตนเอง และจิตใจของผู้อื่นได้มิตรที่ควรคบ 7 แบบ - ได้แก่ ทำสิ่งที่ทำได้ยาก ให้สิ่งที่ให้ได้ยาก อดทนถ้อยคำที่อดทนได้ยาก เปิดเผยความลับแก่เพื่อน ปิดความลับของเพื่อน ไม่ทอดทิ้งในยามอันตราย เมื่อเพื่อนสิ้นโภคทรัพย์ก็ไม่ดูหมิ่น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q1: การรักษาสัจจะA: สัจจะ อธิษฐาน และศีล มีความเกี่ยวเนื่องกัน(1) สัจจะ = มี 2 นัยยะ คือ ความจริงที่เป็นข้อเท็จจริง (เปลี่ยนแปลงได้ตามเหตุปัจจัย) กับความจริงอันประเสริฐ (อริยสัจ4 อนิจจัง อนัตตา) เน้นความตรงไปตรงมา ไม่กลับกลอก เอาความจริงในการกระทำเป็นหลัก(2) อธิษฐาน = การตั้งใจมั่นอย่างแรงกล้าที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เน้นเป้าหมายเป็นหลัก เอาความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นเป็นหลัก(3) ศีล = เน้นความเป็นปกติ จิตใจที่สะอาด- วิธีเพิ่มนิสัยรักษาสัจจะ = เพิ่มบารมีอื่น เช่น อธิษฐานบารมี ศีลบารมี - การตั้งสัจจะอยู่เสมอ สั่งสมบ่อย ๆ จะช่วยเพิ่มสัจจบารมีได้ จึงต้องสร้างสถานการณ์ให้เกิดสัจจบารมี เช่น ตั้งคำมั่นสัญญาที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หากสิ่งนั้นทำได้ยากและต้องใช้ความพยายามมาก บารมีก็จะยิ่งสูง Q2: เห็นชีวิตดีดีในโลกโซเซียลA: มีเครื่องมือ 3 อย่าง(1) พรหมวิหาร 4 = มุทิตา+อุเบกขา จะกำจัดความอิจฉาริษยาและไม่ให้ยินดีจนเกินเลย(2) การสำรวมอินทรีย์ = เมื่อเห็นสิ่งสวยงาม จิตถูกดึงไปตามสิ่งที่เห็น ให้สำรวมอินทรีย์ไม่ให้อกุศลธรรมในใจเกิดขึ้น ตัดตรงนั้น อย่าให้เกิดความคิดปรุงแต่งต่อเนื่องไป จะสำรวมอินทรีย์ได้ต้องมีสติสัมปชัญญะ (3) อิทธิบาท 4 = ตั้งเป้าหมายในชีวิต แล้วสนใจเป้าหมายนั้น จะเกิดสมาธิ มุ่งไปสู่เป้าหมายให้สำเร็จ การสนใจเรื่องอื่นก็จะลดลง Q3: ทัวร์ลงในโลกโซเซียลA: การพิมพ์ข้อความลงในโลกโซเซียล ถือเป็นวจีกรรม จึงต้องไตร่ตรองให้ดีว่าถ้อยคำนั้น เป็นการเบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น หรือทั้งสองฝ่ายหรือไม่ มีสุขเป็นผลหรือไม่ ถ้าใช่ก็เป็น “สัมมาวาจา” ให้ทำให้มาก ๆ แต่ถ้าเป็นถ้อยคำที่เบียดเบียนหรือมีทุกข์เป็นผลเป็นวิบาก ก็เป็น “มิจฉาวาจา” ไม่ควรทำ- กรณีไปร่วมทัวร์ลง ให้พิจารณาว่า วาจานั้นเป็นสัมมาวาจาหรือมิจฉาวาจา เช่น พูดความจริง ถ้าเขาเปลี่ยนแปลงได้ ก็ได้บุญสองต่อ แต่ถ้าพูดด้วยอารมณ์ไม่ไตร่ตรองให้ดีก่อน แล้วด่าไป ก็ได้บาป แบ่งบาปที่เขาทำไม่ดีมาด้วย แม้เป็นคำจริงแต่ถ้าพูดส่อเสียดก็เป็นบาปเพราะทำให้จิตเขาสะเทือนออกจากสมาธิ จิตเขายิ่งเตลิดไปไม่ดี ถ้าเป็นคนไกลตัว+กล่าวไปแล้วเขาจะไม่เปลี่ยนแปลงก็อย่ากล่าวเลยดีกว่า คิดว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ใช้อุเบกขา - กรณีถูกทัวร์ลง ให้พิจารณาว่า ถ้าเราทำความดี แม้ทัวร์ลงก็ไม่ทำให้ความดีนั้นลดลง ความดีของเราไม่ได้อยู่ที่ปากใคร ให้ดูตัวอย่างพระพุทธเจ้ากับพระเทวทัต ถ้าเราทำความชั่วแล้วมีทัวร์มาลง ก็ต้องแก้ไข  Q4: AI ทำงานแทนมนุษย์A: มนุษย์มีวิญญาณ (การรับรู้, การรู้แจ้ง) ซึ่งเป็นนาม แต่เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องมือ เครื่องจักร เครื่องยนต์ software จะไม่มีวิญญาณ แต่เป็นรูป - วิญญาณเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างนามและรูป ถ้ามีแต่รูป แต่ไม่มีนาม ก็ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต- มนุษย์ เลือกทำในสิ่งที่เป็นกุศลได้ เลือกใช้ AI เป็นเครื่องมือในการทำความดีได้ Q5: โอนเงินทำบุญA: บุญไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินหรือกาลเวลา ถ้าตั้งจิตถูกก็ได้บุญเหมือนกัน  Q6: ฟังธรรมออนไลน์A: ธรรมะของพระพุทธเจ้า มาได้หลายรูปแบบ ทั้งพระพุทธเจ้าทรงสอนเอง หรือคนอื่นสอน หรือเป็นตัวหนังสือ หรือในรูปอิเล็กทรอนิกส์- จุดสำคัญ คือ เมื่อธรรมะเข้ามาสู่จิตใจแล้ว เกิดปีติ สุข ความสงบ เห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญา ได้หรือไม่ ถ้าได้ก็บรรลุธรรมได้ Q7: ใส่บาตรเวลาใดA: ไม่มีในธรรมวินัย แต่มหาเถรสมาคมให้แนวทางไว้ว่า การบิณฑบาตในที่สาธารณะไม่ควรเกิน 9 โมง แต่ถ้าใส่บาตรในวัดไม่เป็นไร แต่ต้องไม่เกินเที่ยง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ช่วงไต่ตามทาง: - คุณปฐวี หลังจากได้ฟังธรรมะ เมื่อเจอเรื่องร้าย ก็ไม่ค่อยรู้สึกอะไร ปัญหาที่เคยรู้สึกว่าหนัก ก็กลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น เบาขึ้น มีแสงสว่างเกิดขึ้นในจิตใจ มีความร่าเริงแจ่มใสขึ้น เพราะสติที่ตั้งขึ้นไว้ได้ ทำให้จิตไม่ได้ไหลไปตามอารมณ์ความรู้สึกจิตใจตั้งมั่นอยู่ได้อย่างดี- การมองโลกในแง่ดีในทางพระพุทธศาสนา คือ การไม่คิดไปในทางที่เป็นอกุศล ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ประมาท ไม่เผลอเพลิน มีความระมัดระวังอย่างสูงไม่ให้อกุศลธรรมเกิดขึ้นในใจช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ:- เมื่อเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าแล้ว อย่าเอาแต่รักสุขเกลียดทุกข์ แต่ต้องเข้าใจสุขทุกข์ ผ่านปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “พยับแดด” พยับแดด ไม่ใช่ “ของจริง” แค่ “ดูเหมือนว่าจริง” คือ แม้เราจะเห็นแต่ไกลว่าข้างหน้าเหมือนมีน้ำอยู่บนถนน แต่เมื่อขับรถไปถึงจุดนั้นแล้วกลับไม่มีน้ำ มันไม่ใช่ของจริง การปรุงแต่งมองเห็นพยับแดดว่าเป็นสิ่งที่มีตัวตนนั้น เปรียบเหมือนกับทุกข์ที่เราปรุงแต่งไปก่อนหน้า ซึ่งเป็นทุกข์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ณ วินาทีนั้นแล้ว ทำให้ทุกข์ไม่ได้ลดลงและสุขไม่ได้มากขึ้น - เราจะมาหาของจริง ในสิ่งที่ไม่ใช่ของจริงจะไปเจอได้อย่างไร ในพยับแดดมีแต่แสงแต่ไม่มีตัวตน “เราจะไปหาสุข ในสิ่งที่เป็นความทุกข์ ก็จะหาไม่เจอ เปรียบเหมือนกับการไปหาน้ำในตัวพยับแดด เราจะไม่เจอน้ำ สิ่งที่เจอจะมีเพียงความว่างเปล่าจากความเป็นตัวตน”- ผู้ที่เข้าใจเรื่องพยับแดด จะไม่ไปตามหาสุขในสิ่งที่เป็นทุกข์ อย่าไปคาดหวังจากพยับแดดที่จริง ๆ แล้ว มันไม่มีอะไร ก็จะไม่ทุกข์ นั่นคือ “การยอมรับ” พระพุทธเจ้าใช้คำว่า “ปริญญา” คือ ความรอบรู้เรื่องทุกข์  - เมื่อเข้าใจทุกข์ ก็จะไม่ทุกข์ จะได้ “ความสุขที่เหนือกว่าสุขเวทนา” คือ สุขที่เหนือกว่ากามสุข เป็นสุขที่เกิดจากความรู้ยิ่ง รู้พร้อม เย็น คือ นิพพาน เป็นความสุขที่เกิดจากปัญญาที่เหนือกว่าสุขเวทนาทั่วไป เป็นเวทนาที่ละเอียดลงไป พ้นจากทุกข์ที่เกิดจากตัณหา- ผู้ป่วยที่เกิดทุกขเวทนา ความเจ็บปวดนั้นก็เหมือนพยับแดด ไม่สามารถที่จะเป็นตัวตน ไม่สามารถทำให้จิตใจเราหวั่นไหวได้ แม้แต่ความตายก็ไม่ใช่การสิ้นสุดจริง ๆ เพราะตายแล้วก็มีการเกิดใหม่ ไม่ว่าจะวิ่งหนีพยับแดด (ความเจ็บป่วย) หรือวิ่งเข้าหาพยับแดด (สิ่งปรุงแต่ง) ก็คืออันเดียวกัน อยู่ที่ว่ามองจากมุมไหนเพราะมันคือสิ่งที่ไม่มีตัวตน มีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นธรรมดาบทสรุป: ปรากฏการณ์พยับแดด มีอยู่ทุกขณะในชีวิตของเรา เป็นสิ่งที่คนรักสุข เกลียดทุกข์ ต้องเข้าใจ จะทำให้มีสุขที่เหนือกว่าสุขเวทนา พ้นจากความทุกข์ที่เกิดจากตัณหา ได้ความสุขที่เกิดจากปัญญาอย่างแน่นอน  Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q1: หลวงพ่อกลักฝิ่น วัดสุทัศน์ A: ระดับที่พึ่งทางใจ มี 3 แบบ(1) ไม่มีที่พึ่งเลย = ไม่กลัวกรรม ไม่เชื่อเรื่องบาปบุญ(2) มีที่พึ่ง แต่ยังไม่ถูกต้อง = อ้อนวอนขอร้องให้ได้มาซึ่งความสำเร็จ มีที่พึ่งแบบนี้ยังดีกว่าไม่มีที่พึ่งเลย(3) มีที่พึ่ง ที่ถูกต้อง = คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เข้าใจเรื่องกรรม- การบูชา คนที่ควรบูชา เป็นสิ่งที่ถูกต้อง- บูชาหลวงพ่อกลักฝิ่น ด้วยเครื่องบูชา 5 อย่าง แทนขันธ์ 5 หรือศีล 5- การขอขมา เป็นอริยประเพณี เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนให้ทำ ถ้าเราเห็นโทษโดยความเป็นโทษ แล้วกระทำคืนตามธรรม นั่นจะเป็นความเจริญของผู้นั้นในธรรมวินัยนี้ = เป็นสัมมาทิฏฐิ- การสำเร็จอะไร ด้วยลำพังเพียงการอ้อนวอนขอร้อง = เป็นมิจฉาทิฏฐิ- โลกธรรม 8 มีทั้งสุขและทุกข์ ไม่ใช่ว่ามีทุกข์ หรือสุขเพียงอย่างเดียว ธรรมะของพระพุทธเจ้าจะช่วยให้อยู่ผาสุกอยู่ได้ ไม่ว่าจะเจอสถานการณ์ใดQ2: พิธีสะเดาะเคราะห์ พิธีเสริมดวง A: คำสอนของพระพุทธเจ้าที่เกี่ยวข้องได้ คือ เรื่อง มรณานุสติ นึกถึงความตาย- เหตุปัจจัยแห่งความตายมีมาก บาปอกุศลธรรมต้องรีบละให้ได้ นึกถึงความดีของตนให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะไปไม่ดีQ3: วันมาฆบูชา กับ การเวียนเทียนออนไลน์A: วันมาฆบูชา ปีนี้มาช้า เพราะเป็นปีที่มีเดือน 8 สองหน- การเวียนเทียน 3 รอบ คตินี้มาจาก การกระทำประทักษิณ เดินเวียนขวา (วัตถุที่บูชาอยู่ด้านขวา) 3 รอบ- การเวียนเทียนออนไลน์ ถ้านึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรืออริยสัจสี่ (รอบ 3 อาการ 12) ก็ได้เหมือนกัน- คำสอนของพระพุทธเจ้า เน้นเรื่องการปฏิบัติบูชาและการกระทำทางใจ หากทำถูกต้องแล้ว เรื่องอามิสบูชา การกระทำทางกายหรือทางวาจา ก็เป็นเรื่องรองลงมา Q4: ปัจจุบันความสุขหาได้ยากA: โลกมนุษย์สุขทุกข์จะพอกัน สวรรค์สุขมากกว่าทุกข์ นรกทุกข์มากกว่าสุข- ระดับความสุข 1) สุขทางกาม = เป็นความสุขอย่างหยาบ มีทุกข์ตามมามาก2) สุขที่ละเอียด = ความสุขที่เกิดจากความสงบ การรักษาศีล สมาธิหลายระดับ ความทุกข์ที่ตามมาก็จะน้อยลง- ควรยินดีกับความสุขที่ละเอียด ฝึกตั้งสติ เริ่มจากการรักษาศีล คบเพื่อนดี เสพสื่อในทางดี ก็จะปรับจิตใจได้Q5: งานที่เคร่งเครียดเป็นการปฏิบัติธรรมA: ธรรมะ ต้องเข้าไปอยู่ในทุกอิริยาบถ- ความเพียร เป็นสัมมาวายามะ แต่ถ้ามีความเพียรมากไปก็ไม่ดี เพราะจะฟุ้งซ่าน ปัญหาที่เกิดจากความฟุ้งซ่านจะตามมา แต่ถ้ามีน้อยไปก็ไม่ดี เพราะจะทำให้เกียจคร้าน ดังนั้น การปรารภความเพียร ให้มีความพอดี อย่ามากเกินไปหรือน้อยเกินไป ซึ่งสติจะเป็นตัวกำกับว่ามีความเพียรพอดี มากไป หรือน้อยไปQ6: อยากรวยA: ทรัพย์สมบัติมีได้- ถ้ารักสุข เกลียดทุกข์ ก็อย่าสร้างเหตุของทุกข์ แต่ให้สร้างเหตุของสุข นั่นคือ ทาน ศีล ภาวนา- ถ้าอยากมีทรัพย์สมบัติมาก ก็ต้องให้ทานมาก- ความร่ำรวยในทางพระพุทธศาสนา มี 3 นัยยะ(1) มูลค่าทรัพย์สินต่าง ๆ (2) การจัดการทรัพย์สิน- สัดส่วนระหว่างรายรับกับรายจ่าย(3) อริยทรัพย์ – เจริญอิทธิบาท 4 พรหมวิหาร 4 สติปัฏฐาน 4 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ลักษณะการมองโลกแง่ดี - แง่ร้ายคนมองโลกในแง่ร้าย ไม่เหมือนคนรอบคอบคนมองโลกในแง่ดี ไม่เหมือนคนใจดีมีเมตตาหากแยกแยะไม่ได้ ก็จะกลายเป็นสุดโต่ง 2 ข้าง- เช่น ความรอบคอบ ที่เจือด้วยความเคลือบแคลง เห็นแย้ง ไม่พอใจ (โทสะ) ไม่ลงใจ (วิจิกิจฉา) ความรอบคอบนั้น จะเกิดความคิดอกุศลขึ้นมา กลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย โดยไม่รู้ตัว- เช่น ความใจดีมีเมตตา ที่เจือด้วยความฉันทาคติ โมหาคติ ความประมาท ความเพลิน ไม่ตรวจสอบ ไม่เข้าใจเงื่อนไขของโลก ไม่ทันคน ก็จะกลายเป็นคนโลกสวย มองโลกในแง่ดีเกินไป ถูกหลอกได้ทางสายกลาง- คนรอบคอบ จะไม่คิดอกุศล- คนใจดีมีเมตตา จะไม่โลกสวย แต่มีความระมัดระวัง ไม่ประมาทเลินเล่อ- รักษาจิตให้อยู่ในมรรค 8 ให้ได้- อย่ามองโลกในแง่ร้ายอย่างเดียว เพราะจะทำให้จิตใจหยาบกระด้าง- อย่ามองโลกในแง่ดีอย่างเดียว เพราะจะทำให้กลายเป็นคนโลกสวย ไม่รอบคอบ- ต้องมี “ปัญญา” ตัดเอาความคิดที่เป็นอกุศลออกไปจากการมองโลกในแง่ร้าย ความรอบคอบก็จะเกิดขึ้นมา ซึ่งเรียนรู้ได้จากสถานการณ์ องค์ความรู้ต่าง ๆ ก็จะเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสได้ อีกมุมหนึ่ง ตัดเอาความประมาท ไม่รอบคอบ ไม่ตรวจสอบ ความเพลิน ความลำเอียงเพราะชอบ/หลง ออกไป ก็จะกลายเป็นคนรอบคอบด้วย มีความใจดีมีเมตตา มีความไว้เนื้อเชื่อใจด้วยเหตุให้เกิด “ปัญญา” - ได้แก่ สติ ศรัทธา สมาธิ ความเพียร ความทำจริงแน่วแน่จริง ศีล- ทุกข์ เป็นที่ตั้งของศรัทธา ถ้าคุณตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นความทุกข์เกิดขึ้น ไม่ว่าจะมาในรูปแบบของทุกขเวทนาหรือสุขเวทนา ทุกข์นี่แหละ เป็นที่ตั้งของศรัทธาได้ทั้งสิ้น- กัลยาณมิตรที่ดี จะช่วยแนะนำให้เกิดกัลยาณธรรมได้ ทำให้เกิดปัญญาขึ้นในจิตใจได้ - จิตของเรามีความเป็นประภัสสร แต่เศร้าหมองด้วยกิเลสที่จรมา ทำให้มีพฤติกรรมออกมาเป็นคนมองโลกในแง่ดีบ้าง แง่ร้ายบ้าง แต่จริง ๆ แล้ว ส่วนดีเรายังมีอยู่ ต้องอาศัย “ปัญญา” ปาดเอาส่วนที่ไม่ดีออกไป ให้รักษาและพัฒนากุศลธรรมที่เรามีอยู่  Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q1: อโหสิกรรม A: อโหสิ = ได้กระทำแล้ว- การกระทำของเรา คือ การให้อภัย- ทุกการกระทำ จะได้รับผลของการกระทำนั้น (วิบาก)- แม้จะได้รับการให้อภัย แต่คนที่ทำกรรมไม่ดี ก็ยังต้องได้รับผลของกรรมของเขาอยู่- การให้อภัย ความดีเกิดขึ้นที่ผู้ให้อภัย- การผูกเวร เป็นอกุศลกรรม - วิธีตัดเวรตัดกรรม คือ ปฏิบัติตามมรรค 8 ให้ถึงพระนิพพาน Q2: ทำบุญให้คนที่ทำให้ตายโดยไม่ตั้งใจA: บุญเกิดที่คนทำแล้ว- ถ้าผู้รับ อนุโมทนาด้วย จิตใจเขาก็จะนุ่มนวลลง อ่อนลง- ให้ตั้งหน้าตั้งตาทำความดีของเราต่อไป เพื่อกำจัดความกังวลใจออก ไม่เฉพาะการให้ทาน แต่รวมถึงการรักษาศีลและภาวนา ด้วย Q3: พี่สาวป่วยอัลไซเมอร์อยู่คนเดียวA: สามี ภรรยา ลูก = เปรียบเหมือนเสื้อผ้า พี่น้อง = เปรียบเหมือนแขนขา- พี่น้องมีใหม่ไม่ได้- แนะนำให้พี่น้องช่วยกันดูแลพี่สาวที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ ทำแล้วได้บุญ- มีสถานพักฟื้นผู้ป่วยอัลไซเมอร์โดยเฉพาะ Q4: ลูกคิดว่าพ่อทวงบุญคุณA: พ่อต้องทำใจให้เป็นกุศล อย่าให้คิดไปทางอกุศล อย่าสาปแช่งลูก ลูกเลี้ยงได้แต่ตัว- ให้เอายาใจใส่ลงไป เช่น เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา สติ สัมปชัญญะ Q5: ดูแลแม่ที่อยู่ห่างกันA: ดูแลเอง หรือ จัดให้มีผู้ดูแลท่านก็ได้ - ส่งเงินให้ โทรศัพท์คุยกันได้ Q6: ทะเลาะกับน้องทั้งที่ไม่ผิดA: ผิด-ถูก ไม่เหมือนกับ สัมมา-มิจฉา- ถูก อาจเป็นมิจฉา และผิด อาจเป็นสัมมา ก็ได้- การถือตัวว่าตนถูก เป็นมิจฉา ผูกเวร- ให้แผ่เมตตาโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่มีประมาณ  Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ช่วงไต่ตามทาง: ผู้สูงอายุกับความกังวลใจ- คุณแม่สมบูรณ์ อายุ 80 ปี กว่า แม้ป่วยทางกาย แต่ลูกหลานก็จัดคนดูแลตลอดเวลา แต่ทางใจนั้น มีความร้อนใจ กังวลใจ เรื่องลูกหลาน- “ธรรมะ อันเป็นเครื่องป้องกันความขลาด”(1) ให้สมาทานพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งที่ระลึก (2) ให้สมาทานศีล เมื่อระลึกถึงพระรัตนตรัยและศีลแล้ว ก็จะไม่ร้อนใจ(3) ฝึกสติและสมาธิ = ศีล + ปัญญา ทำให้เกิดสมาธิได้ เช่น คอยเตือนให้บริกรรมพุทโธ เป็นระยะ ๆ (4) ให้เจริญพรหมวิหาร 4 เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา- ค่อย ๆ คลายเรื่องที่กังวล/ความผูกพัน ทีละเรื่อง ให้แทนที่ด้วยปัญญา โดยมองว่าทุกอย่างเป็นของไม่เที่ยง บุคคลมีกรรมเป็นของของตน แม้แต่กายของตนก็เป็นของไม่เที่ยง อย่าไปยึดถือกังวล ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: สมบัติ 3 ระดับ- ทรัพย์สินแบ่งได้ 2 แบบ คือ 1) ทรัพย์สินทางกาม 2) ทรัพย์สินทางอื่น - สมบัติมี 3 ระดับ(1) มนุษย์สมบัติ = สูงสุด คือ รัตนะ 7 ประการ และฤทธิ์ 4 อย่าง แม้มีความสุข ก็ยังเป็นความสุขทางกาม(2) เทวสมบัติ (ทิพยสมบัติ, สวรรค์สมบัติ) = มีความเสื่อมได้ ตามบุญที่ทำไว้(3) นิพพานสมบัติ = มีคุณค่ามาก- อริยทรัพย์ 7 ประการ ได้แก่ (1) ศรัทธา (2) ศีล (3) หิริ (4) โอตตัปปะ (5) พาหุสัจจะ (6) จาคะ (7) ปัญญา- อริยทรัพย์ จะนำมาซึ่งเทวสมบัติ และนิพพานสมบัติ- ให้รักษาอริยทรัพย์นี้ไว้ อย่าให้เสื่อม- ทานสมบัติ / เขตสมบัติ คือ (1) ผู้รับทาน = มีคุณธรรม (เนื้อนาบุญ) (2) สิ่งของที่ให้ = บริสุทธิ์ (3) ผู้ให้ = มีจิตใจถึงพร้อมด้วยความตั้งใจที่จะให้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q1: การกระทบกระทั่งในที่ทำงานA: ขันติ (ความอดทน) จะมากับผัสสะที่ไม่น่าพอใจ หากมีปัญญา อดทน ไม่โต้ตอบ ไม่ทำร้ายตอบ ไม่ผูกเวรกัน เกิดเป็นความดีต่ออีกฝ่ายหนึ่ง ทำให้เป็นเพื่อนกันได้ในเวลาถัดมา- การปล่อยความโกรธทิ้งไปด้วยสติสัมปชัญญะ ขันติ จะมีพลัง Q2: การเลือกตั้งA: ควรมอบอำนาจของเราให้ “คนดี” ให้เอาความดีเป็นหลักพิจารณาก่อน “ความเก่ง” - อย่าเอาความชอบ-ไม่ชอบ เป็นเกณฑ์ เพราะเป็นกิเลส แต่ให้เอาความดีเป็นเกณฑ์- มาตรฐานของคนดี ตามพาลบัณฑิตสูตร คือ(1) มีศีล - กุศลกรรมบถ 10(2) มีสัมมาวาจา(3) ไม่มีความคิดพยาบาท- หากผลการเลือกตั้งไม่เป็นดั่งหวัง ก็ต้องเข้าใจว่าบางทีมีแพ้มีชนะ แต่อย่าให้การคิดดี พูดดี ทำดี ของเราเสียไป - อย่างไรก็ตาม อำนาจที่แท้จริง คือ การมีสติสัมปชัญญะในการตัดสินใจของเราต่อทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ในการคิดดี พูดดี ทำดี โดยไม่หวังพึ่งคนอื่นก่อน ซึ่งอำนาจนี้มีอยู่กับเราตลอดเวลา ไม่ได้มีเฉพาะช่วงการเลือกตั้ง Q3: วิธีอยู่กับปัจจุบันA: ต้องมีสติ - บางคนเพลินอยู่กับปัจจุบันก็มี เพลินกับสมาธิก็มี- ถ้าเรามีสติ ก็สามารถคิดเรื่องอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ได้ทั้งหมด- เครื่องมือให้เกิดสติ มี 10 วิธี เช่น อานาปานสติ (ดูลมหายใจ) พุทธานุสติ สีลานุสติ จาคานุสติ เทวตานุสติ สังฆานุสติ มรณานุสติ เป็นต้น- เมื่อมีสติ จิตก็จะไม่เพลินไปตามผัสสะที่มากระทบ Q4: บุญที่ทำแล้วแรงที่สุดA: อนันตริยกรรมฝ่ายบวก มี 8 อย่าง ได้แก่ สมาธิขั้นที่ 1-8 นั่นเอง Q5: บุญที่ทำแล้วลบกรรมได้มากที่สุดA: ต้องเอาสมาธิ รวมกับปัญญา จะกลายเป็นมรรค 8 ให้ผลคือ ความสิ้นกรรม- โดยสมาธิและปัญญา ต้องมีศีลเป็นพื้นฐาน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ช่วงไต่ตามทางผู้ฟังท่านนี้เป็นนักธุรกิจ เคยเดินสายบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์มามาก ต่อมา หันมานึกถึงพระรัตนตรัย เอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งที่ระลึกถึงเท่านั้น ยังบูชาเทพเจ้าบ้าง แต่เป็นการบูชาด้วยคุณความดีเกิดการเปลี่ยนแปลง มีความสบายใจ โล่งใจ ทำให้การกระทำทางกายดีขึ้น วาจาดีขึ้น สิ่งแวดล้อมดีขึ้น ขายดีขึ้น ลูกน้องดี เจอลูกค้าดี ดึงดูดสิ่งดีดีเข้ามาช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: สมชีวิตาสมชีวิตา การใช้จ่ายเงินที่ถูกต้อง1. รายรับต้องท่วมรายจ่าย อย่าให้รายจ่ายท่วมรายรับ2. ใช้จ่ายเพื่อ 4 หน้าที่ คือ(1) ใช้จ่ายเพื่อตนและครอบครัว(2) ใช้จ่ายเพื่อการลงทุนหรือรักษาทรัพย์เก็บไว้(3) ให้เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่น(4) ให้เพื่อหวังเอาบุญ- การใช้จ่ายเงิน แบ่งคนได้ 3 ประเภท(1) คนเข็ญใจ = คนที่มีรายรับไม่ท่วมรายจ่าย(2) คนจน = คนที่มีรายรับพอๆ กับรายจ่าย(3) อิสรชน = คนที่มีรายรับท่วมรายจ่าย- รายรับ แบ่งคนได้ 3 ประเภท(1) กุฎุมพี = คนมีเงิน(2) เศรษฐี = คนมีเงินท่วมรายจ่าย(3) มหาเศรษฐี = คนมีเงินท่วมรายจ่าย หลายๆ ส่วน- การแบ่งจ่ายทรัพย์ที่ถูกต้อง ทำให้มีกำลังใจสูง มีบุญที่จะเกิดจากการจ่ายทรัพย์ที่ถูกต้อง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q1: ธรรมะสำหรับเด็ก Gen-AlphaA: เด็ก Gen alpha (เกิดในช่วงปี 2553-2567) เติบโตมาในช่วงที่มี AI แล้ว วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเจริญแล้ว ทำให้มีสื่อที่ดึงทางตา ทางหู อย่างมาก ทำให้ไม่เชื่อเรื่องที่ลึกซึ้ง - ธรรมะของพระพุทธเจ้ามีหลายเรื่อง ไม่ได้มีแค่เรื่องการเวียนว่ายตายเกิดเท่านั้น - ธรรมะเรื่องอื่นที่จะเป็นประโยชน์ต่อเด็ก Gen-Alpha เช่น ขันธ์ 5 อิทธิบาท 4 มรรค 8 ความเพียร วิธีการสอนธรรมให้เด็ก Gen-Alpha - ต้องใช้ทางสายกลาง คือ เรื่องไหนที่เด็กยังไม่ยอมรับหรือยังไม่เข้าใจ ก็ให้ยกไว้ก่อน อย่าเพิ่งพูด ให้พูดเรื่องที่เป็นหลัก Common Sense หลักสามัญสำนึกพื้นฐาน แล้วค่อยเชื่อมโยงต่อไปว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลักวิทยาศาสตร์ เพราะท่านทดสอบมาแล้ว จึงบอกกระบวนการขั้นตอนมาแล้ว ไม่ได้เกิดจากการฟังตามกันมาอย่างเดียว ซึ่งมีทั้งรูปและนาม- ถ้าจิตยังไม่ละเอียดพอ ก็จะมองไม่เห็นสิ่งที่เป็นนาม แต่ไม่ใช่ว่าไม่มี- หลักในการตามค้นหาซึ่งความจริง คือ “อย่าปักใจลงไปอย่างเดียวว่า นี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะนั่นเป็นมิจฉาทิฏฐิ”Q2: วิธีการแผ่เมตตาA: ถ้านึกถึงความรักความเมตตาของแม่ไม่ได้ ก็ให้นึกถึงความเมตตาของพระพุทธเจ้า หรือในหลวงรัชกาลที่ 9 หรือบุคคลใดก็ได้ที่มีเมตตา หรือนึกถึงตัวเราเองตอนที่มีเมตตาก็ได้ แล้วเอาเมตตานั้นมาเป็นอารมณ์ ส่งไปยังบุคคลที่เราไม่ชอบ ให้เหมือนเขาเป็นเสาอากาศในการส่งแผ่ความเมตตาไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย- ต้องตั้งจิตของเราให้ดี ให้อยู่ในพรหมวิหาร 4 มีเมตตา จิตก็จะมีพลัง ต้องฝึกทำบ่อย ๆ สัก 6 เดือน ก็จะดีขึ้นQ3: โกรธจนนอนไม่หลับA: ใช้อุเบกขา วางใจต่อคำชมและคำด่า และใช้ขันติในการอดทน เพื่อจัดการความโกรธ - นึกถึงพระพุทธเจ้า เป็นตัวอย่าง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ช่วงไต่ตามทาง: ข่าวน้ำท่วม- ผู้ฟังท่านนี้ดูข่าวในทีวีแล้ว รู้สึกสงสารผู้ประสบภัยน้ำท่วม รู้สึกเป็นทุกข์ - สิ่งที่ควรทำ สิ่งที่ควรเว้น เมื่อประสบภัยหรือถูกสถานการณ์บีบคั้น เป็นทุกข์ คืออะไร ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: สิ่งที่ควรทำ & สิ่งที่ควรเว้น เมื่อมีภัย1. ทุพภิกขภัย– ความไม่ประมาท มีได้ 3 ช่วงเวลา คือ ก่อนเกิดภัย ระหว่างเกิดภัย และภายหลังพ้นภัย - สิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ควรเว้น ในแต่ละช่วงเวลาไม่เหมือนกัน(1) ก่อนน้ำท่วม = ควรคิดไว้ล่วงหน้า หากน้ำท่วมจะเอาสิ่งของทั้งหมดไปไม่ได้ ต้องตัดสินใจเลือกเอาเฉพาะสิ่งที่มีค่าไป เตรียมเก็บสิ่งของเหล่านั้นไว้(2) ระหว่างน้ำท่วม = หากได้เตรียมการก่อนน้ำท่วมไว้แล้ว สิ่งที่ต้องจัดการระหว่างน้ำท่วมก็จะมีไม่มาก(3) หลังน้ำท่วม = ทำความสะอาด เคลียร์สิ่งของที่ใช้ได้-ใช้ไม่ได้ เริ่มต้นใหม่ ปัญหาทุกอย่างแก้ไขได้- กรณีไม่ได้เตรียมตัวก่อนเกิดภัย = สิ่งที่ต้องทำ คือ ต้องทำจิตให้มีสภาวะเป็นกุศล เพื่อเผชิญกับปัญหาเฉพาะหน้า เลือกทำสิ่งที่ต้องทำ, สิ่งที่ควรเว้น คือ ต้องไม่ทำจิตให้เป็นอกุศล เช่น คิดทางกาม พยาบาท เบียดเบียน พูดไม่ดี ทำไม่ดี- จิตที่ไม่ได้อยู่ในห้วงอกุศล เป็นจิตที่มีพลัง จะเห็นสิ่งที่ควรทำ และวิธีแก้ปัญหาได้- ไม่ว่าสถานการณ์จะเกิดขึ้นก่อน ระหว่าง หรือภายหลัง สิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ควรเว้น คือ การทำในสิ่งที่เป็นไปตามมรรค 8 ทั้งทางกาย วาจา และใจ  2. ภัยจากความเจ็บ ความแก่ และความตาย- เป็นภัยที่ใครก็ช่วยกันไม่ได้ เป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าทุพภิกขภัย- สิ่งที่ควรทำ สิ่งที่ควรเว้น คือ การปฏิบัติตามมรรค 8 เช่นเดียวกัน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q1: ใช้เงินทำบุญไม่ตรงตามวัตถุประสงค์A: ต้องใช้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ - ถ้าระบุวัตถุประสงค์กว้าง ๆ ว่า "เพื่อปัจจัยสี่อันควรแก่สมณะจะบริโภค" โดยไม่เจาะจงว่าเป็นสิ่งใดบ้าง ก็นำไปใช้ได้หมดเพื่อปัจจัยสี่- ถ้าจะนำไปใช้เพื่อสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ปัจจัยสี่ เช่น สี่อธรรมะ ต้องพิจารณาว่า เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมหรือไม่ (=ของที่ควร) ถ้านำไปใช้แล้วนำมาคืน ก็ไม่ขัดอะไร แต่ต้องมีการปรึกษากับหมู่คณะ มีมติเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้มีความตรงไปตรงมา ตรวจสอบได้Q2: ฝึกจิตให้อยู่กับปัจจุบันA: “สัมปชัญญะ” = การรู้ตัวทั่วพร้อม - ให้เอา "สติ" ไปอยู่กับกิจวัตรประจำวัน เริ่มจาก “ฝึกสังเกต” = ทำทีละอย่าง แล้วสังเกตอิริยาบทในสิ่งที่ทำนั้น อย่าทำหลายอย่างพร้อมกัน ให้กำหนดเวลาเพื่อทำทีละอย่าง Q3: ใช้จ่ายเงินให้พอดีA: เงินที่ได้มา ต้อง “อย่าผิดศีล” อย่าโกหก- การบริโภคตามกระแสมาก ๆ อาจพลั้งพลาดทำผิดศีลได้- ความสุขทางกาม เปรียบเหมือนหม้อที่ไม่เห็นก้นหม้อ ให้ได้ไม่เต็ม ดังนั้น การหาจุดพอดีในกาม ย่อมไม่มี- แต่มีความสุขแบบอื่นที่มีโทษน้อยกว่า มีประโยชน์มากกว่าความสุขทางกาม คือ ความสุขจากในภายใน นี่คือจุดที่พอดี- ความสุขจากในภายใน เริ่มจาก อย่าทำผิดศีล สำรวมอินทรีย์ ฝึกสติสัมปชัญญะ ฝึกอยู่กับปัจจุบัน และหาที่อยู่ให้จิต (ไม่ให้ไปตามกระแสของกาม) เช่น สมาธิ ธรรมะ ฌาน อุเบกขา ปีติสุขQ4: บ้าน = ทรัพย์สินหรือหนี้สินA: ทั้งทรัพย์สินและหนี้สิน เป็น “โภคทรัพย์” - ในมุมมองของอริยสัจสี่ โภคทรัพย์เหล่านี้ถือเป็นของสาธารณะ เช่น เงินอยู่ในกระเป๋าของใครก็เป็นของคนนั้น เปลี่ยนมือกันได้ ไม่ได้อยู่ซื่อสัตย์กับเจ้าของคนเดียว- “อริยทรัพย์” = ศรัทธา ศีล หิริโอตัปปะ ความเพียร ปัญญา ฯลฯ - ท่านให้แสวงหาอริยทรัพย์ เพราะเป็นของของตนเท่านั้น คนอื่นแย่งไปไม่ได้ ใช้แล้วไม่หมด ยิ่งใช้ยิ่งเพิ่ม แม้ตายแล้วก็ยังตามติดไป- ถ้าเรามีอริยทรัพย์ เราจะอยู่ผาสุกได้ แม้เมื่อยากจนหรือเจ็บไข้ได้ป่วย อริยทรัพย์จึงประเสริฐกว่าโภคทรัพย์Q5: ความสุขแท้จริงของชีวิตA: ความสุขมีหลายระดับ 1. ความสุขทางกาม = ความสุขที่เกิดจากโภคทรัพย์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ทั้งหลาย ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง เป็นความสุขที่มีโทษมาก มีประโยชน์น้อย2. ความสุขจากในภายใน = แบ่งเป็นหลายระดับ มีความละเอียดประณีตขึ้นไป เช่น ความสุขจากสมาธิ ก็แบ่งเป็นหลายระดับ- เป็นความสุขที่แท้จริง เป็นสิ่งที่เป็นที่พึ่งของเราได้ โดยไม่ต้องพึ่งสิ่งภายนอก ไม่ต้องเบียดเบียนใคร- แม้ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยาก เพราะมีวิธีการ มีเส้นทาง และคนที่ทำได้แล้ว ก็มีอยู่ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ช่วงไต่ตามทาง : โรคซึมเศร้าผู้ฟังท่านนี้ สุขภาพกายดี แต่สุขภาพใจเป็นโรคซึมเศร้า จิตใจหดหู่ อยากฆ่าตัวตาย แต่มีกัลยาณมิตรแนะนำให้ไปปฏิบัติธรรม รู้จักการฝึกสติอยู่กับตัวเอง ให้สังเกตรู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น (เศร้า โกรธ เหงา ขี้เกียจ) จดบันทึกไว้ ทำอยู่ประมาณ 6 – 12 เดือน เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน อารมณ์เหล่านั้นอ่อนแรงลง ความซึมเศร้าลดลง มีการพัฒนาอุปนิสัยใหม่ มีกิจกรรมใหม่ในทางที่ดีขึ้น ฟื้นฟูจากโรคซึมเศร้า สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขจิตมีโรค คือ ราคะ โทสะ โมหะ แก้ด้วยธรรมโอสถ เริ่มจาก "สติ"“เมื่อเราตริตรึกไปทางไหน จิตเราจะน้อมไปทางนั้น จิตเราน้อมไปทางไหน สิ่งนั้นจะมีพลัง หากเราไม่ตริตรึกไปทางไหน จิตเราก็จะไม่น้อมไปทางนั้น จิตเราไม่น้อมไปทางไหน สิ่งนั้นก็จะอ่อนกำลัง”ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ : สุขภาพดี“สุขภาพดี” ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า คือ การเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคน้อย มีไฟธาตุสำหรับย่อยอาหารที่ย่อยได้อย่างสม่ำเสมอ พอปานกลาง ไม่ร้อนเกิน ไม่เย็นเกิน พอควรแก่การทำความเพียรหากมีโรคมาก ก็จะมีเวทนามาก ชีวิตก็จะไม่ยืนยาว เวทนานั้นปรับตามอาพาธ อาพาธปรับตามธาตุไฟ (ความร้อน ความเย็น การเผาไหม้ ในร่างกาย) ถ้าธาตุไฟไม่สมดุล ไม่สม่ำเสมอ ร้อนเกินไปบ้าง เย็นเกินไปบ้าง ก็เป็นอาพาธร่างกายต้องใช้ความร้อนในการย่อยอาซึ่งเป็นอันเดียวกับความร้อนที่ทำให้แก่ การกินมากไปทำให้แก่เร็วเพราะเกิดการเผาไหม้ในร่างกาย จึงต้องกินแต่พอดี ตามหลักธรรมเรื่อง “โภชเน มัตตัญญุตา” คือ กินพอประมาณ ให้มีธาตุไฟสม่ำเสมอ ให้มีเวทนาเบาบาง จะแก่ช้า ครองอายุได้ยืนนานสุขภาพกายดี ให้ผล 3 ประการ1. เป็น 1 ใน 5 ขององค์แห่งผู้สมควรประกอบความเพียร (ปธานิยังคะ)คนที่จะทำความเพียรให้เกิดผลสำเร็จได้ มีเหตุ 5 ประการ คือ(1) มีศรัทธา - มั่นใจในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า(2) มีอาพาธน้อย - มีธาตุไฟสม่ำเสมอ(3) ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา – เปิดเผยความผิดของตนแล้วแก้ไขปรับปรุง รับฟังคำเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น(4) เป็นผู้ปรารภความเพียร - ไม่ทอดทิ้งธุระ ละสิ่งที่เป็นอกุศล เพิ่มสิ่งที่เป็นกุศล(5) มีปัญญา - เห็นความเกิดขึ้น ดับไป สังเกตสิ่งไหนควรทำ สิ่งไหนไม่ควรทำ2. คลายความยึดถือในกายง่ายกว่าทางใจมนุษย์ประกอบด้วยกายและใจ กายคือรูป ใจคือนาม สิ่งที่เป็นนามทั้งหลาย มีธรรมชาติเกิดขึ้น ดับไป ดับไป เกิดขึ้น ตลอดวันตลอดคืน การเห็นความเสื่อมสลายไม่ชัดเจน ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดจึงทำได้ยาก ส่วนกาย จะดำรงอยู่กี่ปี ก็เปลี่ยนแปลงไป เสื่อมถอย แตกสลายไป ซึ่งปรากฏให้เห็นได้ง่ายกว่าใจ การคลายความยึดถือในกายจึงทำได้ง่ายกว่าทางใจ3. เป็น 1 ในสติปัฏฐาน 4 - เห็นกายในกายการเห็นกายในกาย คือ พิจารณาให้เห็นกาย (ที่มีสุขภาพดี) นี้ โดยความเป็นของไม่สวยงาม เป็นของปฏิกูล เป็นอสุภะ หรือ พิจารณาลมเข้า-ออก หรือ พิจารณาอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน มีสติสัมปชัญญะ ความรู้ตัวทั่วพร้อมทุกขณะเราใช้ผลของการมีสุขภาพกายที่ดีเพื่อชนะกิเลส โดยพิจารณากายในกาย ตั้งสติปัฏฐาน 4 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q1: เป้าหมายชีวิตของวัยหนุ่มสาวA: ตัวเรา คือ คนที่บอกได้ดีที่สุดว่าต้องการหรือไม่ต้องการอะไรจิตที่มีพลังสมาธิ จะทำให้การตัดสินใจได้ดี แม้ตัดสินใจผิดจิตใจก็จะไม่เป็นอะไร จิตจะไม่มีปมจากความผิดพลาดนั้น แต่จะเรียนรู้ความผิดพลาดเป็นบทเรียน มีปัญญาเกิดขึ้นควรฝึกจิตให้มีสมาธิอยู่ตลอดเวลาจะทำให้เกิดความคิดความเข้าใจบางประการในแต่ละเรื่องที่เผชิญอยู่Q2: เป้าหมายชีวิตของผู้สูงอายุA: วิธีสร้างคุณค่าของการมีชีวิตอยู่1. อิทธิบาท 4 = ใส่ความพอใจ ความตั้งใจในสิ่งที่ทำอยู่ให้เต็มที่ เช่น ดูแลต้นไม้ จัดบ้าน กิจกรรมอื่นๆ ที่ทำในแต่ละวัน (สอดคล้องกับหลักอิคิไก ของญี่ปุ่น)2. กัลยาณมิตร3. กินพอประมาณ = 80% ของความอิ่มทั้งหมดQ3: ความดีทำยากA: การทำความดีง่ายหรือยาก ขึ้นอยู่กับความเคยชินของแต่ละคนความดี = คนดีทำได้ง่าย คนชั่วทำได้ยากความชั่ว = คนชั่วทำได้ง่าย คนดีทำได้ยากสิ่งที่เป็นความดี คือ ทำแล้วมีประโยชน์มาก ทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น หรือทั้งสองฝ่าย ทั้งในเวลานั้น ในเวลาต่อมา และในเวลาถึงที่สุด ได้แก่ พูดดี คิดดี ทำดี, ศีล สมาธิ ปัญญาต้องเปลี่ยนมุมมอง (ทิฏฐิ) ว่า อะไรจะเป็นประโยชน์มาก ทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น หรือทั้งสองฝ่าย อย่ามองว่าง่ายหรือยากQ4: ลดความขัดแย้งในที่ทำงานA: 1. ปรับศีลและทิฏฐิให้เสมอกัน2. ใช้หลักพรหมวิหาร 4 - คนที่ไม่สามัคคีกัน เพราะยังมีการผูกเวรกันอยู่ ต้องเจริญพรหมวิหาร 4 เพื่อให้อีกฝ่ายได้รับกระแสแห่งความเมตตากรุณา ความพยาบาทของอีกฝ่ายก็จะลดลง3. อาศัยผู้ที่มีปัญญาเข้ามาในการพูดคุย – พูดกับคนที่พูดแล้วปรับทิฏฐิได้ง่ายที่สุดก่อน ก็จะละลายทิฏฐิให้พอเข้ากันได้Q5: ความเห็นต่างภายในศาสนาพุทธA: เป็นเพราะตัณหาและอุปาทาน ความยึดในจิตว่าส่วนนี้เพียงอย่างเดียวที่ใช่ ส่วนอื่นไม่ใช่ ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ- ก็ต้องอาศัยหลัก 3 อย่าง ข้างต้น เพื่อทำลายมิจฉาทิฏฐิ ก็จะทำให้เกิดความเข้ากันได้Q6: การแข่งดีA: กิเลสมีหลายระดับ การเห็นว่าสิ่งนี้ดีกว่าสิ่งอื่น เรียกว่า “การแข่งดี” นั่นคือ กิเลส- แก้ได้ด้วย “มักน้อย” = ปรารถนาให้คนอื่นอย่ามารู้ว่าฉันทำดีอะไรQ7: ทะเลาะเสียงดัง A: “ฟังแล้วไม่เข้าใจ” = เข้าหูซ้าย ทะลุหูขวา ต้องตั้ง “สติ” รับฟัง อย่าเพลินไปตามอารมณ์ความโกรธ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ช่วงไต่ตามทาง: เห็นตนดีกว่าผู้อื่น- คุณแชมป์ ได้ฟังรายการธรรมะรับอรุณประมาณ 1 เดือน สังเกตเห็นทิฏฐิของตนว่า ชอบเพ่งโทษผู้อื่น เห็นว่าตนดีกว่าผู้อื่น พูดไม่รักษาน้ำใจผู้อื่น จิตใจแข็งกระด้าง- หลังจากได้ฟังธรรมะจากหลายช่องทาง หลายครูบาอาจารย์ ทำให้เกิดความเข้าใจ เกิดปัญญา จิตใจนุ่มนวลลง มีเมตตากรุณา มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น - การฟังธรรมะ ทำให้เกิดการพัฒนาปรับปรุงภายในจิตของตนเองได้ ทำให้เกิดประโยชน์ต่อตน ผู้อื่น และทั้งสองฝ่ายช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: “การระวังความคิด"- อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด อยู่กับมิตรให้ระวังวาจาการระวังความคิด- แม้อยู่คนเดียวก็ต้องระวังความคิด- การยกข้ออ้าง สร้างเหตุผล ตำหนิคนรอบข้าง โทษทุกคนยกเว้นตัวเอง มีทัศนคติลบต่อสิ่งต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่า ไม่ได้ระวังความคิด- การปรุงแต่งมี 3 ทาง คือ ทางกาย วาจา ใจการพัฒนา-อุปสรรค- การพัฒนามาคู่กับอุปสรรค- การพัฒนาอยู่ตรงไหน อุปสรรคอยู่ตรงนั้น เช่น มีบางสิ่งเข้ามาทำให้หลุดออกจากมรรค ทำให้รู้ว่าเดินตามมรรคอยู่หรือไม่- จะรู้ถึงความสุขได้ ต้องผ่านทุกข์มาก่อน ต้องเห็นสิ่งที่ตรงข้ามกัน - จึงต้องมีการ “พัฒนาทักษะ” เพื่อให้เกิดความสำเร็จ (=ภาวนา) โดยดูวิธีการจากคนที่ทำสำเร็จมาก่อนแล้วเอามาใช้เป็นแผนในการพัฒนาของเรา (การกระทำโดยแยบคาย)ความคิดโดยแยบคาย- ความคิดโดยแยบคาย (โยนิโสนมนสิการ = การทำในใจด้วยปัญญาอันแยบคาย) - ทุกความคิดไม่ใช่ว่าดีหมดหรือเสียหมด - ความคิดที่ดี = ความคิดที่เกิดประโยชน์โดยแยบคาย- ความคิดไม่ดี = ความคิดที่บั่นทอนความแยบคาย ให้สูญเสียกำลังใจอิทธิบาท 4 กับ การระวังความคิดฉันทะ = ความคิดที่ทำให้เกิดความมั่นใจว่าต้องทำตามเป้าหมายนั้นได้วิริยะ = ความคิดที่ทำให้เกิดความเพียร กำจัดสิ่งที่เป็นอกุศลในการทำเป้าหมายนั้นจิตตะ = ความคิดใส่ใจในเป้าหมาย, เหนี่ยวนำความสำเร็จที่ต้องการให้เกิดขึ้นมาวิมังสา = ความคิดที่จะพัฒนาปรับปรุงเป้าหมายให้ดีขึ้นโดยสรุป:- การระวังความคิด ต้องระวังทั้งสองด้าน ทั้งความคิดด้านลบและความคิดด้านบวก - ให้นำหลักอิทธิบาท 4 มาพัฒนาวิธีการอันแยบคายที่จะให้เป้าหมายเกิดความสำเร็จขึ้นมาและลงมือทำ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q1: ทำบุญโดยไม่เบียดเบียนตนA: การให้ทานต้องฉลาด 1. ต้องไม่เบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น และทั้งสองฝ่าย- ไม่เบียดเบียนตนเอง = ตนเองต้องไม่อดอยาก ลำบาก, ต้องไม่สร้างอกุศล- ไม่เบียดเบียนผู้อื่น = กู้ยืม บังคับเอาเงินจากคนอื่นมา- ไม่เบียดเบียนทั้งสองฝ่าย = ตนเองไม่ได้รับการเบียดเบียน และไม่ทำอกุศล2. อย่าเอากิเลสเป็นตัวตั้ง – ให้มั่นใจในการทำความดี ไม่สั่นคลอนตามคำพูดคนอื่น3. แบ่งงบประมาณไว้สำหรับการช่วยเหลือผู้อื่นและการทำบุญกับเนื้อนาบุญQ2: ครอบครัวเห็นต่างในการทำบุญA: เกิดจากการที่มีศรัทธาไม่เสมอกันและทิฎฐิไม่ตรงกัน- ควรปรับศรัทธาและทิฏฐิของคนในครอบครัวให้เสมอกัน จึงจะอยู่กันได้อย่างเป็นสุข- โดยต้องใช้ปัญญา เวลา ข้อมูล ค่อย ๆ กล่อมเกลาQ3: จำนวนเงินทำบุญA: ถ้าศรัทธาเท่ากัน แต่ความปราณีตของทานไม่เท่ากัน บุญที่ได้รับจะเท่ากัน แต่ผลที่จะได้รับจะไม่เหมือนกัน แสงที่ปรากฏเมื่อเป็นเทวดาจะสว่างไม่เท่ากัน Q4: ใส่บาตรด้วยอาหารที่ทำเองกับอาหารที่ซื้อA: ถ้าศรัทธาเท่ากัน บุญที่ได้รับจะเท่ากัน แต่ผลของทานที่จะได้รับจะไม่เหมือนกัน ตามความปราณีตของทานQ5: การระบุความประสงค์ในใบปวารณาA: มีศรัทธาตรงไหนให้ทำตรงนั้น ถ้าไม่ศรัทธาตรงไหนก็อย่าไปทำตรงนั้น เพราะบุญที่เกิดจากการให้ทานจะน้อย- ให้ช่วยเหลือในจุดที่ถูกต้อง อาจสอบถามก่อน แล้วค่อยทำบุญสนับสนุนเพื่อการนั้น Q6: นรกสวรรค์มีจริงหรือไม่A: ลำพังความเชื่อแล้วจะเกิดปัญญามันไม่ได้ - ต้องใช้ปัญญาเป็นเครื่องมือในการเข้าถึง โดยอาศัยความเพียร หาจุดสมดุล คือ สติและสมาธิ หากเข้าถึงจุดที่ฉันจะไม่ไปนรกแล้ว ก็จะรู้ว่านรกสวรรค์มีจริง เป็นการรู้ด้วยญาน ไม่ใช่ศรัทธา นั่นคือ โสดาบันQ7: ล้างบาปด้วยการบวชA: สิ้นกรรม ไม่เท่ากับ การล้างบาป- บุญมี กรรมดีมี กรรมชั่วมี ให้ผล (วิบาก) เป็นความสุขและความทุกข์ ให้ผลในหลายรูปแบบ สุขทุกข์จึงวนอยู่- การบวช = เป็นการทำกรรมดี สามารถนำไปสู่การสิ้นกรรมได้- การสิ้นกรรม = อยู่เหนือสุข เหนือทุกข์ Q8: เกิดใหม่ VS ไม่เกิดอีกA: ถ้าต้องเกิดใหม่ การเกิดในที่ดีย่อมดีกว่าการเกิดในที่ไม่ดี แต่การเกิดไม่ว่าที่ใด ก็ยังมีทุกข์อยู่- การไม่เกิดอีก (นิพพาน) จึงดีที่สุด เพราะอยู่เหนือสุข เหนือทุกข์Q9: สมาทานศีลA: การสมาทานศีล = ความตั้งใจที่จะกระทำความเป็นปกติ 5 ประการ- ตลอดชีวิต สมาทานศีลครั้งเดียวก็เพียงพอ- ศีล ไม่ต้องขอจากพระ แต่อยู่ที่การกระทำของเรา หากเรารักษาศีลได้ เราก็ได้ศีลเลย Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ช่วงไต่ตามทาง: Party Girl กับ คนบ้างาน - ผู้ฟัง 2 ท่าน อายุ 27 ปี และ 35 ปี เป็นเพื่อนกัน คนหนึ่ง เคยชอบไปปาร์ตี้ งานเลี้ยงสังสรรค์ ร้องเพลง ดื่มเหล้า อีกคนหนึ่ง เป็นวิศวกร เงินเดือนหลักแสน สนใจแต่เรื่องงาน ต่อมา ได้ปฏิบัติธรรม ฝึกสมาธิ เกิดความคิดว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นไม่ใช่ทาง จึงเกิดปัญญา เปลี่ยนเป้าหมายในชีวิต คือ การบรรลุโสดาบันในชาตินี้- โสดาบัน = หมายถึง อริยบุคคลขั้นที่ 1ใน 4 ขั้น  - โสดาบัน แปลว่า ผู้ถึงกระแส ไปตามกระแสของมรรค มีจุดหมาย คือ พระนิพพาน ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: สุขภาพกายดี สุขภาพจิตดี - สุขภาพกาย (รูป) กับ สุขภาพใจ (นาม) ต้องไปด้วยกัน จะดูแลด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้ ต้องดูแลทั้งสองส่วนควบคู่กันไป สุขภาพกายดี พระพุทธเจ้าทรงให้แนวทางไว้ดังนี้ 1) “อาหาร” = 1. กินพืชมากกว่าเนื้อสัตว์ 2. กินเป็นเวลา 3. กินพอประมาณ 2) “สถานที่อยู่” = ถ้าอยู่ที่ไหนแล้วกิเลสที่ยังละไม่ได้ ก็ยังละไม่ได้เหมือนเดิม หรือที่ละได้แล้ว ดันกลับมาอีก ก็อยู่ที่นั่นไม่ดี 3) “น้ำดื่ม” = ต้องกรองน้ำก่อน ไม่ให้มีตัวสัตว์ ให้น้ำมีความสะอาดเพื่อจะดื่มได้สุขภาพใจดีถ้ากายยังไม่ป่วย ต้องรักษาจิตไม่ให้เป็นโรค- โรคของจิต คือ กิเลส = ราคะ โทสะ โมหะ - “ศีล” = การรักษากายและวาจา เป็นตัวบ่งบอกความไม่มีโรคของจิต ไม่ให้ราคะ โทสะ โมหะ ออกมา ถึงขนาดผิดศีล - “สมาธิ” = จะรักษาความสงบ และการไม่มีราคะโทสะโมหะให้มันดีอยู่ได้ เช่น ไม่โกรธถึงขนาดด่าคน จะมีสมาธิได้ต้องมีสติตั้งเอาไว้  - “สติ” = สร้างพลังให้จิตตั้งอยู่ในศีลและสมาธิได้ - วิธีฝึกสติ = “สติปัฏฐาน 4” (กาย เวทนา จิต ธรรม) หรือง่าย ๆ ก็ใช้ “อาณาปานสติ” ดูลมหายใจ เป็นหนึ่งในอนุสติ 10 ที่ทำให้เกิดสติปัฏฐาน 4 ได้ การมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมในทุกอิริยาบถ เรียกว่า “สัมปชัญญะ” ก็จะทำให้เกิดสติปัฏฐาน 4 ได้“ปัญญา” กับ “ธรรมชาติของความเจ็บป่วย”- ความเจ็บป่วยจะมาถึงอย่างแน่นอน ตอนที่ยังไม่ป่วย จึงต้องมีปัญญา ในการเข้าใจธรรมชาติของความเจ็บป่วยไว้ล่วงหน้า เปรียบเหมือนทหารที่ต้องเตรียมตัวก่อนมีการประกาศสงคราม จึงจะสามารถรักษาบ้านเมืองเอาไว้ได้ - ธรรมชาติของความเจ็บป่วยมี 6 ประการ ดังนี้1) เป็นภัยที่แม่ลูกช่วยกันไม่ได้ 2) เราไม่มีความเป็นใหญ่เฉพาะตนในสิ่งนั้น = เช่น สั่งให้แบ่งเวทนาจากความเจ็บป่วยให้ผู้อื่นไม่ได้ สั่งให้หมอรักษาตนให้หายไม่ได้ 3) เวทนาจากความเจ็บป่วยเป็นไปตามฐานะ = เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย อาจหายได้หรือระงับได้ ด้วยปีติอันเกิดจากการฟังธรรมะ เช่น กรณีพระคิลิมานนท์ พระวักกลิ พระอัสสชิ พระสารีบุตร เป็นต้น 4) เป็นโลกธรรม 8 = เป็นสุข เป็นทุกข์ ที่เกิดขึ้นได้  5) ต้องมีจิตใจอยู่ด้วยการมีเป้าหมาย = อิทธิบาท 4 ทำให้อายุยืนได้ถึง 120 ปี (1 กัลป์), อิคิไก (ญี่ปุ่น) ความหมายของการมีชีวิตอยู่ ทำตนให้เป็นประโยชน์ 6) เวลาไปเยี่ยมผู้ป่วย ไม่ควรถามว่า ดีขึ้นหรือยัง แต่ควรถามว่า อดทนได้อยู่ไหม ไปให้กำลังใจ พูดคุยด้วย 5 อย่างข้างต้น ให้ผู้ป่วยเกิดความอาจหาญร่าเริงในธรรม  Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q1: การทำหลายอย่างพร้อมกันให้สำเร็จA: ใช้หลักอิทธิบาท 4 ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา อาจใช้ข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ โดยแต่ละข้อจะต้องมีสมาธิ+ธรรมเครื่องปรุงแต่ง (งานที่จะต้องทำ) ประกอบอยู่ด้วย กล่าวคือ ต้องเชื่อมอิทธิบาท 4 ข้อใดข้อหนึ่ง ด้วยสมาธิ เข้ากับงานนั้นๆการทำงานหลายอย่างที่เร่งรีบให้สำเร็จ ต้องมีจิตใจที่มั่นคง (=สมาธิ)ยิ่งเร่งรีบเท่าไร ก็ต้องใจเย็นมากขึ้นเท่านั้น และใจต้องนิ่งหากอารมณ์เสียหรือวุ่นวายใจ นั่นคือ สมาธิหลุดแล้ว ให้สูดหายใจเข้าลึกๆ ตั้งสติขึ้น สมาธิก็จะกลับมาดังนั้น ต้องฝึกสมาธิ จะกี่นาทีก็ได้ ที่ไหนก็ได้Q2: Social Media ขัดขวางสมาธิA: ต้องมีที่โคจรที่เหมาะสม = เช่น ปิดโทรศัพท์มือถือ, เอาไปไว้ห้องอื่น, เปิดโหมดห้ามรบกวน, ลบแอพQ3: วิธีปล่อยวางเมื่อถูกต่อว่าA: ต้องอดทน = แต่ไม่ใช่เก็บกดวิธีการปลดปล่อยอารมณ์ที่ไม่ดีที่เจอมาทั้งวัน ทำได้ด้วย“ทำสมาธิ” ให้จิตนุ่มนวลลง อ่อนเหมาะ เพื่อที่จะให้ความกังวลใจต่างๆที่มี จางคลายไป“เห็นความไม่เที่ยง” พิจารณาคำด่าว่าจริงหรือไม่, พิจารณาว่าคำด่า คือ เสียง คือ ธาตุลม“แผ่กรุณา”“เลือกเอาส่วนดีในคำด่ามาพัฒนา”Q4: ความสุขในงานที่ทำซ้ำๆ หรือไม่มีคนเห็นA: การทำงานซ้ำ ๆ เป็นวิริยะแล้ว ถ้ามีสมาธิใส่ลงไปในงานนั้นก็จะไม่เบื่อ จากนั้นให้พัฒนาฉันทะ (ความชอบ) และวิมังสา (ความไต่ตรองเพื่อพัฒนา) งานนั้นก็จะมีความท้าทายQ5: เข้าใจคนเห็นต่างA: ใช้พรหมวิหาร 4 โดยนึกถึงเรื่องราวที่มีความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ตั้งไว้ที่ใจเราก่อน แล้วรักษาอารมณ์นั้นไว้ด้วยสติ จากนั้นให้ส่งอารมณ์ที่ติดมากับการนึกถึงเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา นั้น ส่งไปให้บุคคลนั้นQ6: การใช้จ่ายอย่างพอดีA: สมชีวิตา = รายรับต้องท่วมรายจ่าย, รายจ่ายอย่าท่วมรายรับการใช้จ่าย 4 อย่างเพื่อการบริโภคในครอบครัวเก็บไว้เผื่อวันฝนตก (ยามยาก), ลงทุนสงเคราะห์ผู้อื่นทำบุญQ7: ความสุขที่แท้จริงที่ไม่ใช่สิ่งของA: ความสุขทั่วไป มี 2 ประเภท คือ ความสุขทางกาม และความสุขจากในภายในความสุขทางกาม = มีคุณน้อย มีโทษมากความสุขจากในภายใน = มีคุณมาก มีโทษน้อย เกิดจากความปล่อยวาง ความสงบ สมาธิอย่างไรก็ตาม ความสุขทั่วไปสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ยั่งยืน ยังมีทุกข์แฝงอยู่ความสุขที่แท้จริง คือ “นิพพาน” อยู่เหนือสุขเหนือทุกข์Q8: AI แทนที่วัด แทนที่พระA: AI อาจจะแทนที่ได้บางส่วน เช่น ข้อมูลแต่บางอย่าง AI ก็ทำไม่ได้ เช่น การเข้าใจอารมณ์หรือความรู้สึกของคนข้อดี ก็ให้เอามาใช้ ข้อเสีย ต้องระมัดระวังไม่ให้บานปลายแม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไป แต่เราต้องมีเป้าหมายชีวิตในการพ้นทุกข์ (นิพพาน) ให้มีธรรมะในจิตใจ ปรับตัวตามเส้นทางของมรรค ไม่ประมาท ก็จะพ้นทุกข์ได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ช่วงไต่ตามทาง: หมอนทองวิทยา- จากข่าวทีมฟุตบอลโรงเรียนหมอนทองวิทยา ได้มุมมอง 4 เรื่อง1. แม้ต้นทุนไม่เท่ากัน แต่ก็ประสบความสำเร็จได้ = ความเพียร ความพยายาม ความทุ่มเท ความมีระเบียบวินัยในการฝึกซ้อม ความทุ่มเทของผู้ฝึกสอน ปรากฏผลออกมาเป็นความสำเร็จ เกือบคว้าแชมป์2. ชัยชนะแห่งความสำเร็จ ได้รับทีละน้อยตั้งแต่เริ่มตื่นนอนมาเพื่อฝึกซ้อม แข่งขันในทุกนัด3. กัลยาณมิตร = เพื่อนที่นำกัลยาธรรม (ความดี) มาสู่ทีม คือ โค้ช4. นี่คือเส้นทาง ยังไม่ใช่จุดหมาย = แต่ก็ได้เรียนรู้ระหว่างการเดินทาง ถ้าออกนอกเส้นทาง ก็จะไปไม่ถึงจุดหมาย ถ้าทำตามเส้นทาง ยังไงก็ไปถึงจุดหมายช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: หลักธรรมสู่ความสำเร็จ1. หลักอิทธิบาท 4 (1) ฉันทะ = ความชอบ ความพอใจ(2) วิริยะ = ความเพียร ความกล้า(3) จิตตะ = ความเอาใจใส่ ความจดจ่อ(4) วิมังสา = ความไตร่ตรอง ความใคร่ครวญ การปรับปรุงในสิ่งที่เป็นข้อผิดพลาด- เจริญข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ แต่ถ้าครบทำได้ทั้ง 4 ข้อ จะยิ่งดี พลังจะยิ่งมาก- แต่ละข้อต้องอาศัย “สมาธิ” เป็นตัวกำกับ ทำให้เรื่องที่ตั้งไว้สำเร็จได้2. หลักเสริมความสำเร็จ 9 ประการ(1) ต้องมีสมาธิ = อาศัยฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา จนได้เอกัคคตาจิต จากนั้นให้ประคับประคองให้จิตตั้งไว้ให้ดีในการไม่ให้อกุศลเกิดขึ้น ทำกุศลธรรมให้เกิดขึ้น พัฒนากุศลธรรมที่มีอยู่(2) ต้องไม่ย่อหย่อนเกินไป = ไม่เกียจคร้าน(3) ไม่ประคับประคองเกินไป = ไม่กังวลใจ ไม่ฟุ้งซ่าน (4) ไม่หดหู่อยู่ในภายใน = ความง่วงซึม เหงาหงอย หดหู่ ท้อแท้(5) ไม่ฟุ้งซ่านออกไปในภายนอก = อย่าฟุ้งซ่านไปตามตา หู จมูก ลิ้น กาย (กามคุณ 5) เช่น อาหาร การละเล่น ชื่อเสียง การสรรเสริญเยินยอ(6) ให้ความสำคัญว่าเบื้องหน้าอย่างไร เบื้องหลังอย่างนั้น = ให้ทำดีอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง(7) ให้ความสำคัญว่าเบื้องบนอย่างไร เบื้องล่างอย่างนั้น = ไม่ส่งจิตออกไปในภายนอกในขณะที่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ แต่ให้ส่งจิตอยู่ในภายใน ให้จิตเจริญอยู่ในกาย เป็นการเจริญกายคตาสติ (8) ให้ความสำคัญว่ากลางวันอย่างไร กลางคืนอย่างนั้น = เจริญอิทธิบาท 4 โดยไม่เห็นแก่เวลาเลย(9) ทำจิตให้เปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ = รักษาจิตใจให้มีความสว่างสดใสโดยสรุป:- การเจริญอิทธิบาท 4 เป็นการเดินทาง ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้ในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปจนถึงเรื่องยิ่งใหญ่ในชีวิต- การรักษาจิตให้สว่างสดใสและตั้งอิทธิบาท 4 ไว้ได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อเอาจิตไปจดจ่อกับเรื่องใด ก็จะไม่เหน็ดเหนื่อย ไม่ท้อถอย หากทำไปเรื่อย ๆ ก็จะได้รับความสำเร็จตลอดเส้นทาง โดยที่ความสำเร็จนั้นไม่ได้อยู่ในรูปแบบของถ้วยรางวัล แต่เป็นการชนะใจตนเองและผู้อื่น  Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
loading
Comments 
loading