Discover1 สมการชีวิต
1 สมการชีวิต
Claim Ownership

1 สมการชีวิต

Author: ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana

Subscribed: 131Played: 1,203
Share

Description

ในวันที่รู้สึกหลงทางกับปัญหาชีวิต เครียดกับความคาดหวังในการทำงาน และความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ยุ่งเหยิง มาร่วมค้นหาคำตอบกับรายการ "สมการชีวิต" ที่จะมอบหลักธรรมะที่เข้าใจง่ายเป็นแนวทางให้กับคุณ เพื่อเปลี่ยนจากความสับสนเป็นความมุ่งมั่น เปลี่ยนใจที่ร้อนรนให้สงบเย็น ครอบครัวจะกลับมาอบอุ่น การงานจะราบรื่น และคุณจะพบสมการชีวิตที่ลงตัวและเปี่ยมสุขอย่างแท้จริง

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

352 Episodes
Reverse
ช่วงไต่ตามทาง : โรคซึมเศร้าผู้ฟังท่านนี้ สุขภาพกายดี แต่สุขภาพใจเป็นโรคซึมเศร้า จิตใจหดหู่ อยากฆ่าตัวตาย แต่มีกัลยาณมิตรแนะนำให้ไปปฏิบัติธรรม รู้จักการฝึกสติอยู่กับตัวเอง ให้สังเกตรู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น (เศร้า โกรธ เหงา ขี้เกียจ) จดบันทึกไว้ ทำอยู่ประมาณ 6 – 12 เดือน เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน อารมณ์เหล่านั้นอ่อนแรงลง ความซึมเศร้าลดลง มีการพัฒนาอุปนิสัยใหม่ มีกิจกรรมใหม่ในทางที่ดีขึ้น ฟื้นฟูจากโรคซึมเศร้า สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขจิตมีโรค คือ ราคะ โทสะ โมหะ แก้ด้วยธรรมโอสถ เริ่มจาก "สติ"“เมื่อเราตริตรึกไปทางไหน จิตเราจะน้อมไปทางนั้น จิตเราน้อมไปทางไหน สิ่งนั้นจะมีพลัง หากเราไม่ตริตรึกไปทางไหน จิตเราก็จะไม่น้อมไปทางนั้น จิตเราไม่น้อมไปทางไหน สิ่งนั้นก็จะอ่อนกำลัง”ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ : สุขภาพดี“สุขภาพดี” ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า คือ การเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคน้อย มีไฟธาตุสำหรับย่อยอาหารที่ย่อยได้อย่างสม่ำเสมอ พอปานกลาง ไม่ร้อนเกิน ไม่เย็นเกิน พอควรแก่การทำความเพียรหากมีโรคมาก ก็จะมีเวทนามาก ชีวิตก็จะไม่ยืนยาว เวทนานั้นปรับตามอาพาธ อาพาธปรับตามธาตุไฟ (ความร้อน ความเย็น การเผาไหม้ ในร่างกาย) ถ้าธาตุไฟไม่สมดุล ไม่สม่ำเสมอ ร้อนเกินไปบ้าง เย็นเกินไปบ้าง ก็เป็นอาพาธร่างกายต้องใช้ความร้อนในการย่อยอาซึ่งเป็นอันเดียวกับความร้อนที่ทำให้แก่ การกินมากไปทำให้แก่เร็วเพราะเกิดการเผาไหม้ในร่างกาย จึงต้องกินแต่พอดี ตามหลักธรรมเรื่อง “โภชเน มัตตัญญุตา” คือ กินพอประมาณ ให้มีธาตุไฟสม่ำเสมอ ให้มีเวทนาเบาบาง จะแก่ช้า ครองอายุได้ยืนนานสุขภาพกายดี ให้ผล 3 ประการ1. เป็น 1 ใน 5 ขององค์แห่งผู้สมควรประกอบความเพียร (ปธานิยังคะ)คนที่จะทำความเพียรให้เกิดผลสำเร็จได้ มีเหตุ 5 ประการ คือ(1) มีศรัทธา - มั่นใจในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า(2) มีอาพาธน้อย - มีธาตุไฟสม่ำเสมอ(3) ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา – เปิดเผยความผิดของตนแล้วแก้ไขปรับปรุง รับฟังคำเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น(4) เป็นผู้ปรารภความเพียร - ไม่ทอดทิ้งธุระ ละสิ่งที่เป็นอกุศล เพิ่มสิ่งที่เป็นกุศล(5) มีปัญญา - เห็นความเกิดขึ้น ดับไป สังเกตสิ่งไหนควรทำ สิ่งไหนไม่ควรทำ2. คลายความยึดถือในกายง่ายกว่าทางใจมนุษย์ประกอบด้วยกายและใจ กายคือรูป ใจคือนาม สิ่งที่เป็นนามทั้งหลาย มีธรรมชาติเกิดขึ้น ดับไป ดับไป เกิดขึ้น ตลอดวันตลอดคืน การเห็นความเสื่อมสลายไม่ชัดเจน ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดจึงทำได้ยาก ส่วนกาย จะดำรงอยู่กี่ปี ก็เปลี่ยนแปลงไป เสื่อมถอย แตกสลายไป ซึ่งปรากฏให้เห็นได้ง่ายกว่าใจ การคลายความยึดถือในกายจึงทำได้ง่ายกว่าทางใจ3. เป็น 1 ในสติปัฏฐาน 4 - เห็นกายในกายการเห็นกายในกาย คือ พิจารณาให้เห็นกาย (ที่มีสุขภาพดี) นี้ โดยความเป็นของไม่สวยงาม เป็นของปฏิกูล เป็นอสุภะ หรือ พิจารณาลมเข้า-ออก หรือ พิจารณาอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน มีสติสัมปชัญญะ ความรู้ตัวทั่วพร้อมทุกขณะเราใช้ผลของการมีสุขภาพกายที่ดีเพื่อชนะกิเลส โดยพิจารณากายในกาย ตั้งสติปัฏฐาน 4 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q1: เป้าหมายชีวิตของวัยหนุ่มสาวA: ตัวเรา คือ คนที่บอกได้ดีที่สุดว่าต้องการหรือไม่ต้องการอะไรจิตที่มีพลังสมาธิ จะทำให้การตัดสินใจได้ดี แม้ตัดสินใจผิดจิตใจก็จะไม่เป็นอะไร จิตจะไม่มีปมจากความผิดพลาดนั้น แต่จะเรียนรู้ความผิดพลาดเป็นบทเรียน มีปัญญาเกิดขึ้นควรฝึกจิตให้มีสมาธิอยู่ตลอดเวลาจะทำให้เกิดความคิดความเข้าใจบางประการในแต่ละเรื่องที่เผชิญอยู่Q2: เป้าหมายชีวิตของผู้สูงอายุA: วิธีสร้างคุณค่าของการมีชีวิตอยู่1. อิทธิบาท 4 = ใส่ความพอใจ ความตั้งใจในสิ่งที่ทำอยู่ให้เต็มที่ เช่น ดูแลต้นไม้ จัดบ้าน กิจกรรมอื่นๆ ที่ทำในแต่ละวัน (สอดคล้องกับหลักอิคิไก ของญี่ปุ่น)2. กัลยาณมิตร3. กินพอประมาณ = 80% ของความอิ่มทั้งหมดQ3: ความดีทำยากA: การทำความดีง่ายหรือยาก ขึ้นอยู่กับความเคยชินของแต่ละคนความดี = คนดีทำได้ง่าย คนชั่วทำได้ยากความชั่ว = คนชั่วทำได้ง่าย คนดีทำได้ยากสิ่งที่เป็นความดี คือ ทำแล้วมีประโยชน์มาก ทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น หรือทั้งสองฝ่าย ทั้งในเวลานั้น ในเวลาต่อมา และในเวลาถึงที่สุด ได้แก่ พูดดี คิดดี ทำดี, ศีล สมาธิ ปัญญาต้องเปลี่ยนมุมมอง (ทิฏฐิ) ว่า อะไรจะเป็นประโยชน์มาก ทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น หรือทั้งสองฝ่าย อย่ามองว่าง่ายหรือยากQ4: ลดความขัดแย้งในที่ทำงานA: 1. ปรับศีลและทิฏฐิให้เสมอกัน2. ใช้หลักพรหมวิหาร 4 - คนที่ไม่สามัคคีกัน เพราะยังมีการผูกเวรกันอยู่ ต้องเจริญพรหมวิหาร 4 เพื่อให้อีกฝ่ายได้รับกระแสแห่งความเมตตากรุณา ความพยาบาทของอีกฝ่ายก็จะลดลง3. อาศัยผู้ที่มีปัญญาเข้ามาในการพูดคุย – พูดกับคนที่พูดแล้วปรับทิฏฐิได้ง่ายที่สุดก่อน ก็จะละลายทิฏฐิให้พอเข้ากันได้Q5: ความเห็นต่างภายในศาสนาพุทธA: เป็นเพราะตัณหาและอุปาทาน ความยึดในจิตว่าส่วนนี้เพียงอย่างเดียวที่ใช่ ส่วนอื่นไม่ใช่ ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ- ก็ต้องอาศัยหลัก 3 อย่าง ข้างต้น เพื่อทำลายมิจฉาทิฏฐิ ก็จะทำให้เกิดความเข้ากันได้Q6: การแข่งดีA: กิเลสมีหลายระดับ การเห็นว่าสิ่งนี้ดีกว่าสิ่งอื่น เรียกว่า “การแข่งดี” นั่นคือ กิเลส- แก้ได้ด้วย “มักน้อย” = ปรารถนาให้คนอื่นอย่ามารู้ว่าฉันทำดีอะไรQ7: ทะเลาะเสียงดัง A: “ฟังแล้วไม่เข้าใจ” = เข้าหูซ้าย ทะลุหูขวา ต้องตั้ง “สติ” รับฟัง อย่าเพลินไปตามอารมณ์ความโกรธ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ช่วงไต่ตามทาง: เห็นตนดีกว่าผู้อื่น- คุณแชมป์ ได้ฟังรายการธรรมะรับอรุณประมาณ 1 เดือน สังเกตเห็นทิฏฐิของตนว่า ชอบเพ่งโทษผู้อื่น เห็นว่าตนดีกว่าผู้อื่น พูดไม่รักษาน้ำใจผู้อื่น จิตใจแข็งกระด้าง- หลังจากได้ฟังธรรมะจากหลายช่องทาง หลายครูบาอาจารย์ ทำให้เกิดความเข้าใจ เกิดปัญญา จิตใจนุ่มนวลลง มีเมตตากรุณา มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น - การฟังธรรมะ ทำให้เกิดการพัฒนาปรับปรุงภายในจิตของตนเองได้ ทำให้เกิดประโยชน์ต่อตน ผู้อื่น และทั้งสองฝ่ายช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: “การระวังความคิด"- อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด อยู่กับมิตรให้ระวังวาจาการระวังความคิด- แม้อยู่คนเดียวก็ต้องระวังความคิด- การยกข้ออ้าง สร้างเหตุผล ตำหนิคนรอบข้าง โทษทุกคนยกเว้นตัวเอง มีทัศนคติลบต่อสิ่งต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่า ไม่ได้ระวังความคิด- การปรุงแต่งมี 3 ทาง คือ ทางกาย วาจา ใจการพัฒนา-อุปสรรค- การพัฒนามาคู่กับอุปสรรค- การพัฒนาอยู่ตรงไหน อุปสรรคอยู่ตรงนั้น เช่น มีบางสิ่งเข้ามาทำให้หลุดออกจากมรรค ทำให้รู้ว่าเดินตามมรรคอยู่หรือไม่- จะรู้ถึงความสุขได้ ต้องผ่านทุกข์มาก่อน ต้องเห็นสิ่งที่ตรงข้ามกัน - จึงต้องมีการ “พัฒนาทักษะ” เพื่อให้เกิดความสำเร็จ (=ภาวนา) โดยดูวิธีการจากคนที่ทำสำเร็จมาก่อนแล้วเอามาใช้เป็นแผนในการพัฒนาของเรา (การกระทำโดยแยบคาย)ความคิดโดยแยบคาย- ความคิดโดยแยบคาย (โยนิโสนมนสิการ = การทำในใจด้วยปัญญาอันแยบคาย) - ทุกความคิดไม่ใช่ว่าดีหมดหรือเสียหมด - ความคิดที่ดี = ความคิดที่เกิดประโยชน์โดยแยบคาย- ความคิดไม่ดี = ความคิดที่บั่นทอนความแยบคาย ให้สูญเสียกำลังใจอิทธิบาท 4 กับ การระวังความคิดฉันทะ = ความคิดที่ทำให้เกิดความมั่นใจว่าต้องทำตามเป้าหมายนั้นได้วิริยะ = ความคิดที่ทำให้เกิดความเพียร กำจัดสิ่งที่เป็นอกุศลในการทำเป้าหมายนั้นจิตตะ = ความคิดใส่ใจในเป้าหมาย, เหนี่ยวนำความสำเร็จที่ต้องการให้เกิดขึ้นมาวิมังสา = ความคิดที่จะพัฒนาปรับปรุงเป้าหมายให้ดีขึ้นโดยสรุป:- การระวังความคิด ต้องระวังทั้งสองด้าน ทั้งความคิดด้านลบและความคิดด้านบวก - ให้นำหลักอิทธิบาท 4 มาพัฒนาวิธีการอันแยบคายที่จะให้เป้าหมายเกิดความสำเร็จขึ้นมาและลงมือทำ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q1: ทำบุญโดยไม่เบียดเบียนตนA: การให้ทานต้องฉลาด 1. ต้องไม่เบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น และทั้งสองฝ่าย- ไม่เบียดเบียนตนเอง = ตนเองต้องไม่อดอยาก ลำบาก, ต้องไม่สร้างอกุศล- ไม่เบียดเบียนผู้อื่น = กู้ยืม บังคับเอาเงินจากคนอื่นมา- ไม่เบียดเบียนทั้งสองฝ่าย = ตนเองไม่ได้รับการเบียดเบียน และไม่ทำอกุศล2. อย่าเอากิเลสเป็นตัวตั้ง – ให้มั่นใจในการทำความดี ไม่สั่นคลอนตามคำพูดคนอื่น3. แบ่งงบประมาณไว้สำหรับการช่วยเหลือผู้อื่นและการทำบุญกับเนื้อนาบุญQ2: ครอบครัวเห็นต่างในการทำบุญA: เกิดจากการที่มีศรัทธาไม่เสมอกันและทิฎฐิไม่ตรงกัน- ควรปรับศรัทธาและทิฏฐิของคนในครอบครัวให้เสมอกัน จึงจะอยู่กันได้อย่างเป็นสุข- โดยต้องใช้ปัญญา เวลา ข้อมูล ค่อย ๆ กล่อมเกลาQ3: จำนวนเงินทำบุญA: ถ้าศรัทธาเท่ากัน แต่ความปราณีตของทานไม่เท่ากัน บุญที่ได้รับจะเท่ากัน แต่ผลที่จะได้รับจะไม่เหมือนกัน แสงที่ปรากฏเมื่อเป็นเทวดาจะสว่างไม่เท่ากัน Q4: ใส่บาตรด้วยอาหารที่ทำเองกับอาหารที่ซื้อA: ถ้าศรัทธาเท่ากัน บุญที่ได้รับจะเท่ากัน แต่ผลของทานที่จะได้รับจะไม่เหมือนกัน ตามความปราณีตของทานQ5: การระบุความประสงค์ในใบปวารณาA: มีศรัทธาตรงไหนให้ทำตรงนั้น ถ้าไม่ศรัทธาตรงไหนก็อย่าไปทำตรงนั้น เพราะบุญที่เกิดจากการให้ทานจะน้อย- ให้ช่วยเหลือในจุดที่ถูกต้อง อาจสอบถามก่อน แล้วค่อยทำบุญสนับสนุนเพื่อการนั้น Q6: นรกสวรรค์มีจริงหรือไม่A: ลำพังความเชื่อแล้วจะเกิดปัญญามันไม่ได้ - ต้องใช้ปัญญาเป็นเครื่องมือในการเข้าถึง โดยอาศัยความเพียร หาจุดสมดุล คือ สติและสมาธิ หากเข้าถึงจุดที่ฉันจะไม่ไปนรกแล้ว ก็จะรู้ว่านรกสวรรค์มีจริง เป็นการรู้ด้วยญาน ไม่ใช่ศรัทธา นั่นคือ โสดาบันQ7: ล้างบาปด้วยการบวชA: สิ้นกรรม ไม่เท่ากับ การล้างบาป- บุญมี กรรมดีมี กรรมชั่วมี ให้ผล (วิบาก) เป็นความสุขและความทุกข์ ให้ผลในหลายรูปแบบ สุขทุกข์จึงวนอยู่- การบวช = เป็นการทำกรรมดี สามารถนำไปสู่การสิ้นกรรมได้- การสิ้นกรรม = อยู่เหนือสุข เหนือทุกข์ Q8: เกิดใหม่ VS ไม่เกิดอีกA: ถ้าต้องเกิดใหม่ การเกิดในที่ดีย่อมดีกว่าการเกิดในที่ไม่ดี แต่การเกิดไม่ว่าที่ใด ก็ยังมีทุกข์อยู่- การไม่เกิดอีก (นิพพาน) จึงดีที่สุด เพราะอยู่เหนือสุข เหนือทุกข์Q9: สมาทานศีลA: การสมาทานศีล = ความตั้งใจที่จะกระทำความเป็นปกติ 5 ประการ- ตลอดชีวิต สมาทานศีลครั้งเดียวก็เพียงพอ- ศีล ไม่ต้องขอจากพระ แต่อยู่ที่การกระทำของเรา หากเรารักษาศีลได้ เราก็ได้ศีลเลย Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ช่วงไต่ตามทาง: Party Girl กับ คนบ้างาน - ผู้ฟัง 2 ท่าน อายุ 27 ปี และ 35 ปี เป็นเพื่อนกัน คนหนึ่ง เคยชอบไปปาร์ตี้ งานเลี้ยงสังสรรค์ ร้องเพลง ดื่มเหล้า อีกคนหนึ่ง เป็นวิศวกร เงินเดือนหลักแสน สนใจแต่เรื่องงาน ต่อมา ได้ปฏิบัติธรรม ฝึกสมาธิ เกิดความคิดว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นไม่ใช่ทาง จึงเกิดปัญญา เปลี่ยนเป้าหมายในชีวิต คือ การบรรลุโสดาบันในชาตินี้- โสดาบัน = หมายถึง อริยบุคคลขั้นที่ 1ใน 4 ขั้น  - โสดาบัน แปลว่า ผู้ถึงกระแส ไปตามกระแสของมรรค มีจุดหมาย คือ พระนิพพาน ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: สุขภาพกายดี สุขภาพจิตดี - สุขภาพกาย (รูป) กับ สุขภาพใจ (นาม) ต้องไปด้วยกัน จะดูแลด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้ ต้องดูแลทั้งสองส่วนควบคู่กันไป สุขภาพกายดี พระพุทธเจ้าทรงให้แนวทางไว้ดังนี้ 1) “อาหาร” = 1. กินพืชมากกว่าเนื้อสัตว์ 2. กินเป็นเวลา 3. กินพอประมาณ 2) “สถานที่อยู่” = ถ้าอยู่ที่ไหนแล้วกิเลสที่ยังละไม่ได้ ก็ยังละไม่ได้เหมือนเดิม หรือที่ละได้แล้ว ดันกลับมาอีก ก็อยู่ที่นั่นไม่ดี 3) “น้ำดื่ม” = ต้องกรองน้ำก่อน ไม่ให้มีตัวสัตว์ ให้น้ำมีความสะอาดเพื่อจะดื่มได้สุขภาพใจดีถ้ากายยังไม่ป่วย ต้องรักษาจิตไม่ให้เป็นโรค- โรคของจิต คือ กิเลส = ราคะ โทสะ โมหะ - “ศีล” = การรักษากายและวาจา เป็นตัวบ่งบอกความไม่มีโรคของจิต ไม่ให้ราคะ โทสะ โมหะ ออกมา ถึงขนาดผิดศีล - “สมาธิ” = จะรักษาความสงบ และการไม่มีราคะโทสะโมหะให้มันดีอยู่ได้ เช่น ไม่โกรธถึงขนาดด่าคน จะมีสมาธิได้ต้องมีสติตั้งเอาไว้  - “สติ” = สร้างพลังให้จิตตั้งอยู่ในศีลและสมาธิได้ - วิธีฝึกสติ = “สติปัฏฐาน 4” (กาย เวทนา จิต ธรรม) หรือง่าย ๆ ก็ใช้ “อาณาปานสติ” ดูลมหายใจ เป็นหนึ่งในอนุสติ 10 ที่ทำให้เกิดสติปัฏฐาน 4 ได้ การมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมในทุกอิริยาบถ เรียกว่า “สัมปชัญญะ” ก็จะทำให้เกิดสติปัฏฐาน 4 ได้“ปัญญา” กับ “ธรรมชาติของความเจ็บป่วย”- ความเจ็บป่วยจะมาถึงอย่างแน่นอน ตอนที่ยังไม่ป่วย จึงต้องมีปัญญา ในการเข้าใจธรรมชาติของความเจ็บป่วยไว้ล่วงหน้า เปรียบเหมือนทหารที่ต้องเตรียมตัวก่อนมีการประกาศสงคราม จึงจะสามารถรักษาบ้านเมืองเอาไว้ได้ - ธรรมชาติของความเจ็บป่วยมี 6 ประการ ดังนี้1) เป็นภัยที่แม่ลูกช่วยกันไม่ได้ 2) เราไม่มีความเป็นใหญ่เฉพาะตนในสิ่งนั้น = เช่น สั่งให้แบ่งเวทนาจากความเจ็บป่วยให้ผู้อื่นไม่ได้ สั่งให้หมอรักษาตนให้หายไม่ได้ 3) เวทนาจากความเจ็บป่วยเป็นไปตามฐานะ = เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย อาจหายได้หรือระงับได้ ด้วยปีติอันเกิดจากการฟังธรรมะ เช่น กรณีพระคิลิมานนท์ พระวักกลิ พระอัสสชิ พระสารีบุตร เป็นต้น 4) เป็นโลกธรรม 8 = เป็นสุข เป็นทุกข์ ที่เกิดขึ้นได้  5) ต้องมีจิตใจอยู่ด้วยการมีเป้าหมาย = อิทธิบาท 4 ทำให้อายุยืนได้ถึง 120 ปี (1 กัลป์), อิคิไก (ญี่ปุ่น) ความหมายของการมีชีวิตอยู่ ทำตนให้เป็นประโยชน์ 6) เวลาไปเยี่ยมผู้ป่วย ไม่ควรถามว่า ดีขึ้นหรือยัง แต่ควรถามว่า อดทนได้อยู่ไหม ไปให้กำลังใจ พูดคุยด้วย 5 อย่างข้างต้น ให้ผู้ป่วยเกิดความอาจหาญร่าเริงในธรรม  Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q1: การทำหลายอย่างพร้อมกันให้สำเร็จA: ใช้หลักอิทธิบาท 4 ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา อาจใช้ข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ โดยแต่ละข้อจะต้องมีสมาธิ+ธรรมเครื่องปรุงแต่ง (งานที่จะต้องทำ) ประกอบอยู่ด้วย กล่าวคือ ต้องเชื่อมอิทธิบาท 4 ข้อใดข้อหนึ่ง ด้วยสมาธิ เข้ากับงานนั้นๆการทำงานหลายอย่างที่เร่งรีบให้สำเร็จ ต้องมีจิตใจที่มั่นคง (=สมาธิ)ยิ่งเร่งรีบเท่าไร ก็ต้องใจเย็นมากขึ้นเท่านั้น และใจต้องนิ่งหากอารมณ์เสียหรือวุ่นวายใจ นั่นคือ สมาธิหลุดแล้ว ให้สูดหายใจเข้าลึกๆ ตั้งสติขึ้น สมาธิก็จะกลับมาดังนั้น ต้องฝึกสมาธิ จะกี่นาทีก็ได้ ที่ไหนก็ได้Q2: Social Media ขัดขวางสมาธิA: ต้องมีที่โคจรที่เหมาะสม = เช่น ปิดโทรศัพท์มือถือ, เอาไปไว้ห้องอื่น, เปิดโหมดห้ามรบกวน, ลบแอพQ3: วิธีปล่อยวางเมื่อถูกต่อว่าA: ต้องอดทน = แต่ไม่ใช่เก็บกดวิธีการปลดปล่อยอารมณ์ที่ไม่ดีที่เจอมาทั้งวัน ทำได้ด้วย“ทำสมาธิ” ให้จิตนุ่มนวลลง อ่อนเหมาะ เพื่อที่จะให้ความกังวลใจต่างๆที่มี จางคลายไป“เห็นความไม่เที่ยง” พิจารณาคำด่าว่าจริงหรือไม่, พิจารณาว่าคำด่า คือ เสียง คือ ธาตุลม“แผ่กรุณา”“เลือกเอาส่วนดีในคำด่ามาพัฒนา”Q4: ความสุขในงานที่ทำซ้ำๆ หรือไม่มีคนเห็นA: การทำงานซ้ำ ๆ เป็นวิริยะแล้ว ถ้ามีสมาธิใส่ลงไปในงานนั้นก็จะไม่เบื่อ จากนั้นให้พัฒนาฉันทะ (ความชอบ) และวิมังสา (ความไต่ตรองเพื่อพัฒนา) งานนั้นก็จะมีความท้าทายQ5: เข้าใจคนเห็นต่างA: ใช้พรหมวิหาร 4 โดยนึกถึงเรื่องราวที่มีความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ตั้งไว้ที่ใจเราก่อน แล้วรักษาอารมณ์นั้นไว้ด้วยสติ จากนั้นให้ส่งอารมณ์ที่ติดมากับการนึกถึงเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา นั้น ส่งไปให้บุคคลนั้นQ6: การใช้จ่ายอย่างพอดีA: สมชีวิตา = รายรับต้องท่วมรายจ่าย, รายจ่ายอย่าท่วมรายรับการใช้จ่าย 4 อย่างเพื่อการบริโภคในครอบครัวเก็บไว้เผื่อวันฝนตก (ยามยาก), ลงทุนสงเคราะห์ผู้อื่นทำบุญQ7: ความสุขที่แท้จริงที่ไม่ใช่สิ่งของA: ความสุขทั่วไป มี 2 ประเภท คือ ความสุขทางกาม และความสุขจากในภายในความสุขทางกาม = มีคุณน้อย มีโทษมากความสุขจากในภายใน = มีคุณมาก มีโทษน้อย เกิดจากความปล่อยวาง ความสงบ สมาธิอย่างไรก็ตาม ความสุขทั่วไปสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ยั่งยืน ยังมีทุกข์แฝงอยู่ความสุขที่แท้จริง คือ “นิพพาน” อยู่เหนือสุขเหนือทุกข์Q8: AI แทนที่วัด แทนที่พระA: AI อาจจะแทนที่ได้บางส่วน เช่น ข้อมูลแต่บางอย่าง AI ก็ทำไม่ได้ เช่น การเข้าใจอารมณ์หรือความรู้สึกของคนข้อดี ก็ให้เอามาใช้ ข้อเสีย ต้องระมัดระวังไม่ให้บานปลายแม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไป แต่เราต้องมีเป้าหมายชีวิตในการพ้นทุกข์ (นิพพาน) ให้มีธรรมะในจิตใจ ปรับตัวตามเส้นทางของมรรค ไม่ประมาท ก็จะพ้นทุกข์ได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ช่วงไต่ตามทาง: หมอนทองวิทยา- จากข่าวทีมฟุตบอลโรงเรียนหมอนทองวิทยา ได้มุมมอง 4 เรื่อง1. แม้ต้นทุนไม่เท่ากัน แต่ก็ประสบความสำเร็จได้ = ความเพียร ความพยายาม ความทุ่มเท ความมีระเบียบวินัยในการฝึกซ้อม ความทุ่มเทของผู้ฝึกสอน ปรากฏผลออกมาเป็นความสำเร็จ เกือบคว้าแชมป์2. ชัยชนะแห่งความสำเร็จ ได้รับทีละน้อยตั้งแต่เริ่มตื่นนอนมาเพื่อฝึกซ้อม แข่งขันในทุกนัด3. กัลยาณมิตร = เพื่อนที่นำกัลยาธรรม (ความดี) มาสู่ทีม คือ โค้ช4. นี่คือเส้นทาง ยังไม่ใช่จุดหมาย = แต่ก็ได้เรียนรู้ระหว่างการเดินทาง ถ้าออกนอกเส้นทาง ก็จะไปไม่ถึงจุดหมาย ถ้าทำตามเส้นทาง ยังไงก็ไปถึงจุดหมายช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: หลักธรรมสู่ความสำเร็จ1. หลักอิทธิบาท 4 (1) ฉันทะ = ความชอบ ความพอใจ(2) วิริยะ = ความเพียร ความกล้า(3) จิตตะ = ความเอาใจใส่ ความจดจ่อ(4) วิมังสา = ความไตร่ตรอง ความใคร่ครวญ การปรับปรุงในสิ่งที่เป็นข้อผิดพลาด- เจริญข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ แต่ถ้าครบทำได้ทั้ง 4 ข้อ จะยิ่งดี พลังจะยิ่งมาก- แต่ละข้อต้องอาศัย “สมาธิ” เป็นตัวกำกับ ทำให้เรื่องที่ตั้งไว้สำเร็จได้2. หลักเสริมความสำเร็จ 9 ประการ(1) ต้องมีสมาธิ = อาศัยฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา จนได้เอกัคคตาจิต จากนั้นให้ประคับประคองให้จิตตั้งไว้ให้ดีในการไม่ให้อกุศลเกิดขึ้น ทำกุศลธรรมให้เกิดขึ้น พัฒนากุศลธรรมที่มีอยู่(2) ต้องไม่ย่อหย่อนเกินไป = ไม่เกียจคร้าน(3) ไม่ประคับประคองเกินไป = ไม่กังวลใจ ไม่ฟุ้งซ่าน (4) ไม่หดหู่อยู่ในภายใน = ความง่วงซึม เหงาหงอย หดหู่ ท้อแท้(5) ไม่ฟุ้งซ่านออกไปในภายนอก = อย่าฟุ้งซ่านไปตามตา หู จมูก ลิ้น กาย (กามคุณ 5) เช่น อาหาร การละเล่น ชื่อเสียง การสรรเสริญเยินยอ(6) ให้ความสำคัญว่าเบื้องหน้าอย่างไร เบื้องหลังอย่างนั้น = ให้ทำดีอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง(7) ให้ความสำคัญว่าเบื้องบนอย่างไร เบื้องล่างอย่างนั้น = ไม่ส่งจิตออกไปในภายนอกในขณะที่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ แต่ให้ส่งจิตอยู่ในภายใน ให้จิตเจริญอยู่ในกาย เป็นการเจริญกายคตาสติ (8) ให้ความสำคัญว่ากลางวันอย่างไร กลางคืนอย่างนั้น = เจริญอิทธิบาท 4 โดยไม่เห็นแก่เวลาเลย(9) ทำจิตให้เปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ = รักษาจิตใจให้มีความสว่างสดใสโดยสรุป:- การเจริญอิทธิบาท 4 เป็นการเดินทาง ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้ในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปจนถึงเรื่องยิ่งใหญ่ในชีวิต- การรักษาจิตให้สว่างสดใสและตั้งอิทธิบาท 4 ไว้ได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อเอาจิตไปจดจ่อกับเรื่องใด ก็จะไม่เหน็ดเหนื่อย ไม่ท้อถอย หากทำไปเรื่อย ๆ ก็จะได้รับความสำเร็จตลอดเส้นทาง โดยที่ความสำเร็จนั้นไม่ได้อยู่ในรูปแบบของถ้วยรางวัล แต่เป็นการชนะใจตนเองและผู้อื่น  Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q1: ปฏิบัติธรรม-รักษาศีล ช่วงเข้าพรรษา A: ช่วงเข้าพรรษา พระสงฆ์มีข้อจำกัด เช่น งดการเดินทาง ฆราวาสจึงเอาคติข้อนี้มาใช้สร้างความเพียรอย่างใดอย่างหนึ่งในช่วงเวลาเดียวกัน เช่น งดเหล้าเข้าพรรษา สวดมนต์ทุกวัน นั่งสมาธิทุกวัน- ให้โฟกัสความสุขในช่วงเวลาที่ทำความเพียรนั้นว่า ได้อยู่ใกล้ชิดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ (อริยอุโบสถ)Q2: ทิศทางการตั้งพระพุทธรูปA: พระพุทธรูปมีมาในสมัยหลัง จึงเทียบเคียงกับการจัดเสนาสนะสำหรับพระพุทธเจ้าในสมัยพุทธกาลที่มีการบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก- อย่างไรก็ตาม พระพุทธเจ้านั่งเทศน์ นั่งสมาธิได้ทุกทิศ ดังนั้น ทิศทางการตั้งพระพุทธรูปจึงไม่ใช่สาระสำคัญ เท่ากับการตั้งใจปฏิบัติธรรมQ3: ตายแล้วไปไหนA: ความตาย เป็นไปตามเหตุและปัจจัย - คนเราจะเกิดได้ ต้องเคยตายมาก่อน และเมื่อเกิดแล้ว ก็ต้องตาย เพราะเหตุแห่งความตายคือความเกิด ได้ทำมาแล้ว- ซึ่งความตายสามารถดับไปได้ ถ้าเหตุและปัจจัยแห่งความตาย คือ ความเกิด นั้นหมดสิ้นไป- หากละตัณหาและกำจัดอวิชชาได้ ก็จะละเหตุแห่งการเกิดได้ ความตายก็จะดับไป (นิพพาน) ซึ่งทำได้ด้วยการปฏิบัติตามมรรค 8 ก็จะพ้นจากความทุกข์ได้- หากกลัวสูญเสียคนรัก ต้องเห็นด้วยปัญญาให้ได้ว่า ความตายเป็นเรื่องธรรมดา มีเกิดก็ต้องมีตาย- ให้รักษาจิตของเราให้ดีตลอด จะได้ไปในที่ที่ดี Q4: สิ่งที่ระลึกได้ก่อนตายA: คนทำไม่ดีมาตลอด แต่จิตสุดท้ายคิดเรื่องดี ก็ไปดี - คนทำดีมาตลอด แต่จิตสุดท้ายคิดเรื่องไม่ดี ก็ไปไม่ดี- อย่างไรก็ตาม ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว ย่อมให้ผลแน่นอน อาจเป็นในเวลาต่อไป Q5: เกิดมาเจอกันเพราะบุญบาปA: คนรักกันได้ เพราะความเกื้อกูลกันในปัจจุบันหรือในกาลก่อน- คนเกลียดกันได้ เพราะเหตุในปัจจุบันหรือในกาลก่อน- แต่ความรักความเกลียด สามารถเปลี่ยนแปลงได้ - ให้มีเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อดทน กรุณา รักษาศีลให้ดี ก็จะเปลี่ยนจากศัตรูเป็นมิตร เปลี่ยนคนเกลียดเป็นคนรักได้- อย่างไรก็ดี ควรทำจิตให้อยู่เหนือรักเกลียด เหนือดีชั่ว เหนือสุขทุกข์ ซึ่งทำได้โดยเริ่มต้นจากมาทางดี คือ มรรค 8 (ศีล สมาธิ ปัญญา) อันเป็นเส้นทางที่จะทำให้จิตของเราอยู่เหนือสิ่งเหล่านั้นได้ ก็จะหลุดพ้นได้ Q6: ทำบุญขอหวยA: ทำบุญ = ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา- ถ้าทำบุญโดยไม่ปรารถนาอะไรตอบแทน = บุญบริสุทธิ์มากกว่า- ถ้าทำบุญโดยปรารถนาอะไรตอบแทน = บุญมีความเศร้าหมองเจือปน- การทำบุญโดยปรารถนาสิ่งตอบแทน ยังดีกว่าการไม่ทำบุญเลย- ให้อธิษฐานสร้างเหตุ อย่าขอเอาผล Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ช่วงไต่ตามทาง: ครอบครัวฟังธรรม- ครอบครัวที่หนึ่ง พ่อเปิดธรรมะฟัง แม่และคนอื่น ๆ ในบ้านก็ได้ฟังด้วย ทำให้เกิดปัญญา เกิดการพัฒนา เกิดความก้าวหน้าในชีวิต ทั้งทางโลกและเหนือโลก- ครอบครัวที่สอง พ่อแม่เปิดธรรมะให้ลูกฟังก่อนนอน โดยเฉพาะรายการจิตตวิเวก ทำให้นอนหลับได้ดี- ครอบครัวที่สาม พ่อฟังธรรมะ แม่กับลูกก็ได้ฟังด้วย ช่วงแรกพ่อเกิดความสงสัย ต่อมาได้ความรู้เพิ่มขึ้น ก็หายสงสัย- การฟังธรรม ได้ประโยชน์แน่นอน ทั้งต่อตนเองและผู้อื่นช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: ปาฏิหาริย์ใน 4 เดือนสุดท้ายของปี (Miracle Month)- เมื่อกำหนดเวลาสิ้นปีใกล้เข้ามา วิธีทำงานให้สำเร็จ มีดังนี้(1) กำจัดความกังวลใจ ความฟุ้งซ่าน = ให้หายใจเข้า-ออก ลึก ๆ สัก 2-3 ครั้ง จะคลายกังวลได้(2) อย่าคิดว่าตนเองสำคัญ ที่จะทำงานนั้นได้เพียงคนเดียว = ยังไงก็มีคนมาทำแทนได้(3) สร้างระเบียบวินัย = เป็นทางแห่งความสำเร็จ   - ระเบียบ = ตั้งระบบที่ถูกต้องในงานที่ทำ (อิทธิบาท 4 - ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา)   - วินัย = ความสามารถที่จะลงมือทำ ในสิ่งที่ต้องทำ ในเวลาที่ต้องทำ ไม่ว่าจะอยากทำหรือไม่อยากทำก็ตามโดยสรุป: ในช่วงท้ายของปี ปาฏิหาริย์มักจะเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ สิ่งใดที่ปรารถนาก็ขอให้สำเร็จได้ด้วยอิทธิบาท 4 อันเป็นธรรมะแห่งความสำเร็จ การเจริญอิทธิบาท 4 ด้วยกาย วาจา ใจ จะทำให้ความสำเร็จเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน   Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q1: AI สอนธรรมะA: รูปแบบการส่งต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า เริ่มจากจดจำธรรมะที่ได้ฟัง แล้วนำมาบอกต่อปากต่อปาก ต่อมา ได้บันทึกเป็นตัวหนังสือ (Text) ลงในใบลานหรือกระดาษ เมื่อมีเทคโนโลยี ก็ได้นำข้อมูล Text เข้าสู่ระบบอินเตอร์เนต จนปัจจุบันได้ให้ AI ประมวลผล แล้วพูดออกมา- จุดสำคัญ คือ คำสอนที่เป็น Text นั้น ต้องถูกต้อง เป็นสวากขาตธรรม (ธัมโม) เพื่อไม่ให้เกิดการส่งต่อข้อมูลที่ผิด ส่วนสื่อที่ใช้ในการรับข้อมูลจะเป็นรูปแบบใดก็ได้- การกำหนดบทพยัญชนะในคำสอนของพระพุทธเจ้า จึงเป็นเรื่องสำคัญ จึงมีการตรวจสอบอยู่เสมอในทุกยุคทุกสมัย ในปัจจุบัน การเรียนการสอนของคณะสงฆ์ จะเน้นเรื่องการทรงไว้เพื่อการรักษาคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยศึกษาพระธรรม ทุกอักขระ ทุกบทพยัญชนะ ทุกคำ เช่น การเรียนภาษาบาลี- ข้อมูลจาก AI มีภาวะ AI hallucination ยังให้ข้อมูลไม่ถูกต้อง จึงยังเชื่อไม่ได้ซะทีเดียว- วิธีตรวจสอบความถูกต้องของธรรมะ1. ต้อง “ปฏิบัติ”(1) ถ้าราคะ โทสะ โมหะ ลดลง = ธรรมะถูกต้อง(2) ถ้าข้อมูลถูก แต่ปฏิบัติยังไม่ถึง = ไม่บรรลุธรรม(3) ถ้าข้อมูลผิด = ไม่บรรลุธรรม2. เปรียบเทียบคำสอนจากแหล่งข้อมูลอื่น เช่น ใบลาน ตำรา คัมภีร์หนังสือ- โดยสรุป : ต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องของคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่เสมอ เช่น ใบลาน ตำรา คัมภีร์ หนังสือ เว็บไซต์ ข้อมูลจาก AI และหากปฏิบัติตามข้อมูลนั้นแล้ว ราคะ โทสะ โมหะ ลดลง นั่นเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้าQ2: AI Buddha Bot A: มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น สร้าง AI Bhudda Bot ให้คุยกับพระพุทธเจ้าได้ตลอดเวลา โดยนำข้อมูลมาจากคำสอนของพระพุทธเจ้าที่บันทึกไว้  - ความจำเป็นของสถานที่ (วัด) ก็จะลดลง เปลี่ยนรูปแบบเป็นออนไลน์ ทั้งการสอน การนั่งสมาธิ การสวดมนต์ - เป็นการเปลี่ยนแปลงใน “รูปแบบ/สื่อการสอนธรรมะ” ส่วน “ธรรมะคำสอน” ไม่ได้เปลี่ยนแปลงQ3: วิธีบริหารทรัพย์สินA: 1. เป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยถูกต้อง2. แบ่งจ่ายทรัพย์ให้ถูกต้อง 4 หน้าที่(1) ใช้ในครัวเรือน ใช้ส่วนตัว(2) เก็บไว้ใช้ในยามฝนตก, ลงทุน(3) ให้เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่น(4) ให้เพื่อหวังเอาบุญQ4: Work-Life Integration A: “ธรรมะ” ต้องอยู่ในชีวิตประจำวัน ทั้งในชีวิตส่วนตัวและการทำงานต้องสัมพันธ์กัน หลักธรรมจะประสานให้ไปด้วยกันได้ทั้งหมดโดยไม่มีการแบ่งแยกQ5: การถูกต่อว่านินทาA: การถูกนินทา เป็น 1 ในโลกธรรม 8 เป็นเรื่องธรรมดาของโลก แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ถูกนินทา - ให้มองเห็นด้วย “ปัญญา” ของผู้ที่เป็นบัณทิต(1) มองเป็นธาตุ = เป็นเพียงลม เป็นแรงสั่นสะเทือนออกมาเสียง ไม่ได้มีความหมายใด ๆ  (2) มองเป็นของไม่เที่ยง = เดี๋ยวก็ด่า เดี๋ยวก็ชม (3) มองว่าผู้ด่า คือ ผู้ชี้ขุมทรัพย์ = ให้เราพัฒนาแก้ไขข้อบกพร่องให้ดีขึ้น Q6: ทำวิปัสสนา ระหว่างทำงานA: สามารถทำได้ เป็น Work-Life Integration เพราะจิตเรามีดวงเดียว ธรรมะอยู่ที่จิต- ต้องตั้งทัศนคติเอาไว้ให้ถูก โดยให้มีธรรมะทั้งที่บ้านและที่ทำงาน ไม่แยกกัน- การรักษาอินทรีย์ 5 (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือที่วัด ย่อมดีQ7: ความรู้สึกผิดในอดีตA: พระพุทธเจ้าสอนว่า “อย่าเป็นผู้ที่ต้องร้อนใจในภายหลังเลย” - ควรรู้สึกผิดตั้งแต่ตอนที่ทำไม่ดีนั้น - แต่ถ้ามารู้สึกผิดทีหลัง ก็ยังดี เป็นการรู้สึกตัว ให้ตั้งใจว่าจะไม่ทำผิดอีก ก็จะหยุดความร้อนใจในภายหลังไว้เพียงเท่านี้ - สิ่งที่ทำผิดไปแล้ว มันล่วงไปแล้ว ย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ทำได้เพียงการไม่ทำผิดซ้ำอีก นี่จะเป็นการให้อภัยตัวเองอย่างแท้จริง เป็นการปลดเปลื้องภาระทางใจ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ปัญหาชีวิตคู่- ปัญหาครอบครัว สามารถปรึกษาพระสงฆ์ได้ แต่จะผิดพระวินัย หากพระสงฆ์สนับสนุนให้คนแต่งงานกัน หรือแนะนำให้หย่าร้างกัน- ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน แต่เมื่อแต่งงานแล้ว จะกลายเป็นเรื่องของสองครอบครัว ซึ่งแต่ละครอบครัวอาจมีความคิดเห็นไม่เหมือนกัน จึงเกิดปัญหาครอบครัวตามมา เช่น ปัญหาลูกสะใภ้กับแม่สามี ปัญหาสามีเข้ากับบ้านภรรยาไม่ได้ ปัญหาพฤติกรรมของลูก ปัญหาการเงินในครอบครัว ปัญหามือที่สาม ปัญหาการหย่าร้าง เป็นต้นวิธีแก้ปัญหาครอบครัว- ถ้าครอบครัวมีปัญหา ไม่รักกันเหมือนตอนแรก วิธีแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมะข้อเดียว นั่นคือ “ตบะ”- การจะรู้ว่าอะไรดีหรือไม่ดี ให้พิจารณา “ประโยชน์ 3 กาล” และ “ประโยชน์ 3 ที่”ประโยชน์ 3 กาล = ประโยชน์ในเวลาปัจจุบัน ประโยชน์ในเวลาต่อมา และประโยชน์ในเวลาต่อมาต่อมาอีกประโยชน์ 3 ที่ = ประโยชน์เกิดกับตนเอง ประโยชน์เกิดกับผู้อื่น และประโยชน์เกิดกับทั้งสองฝ่าย“ตบะ และ “ขันติ"- “ตบะ” หมายถึง ความอดทนในสิ่งที่อดทนได้ยาก (ขันติ) ซึ่งประกอบด้วยปัญญาในการกำจัดอกุศลธรรมออกไปจากจิตใจให้ได้- ความอดทน ก่อให้เกิดประโยชน์ 3 กาล และประโยชน์ 3 ที่- ความอดทน ก่อให้เกิดความเพียร นำไปสู่การบรรลุธรรมได้- จิตใจของคนที่มีขันติ จะไม่หวั่นไหวสะเทือนไปตามโลกธรรม 8 จะเห็นได้ว่าโลกธรรม 8 เป็นของไม่เที่ยง สุขก็มี ทุกข์ก็มี- คู่ครองที่มีความอดทน (ขันติ) ความอดทนจะค่อย ๆ บ่มเพาะคุณธรรมให้เกิดขึ้น จากนั้น คุณธรรมที่มี ความดีที่มี จะแผ่รัศมี ส่งอานิสงส์ให้คนที่อยู่รอบตัวปฏิบัติคุณธรรมเหล่านั้นได้เช่นกัน เปรียบดั่ง การเอาน้ำดี ไล่น้ำเสีย การเอาผ้าสะอาด เช็ดสิ่งที่สกปรก Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q1: บัญชีพระ บัญชีวัดA: ตามธรรมวินัย เงินทองไม่ควรแก่สมณะ - จึงให้มีไวยาวัจกร ผู้ที่ทำการแทนพระ ในการจัดการปัจจัยสี่อันควรแก่สมณะจะบริโภค- ถ้าโอนเข้าบัญชีพระรูปเดียว ก็ไม่เป็นไปตามธรรมวินัย- แต่ถ้าเป็นบัญชีวัด/มูลนิธิ ที่ไม่ได้เซ็นคนเดียว แต่ต้องเซ็นร่วมกันหลายคน อันนี้ได้- “การให้ทาน การสละออก เป็นสิ่งที่ดี ที่ควรทำ แต่ต้องทำให้ถูกต้องตามรูปแบบ รัดกุม ไม่หละหลวม ก็จะเป็นผลดีกับทุกฝ่าย”Q2: ข่าวพระมีผลต่อการทำบุญA: ความงมงาย = ตั้งศรัทธาไว้ไม่ถูก เช่น ตั้งศรัทธาไว้ที่ตัวบุคคล- ศรัทธาที่ไม่มั่นคง ทำให้เกิดความคลอนแคลน เคลือบแคลงใจ เป็นวิจิกิจฉา- ให้กลับมาตั้งศรัทธาให้ถูกต้องไว้ในพระพุทธ (การตรัสรู้) พระธรรม (คำสอน) พระสงฆ์ (การปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ)Q3: การขอพรA: สุดโต่ง 2 ข้าง 1. ขอพรแล้ว แต่ไม่ทำอะไรเลย 2. ทุกอย่าง ฉันต้องทำเองทั้งหมด อะไรก็ช่วยไม่ได้- ทางสายกลาง = ศรัทธา+ปัญญา+อธิษฐาน+ลงมือทำ- ศรัทธาที่ประกอบด้วยความงมงาย จะไม่เกิดกำลังใจในการลงมือทำจริง- ศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญา จะรู้ว่าอะไรเป็นเหตุ เป็นผล- การตั้งจิตอธิษฐาน คือ การตั้งใจมั่นอย่างแรงกล้า ที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง- เมื่อเจออุปสรรค ด้วยอำนาจของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นได้Q4: ทำนายฟัน ดูดวง ดูฤกษ์ยาม เสกคาถา เป่าร่ายมนต์A: หากทำเพื่อเลี้ยงชีพ ก็เป็นมิจฉาอาชีวะ- ศรัทธา มี 3 ระดับ1. ไม่มีศรัทธาเลย2. มีศรัทธา แต่ตั้งไว้ในเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ที่ไม่เป็นสัจจะความจริง3. มีศรัทธา และตั้งไว้ในเรื่องที่ถูกต้อง ที่เป็นสัจจะความจริง คือ อริยสัจสี่Q5: ไม่ได้โกหก แต่พูดไม่หมด A: มิจฉาวาจา ได้แก่ 1. พูดโกหก 2. พูดส่อเสียด พูดยุยงให้แตกกัน 3. พูดคำหยาบ 4. พูดเพ้อเจ้อ - ถ้ามีเจตนาพูดไม่หมด เพื่อให้คนอื่นเดือดร้อน แม้ไม่ได้โกหก ก็เป็นมิจฉาวาจาในข้ออื่นได้ และแม้ว่าจะไม่ผิดศีล ก็เป็นบาปทางใจได้Q6: พูดโกหก เพื่อให้รู้สึกดีA: วิธีให้รู้ความจริง อาจไม่ได้บอกในครั้งแรก แต่ต้องหาเวลาบอกในโอกาสต่อ ๆ ไป ในเวลาที่เหมาะสม ที่ผู้ฟังจะรับความจริงได้Q7: AI สอนนิพพานA: ใครก็ตามที่สอนตรงตามที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ก็สามารถนำไปสู่การบรรลุพระนิพพานได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ช่วงไต่ตามทาง: เหตุแห่งความสำเร็จ- ผู้ฟังท่านนี้ ก่อนฟังธรรมะ ประสบความสำเร็จในชีวิตหลายอย่าง เรียนเก่ง ทำงานดี ความสามารถสูง เดิมเข้าใจว่าความสำเร็จเหล่านี้เกิดเพราะความเก่งของตนเท่านั้น ต่อมา ได้ฟังธรรมะ จึงมีความเข้าใจใหม่ว่า ความสำเร็จเป็นเรื่องของการให้ผลของกรรมที่สะสมมาในชาติก่อน ทั้งบุญกิริยาวัตถุ 10 การให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา นอกจากนี้ ยังมีเหตุอันเกิดจากอุตุ เหตุแห่งการเตรียมตัวสม่ำเสมอ เหตุจากสุขภาพ ส่งผลให้เกิดสุขทุกข์ในปัจจุบัน- เมื่อเข้าใจในเหตุเงื่อนไขปัจจัย และความเป็นอนัตตา (ไม่มีตัวตน) แล้ว ทิฏฐิและความยึดถือในตน จึงลดลง - การฟังธรรมะ ทำให้กิเลสและความเศร้าหมองในจิตใจลดลง จิตใจมีความแจ่มใสมากขึ้น ความเครียดจึงลดลง สุขภาพดีขึ้น ผู้ฟังท่านนี้ก็มีจิตใจสบาย ไม่ถือตัว มีเหตุผล การงานก็ดีเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเกิดความคิดในงานดียิ่งขึ้นช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: วิธีออกแบบ “แผนของชีวิต”- “ถ้าเราไม่มีแผนการดำเนินชีวิตของตัวเอง ก็จะต้องตกอยู่ในแผนการดำเนินชีวิตของผู้อื่น”- “การไม่มีแผน นั่นแหละคือ แผนแห่งความล้มเหลวหรือความผิดพลาดทันที”วิธีออกแบบ “แผนของชีวิต”- เราต้องรู้ให้ได้ว่า เราต้องการอะไร/จะทำอะไร ในชีวิตข้างหน้า 1 ปี 10 ปี 20 ปี ...- “ทางที่ใช่” จะรู้ได้ต่อเมื่อ “ลงมือทำ” โดย“ทำอย่างเต็มที่” จึงจะรู้ว่า “ชอบหรือไม่ชอบ” ในสิ่งนั้น(1) “ทำเต็มที่”- ต้องลงมือทำ = การลงมือทำ คือ ทางที่ใกล้ที่สุด เพื่อไปสู่จุดหมาย เช่น การว่ายน้ำ/ขี่จักรยาน ต้องลงมือทำจึงจะเกิดทักษะนั้น ไม่ใช่อ่านคู่มือ- การเจอปัญหา/อุปสรรค/ความผิดพลาด ไม่ใช่ความล้มเหลว ให้มี Mindset ว่า ปัญหานั้นจะนำไปสู่การพัฒนาและความก้าวหน้า- อย่าไปโฟกัสที่ความล้มเหลวว่าทำไม่ได้ เพราะจะเกิดความกลัวและคิดล้มเลิก แต่ให้โฟกัสจดจ่อในจุดที่ว่า ทำอย่างไรถึงจะทำได้ สิ่งนั้นจะมีพลัง- ล้มแล้วอย่าเหลว ต้องล้มแล้วลุกให้ได้ นั่นคือ การพัฒนา เป็นความก้าวหน้า เช่น เด็กทารกฝึกเดินด้วยตนเอง- การทำเต็มที่ = ทำด้วยศรัทธา (กำลังใจ) มีความเพียร (ทำจริงแน่วแน่จริง) มีสติ ระลึกได้ จดจ่อในเป้าหมายที่เราต้องการ จะเกิดเป็นสมาธิในงานที่ทำ (อินทรีย์ 5+อิทธิบาท 4) และจะเกิดปัญญา เห็นทิศทางที่ต้องดำเนินต่อไป(2) “ความชอบหรือไม่ชอบ” - ความชอบหรือไม่ชอบในที่นี้ = ไม่ใช่ความพอใจ/ไม่พอใจ (ตัณหา) แต่หมายถึง เห็นด้วยปัญญา ว่าใช่หรือไม่ใช่ ทำให้จิตใจเราตั้งอยู่ได้หรือไม่(3) ขอคำแนะนำจากผู้รู้ - ผู้ที่เคยไปถึงเป้าหมายนั้นมาก่อน เช่น พระพุทธเจ้า บรรลุเป้าหมาย คือ นิพพานแล้ว โดยสรุป:- คนที่จะบอกได้ว่าชีวิตเราต้องการอะไร ไม่ใช่คนอื่น แต่คือตัวเราเอง เราต้องทำจิตใจให้สว่าง ด้วยการมีปัญญา ซึ่งต้องอาศัยสมาธิ และการลงมือทำจริง แน่วแน่จริง (ความเพียร) มีความมั่นใจ (ศรัทธา) มีสติ มีการพัฒนาจากข้อผิดพลาดต่าง ๆ - งานที่ทำเต็มที่ ด้วยหลักอินทรีย์ 5 ประกอบอิทธิบาท 4 จะเกิดปัญญา เห็นช่องทางไปต่อ ความแจ่มแจ้งในใจจะปรากฏขึ้นว่างานนั้น ใช่หรือไม่ใช่ เพียงแค่คิดอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องลงมือทำ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q1: ทำบุญแล้ว พระเอาไปใช้ในทางไม่ถูก จะได้บุญหรือไม่A: บุญมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ1. ศรัทธาของผู้ให้ = ทั้งก่อน ในระหว่าง และหลังให้- ศรัทธานั้นไม่ได้ตั้งอยู่กับตัวบุคคล- ศรัทธานั้นไม่ใช่ความงมงาย2. ศีลของผู้รับ = มีราคะ โทสะ โมหะ มากหรือน้อยQ2: ทำบุญต้องหวังผลA: วิธีทำบุญมี 3 อย่าง คือ การให้ทาน การรักษาศีล และการภาวนา- ทำบุญต้องหวังผล หากผลที่หวังนั้น คือ นิพพานหรือการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล ก็ต้องเลือก/พิจารณาการทำบุญนั้นให้ดี เช่น บุญจากการให้ทาน ต้องเลือกผู้รับที่เป็นเนื้อนาบุญ คือ มีราคะ โทสะ โมหะ น้อย โดยดูจากข้อวัตรปฏิบัติ ทางกาย วาจา ใจ ต้องใกล้ชิดและใช้เวลาดู - บุญจากการให้ทาน เกิดได้ 3 ช่วงเวลา คือ ก่อนให้ ระหว่างให้ และหลังให้ ถ้าก่อนให้และระหว่างให้ มีศรัทธา ก็ได้บุญ แต่หากต่อมามีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับพระ แล้วเสื่อมศรัทธา บุญที่เกิดหลังให้ก็จะไม่ได้- จึงไม่ควรตั้งศรัทธาไว้ที่ตัวบุคคล แต่ให้ตั้งศรัทธาไว้ที่สถาบันสงฆ์ ซึ่งไม่ได้หมายถึงบุคคล แต่คือ การปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ- เมื่อตั้งศรัทธาไว้ที่การปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ อย่างไม่คลอนแคลนแล้ว บุญก็จะไม่ลด ดังนั้น อย่าเอาการที่คนอื่นทำไม่ดี มาตัดกระแสบุญของเราQ3: ตู้ชำระหนี้สงฆ์A: สมัยพุทธกาลไม่มี เพิ่งมีขึ้นในภายหลัง เริ่มจากประเพณีขนทรายเข้าวัด ที่มองว่าไปวัดแล้วเอาของวัดติดมาด้วย จึงต้องใช้หนี้วัดQ4: บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นในวัดA: สมัยก่อนไม่มีพระพุทธรูป การบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จึงทำที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องไปวัด แต่การไปวัด คือ การไปรวมตัวกันเพื่อฟังธรรมจากผู้รู้ ไปทำความสงบ - ถ้าจะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่น ต้องบูชาในคุณธรรม ความดี ไม่ใช่บูชาเพื่อขอผลQ5: เพาะพันธุ์แมวขายA: เป็นการค้าขายสัตว์เป็น- ให้ทำอาชีพอื่นที่ไม่เสี่ยงเป็นบาป และมีเวลาว่างในการปฏิบัติธรรมมากขึ้น จะดีกว่าQ6: ทีฆชาณุสูตรA: ทีฆชาณุสูตร = ประโยชน์ในปัจจุบัน 4 ประการ และประโยชน์ในอนาคต 4 ประการ- ประโยชน์ในอนาคต 4 ประการ คือ ศีล ศรัทธา จาคะ ปัญญา Q7: ถวายตั๋วรถไฟให้พระ A: โยมท่านหนึ่งเจอพระที่สถานีรถไฟ ตั้งใจจะถวายตั๋วรถไฟให้พระ แต่พระให้ถวายเป็นเงินแทน จึงไม่ได้ถวายให้- ที่โยมทำ เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามธรรมวินัยแล้ว- การที่ไม่ได้ถวายเงินให้พระ เป็นสิ่งที่ถูกตามธรรมวินัยแล้ว เป็นการช่วยพระรักษาศีล ได้บุญQ8: บูชาบุคคลที่ควรบูชาA: บุคคลที่ควรบูชา ได้แก่ พระพุทธเจ้า พระสงฆ์ (ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ) ผู้มีศีล มารดาบิดา (ผู้มีอุปการะก่อน) ผู้มีพรหมวิหาร 4 บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ เทวดา (ผู้มีศีล ศรัทธา จาคะ ปัญญา)Q9: การยึดติดกับสิ่งสมมติA: การยึดถือ (อุปาทาน) เกิดจาก ความเพลิน ความพอใจ หากมีในสิ่งใด สิ่งนั้นเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน- ต้องมีสติ จึงจะไม่เพลิน ก็จะไม่ยึดถือในสิ่งที่สมมติเหล่านั้น- ต้องฝึกการมีสติอยู่เรื่อย ๆ ให้มีกำลังมากขึ้น ความเพลินก็จะค่อย ๆ ลดลง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ช่วงไต่ตามทาง: ปัญหาชีวิตคู่- ผู้หญิงท่านหนึ่งแต่งงานเข้าบ้านสามี ไม่ใช่เรื่องของคน 2 คน เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ 2 ครอบครัว ต้องปรับตัวหลังแต่งงาน มีตัวแปรหลายอย่างเพิ่มขึ้น เช่น แม่สามี คนในครอบครัวสามี ลูก ปู่ย่าตายาย เกิดการกระทบกระทั่งกัน สามีลงไม้ลงมือ ไม่มีความสุขในครอบครัว - อำนาจของกิเลส ทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกันช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ:เรื่องเล่า “ใครน่ากลัวมากที่สุด”- ประชาชนกลัวพระราชา พระราชากลัวนักรบที่ทรยศ นักรบกลัวโจรที่ไม่มีระเบียบวินัย โจรกลัวภรรยาด่า ภรรยากลัวคนนิ่ง ไม่เถียงกลับ เรื่องเล่า “ครอบครัวอยู่เป็นสุข ด้วยน้ำมนต์คุณยาย”- สามีภรรยาคู่หนึ่ง ทะเลาะกันมาก เถียงกันวันเว้นวัน เกิดความระอาใจ ต่างคนต่างไม่ยอมกัน คิดว่าอีกฝ่ายเป็นต้นเหตุของปัญหา ภรรยาไปปรึกษาคุณยายว่าทำอย่างไรถึงอยู่กับคุณตาได้อย่างสงบ คุณยายจึงให้น้ำมนต์มา และกำชับว่าเมื่อสามีเข้ามาในเขตบ้านเมื่อไร ให้ภรรยาอมน้ำมนต์ไว้ในปาก จนกว่าสามีจะกินข้าวเสร็จ จึงค่อยบ้วนทิ้ง ให้ทำติดต่อกันเจ็ดวัน - ผลปรากฏว่า สามีภรรยาไม่ได้ต่อคำซึ่งกันและกัน จึงไม่มีเรื่องให้ทะเลาะกันอีกความนิ่ง- “ความนิ่ง” เป็นทางลัดที่จะนำไปสู่ความสงบ- “ความนิ่ง” เป็นการเอาชนะการโต้เถียงกัน- ชี้แจงได้ แต่ถ้าชี้แจงแล้วไม่เกิดประโยชน์ ก็ให้นิ่งเสีย- ให้อดทน ยังไม่พูดขณะเกิดปัญหา รอให้อารมณ์เย็น บรรยากาศเหมาะสม จึงค่อยพูดคุยกัน- “การนิ่ง” เป็น 1 ใน 4 ของฆราวาสธรรม 4 ในเรื่อง “ขันติ” (ความอดทน)ฆราวาสธรรม 4 กับการใช้ชีวิตคู่ฆราวาสธรรม 4 เป็นหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงให้ไว้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของคนคู่ หรือผู้ครองเรือน1. สัจจะ (ความจริง) = มีความไว้วางใจต่อกัน มีความจริงใจต่อกัน ทั้งทางกาย วาจา ใจ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง 2. ทมะ (การฝึกตน) = มีความข่มบังคับใจต่อผัสสะที่ไม่น่าพอใจ 3. ขันติ (ความอดทน) = มีความนิ่ง อดทนต่อสิ่งที่เป็นอกุศลธรรม- ความอดทน (ละอกุศลธรรมด้วยสติและปัญญา) ไม่ใช่ ความเก็บกด (เก็บอกุศลธรรม ราคะ โทสะ โมหะ)4. จาคะ (ความเสียสละ) = ยอมให้กัน ลดทิฏฐิมานะ ลดความเอาแต่ใจ เสียสละทั้งสองฝ่าย ประนีประนอมกัน- การครองเรือนไม่ใช่งานง่าย ๆ มีภาระมาก ทุกข์ของผู้ครองเรือนมีมากกว่าการออกบวช- ปัญหาครอบครัว เกิดจากการขาดฆราวาสธรรม 4 ข้อใดข้อหนึ่ง- ยิ่งมีคนในครอบครัวที่เกี่ยวข้องกันมากเท่าไร ยิ่งต้องเพิ่มฆราวาสธรรม 4 ให้มากขึ้นเท่านั้น - หากพยายามปรับตัวแล้ว ให้เวลาแล้ว ไม่ดีขึ้น ก็ลองแยกกันอยู่ ห่างกันสักพัก - ถ้าพิจารณาแล้วครอบครัวไม่มีฆราวาสธรรม 4 อยู่เลย และต้องเลิกกันจริง ๆ เพราะอยู่กับคนพาลไม่ดี ก็ให้เลิกกันด้วยดี ไม่คิดร้าย ไม่พยาบาท   Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q1: นำของจากวัด มาใช้ส่วนตัว บาปหรือไม่A: ต้องแยกประเด็นก่อนว่าสิ่งของนั้น ถวายให้ “สงฆ์” (หมู่, วัด, ไม่เจาะจงบุคคล) หรือ “ภิกษุ” (เจาะจงบุคคล) - กฎของสงฆ์ = หากญาติโยมจะน้อมลาภปัจจัยอันใดอันหนึ่งถวายเพื่อหมู่สงฆ์ ถ้ามีภิกษุบอกให้ถวายแก่ท่านเพียงรูปเดียว ภิกษุรูปนั้นเป็นอาบัติ (ความผิดน้อมลาภของหมู่เข้าสู่ตัวเอง)- รูปแบบการแบ่งสิ่งของของสงฆ์ = ตักอาหารไล่จากภิกษุผู้มีพรรษามากไปหาน้อย, เก็บสิ่งของไว้ในคลังแล้วไปเบิกเมื่อต้องการใช้, จับสลาก- ดังนั้น หากเป็นสิ่งของของหมู่สงฆ์ ถ้าญาติโยมจะเอาไปใช้ ก็ต้องขออนุญาตหมู่สงฆ์ เช่น เจ้าอาวาสผู้ได้รับมอบหมายให้ตัดสินใจแทนหมู่สงฆ์, หมู่สงฆ์เกิน 4 รูป ประชุมกันแล้ว ไม่ใช่ขออนุญาตภิกษุรูปเดียว เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว =ไม่เป็นการถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้ = ไม่บาป, ไม่ผิดศีลQ2: ใช้สิ่งของของคนตาย A: สิ่งของของคนตาย = ไม่มีเจ้าของ - คนตายไปแล้วไม่สามารถเรียกร้องว่าเป็นของตนได้อีกต่อไป ตัวอย่าง พระเจ้าปเสนทิโกศล ชี้ว่าสิ่งของนั้นเป็นของปู่ ของพ่อ ซึ่งตายไปแล้วแต่เอาไปไม่ได้ Q3: พระให้ถังสังฆทานA: สังฆทาน = ทานที่ให้แก่หมู่สงฆ์ ไม่ได้ให้เฉพาะเจาะจงบุคคล ไม่จำกัดรูปแบบว่าต้องเป็นถัง- ถ้าภิกษุนั้นได้รับมอบฉันทะจากหมู่สงฆ์ให้สละได้ เช่น เจ้าอาวาส ผู้ได้รับก็เอาไปใช้ได้ จะเอาไปให้ใครต่อก็ได้Q4: นำของที่ได้รับมาไปถวายต่อให้พระA: ทำได้ ผู้ให้ทอดแรกก็ได้บุญด้วยQ5: ใส่บาตร ไม่ใส่น้ำดื่มA: มีอะไรก็ใส่บาตรได้ ใส่เท่าที่มี - บาตร จะใส่ได้เฉพาะของที่กลืนล่วงลำคอเท่านั้น- ผู้ให้ทานแต่ละคน มีความละเอียดประณีตแตกต่างกัน  Q6: ทำบุญไม่เกินตัวA: “คนฉลาดในการให้ทาน จะไม่เบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น หรือทั้งสองฝ่าย”- ความบริสุทธิ์ของบุญจากการให้ทานมากน้อย ขึ้นอยู่กับ1. ผู้ให้ = มีศรัทธา มีศีล2. ผู้รับ = มีราคะ โทสะ โมหะ น้อย3. ของที่ให้ = ได้มาโดยบริสุทธิ์- จำนวนเงิน, สิ่งของ ที่ให้ทาน ไม่ได้เป็นปัจจัยหลักว่าจะได้บุญมากหรือน้อย- การให้ทาน = เป็นไปเพื่อการสละออก ไม่ใช่เพื่อความยึดถือว่าต้องได้ผลของทาน- การสร้างบุญนอกจากการให้ทานแล้ว ยังมีบุญเหล่าอื่น ได้แก่ การรักษาศีล การภาวนา ได้บุญมากกว่าให้ทาน นำไปสู่การอยู่เหนือบุญ เหนือบาป ได้Q7: เรียนภาษาบาลีA: การเข้าใจรูปแบบของภาษาบาลี ทำให้ได้รู้ความคิดของผู้พูด- การเรียน = การฝึกฝนทักษะใหม่ - ถ้าเอื้อเฟื้อรับฟังคำตักเตือนของผู้สอน ด้วยความเคารพหนักแน่น ก็จะสามารถไปได้Q8: ทำงานที่ไม่ชอบ กับคนที่ไม่ชอบA: ต้องตั้งสติไว้ให้มาก เปรียบเหมือนเข้าป่าที่มีหนามเยอะ ต้องระมัดระวังอย่างมาก- ต้องตั้งสติไว้ให้ดี อย่าทำในสิ่งที่เป็นอกุศลธรรม เพื่อตอบโต้สิ่งไม่ดีที่คนอื่นทำ- ตั้งสติโดยนึกถึงลมหายใจ, พุทโธ, กายคตาสติ เป็นต้น- ความชอบในงาน = ปรับจิตเราได้ = อย่าเพลินไปตามสิ่งที่ชอบใจ (ความสบาย) ก็จะสามารถปรับจิตเพื่อการทำงานทั้งที่ชอบและไม่ชอบได้- หลักธรรมที่ทำให้มีความสุขในการทำงาน คือ สังคหวัตถุ 4  1. ทาน = แบ่งปันสิ่งของให้กัน 2. ปิยวาจา = พูดจาดีต่อกัน3. อัตถจริยา = ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน4. สมานัตตตา = เสมอต้นเสมอปลาย ร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่เอาเปรียบ เห็นประโยชน์ส่วนรวมQ9: Social Media กระทบกับการทำงานA: ปิดไปเลย, เอาโทรศัพท์ไปไว้อีกห้องหนึ่ง ให้เข้าถึงไม่ได้ในช่วงเวลานั้น- แบ่งเวลาใช้ Social Media ให้เหมาะสม  Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ช่วงไต่ตามทาง: เป็นประสาท เพราะสามีมีหญิงอื่น- ผู้หญิงท่านหนึ่ง เจอผัสสะที่ไม่น่าพอใจอย่างมาก แบบไม่ทันตั้งตัว จับได้ว่าสามีมีหญิงอื่น เกิดอาการมึน นอนไม่หลับ หัวเราะ ร้องไห้ หลายความคิดเกิดขึ้น คิดวน หาทางออกไม่เจอ จะเป็นประสาทเปรียบเหมือนกับ “ถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ”- ลูกศรอาบยาพิษ = ตัณหา (ราคะ โทสะ โมหะ)- พิษ = อวิชชา - แผล = ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (ต้องใช้สติ เป็นเครื่องมือตรวจหาว่าลูกศรที่แทงอยู่ตรงไหน)- มีดปาดแผลเอาลูกศรออก = ปัญญาที่มีความคม- บีบหนองที่แผลออก = กำจัดสิ่งไม่ดีออก อย่าไปทำอีก เช่น การด่า การคิดไม่ดี การทำร้ายผู้อื่น- ยาใส่แผล = เจริญศีล สมาธิ ปัญญา เมตตา กรุณา อุเบกขา- ไม่ให้แผลกำเริบ ไม่กินของแสลง ไม่ให้แผลโดนลมโดนแดด = อย่าทำสิ่งที่เป็นอกุศลเพิ่ม และอย่าคิด อย่าคุย อยู่ห่าง ๆ สิ่งที่จะกระตุ้นให้เกิดความโกรธนั้นขึ้นมาอีก- ตัวเรา คือ ผู้ที่รู้ว่าเจ็บตรงไหนได้ดีที่สุด พระพุทธเจ้าให้ยาไว้แล้ว ก็ให้ใส่ยาให้ตรงแผลที่สุด ก็จะหายจากโรค (ความเข้าใจผิด) นี้ได้- ธรรมะรักษานี้ แม้จะต้องเจ็บบ้าง แต่ถ้าไม่รีบรักษา เชื้ออาจลุกลาม จนต้องตัดอวัยวะหรือเสียชีวิต- ทางที่ดี ควรป้องกันไม่ให้ถูกแทงด้วยลูกศรอาบยาพิษแต่แรก โดยสำรวมอินทรีย์ รักษาศีล ไม่เพลิน ไม่หลง เห็นตามความเป็นจริงความรักแบบเมตตาหรือราคะ- “ความรัก” อยู่ตรงไหน ภัยอันตรายอยู่ตรงนั้น เพราะสิ่งที่รักที่พอใจ ย่อมเปลี่ยนแปลงไป ไม่เที่ยง นี่คือความจริง - ต้องมีสติ ทำจิตให้นิ่งเป็นสมาธิ จะเกิดปัญญาเห็นตามความเป็นจริง แยกได้ว่าเป็นความรักแบบเมตตาหรือราคะ ให้ถอนราคะออก เหลือไว้แต่เมตตา - ความจริงเป็นของดี กุศลธรรมเกิดขึ้นได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา ก็ให้เข้าใจว่าสุขทุกข์เป็นเรื่องธรรมดา และเลือกที่จะสร้างสิ่งที่เป็นกุศลช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: สัญญาณบ่งบอกความบ้า1.ทางด้านพฤติกรรม = นอนไม่หลับ นอนมากเกินไป เบื่ออาหาร กินมากขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น หาอบายมุขเพื่อให้เกิดความสุขในตอนนั้น เช่น สุรา บุหรี่ ยาเสพติด เล่นโซเซียลมากเกินไป2. ทางด้านอารมณ์ = เพ้อ อาละวาด เครียดตลอดเวลา หวาดระแวง กังวลใจไปหมด3. ทางด้านความคิด = จดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ ตัดสินใจในเรื่องเล็กน้อยไม่ได้ คิดว่าจะมีคนทำร้าย เห็นภาพหลอน ได้ยินเสียงแว่ว คิดทำร้ายตัวเองโรคประสาทมีในทุกคน- คนบ้า คือ คนที่ยังมีราคะ โทสะ โมหะ - จะเกิดความวิปลาส 4 อย่าง 1. เห็นสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง2. เห็นสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข3. เห็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา) ว่าเป็นตัวเราของเรา4. เห็นสิ่งไม่งาม (อสุภะ) ว่าเป็นของงามราคะ โทสะ โมหะ ทำให้ไม่เป็นตัวเอง ราคะ = ความหิว ความต้องการโทสะ = ความร้อน ความโกรธ ความไม่พอใจโมหะ = ความไม่เข้าใจ ความมึน ความมืดวิธีการกำจัดราคะ โทสะ โมหะ - ใช้สติ = ตรวจหาลูกศรอาบยาพิษ- ใช้ปัญญา = มีดปาดแผลเอาลูกศรออก- ใช้ศีล สมาธิ ปัญญา เห็นตามความเป็นจริง เมตตา กรุณา อุเบกขา = ใส่ยาที่แผลทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ- แผลหาย = กำจัดอวิชชาซึ่งเป็นรากของราคะ โทสะ โมหะ ออกไปจากจิตได้ ไม่วิปลาสอีกต่อไป เป็นผู้ที่พ้นจากความทุกข์ทั้งปวง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q1: หนังสือสุทธิของพระA: หนังสือสุทธิของพระ เป็นข้อมูลเกี่ยวกับการบวช เช่น วันที่บวช พระอุปัชฌาย์ วัดที่สังกัด สมณศักดิ์ ข้อมูลทะเบียนราษฎรบางส่วน (เลขบัตรประจำตัวประชาชน มารดาบิดา สัญชาติ) Q2: การรับเงินของพระA: พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ชัดเจนว่า “เงินและทองไม่ควรแก่สมณะ เงินและทองควรแก่ผู้บริโภคกาม”- พระสงฆ์ยินดีในทองและเงินที่เก็บไว้ให้ไม่ได้ เป็นอาบัติ- วิธีที่จะทำให้เกิดความบริสุทธิ์ ความบริบูรณ์ ตามธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ และไม่เป็นการขวางทางบุญของผู้ให้ทาน คือ 1. ญาติโยมสามารถให้เงินไว้กับไวยาวัจกร แล้วบอกว่าเป็นเงินสำหรับปัจจัยสี่ของพระในเรื่องใด ให้ไวยาวัจกรเป็นผู้จัดการดูแลให้ 2. เมื่อพระต้องการปัจจัยสี่ใด ก็ไปบอกไวยาวัจกรให้จัดหาให้ แต่จะไปเบิกเป็นเงินไม่ได้ ไวยาวัจกรก็จะนำเงินที่ญาติโยมให้ไว้นำไปจัดหาสิ่งของนั้นให้พระ Q3: นรกสวรรค์ เป็นสิ่งสมมติ A: อยู่ที่มุมมองต่อสิ่งที่มากระทบ- นรก = การได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในสิ่งที่ไม่น่าพอใจ- สวรรค์ = การได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในสิ่งที่พอใจ- เมื่อมีผัสสะมากระทบ อาจถูกกิเลสบิดเบือนทำให้การรับรู้ของจิตผิดเพี้ยนไปในทางร้อน ทางหิว ทางมืด ตามอำนาจของราคะ โทสะ โมหะได้ - หากไม่มีกิเลส ก็จะเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริงด้วยปัญญาว่า ทุกขเวทนาและสุขเวทนาที่เกิดขึ้น ก็เป็นธรรมดาอย่างนั้น จิตก็จะอยู่เหนือบาป เหนือบุญ เหนือสวรรค์ เหนือนนรก เป็นสภาวะหลุดพ้น (นิพพาน) ซึ่งมรรค 8 เป็นทางที่นำไปสู่ทางหลุดพ้นนี้ได้Q4: ผู้ไม่ถูกนินทา ย่อมไม่มีในโลกA: สุข-ทุกข์ นินทา-สรรเสริญ มีลาภ-เสื่อมลาภ มียศ-เสื่อมยศ (โลกธรรม 8) = เป็นของโลก โลกจะหมุนไป เปลี่ยนแปลงไปอย่างนี้ เดี๋ยวมี เดี๋ยวไม่มี- ถ้าผิดจริงก็ปรับปรุงแก้ไข แต่ถ้าไม่ได้ทำผิด ก็อย่าถือคำด่าคำนินทานั้นเป็นสาระ ให้ทำความดีต่อไปเรื่อย ๆ Q5: ผู้ชี้ขุมทรัพย์A: เรื่องนี้อยู่ในกินติสูตร - ผู้ที่ตักเตือนผู้อื่น เป็นกัลยาณมิตร มีความเป็นผู้นำ มีพรหมวิหาร 4  1. ถ้าพูดเตือน ณ ตอนนั้น แล้วเขาไม่เคือง = ก็พูดตอนนั้นได้เลย 2. ถ้าพูดเตือน ณ ตอนนั้น แล้วเขาจะเคือง = ก็อย่าเพิ่งพูด ให้หาเวลาและวิธีการอื่นที่พูดแล้วเขารับได้ เช่น เวลากินข้าว3. ให้เห็นว่าความขัดเคืองของเขาเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อเทียบกับการที่เขาจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ = ก็ต้องพูด4. ถ้าพูดเตือนแล้ว เขาจะเคือง และจะไม่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นแน่ ๆ = ก็ต้องใช้อุเบกขา- อย่ามีจิตใจที่คิดว่า “เรื่องของเขา เราจะไม่ยุ่ง” อันนี้เป็นโมหะ แต่ให้มีพรหมวิหาร 4 พิจารณาตามลำดับข้างต้น Q6: ไม่ควรไว้ใจในคนไม่คุ้นเคย แม้ในคนคุ้นเคยก็ไม่ควรไว้ใจ A: ไว้ใจ = เพลิน, ประมาท, ถือวิสาสะ ไม่ได้หมายความว่า ไม่เชื่อใจ- ต่อให้เป็นคนคุ้นเคยกัน ก็ต้องระมัดระวัง เกรงใจกัน ไม่ถือวิสาสะ ไม่ประมาท Q7: ลดผลกรรมจากอาชีพฆ่าสัตว์A: ลดผลของกรรม = เพิ่มปริมาณความดี- ให้ทำความดีอย่างอื่น ไม่ประมาทในการให้ทาน ไม่ประมาทในการรักษาศีลข้ออื่น ไม่ประมาทในการเจริญภาวนา และให้ตั้งจิตอธิษฐานที่จะทำมาหากินอย่างอื่นที่ไม่ต้องฆ่าสัตว์ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ช่วงไต่ตามทาง:- ผู้ฟังท่านนี้ เคยเป็นคนมีความสงสัยมาก แต่เมื่อได้ฟังธรรมะจากครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ทำให้มีความเข้าใจมากขึ้น จิตใจเย็นลง ความสงสัยในเรื่องต่าง ๆ จางคลายไป ระงับไป ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: วิธีคิดที่ไม่มีทางผิด- อปัณณกสูตร การปฏิบัติที่ไม่มีทางผิด เรื่องที่ 1 อุปมาเหมือนลูกเต๋าที่ปรับแต่งถ่วงน้ำหนักไว้แล้ว ยังไงก็ลงด้านนี้ตลอด ใช้เป็นกลโกงในการเล่นพนัน ก็แต่คนดีก็สามารถนำมาวิธีคิดให้ได้เปรียบมาใช้กับสถานการณ์เพื่อให้ตั้งอยู่ในความดีได้ตลอด ไม่เผลอเพลิน มีสติ ทำสิ่งที่เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น หรือทั้งสองฝ่าย ทั้งในปัจจุบันและในเวลาต่อ ๆ ไปเรื่องที่ 2 พ่อค้าเดินทางด้วยเกวียนไปค้าขายต่างเมือง ต้องผ่านเส้นทางที่มียักษ์คอยหลอกลวงจับพ่อค้ากิน พ่อค้าเห็นว่าถ้าข้ามไปได้จะค้าขายได้กำไรมาก จึงเตรียมตัวบริหารความเสี่ยงต่าง ๆ เช่น เตรียมน้ำไปให้เกินพอดีนิดหน่อยสำหรับการเดินทาง สั่งลูกน้องไม่ให้ใช้น้ำเกินและอย่าเชื่อคนที่เจอระหว่างทาง ความเสี่ยงสูง แต่คุ้มที่จะทำ- ในทุกเรื่อง ถ้าไม่มีความรู้ ไม่มีปัญญา ก็จะมีความเสี่ยงสูง แต่ถ้าจะเกิดผลตอบแทนที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเอง ต่อผู้อื่น หรือทั้งสองฝ่าย และเกิดประโยชน์ทั้งในเวลาปัจจุบันและในเวลาต่อ ๆ ไปอีก แม้จะมีความเสี่ยงมาก แต่ก็คุ้มที่จะทำ โดยสามารถลดความเสี่ยง ด้วยการเพิ่มความรู้ ลดความยาก ด้วยการเพิ่มความเพียรได้วิธีคิดที่ไม่มีทางผิด1. มีระบบที่จะป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า (มีปัญญา โยนิโสมนสิการ)2. มีระเบียบวินัยที่จะทำตามระบบนั้น (มีวิริยะ มีความเพียร)3. หากเกิดความผิดพลาด ให้รีบแก้ไข4. มีความยืดหยุ่น เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ได้ แต่ต้องไม่เสี่ยงจนเกินไปวิธีคิดในการกระทำมี 2 แบบ 1. ยังไงก็ผิด = เป็นความวิบัติ 3 อย่าง คือ ศีลวิบัติ จิตวิบัติ และทิฏฐิวิบัติ2. ยังไงก็ไม่ผิด = เป็นความถึงพร้อม 3 อย่าง คือ ศีลสัมปทา จิตสัมปทา และทิฏฐิสัมปทาข้อปฏิบัติ 3 อย่าง ที่ไม่มีทางผิด 1. การคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย = สำรวมอินทรีย์ ระวังอย่าให้บาป อกุศลธรรมเกิดขึ้น2. การรู้ประมาณในการบริโภค = อย่ากินมากเกินไป กินพอระงับเวทนา ไม่กินเพื่อเล่น, มัวเมา, ประดับตกแต่ง3. การประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่เนือง ๆ = ทำความเพียรในการเดินจงกรม นั่งสมาธิ อยู่เป็นประจำ- ถ้ามีความคิดนึกตริตรึกใน 3 เรื่องนี้อยู่เสมอ จะทำให้การปฏิบัติไม่ว่าเรื่องใด มีแต่จะดีท่าเดียว Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q1: พระสูตรภาษาอังกฤษ A: พระสูตร 2 ภาษา (ไทย-อังกฤษ) รับฟังได้ 4 ช่องทาง1. FM 88.00 MHz ทุกวัน เวลา 05.00-05.30 น. 2. Youtube ช่องปัญญาภาวนา รายการ PureDhamma3. Podcast ช่องปัญญาภาวนา รายการ PureDhamma 4. www.panya.org - รายการ Sunday Dhamma talk เดือนละครั้ง ทุกวันอาทิตย์ที่สามของเดือน ทาง FM 88.00 MHz เวลา 08.00 น.  Q2: ค้าขายอาวุธA: สำหรับอุบาสกอุบาสิกา ที่มีจิตใจน้อมตั้งดิ่งอยู่กับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ควรค้าขาย 5 อย่าง ได้แก่ 1. อาวุธ 2. สัตว์เป็น 3. สัตว์ตาย (เนื้อสัตว์) 4. สุรา 5. ยาพิษ- แม้การค้าขาย 5 อย่างนี้ จะไม่ผิดศีล แต่เป็นไปเพื่อการสนับสนุนให้มีการทำผิดศีล จึงมีส่วนได้รับบาปนั้นด้วย- เพื่อไม่ให้ได้รับส่วนแห่งบาป อันจะเป็นตัวปิดกั้นทางสู่มรรคผลนิพพาน ให้ค้าขายอย่างอื่นหรือทำอาชีพอื่น- ยุทโธปกรณ์ที่ใช้สำหรับป้องกันอาวุธเข้ามาโจมตี ถือว่าเป็นอาวุธเช่นกัน เพราะขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าจะนำใช้ไปทางไหน จึงถือเป็นการค้าขายอาวุธ- การปรับเปลี่ยนความรู้ ความสามารถ เทคโนโลยี ไปในทางไม่เบียดเบียน เกิดประโยชน์กับตัวเองหรือผู้อื่น คือทางที่ถูกต้องQ3:ค้าขายเนื้อสัตว์A: บุญ บาป เป็นคนละบัญชี- การค้าขายเนื้อสัตว์ ไม่ได้ผิดศีล- คนขายเนื้อสัตว์ อย่าทำผิดศีลและสร้างบุญในรูปแบบอื่น เช่น รักษาศีลให้ดี เจริญสมาธิ ทำทาน ค่อย ๆ ลดการเบียดเบียนลง และตั้งจิตอธิษฐานในการเปลี่ยนอาชีพ Q4: การซื้อหุ้นของบริษัทค้าอาวุธA: แบบแรก ซื้อหุ้นแบบวิเคราะห์สถิติ ซื้อมาขายไป = ไม่เป็นการสนับสนุนการค้าอาวุธแบบสอง ซื้อหุ้นแบบพื้นฐาน มองธุรกิจ ผลประกอบการในช่วงมีการรบ คาดว่าจะได้กำไรจึงลงทุน = เป็นการสนับสนุนการค้าอาวุธQ5: เนื้อวัว VS เนื้อหมูA: การฆ่า ไม่ดีทั้งหมด- สัตว์ที่ฆ่า บาปไม่เท่ากัน ดูจากตัวเล็กตัวใหญ่ มีบุญคุณมากน้อย สัตว์นั้นเบียดเบียนมากหรือน้อย- คนที่ค้าขายเนื้อสัตว์ เมื่อรู้ว่าประมาทแล้วแต่ยังออกมาไม่ได้ ก็ต้องไม่ประมาท อาจลดการฆ่าหรือลดกินเนื้อสัตว์บางประเภทQ6: ละความโกรธA: ไม่ควรโกรธใครเลย1. ใช้ “เมตตา” ช่วยละความโกรธ 2. ใช้ “กรุณา” เพื่อยับยั้งการตอบโต้ของเรา, แนะนำเขาให้ดีขึ้น 3. ใช้ “อุเบกขา” หยุดจิตของเราไม่ให้ไปในทางอกุศล ให้ตั้งจิตวางเฉยต่อผัสสะที่มากระทบว่า “สัตว์โลกมีกรรมเป็นของของตน เขาทำกรรมอย่างไร ก็จะได้รับผลอย่างนั้น เขาเบียดเบียนผู้อื่น เขาก็มีกรรมของเขา ถ้าเราเบียดเบียนเขา เราก็จะมีกรรมของเรา อย่ากระนั้นเลย เราก็จะไม่เบียดเบียนใคร”Q7: ภัยธรรมชาติ เกิดจากกรรมใดA: ทุกขเวทนา เกิดได้ด้วยเหตุ 6 ประการ คือ 1. กรรมเก่าของเรา 2.เหตุแห่งดินฟ้าอากาศ 3.กรรมของคนอื่น 4. สุขภาพของเรา 5. เตรียมตัวไม่สม่ำเสมอ 6. กรรมในปัจจุบัน - วิธีปรับจิตให้อยู่กับเวทนาได้อย่างสบายใจ คือ นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วทำสิ่งที่ควรทำ เว้นสิ่งที่ควรเว้น บุญจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาที่อยู่กับทุกขเวทนา เช่น ขันติ อุเบกขา- “เห็นทุกข์ จึงเห็นธรรม” เพราะทุกข์สังเกตได้ง่าย ทำให้ไม่ประมาท แต่สุข ทำให้เพลินได้ง่าย ทำให้ประมาท แต่ทั้งสุขและทุกข์ ต่างก็ตั้งอยู่ดับไปเช่นกัน สุขเวทนาและทุกขเวทนาจึงนำมาซึ่งทุกข์พอ ๆ กัน Q8: ความคิดในจิตสุดท้ายA: จิตสุดท้าย ให้นึกถึงสิ่งที่เป็นกุศลธรรมที่เคยได้ทำ จะนำไปสู่สุขคติ เช่น การทำบุญทำทาน รักษาศีล ดูแลพ่อแม่อย่างดี เคยไปบวชไปปฏิบัติธรรม นึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ นึกถึงการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบของเรา จะทำให้เป็นผู้มีสติ ไม่ลืมหลง เกิดสมาธิ อย่างน้อยก็ได้เป็นพระอนาคามี มีพรหมโลกเป็นที่ไป- ด้วยจิตสงบ มีสมาธิแล้ว ถ้าพิจารณาให้เกิดปัญญาว่า “ทุกสิ่งเป็นของไม่เที่ยง” ก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ ไม่ก่อนไม่หลังความตาย - ขอให้มีสติ ไม่หลง ไม่เพลิน ไม่ประมาท ฝึกจิตให้นึกถึงสิ่งที่เป็นกุศลธรรมอยู่เสมอ นึกถึงความตายวันละหลาย ๆ รอบ เป็นมรณานุสติการนึกถึงความตายด้วยปัญญาอย่างถูกต้อง ก็จะพ้นจากความตายได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
loading
Comments 
loading