Discover7 ตามใจท่าน (ธรรมะสากัจฉา)
7 ตามใจท่าน (ธรรมะสากัจฉา)
Claim Ownership

7 ตามใจท่าน (ธรรมะสากัจฉา)

Author: ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana

Subscribed: 97Played: 564
Share

Description

การพูดคุยปรึกษา คือ สากัจฉาทำให้เกิดความไม่ประมาทและมีปัญญาได้, มีคำถามอยู่ที่ไหน ก็มีคำตอบอยู่ที่นี่, ตอบทุกข้อสงสัย ทั้งในการดำเนินชีวิต, หลักธรรม หรือการภาวนา โดย ร่วมพูดคุยกับคุณเตือนใจ สินธุวณิก และ พระอาจารย์พระมหาไพบูลย์ อภิปุณฺโณ ในช่วง "ตามใจท่าน". New Episode ทุกวันอาทิตย์ เวลา 05:00, Podcast นี้เป็นส่วนหนึ่งของรายการธรรมะรับอรุณ ออกอากาศทุกวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) มีคำถาม/ข้อเสนอแนะ หรือสมัครติดตามฟังทั้ง 7 รายการ ที่ panya.org

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

391 Episodes
Reverse
Q: นอกจากมีอริยมรรคมีองค์ 8 เป็นกัลยาณมิตรแล้ว สามารถที่จะเอาญาติธรรมมาเป็นกัลยาณมิตรได้อีกหรือไม่?A: กัลยาณมิตร 4 ประการ ได้แก่ 1) มรรค 8 2) คฤหัสถ์/ฆราวาส ที่มีคุณธรรม 4 ประกอบด้วยศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา 3) นักบวช/พระสงฆ์ ให้ดู 4 อย่าง คือ ดูที่ศีลจากการที่อยู่ร่วมกัน, ดูที่ความสะอาด, การพูดทั้งต่อหน้าและลับหลัง, ดูที่สมาธิ คือเมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นแล้ว จะตกใจกลัวอารมณ์เสียหรือไม่ ดูที่ปัญญาว่าตอนอธิบาย สามารถชี้แจงได้ละเอียดหรือไม่ 4) พระพุทธเจ้า คือเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร หากเราไม่มีใครเป็นกัลยาณมิตร ให้เราเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร Q: อธิบายเรื่องขันธ์ 5 ใน 7 ประการ | ขันธ์แต่ละอย่างคืออะไร?A: ขันธ์ (กอง) 5 ได้แก่ 1) รูปขันธ์ ได้แก่ธาตุสี่ 2) เวททนาขันธ์ คือความรู้สึกสุข ทุกข์ อทุกขมสุข 3) สัญญาขันธ์ คือความหมายรู้ 4) สังขารขันธ์ คือการปรุงแต่งรูปอย่างหนึ่ง ให้สำเร็จรูปออกมาเป็นอีกอย่างหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงรูปอย่างเดียว แต่เป็นการปรุงแต่งทางกาย วาจา ใจ 5) วิญญาณขันธ์ คือการรู้แจ้ง “อุปมาขันธ์ 5” รูป เปรียบดังฟองน้ำ, เวทนา เปรียบดังฟองน้ำก้อนใหญ่ๆ, สัญญา เปรียบดังพยับแดด, สังขาร เปรียบดังแก่นของต้นกล้วย, วิญญาณเปรียบดัง มายากล ไม่ใช่ของจริง และ “สิ่งที่เราต้องรู้ในขันธ์ 5” ทั้ง 7 ประการ คือ รู้ตัวมัน รู้เหตุเกิด รู้ความดับ รู้วิธีที่จะปฏิบัติให้ถึงความดับ รู้รสอร่อย รู้โทษอันต่ำทรามและรู้อุบายเครื่องสลัดออก Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: ธรรมะกับการเลือกตั้งA: เลือกคนดี เครื่องหมายของคนดี คือ ”การกระทำทางกาย” ไม่ผิดศีล ไม่ซื้อเสียง “การคิด” ไม่คิดเบียดเบียน ไม่พยาบาท “การพูด” มีสัมมาวาจา ให้คนดีมีอำนาจQ: ขุมทรัพย์แห่งใจ จุดแสงแห่งปัญญาA : ปัญญา 3 อย่าง คือ1) ปัญญาที่เกิดจากศรัทธา2) ปัญญาที่เกิดจากสมาธิ มีส่วนที่เกิดจากการฟัง ทั้งส่วนมิจฉาและสัมมาแล้วนำมาพิจารณาเปรียบเทียบส่วนเหมือนส่วนต่าง เป็นส่วนของจินตมยปัญญา3) ปัญญาที่เกิดจากญาณ คือการรู้ เป็นส่วนของภาวนามยปัญญา ทั้งหมดนี้จะเกิดได้ต้องมีอินทรีย์ 5 และส่วนที่จะทำให้หลุดออกนอกมรรค 8 คือมนต์เครื่องกลับใจ 12 อย่าง สิ่งที่ควรทำสิ่งที่ควรเว้น, มุมมองคู่ตรงข้ามไม่ควรทำ, 10 ประการที่เข้าใจผิดและทิฎฐิ 62 Q: เปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาให้กลายเป็นปัญญาในกรณีคุณแม่จากไปA: เอาประโยชน์ 3 อย่าง มาพิจารณาก่อนที่เราจะเริ่มคิด ให้เราตั้งศรัทธาไว้ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ความผาสุกเกิดขึ้นกับชีวิตเราได้ให้เชื่ออย่างนี้ ด้วยการปฏิบัติตามมรรค 8 ด้วยการลงมือทำ ทำสิ่งที่ควรทำเว้นสิ่งที่ควรเว้น เราต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น ไม่คิดถึงเรื่องที่ผิดพลาดไปแล้ว แต่เรียนรู้จากประสบการณ์ สิ่งที่ควรทำคือระลึกถึงความดีของท่าน ทำบุญให้ท่าน ให้อภัยตัวเองและผู้อื่นที่ช่วยคุณแม่ทุกคน ถ้าเราไม่ทำตามสิ่งที่ควรทำควรเว้น ปัญญาญาณจะไม่เกิด ความผาสุกจะไม่มา เมื่อเราลงมือทำกุศล อกุศลจะปรับไป ปรับมา จนกระทั่งลงตัว กระบวนการนี้เป็นภาวนามยปัญญา จนเว้นได้แล้วที่จะไม่คิดไม่ดีต่อตัวเอง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: ทานในอนุปุพพิกถาเป็นทานประเภทไหน?A: อามิสทาน/เป็นลักษณะการสละออก ทานโดยใช้สิ่งของภายนอก ทั้งนี้ เราทำอะไรทางกาย ก็มีผลทางใจด้วย เพราะกาย วาจา ใจ มันเกี่ยวเนื่องกัน เราสละสิ่งที่เป็นอามิส กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ ก็จะลดลงด้วยQ: อภัยทานกับอโหสิกรรม เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?A: ในความหมายของภาษาไทยนั้นนำมาใช้แทนกันได้ โดย อโหสิกรรม จะมีอุเบกขา นำ เน้นมาในทางไม่ผูกเวรต่อ อภัยทานมีเมตตากรุณานำ โดยทั้ง 2 อย่างนั้น สำคัญที่ใจต้องไม่ผูกโกรธQ: บุญที่เกิดจากอภัยทานกับธรรมทาน เหมือนหรือต่างจากบุญที่เกิดจากอามิสทานอย่างไร?A: การให้ทานล้วนเป็นบุญทั้งสิ้น จะเหมือนหรือแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้สิ่งไหน อยู่ที่ผู้ทำและผู้รับด้วยQ: อดทนต่อคำด่า ไม่โต้ตอบแล้วทำให้คนที่ด่าโกรธมากขึ้น จะเป็นการเพิ่มอกุศลกรรมให้กับคนที่ด่าหรือไม่ ควรทำอย่างไร?A: สิ่งที่ควรทำ คือ อดทน ไม่โต้ตอบ ทำด้วยเจตนาที่ดี/คนไม่ดี พอเห็นความดีแล้วไม่พอใจ ก็เป็นธรรมดา ด้วยอำนาจโมหะเขาจึงโกรธมากขึ้น จะสุขหรือทุกข์เป็นผลที่เกิดจากโมหะของเขาเองQ: ลักษณะของวาจาด่าทอว่าร้าย 5 คู่A: 1) ว่าด้วยเรื่องที่จริง-ไม่จริง 2) เป็นประโยชน์-ไม่เป็นประโยชน์ 3) คำอ่อนหวาน-คำหยาบคาย 4) จิตมีโทสะ-จิตมีเมตตา และ 5) ถูกเวลา-ไม่ถูกเวลาQ: เพราะอยากดังจึงกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่าเป็นเรื่องไม่จริง บาปมากน้อยอย่างไร?A: เขาจะพูดอย่างไร เป็นเรื่องของเขา แต่เราต้องรักษาตนเอง โดยให้มีเมตตา กรุณา อุเบกขา ให้เขามากขึ้นQ: อุปกิเลส 16 ประการA: ตามนัยยะของ อุปมาว่าด้วยผ้า ”วัตถูปมสูตร” จิตจะมีเครื่องเศร้าหมอง 16 อย่าง คือ 1) โลภ เพ่งเล็งอยากได้ 2) พยาบาท 3) โกรธ 4) ผูกโกรธ 5) ลบหลู่คุณท่าน 6) ตีเสมอ 7) ริษยา 8) ตระหนี่ 9) มารยา 10) โอ้อวด 11) หัวดื้อ 12) แข่งดี 13) มานะ 14) ดูหมิ่น 15) มัวเมา 16)ประมาท Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ธรรมะรับอรุณ Live : วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2569 เป็นการตอบคำถามสดประจำปี ปูทางจากศรัทธา สมาธิ สู่ปัญญาQ:สามารถถวายสังฆทานพระที่ผ่านหน้าบ้านได้หรือไม่A:ทานคือการให้ สังฆทานคือการให้โดยไม่เจาะจง ควรตั้งจิตว่าทานนี้ถวายในสงฆ์ทั้งสี่ทิศ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข โดยมีภิกษุรูปนี้เป็นตัวแทน จะได้ทั้งพุทธ ธัม สงฆ์ บุญมากหรือน้อยยังขึ้นอยู่กับคุณสมบัติผู้ให้และผู้รับ เมื่อตั้งจิตแบบนี้จะกว้างขวาง เพราะเราไม่ทราบคุณสมบัติผู้รับQ:อานิสงส์การธุดงควัตรคืออะไรA:มาจากคำว่าธุตงฺค เป็นการขูดเกลากิเลสอย่างยิ่ง สามารถปฏิบัติได้ทุกที่ เป็นประโยชน์ทั้งตนเองและผู้อื่น และยังทำให้คำสอนนี้ตั้งอยู่ได้นาน Q: วิธีขจัดความกลัวผีทำอย่างไรA:ความกลัวมีสองอย่างคือที่เป็นกุศลและอกุศล ให้ตั้งสติในกุศล พราะผีคือกิเลส ขจัดอวิชชาออกไปQ:การใส่บาตรหน้าบ้านมีผลดีอย่างไรA:การให้ทานรูปแบบไหนดีทั้งนั้น การใส่บาตรคือการให้ชีวิต ต่ออายุ ผู้ให้อายุคือให้ความสุข ย่อมได้รับความสุขกลับคืน และเป็นการละความตระหนี่Q:บุญที่ยกให้คนอื่น บุญเราจะหมดหรือไม่A:ยิ่งให้ยิ่งได้ เป็นอริยทรัพย์ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: กรวดน้ำควรทำหรือไม่และมีที่มาอย่างไร?       A: บุญสำเร็จได้ที่ใจ สำคัญที่เจตนา ตั้งจิตให้ดี อย่าให้จิตเป็นอกุศล จะมีน้ำหรือไม่มี ก็ไม่เป็นไร Q: ทำไมคนเราจึงโหยหาความรัก ทำอย่างไรจึงจะอยู่ด้วยตนเองได้?A: ธรรมชาติของจิตที่ยังไม่ได้ฝึก มักจะไหลไปตามกระแส วิ่งเข้าหาสุข วิ่งหนีความทุกข์ ที่จิตเป็นอย่างนี้เพราะมีตัณหา พอมีตัณหาจึงมีอุปาทาน ความเพลินความพอใจเกิดตรงนี้ จึงมีคำว่า “รักสุขเกลียดทุกข์” พอเราถูกบีบคั้นกดดันจากตัณหาอวิชชา ก็จะทำให้เราโหยหาความรัก สภาวะแบบนี้เรียกว่าทุกข์สุข แบ่งเป็น “กามสุข” คือ สุขที่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอก และ “เนกขัมมะสุข” คือ   สุขที่เกิดจากในภายใน เช่น การนั่งสมาธิฯ พอเราแยกสุขที่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอกและสุขที่เกิดจากในภายในได้ เกิดปัญญา มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา คือมีอินทรีย์ 5 พละ 5 รักตัวเอง ก็จะทำให้เราอยู่ผาสุกได้ แม้จะมีสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา เราจะสามารถอยู่เหนือมันได้ Q: ความรักความยึดติดในสิ่งที่รักต่างกัน มีวิธีแก้ไขและช่วยอย่างไร?A: ความยึดติดคืออุปาทาน ที่จำกัดมุมมองเราไว้เพียงจุดเดียว การแก้ไขคือการใช้ปัญญาแยกแยะสัมมาทิฎฐิกับมิจฉาทิฎฐิ เพื่อให้เห็นความจริง ไม่ได้เห็นเพียงแค่ตรงจุดที่ยึดถือ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: กรวดน้ำให้คนหมู่มาก ผลบุญที่ไปถึงจะน้อยลงตามจำนวนคนหรือไม่?A: การแผ่เมตตาเป็นนาม เปรียบเหมือนการต่อเทียน ยิ่งต่อยิ่งสว่าง ไม่ได้คำนวณเหมือนคณิตศาสตร์ ที่เราแผ่เมตตานั้นดีแล้ว อย่าไปคิดว่ามากหรือน้อย ถ้าเราตั้งจิตไว้ด้วยดี คือดีอยู่แล้ว และนอกจากการให้ทานแล้ว ก็ยังมีบุญที่เกิดจากการรักษาศีลและการภาวนา ที่จะเป็นบุญที่ละเอียดยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก Q: แผ่เมตตาให้แม่แล้วหงุดหงิด ควรแก้ไขอย่างไร?A: การที่เรานั่งสมาธิแล้วแผ่เมตตานั้นเรามาถูกทางแล้ว แต่ที่ยังไปต่อไม่ได้ เพราะยังคลายปมในใจยังไม่ได้ เราจะคลายปมได้ด้วยการตั้งจิตให้มีพรหมวิหาร 4 นึกถึงเรื่องที่ทำให้เรามีอารมณ์แบบนั้น เช่นนึกถึงพระพุทธเจ้าที่ท่านเมตตาต่อสรรพสัตว์อย่างไม่มีประมาณหรือในหลวงที่ท่านเมตตากรุณาต่อราษฎร นึกถึงอย่างนี้แล้ว ให้เรา “ตั้งจิตไว้ด้วยกับกรุณา” หมายความว่า ถึงเขาจะทำไม่ดีกับเรา เราก็ไม่ปรารถนาให้เค้าได้ไม่ดี เราปรารถนาให้เขาพ้นจากทุกข์ “ตั้งจิตไว้ด้วยกับเมตตา” ระลึกถึงพระพุทธเจ้าที่ท่านมีเมตตาต่อสรรพสัตว์  “ตั้งจิตไว้ด้วยกับอุเบกขา” คือความวางเฉย เหมือนผืนดินผืนน้ำ ตั้งจิตไว้ด้วยกรุณา เมตตา มุทิตา อุเบกขา มาจ่อไว้ในจิตใจเรา เพ่งจดจ่อ แล้วแผ่ไปยังสัพสัตว์ทั้งหลายผ่านแม่ของเรา ทำบ่อย ๆ จะช่วยคลายปมได้แน่นอน Q: เมื่อยังวิ่งหนีทุกข์ ไล่ตามสุขอยู่ ควรมีธรรมะข้อใด?A: ในความหมายแบบธรรมะ “ทุกข์” หมายถึง ทุกขอริยสัจ “หนี” ในที่นี้หมายถึงกำจัดตัณหา “สุข” คือการพ้นจากการเกิด หรือมองในมุมที่ไปหาสุขในสมาธิ สุขในทางเนกขัมมะ ธรรมะที่จะช่วยเราปรับเปลี่ยนได้ ก็คือ “อริยสัจ 4” ความรู้ ความเข้าใจ มุมมองจากอริยสัจสี่คือปัญญา ที่จะช่วยให้เราหนีทุกข์ไปถึงสุขได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: จิตที่คิดถึงกามสุขกับเนกขัมมสุข มีผลต่างกันอย่างไร?A: จิตที่คิดถึง กามสุข เป็นสุขที่ต้องอาศัย หู ตา กาย ลิ้น ใจ ยังเกี่ยวเนื่องด้วยกาม มีความเสี่ยงสูงเพราะหากนึกถึงสิ่งที่ชอบแล้วไม่ได้ครอบครองจะกลายเป็นความเศร้าหมองทันที ต่างจากจิตที่คิดถึง เนกขัมมสุข ซึ่งเป็นสุขจากภายในที่เกิดจากการสละออกและการนึกถึงบุญกุศล ทั้งทาน ศีล ภาวนา ที่เราเคยทำ จะช่วยให้ใจละเอียดขึ้น สะอาดขึ้น การฝึกเปลี่ยนจากการยึดติดในบุคคลหรือทรัพย์สิน ก็ให้เราพิจารณาตามความเป็นจริง ว่าเราเอาอะไรไปไม่ได้ คนไหนทำกรรมอย่างไรเขาก็จะได้รับผลของกรรมอย่างนั้นอยู่แล้ว ให้ตัดความกังวล Q: ศรัทธาหรือปัญญาจะหายไปก่อนกันเมื่อธรรมหายไปจากโลกเทียบตามนิคัณฐานาฏปุตตสูตรA: จิตคหบดี เขาไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่นในคำสอนของศาสดาตน เพราะทำได้ด้วยตัวเองแล้ว เพราะทำสมาธิแล้วฌานเกิด โดยเริ่มจากการพัฒนาอินทรีย์|พละ 5 การบ่มอินทรีย์|อินทรีย์ 5 ซึ่งปัญญาจะตามอยู่กับทุกส่วนตลอด ทั้งปัญญาที่เกิดจากการฟัง ปัญญาที่เกิดจากการพิจารณา และปัญญาที่ถึงแล้วจึงรู้ได้แล้วจึงรู้แจ้ง ตรงนี้คือ ญาณที่ถึงแล้วจึงรู้ Q: สภาวธรรมคืออะไร?A: คำว่า "สภาวธรรม" ไม่มีปรากฏในพุทธพจน์โดยตรง แต่ในทางปฏิบัติหมายถึง "สิ่งที่จิตรับรู้ได้จริงในขณะนั้น" โดยเทียบเคียงได้กับเวทนาหรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการทำสมาธิ เช่น เมื่อเข้าถึงฌานที่ 1 สภาวธรรมที่รับรู้ได้ ก็คือ วิตก วิจาร ปีติ และสุข ซึ่งเป็นประสบการณ์ตรงที่ผู้ปฏิบัติสามารถสัมผัสและยืนยันได้ด้วยตน Q: ปัจจัยอะไรที่ทำให้มีมิจฉาทิฏฐิ และในทิฏฐิ 62 ทิฏฐิใดที่ร้ายแรงที่สุด?A: มุมมองคือความเข้าใจ แล้วทำให้คิดต่อไปเป็นอย่างนั้น หากคิดแล้วทำไปแล้วเป็นอกุศล มุมมองนั้นเป็น ”มิจฉาทิฐิ” แต่หากมุมมองที่ทำให้คิดต่อไปทำต่อไปแล้วเป็นกุศล มุมมองนั้นเป็น “สัมมาทิฐิ” เพราะฉะนั้นเมื่อเรามองสิ่งใดก็ให้มีการทำในใจโดยแยบคาย ทำในใจด้วยความคิดที่เป็นระบบของอริยสัจสี่ เพราะถ้าคิดไม่เป็นระบบจะฟุ้งซ่าน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: ฟังธรรมแล้วง่วงควรแก้ไขอย่างไร?A: "จิตเมื่อตริตรึกสิ่งไหน สิ่งนั้นจะมีพลัง" หากเราง่วง แสดงว่าเราไม่ได้จดจ่อที่การฟังธรรม ก็ให้เราเปลี่ยนมาจดจ่อที่การฟังธรรมให้มากขึ้น หรือแก้ไขด้วยการเปลี่ยนอิริยาบถ และอีกวิธีคือการทำสมาธิให้ลึกยิ่งขึ้น เมื่อเราไม่ใส่ใจกับความง่วง ความง่วงก็จะหายไป Q: โลกนี้ โลกหน้า คืออะไร และการไปถึงA: โลกหน้าเปรียบเสมือน "วันพรุ่งนี้" ที่แม้จะยังมาไม่ถึงหรือมองไม่เห็นในตอนนี้ แต่ก็มีอยู่จริง การเชื่อว่าโลกหน้ามีจริงเป็น "สัมมาทิฐิ" ที่ช่วยให้เราสำรวมระวังในการใช้ชีวิต เพราะถ้าเชื่อว่าโลกหน้ามี เราจะเร่งทำความดีในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลดีทันทีในชาตินี้ และเป็นหลักประกันหากมีชาติหน้าจริง ในทางกลับกันหากไม่เชื่อ (มิจฉาทิฎฐิ) เราอาจเผลอทำชั่ว เพราะคิดว่าไม่มีผลตามมา Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: ในสมัยพระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ มีการปลงอายุสังขาร แล้วมีผู้ที่มาอาราธนาทูลขอให้เจริญอิทธิบาท 4 เพื่อต่ออายุให้ยืนได้ถึง 1 กัป หรือไม่?A: หากท่านได้ปลงอายุสังขารแล้ว แม้จะมีการอาราธนาทูลขอ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพราะท่านได้ปลงอายุสังขารแล้ว Q: ถ้าบรรลุโสดาบันขั้นผลแล้ว จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่? จะต่างกับปุถุชนที่มีความเลื่อมใสทั่วไปอย่างไร?A: โสดาบันขั้นผล สามารถเร่งความเพียร ให้เป็นอริยะบุคคลที่สูงขึ้นไปอีกได้ ความต่างระหว่างโสดาบันกับปุถุชน คือ โสดาบันขั้นผลจะละสังโยชน์ 3 อย่างได้ เมื่อเกิด ราคะ โทสะ โมหะ จะไม่ทำผิดศีล ส่วนปุถุชนเมื่อไม่มีความเลื่อมใส ความละอายต่อบาป ก็จะล้นออกมา ทาง กาย วาจา ใจ ความเหมือน คือทั้งปุถุชนและโสดาบัน มีเวทนาเหมือนกัน Q: การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ใช้กับสิ่งที่เป็นธรรมชาติใช่ไหม หรือรวมถึงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วยA: ใช้ได้กับทุกอย่าง สิ่งที่เป็นธรรมเครื่องปรุงแต่งทั้งหมด มีความเป็นอนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา สิ่งที่สามารถยึดถือโดยความเป็นตัวตนได้ นั่นคือ มีคุณสมบัติของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: เมื่อหมดสติ จิตรับรู้ได้หรือไม่ และมีทางช่วยให้ไปดีได้อย่างไร?A: คนเรามี 2 ส่วน คือ นามกับรูป แม้กายจะรับรู้ได้ไม่เต็มร้อย แต่จิตรับรู้ได้ เพราะเขายังมีวิญญาณคือการรับรู้ทางใจ เขาจึงยังรับรู้กุศลและอกุศลได้อยู่แน่นอน สิ่งที่เราจะช่วยเขาได้ก็ด้วยการแผ่เมตตา ด้วยจิตที่เต็มไปด้วยกับเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา สัมผัสกายเขาไปด้วย พูดกับเขาด้วยจิตที่มีเมตตา เขาจะรับรู้ได้ สิ่งนี้คือการช่วย ในฐานะที่เป็นบุคคลใกล้ชิด ให้เขาพร้อมมีจิตใจที่ไปสู่ภพภูมิที่ดีได้ Q: มีวิธีเตรียมจิตรับมือเมื่อเกิดภาวะวิกฤติได้อย่างไร?A: เราต้องฝึกสติ เมื่อมีสติเราก็จะสามารถสังเกต แยกแยะ แยกตัว แล้วจะแยกกายแยกจิตได้ พอเราฝึกบ่อย ๆ จนชำนาญ เราจะเลือกได้ว่าเราจะเอาจิตของเราไว้ตรงไหน หรือจะใช้วิธี “ทุกขาปฏิปทา” คือจี้จ่อลงไปตรงความปวด พิจารณาลงไป จนไม่เหลืออะไร ก็จะเห็นความไม่เที่ยง ความไม่ใช่ตัวตน หรืออีกวิธีหนึ่งคือ “สุขาปฏิปทา” คือ ตั้งสติให้เกิดสมาธิ พอมีสมาธิจิตเราจะไม่ไปข้องแวะกับความปวดนั้น จิตเรามาหาความสุขในสมาธิแทน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องหมั่นฝึกไว้ตั้งแต่ที่เรายังแข็งแรงอยู่ Q: สังขารคืออะไร พระอรหันต์พิจารณาแยกนามรูปอย่างไร?A: สังขาร คือ “การปรุงแต่ง” ท่านอธิบายไว้ 3 นัยยะ คือ 1) กายสังขาร มโนสังขาร วจีสังขาร 2) สังขาร 6 คือ สังขารทาง หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ และ 3) สังขารที่อยู่ในส่วนของปฏิจจสมุปบาท ทุกอย่างที่อยู่ในโลกนี้เป็นสังขารทั้งหมดการพิจารณา โดยนัยยะที่ 1 สร้างกรรมดีละเว้นกรรมชั่ว ทำตามมรรค 8นัยยะที่ 2 รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ตัวทุกข์ว่าตัวมันเป็นยังไง รู้ความดับไม่เหลือ รู้ประโยชน์และโทษของมันนัยยะที่ 3 การปรุงแต่งทั้งหมดในโลกนี้เป็นสังขาร ความไม่รู้รอบทั้งหมดเรียกว่าอวิชชา จะดับอวิชชาได้ วิชชาต้องเกิด คือ รู้เข้าใจในเรื่องอริยสัจสี่ เมื่อวิชชาเกิดแล้วอวิชชาจะดับ สังขารก็จะดับได้ Q: สงสัยในนิกายที่ต่างออกไปและไม่เคารพอาจารย์อื่นจะบาปหรือไม่?A: ความเคลือบแคลง เห็นแย้ง เป็นวิจิกิจฉา เป็นบาป แต่เราไม่ได้ผิดศีล ก็ให้ปรับจิตใจ ให้เอาตรงที่เหมือนกันก่อน ตรงที่เหมือนกันให้มีความมั่นใจ พอจิตเรามีสมาธิแล้ว เราจะไม่เป็นบาป และหากพูดถึงศรัทธา ให้ศรัทธาในระบบของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ใช่ศรัทธาที่ตัวบุคคล Q: เหตุแห่งการได้อภิญญาคืออะไร?A: ให้เริ่มลงมือทำจริงแน่วแน่จริง ให้มั่นใจว่าเราได้เคยทำมาแล้ว ที่เราสนใจนั่นแสดงว่าเรามีพื้นฐานทำมาก่อนแน่นอน ทุกคนต้องมีจุดเริ่ม ก็ให้เริ่มเลย Q: ต้องการนั่งสมาธิให้ลึกต้องใช้เวลาฝึกมากน้อยแค่ไหนA: ถ้าเราต้องการแบบไหนก็ฝึกแบบนั้น เช่น เราต้องการฝึกให้นั่งได้นาน ๆ เราก็ต้องนั่นนาน ๆ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: การศรัทธาในบางสิ่งแล้วบนบานได้ผล เป็นเพราะเหตุใดA: ผลของการอ้อนวอนขอร้อง บางครั้งอาจเกิดจากเทพบันดาล บางครั้งอาจเกิดจากผลกรรมที่ทำมา ซึ่งเป็นไปได้ทั้ง 2 อย่าง ทั้งนี้ เมื่อเราได้ยินได้ฟังอะไรมา ให้นำมาพิจารณาใคร่ครวญ ว่าสอดคล้องลงรับกับมรรค 8 หรือไม่ ให้เราตั้งปณิธานในการทำความดี ด้วยความดีของเรา แทนที่จะบนบานอ้อนวอนขอร้อง ก็ให้ “ตั้งจิตอธิฐาน” ให้เหมาะสม อธิฐานไม่ใช่ขอ แต่ “การอธิฐาน” หมายถึง การตั้งใจมั่นอย่างแรงกล้า ในการที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วให้บุญกุศลที่เราทำมาออกผล ในจุดที่เราอยากให้สำเร็จ อธิฐานอย่างนี้แล้วตั้งอยู่ในธรรม Q: ศรัทธาที่ไม่เชื่อแม้พระศาสดาเช่นท่านพระสารีบุตร เป็นเช่นไรA: ศรัทธาที่เกิดจากการปฎิบัติจนเป็นผลแล้ว รู้เองเห็นเองแล้ว จึงไม่เชื่อตามบุคคลอื่น ในคำสอนของศาสดาตน Q: รู้อะไรเห็นอะไรถึงจะเรียกว่า “สันทิฏฐิโก”A: เห็นประจักษ์ในสิ่งที่เราได้รับผล รู้ว่าสิ่งไหนเป็นกุศล สิ่งไหนเป็นอกุศล ไม่ต้องให้ใครมาบอกมาเตือน ถ้าทำไม่ดี ก็ได้ผลไม่ดี รู้ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องให้ใครมาบอก ไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่น ในคำสอนของศาสดาตน Q: อาจิณณกรรม กับ จิตสุดท้าย อะไรที่สำคัญกว่ากันA: “อาจินณณกรรม” คือ กรรมที่ทำเป็นประจำเป็นอาจิณ ส่วน “จิตสุดท้าย” คือ จิตตอนที่จะตาย ถ้าจิตสุดท้ายดีก็ไปสุขคติ ถ้าไม่ดีก็จะไปทุคคติ เพราะฉะนั้น ถ้าเราทำกรรมดีเป็นอาจิณ จิตสุดท้ายก็มีแนวโน้มจะไปในทางดีได้ ถ้าเราทำอาจิณกรรมในทางไม่ดี ก็จะไปทางไม่ดีได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น จะมี “กรรมตัดรอน” คือ ลดผลของอาจิณกรรมนั้น และ “กรรมหนุนนำ” คือ เสริมผลของอาจิณกรรมนั้น ให้เราเป็นผู้ไม่ประมาท ปฏิบัติตามมรรค 8 จะเป็นไปเพื่อการสิ้นกรรมได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: พระสงฆ์มีวิธีลดละกิเลสได้อย่างไร?A: พระธรรม หมายถึง คำสอน, พระสงฆ์ หมายถึง หมู่ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ให้เอาตัวอย่างพระสงฆ์ในเรื่องของการปฏิบัติ ส่วนเรื่องคำสอนเอาตัวอย่างจากพระธรรม สำหรับพระสงฆ์ วิธีที่ท่านใช้ ท่านก็ใช้มรรค8 เหมือนกัน และมีเครื่องมือในการกำจัดกิเลส เครื่องมือกำจัดกิเลสแบบละเอียด ๆ คือ “ปัญญา” เครื่องมือกำจัดกิเลสแบบกลาง ๆ คือ “สติ/สมาธิ” สติจะเป็นเครื่องมือให้เกิดสมาธิ จะทำให้สมาธิเพิ่มต้องเพิ่มสติ คือ สังเกตดูจิตของเรา สติจะเกิดได้ ต้องใช้อนุสติ 10 และเครื่องมือที่จะกำจัดกิเลสแบบหยาบ ๆ คือ “ศีล/สมาธิ” Q: ใช้สติทบทวนตนว่าผิดพลาดได้หรือไม่?A: ในกระบวนการทำความเพียร พอเราระลึกได้ว่าเราต้องทำความดี ความระลึกได้นั้นคือ “สติ” การลงมือทำคือความเพียร พอเรามีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสติ สัมมาวายามะ องค์อื่น ๆ ของมรรค จะตามมาหมด เราก็จะมาตามทางนั่นเอง Q: สืบสานการปฏิบัติให้ต่อเนื่อง ทำอย่างไร?A: ให้เราโยนิโสมนสิการตามระบบของ “อริยสัจ 4” ว่าเหตุปัจจัยใดที่ทำให้เราทำได้ และเหตุปัจจัยใดที่ทำให้เราทำไม่ได้ เมื่อพิจารณาแล้วก็ให้สร้างเหตุปัจจัยให้พอเป็นไปได้ พอทำได้ ทั้งนี้ การฟังธรรมเสมอ ๆ การมีกัลยาณมิตรจะช่วยได้ สำหรับนักบวช ท่านให้พิจารณาดังนี้ว่า “หากอกุศลกรรมที่ยังละไม่ได้ก็ละไม่ได้ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น ควรหนี ควรเลิก ไม่ควรคบ อย่าอยู่” แต่ถ้าอยู่ที่ไหนแล้ว “กิเลสที่ยังละไม่ได้ก็ละได้ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ตั้งมั่น ให้อยู่ ให้ทำ ให้คบ ให้ปฏิบัติเลย” Q: วิธีสร้างความมุ่งมั่นขยันมีกำลังใจให้ชนะกิเลส A: การสร้างความมุ่งมั่นและกำลังใจเพื่อเอาชนะกิเลส ต้องอาศัยหลักธรรม คือ “อินทรีย์ 5” ซึ่งประกอบด้วย ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิและปัญญา คือเราต้องเริ่มจากศรัทธาก่อน เราต้องมีความมั่นใจเชื่อใจ แล้วเราลงมือทำจริงแน่วแน่จริง นั่นคือ “วิริยะ” วิริยะจะทำลายความขี้เกียจได้ ที่สำคัญคืออย่าหยุดอยู่แค่ขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง แต่ต้องพัฒนาต่อเนื่อง ทำซ้ำ ๆ วนไป ๆ จะบรรลุธรรมได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: จิต กับ ธาตุรู้ คืออะไร อยู่ที่ไหน เหมือนและต่างกันอย่างไร?A: เหมือนกัน คือ อยู่ในช่องทางใจและเป็นนามเหมือนกัน ต่างกัน คือ ธาตุรู้ มาจากคำว่า วิญญาณธาตุ ทำหน้าที่รับรู้เฉย ส่วน ”จิต” เป็นลักษณะภาวะของการสะสม เข้าไปเกลือกกลั้วและเสวยอารมณ์Q: วิธีแก้โรควิตกจริตA: เปรียบเหมือนตัดต้นไม้ ที่ตัดที่โคนต้น พอฝนผ่านมา ต้นไม้นั้นก็งอกขึ้นมาใหม่ เราต้องขุดรากถอนโคนต้นไม้นั้น นำมาตัด มาผ่า เผา จนเป็นถ่านเป็นขี้เถ้า บดให้ละเอียด แล้วโปรยในที่ลมพัดแรงหรือในกระแสน้ำที่เชี่ยวกราด ในการขุดรากถอนโคนนั้น ต้องใช้ปัญญาในการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง พิจารณามรณสติ ทำซ้ำ ทำย้ำ อยู่เรื่อยๆ จะระงับความคิดนี้ได้Q: กาม และ อกุศลธรรม มีซอฟต์พาวเวอร์ หรือไม่?A: กาม (ราคะ โทสะ โมหะ) มีสภาวะบังคับ บีบคั้น ไม่ใช่ ซอฟต์พาวเวอร์ แต่เป็น ฮาร์ดพาวเวอร์ ทั้งหมด เพราะกาม บีบบังคับเราให้ต้องทำ ส่วน ธรรมะทั้งหมดเป็นซอฟต์พาวเวอร์ เพราะไม่ได้ถูกบีบบังคับ ให้เป็นไปตามอำนาจ ราคะ โทสะ โมหะ คือ ทางสายกลางหรือมรรค 8 นั่นเองQ: ทุกข์สัมพัทธ์กับเวลาหรือไม่?A: เวลาและสถานที่ เป็นลักษณะของภพ เพราะมีภพ จึงมีการเกิด เพราะมีการเกิด จึงมี ความแก่ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ จึงเกิดขึ้น ครบถ้วน เพราะฉะนั้น “ทุกข์” ต้องมีเวลา ไม่ว่าจะเร็วหรือช้า ก็มีเวลาทั้งนั้นQ: ความไม่เที่ยงและเวลาเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกันหรือไม่?A: เหตุปัจจัยของเวลา ในที่นี้หมายถึง ภพ (เวลา/สถานที่) เหตุปัจจัยของภพ คือ อุปาทาน (ความยึดถือ) ความยึดถือจึงเป็นเหตุเงื่อนไขของเวลาและสถานที่, อุปาทาน เป็นตัณหา ไม่ใช่มรรค, ความไม่เที่ยงเป็นเหตุให้ถึงความดับแห่งภพ จะดับภพได้ ก็เพราะความดับไม่เหลือของอุปาทาน จะดับอุปาทาน ก็ต้องปฏิบัติตามมรรค 8 ซึ่ง หน้าที่ ที่ทำต่างกัน, ความไม่เที่ยง ต้องทำให้มาก พัฒนาให้มี ทำให้เจริญ โยนิโสมนสิการตามหลักอริยสัจสี่ แล้วเราจะไม่หลงประเด็น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: สัมมาทิฏฐิในระดับโลกุตระและโลกียะเกี่ยวเนื่องกันอย่างไร?A: “สัมมาทิฎฐิ” คือ ความเห็นที่ถ้ามีแล้วจะทำให้กิเลสลด แบ่งเป็นโลกุตระและโลกียะ, “สัมมาทิฐิแบบโลกุตระ” หมายถึง เหนือโลก มีความเห็นความเข้าใจในอริยสัจสี่ ตรงที่เห็นและเข้าใจ เกี่ยวเนื่องกันตรงที่เป็นปัญญาที่เกิดขึ้นกับตัวเราเหมือนกัน ส่วน “สัมมาทิฐิแบบโลกียะ” หมายถึง ยังเนื่องด้วยโลก ยังอยากเกิด ลักษณะคือเริ่มด้วยความเชื่อ ความศรัทธาว่าบาป บุญมี โลกนี้มี โลกหน้ามี เข้าใจด้วยปัญญา ปัญญาที่เป็นโลกียะ จะรักษาเราให้อยู่ในทาง ไม่ให้ออกนอกทาง เราสามารถพัฒนาศรัทธา ลงมือปฏิบัติจริง ทำจริงแน่วแน่จริง จะทำให้เกิดปัญญา ที่เป็นปัญญาในระดับโลกุตระต่อไปได้Q: ศรัทธากับปัญญาอย่างไหนประณีตมากกว่ากันA: ปัญญามีความปราณีตมากกว่า ท่านเปรียบเทียบไว้กับนม เมื่อผ่านกระบวนการหมักเคี่ยวจนในที่สุดจะได้เนยใส เพราะฉะนั้น เราต้องเปลี่ยนความเชื่อเป็นปัญญาด้วยการปฏิบัติ หากเพียงแค่ฟังเป็น “สุตตมยปัญญา” แต่พอเราใคร่ครวญเป็น “จินตมยปัญญา” เมื่อใคร่ครวญแล้ว ลงมือทำให้เห็นผลเป็น “ภาวนามยปัญญา”Q: คนธรรมดาสามารถปฏิบัติจนถึงโลกุตตระได้หรือไม่?A: ตราบใดที่คำสอนของพระพุทธเจ้ายังอยู่ และมี "ผู้ที่เคยทำได้" (พระพุทธเจ้าและพระอริยสาวก) เป็นเครื่องยืนยัน เราทุกคนก็สามารถทำได้เช่นกัน แม้ว่าหนทางอาจต้องใช้ความเพียรพยายาม แต่ก็เป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่จะลงมือทำQ: ถ้ายังสงสัยการมีของภพหน้าจัดว่าเป็นวิจิกิจฉาใช่หรือไม่?A: ถ้ามีวิจิกิจฉาแสดงว่าไม่เชื่อ เราไม่ควรจะหยุดอยู่ที่แค่ความเชื่อ แต่ควรจะลงมือทำ ตั้งสติ ทำสมาธิ เราจะรู้ได้ด้วยปัญญา เมื่อรู้ได้ด้วยปัญญาแล้ว เราก็ไม่ต้องอาศัยความเชื่อตามคนอื่น แต่เรารู้เฉพาะตนว่ามันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เมื่อเราได้ยินได้ฟังอะไรมา เราต้องโยนิโสมนสิการว่าตรงตามมรรค 8 หรือไม่ ถ้าใช่ให้ลงมือทำ ถ้าไม่ใช่อย่าทำQ: สัทธรรมปฏิรูปคืออะไรจะรู้ได้อย่างไร?A: เมื่อได้ยินได้ฟังอะไรมาให้นำมาเทียบเคียงกับพระไตรปิฏก โดยท่านแบ่งสัทธรรมปฏิรูป ไว้เป็น 2 อย่างคือ “สัทธรรมปฏิรูปที่เป็นปริยัติ” ในส่วนนี้เป็นข้อมูลเนื้อหา ที่ไม่ได้อยู่ในส่วนสังคายนา และ “สัทธรรมปฏิรูปที่เป็นอธิคม” เช่น พอมีสถานการณ์เกิดขึ้น แล้วโกรธ เกลียด ไม่พอใจ ก็พอจะบอกได้ว่าเป็นสัทธรรมปฏิรูป เพราะแสดงความหวั่นไหวออกมา  Q: อะไรเป็นเหตุปัจจัยให้มีมิจฉาทิฏฐิ และทิฏฐิอะไรร้ายแรงที่สุด?A: สิ่งที่ร้ายแรงที่สุด คือไม่เชื่ออะไรเลย ไม่เชื่อว่าบาปมี บุญมี เพราะจะทำให้เขาจะทำชั่วยังไงก็ได้ ไม่เกรงกลัวอะไรเลย สิ่งที่ร้ายแรงรองลงมา คือเชื่อแต่มีที่พึ่งไม่ถูกต้อง เช่น พึ่งท้องฟ้า ภูเขา ให้เราไตร่ตรองโดยแยบคายแล้วจึงเชื่อ จะทำให้เราละมิจฉาทิฏฐิ มีสัมมาทิฏฐิ สามารถที่จะบรรลุธรรมได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: โจทก์ภิกษุด้วยอาบัติปาราชิกในการอวดอุตริมนุษยธรรมA: “ภิกษุใดอวดอุตริมนุสธรรม ที่ไม่มีในตน เป็นปาราชิก เว้นไว้แต่เข้าใจผิด” เป็นแม่บทที่พระพุทธเจ้าบัญญัติเอาไว้“อุตริมนุษธรรม” คือ ธรรมที่เหนือมนุษย์ ตั้งแต่โสดาบันขึ้นไปจนถึงพระอรหันต์เป็นอุตริมนุสธรรม ส่วนธรรมของมนุษย์ทั่วไปคือศีล 5“อวด” คือ พูดว่าตัวเองทำได้ แต่ไม่ได้แสดงให้ดู หากอวดอุตริมนุษธรรมที่ไม่มีจริง ไม่มีแล้วบอกว่ามี พระท่านจะอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระ ยกเว้นเข้าใจผิดว่ามี แต่ความจริงไม่มี Q: เมื่อรู้ว่าถูกหลอกเอาทรัพย์ไปเป็นจำนวนมาก เราควรวางจิตอย่างไร?A: ถ้าเป็นพระภิกษุ ท่านไม่มีสมบัติอะไรนอกจากบาตรและจีวร ท่านพูดได้แค่ว่ามีของหาย หากพระไปแจ้งตำรวจว่ามีคนมาขโมยของแล้วตำรวจจับโจรเข้าคุก ท่านจะปาราชิก กรณีญาติโยมทั่วไป ถ้าของหายจะตามเอาก็ตามได้ แต่ขอให้ใจของเรา ไม่ควรจะเคียดแค้น ไม่ผูกเวร เพราะมันไม่คุ้ม เพราะความเคียดแค้น ผูกเวรจองเวร จิตใจเราจะไม่เป็นสุข Q: นั่งสมาธิแล้วจิตกระเพื่อม ส่ายไปมาขวาซ้าย ๆ มีวิธีแก้อย่างไร?A: หากมั่นใจว่าไม่ใช่อาการทางกาย การที่จิตกระเพื่อมนั้น คือ การปรุงแต่งของจิต ให้เราตั้งสติขึ้น โดยใช้อนุสติ 10 อย่าง อันใดอันหนึ่ง ในที่นี้ใช้อานาปานสติ เมื่อเรามีสติระลึกรู้อยู่กับลมหายใจ ไม่ตามการปรุงแต่งทางกายนั้นไป การปรุงแต่งทางกายก็จะระงับ จิตตริตรึกอยู่กับลม อาการทางกายนั้นก็จะอ่อนกำลัง ทำให้มากพัฒนาให้มาก Q: ผู้ร่วมทำการสังคายนาพระไตรปิฎกต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้นหรือ?A: การสังคายนาครั้งแรกมีขึ้นหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 3 เดือน โดยจะมีเฉพาะเหล่าภิกษุขีณาสพ ทั้งหมด 500 รูป “การสังคายนา” เป็นการนำคำสอนของท่านมาพูด เมื่อเข้าใจตรงกันก็สวดขึ้นพร้อมกัน และท่านได้จัดหมวดหมู่ เพื่อสะดวกในการจดจำ ให้เป็นรูปแบบของภาษาที่จะรักษาคำสอน เรียกระบบนี้ว่า “ระบบพระไตรปิฎก” Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: “ความทุกข์ที่เป็นไปสามรอบ” เป็นอย่างไร?A: ข้อความนี้มาในปฐมเทศนา พระสูตรที่ชื่อว่า “ธรรมจักรกัปวัฒนสูตร” ท่านได้ตรัสถึงอริยสัจสี่ที่มีรอบ 3 อาการ 12 ก็คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค พิจารณาทั้ง 4 อย่าง ๆ ละ 3 รอบรอบที่ 1 รู้ว่า “นี้คือทุกข์” รอบที่ 2 รู้หน้าที่ที่ต้องทำกับทุกข์ ตัณหาต้องละ คือ การตระหนักว่าหน้าที่ต่อทุกข์ คือ “ต้องกำหนดรู้” รอบที่ 3 รู้ว่า “ได้ทำหน้าที่เสร็จแล้ว”Q: วิมุตกับนิพพาน ต่างกันอย่างไร?A: “วิมุต” คือพ้น / เหนือ แยกจากกัน ท่านเปรียบเทียบกับ ใบบัวกับน้ำ โดนกันอยู่ก็จริงแต่มันไม่เนื่องกัน , ส่วน “นิพพาน” แปลว่า ดับ ใช้ในลักษณะดับจากกิเลส ดับไปในธรรมะของข้อใด ๆ เช่น เปลวไฟดับ คือดับไปQ: เมื่อเข้าใจสภาวะของจิตแล้ว จะหลุดพ้นได้อย่างไร?A: จิตยึดถือโดยความเป็นตัวตน ว่าเป็นตัวเราของเรา เป็นจิตของเรา จิตจึงมีตัวตน พอจิตไปรับรู้ รูป เวทนา สัญญา สังขาร ผ่านวิญญาณ ก็ไปยึดสิ่งต่าง ๆ ผ่านวิญญาณ ว่านี่รูปของฉัน เวทนาของฉัน ซึ่งเข้าใจผิดมันจึงทุกข์ คือพอเราเพลินเราพอใจ นั่นคือ “อุปาทาน” คือความยึดถือ คือ “ตัณหา” เป็นเหตุแห่งทุกข์ มันจึงทุกข์ แต่พอเราเข้าใจสภาวะของจิตใหม่ให้ถูกว่า สิ่งทั้งหลายนั้น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของฉัน ไม่ใช่ตัวฉัน ไม่ใช่ตัวตนของฉัน ไม่ใช่อัตตาของเรา ไม่ใช่ตัวเรา ไม่เป็นตัวตนของเรา มันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ตามสภาวะของมัน ความยึดถือมันจะอยู่ไม่ได้ พอมันอยู่ไม่ได้ มันก็ไม่ทุกข์ เพราะความยึดถือคือเหตุของทุกข์ ถ้าเราไม่มีเหตุของทุกข์ เราก็ไม่ทุกข์ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: ทำไมจึงต้องมีการเอื้อเฟื้อพระวินัย?A: พระวินัยและสิกขาบทมีไว้สำหรับภิกษุสงฆ์ (หมู่ภิกษุ) เพื่อเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติภาวนาให้จิตใจละเอียดและสูงขึ้น ไม่ได้มีไว้สำหรับพระพุทธเจ้า หัวใจสำคัญคือการมีความตั้งใจที่จะศึกษาและปฏิบัติตามเพื่อควบคุมกาย วาจา ใจ Q: ทำไมไม่ควรฝากของมีค่าไว้กับพระ?A: เพราะอาจจะทำให้เกิดอันตรายกับพระได้ และถ้าหากของหายหรือมีโจรปล้น พระก็จะถูกครหา เพราะฉะนั้น เงินทองและของมีค่าไม่ควรแก่สมณะไม่ว่าประการใดทั้งสิ้น รวมไปถึงไม่ควรฝากของที่เป็นวัตถุอนามาสด้วย Q: ความแตกต่างระหว่างถวายพระกับถวายสงฆ์A: การถวาย "พระ|ภิกษุ” คือ การเจาะจงให้พระรูปใดรูปหนึ่ง แต่การถวาย "สงฆ์" คือการถวายให้หมู่คณะทั้งหมด กรณีถวายแด่สงฆ์ หากพระบอกว่าถวายให้อาตมาก็ได้ แบบนี้ ผู้ถวายไม่ต้องทำตาม เพราะท่านจะผิดพระวินัย ทั้งนี้ ท่านมีวิธีแบ่งของที่ถวายแด่สงฆ์ ดังนี้ แบ่งแบบวัดป่าทั่วไป: พระผู้มีพรรษามากที่สุดเลือกก่อนแบ่งแบบจับสลาก/สลากภัต คือ ใช้วิธีจับสลากว่าใครจะได้อะไรเก็บเข้าคลังกลาง: เก็บไว้เป็นของส่วนรวม ใครต้องการก็มาเบิกใช้ Q: วิธีการปลงอาบัติ? พระปลงอาบัติซ้ำ ๆ ได้หรือไม่อย่างไร?A: คำว่า “ปลง” คือเปลื้อง หมายถึง ประกาศความผิดของตนเองออกมา ต้องมีภิกษุอีกองค์หนึ่งมารับฟังรับทราบว่ามีความผิดอะไร ข้อไหน พระสงฆ์จึงมีการปลงอาบัติ เพื่อให้พัฒนาและปรับปรุงตัว แต่หากผิดซ้ำซากพระอุปัชฌาย์ต้องไปเตือน เพราะการผิดซ้ำซากจะทำให้ยิ่งมีความผิดมากยิ่งขึ้นอีก ในพระพุทธศาสนาจึงมีการให้แก้ไขตั้งตัวใหม่ได้ Q: บทบัญญัติ: อย่าออกเสียงแข่งกันเวลาเรียนธรรมะA: มีสิกขาบทที่บอกว่า เวลาที่ออกเสียงในการเรียนธรรมะ อย่าไปออกเสียงพร้อมกับพระสงฆ์ อย่าไปออกเสียงดังแข่งกัน ถ้าพระสงฆ์สอนในขณะที่เรียนธรรมะด้วยกัน แล้วเกิดกล่าวสอนให้ผู้ที่เรียนธรรมะออกเสียงพร้อมกันไป การออกเสียงพร้อมกันไป ถือว่าเป็นอาบัติ คำว่า “กล่าวแข่งกัน” คือ พูดบาลี ท่านจึงไม่ให้กล่าวพร้อมกันในบริบทที่ว่าแข่งกัน เพราะฉะนั้น คำพูดที่ว่า “อย่าออกเสียงพระธรรมพร้อมกับพระสงฆ์” หมายถึงบาลี ก็คือจุดนี้  Q: ลักษณะของการกล่าวธรรมแสดงธรรมA: ลักษณะการแสดงธรรม การกล่าวธรรม มี 3 รูปแบบ คือ 1) การบอกพุทธพจน์ที่เป็นบาลี 2) การแสดง คืออธิบายที่บอกนั้น 3) การท่องตามออกเสียงตามที่บอก (ออกเสียงบาลีตามข้อที่ 1) ก็คือการสวดมนต์นั่นเอง Q: การพักร่วมกันกับพระภิกษุA: ห้ามฆราวาสที่เป็นผู้ชายหรือสามเณรนอนที่ในมุมบังหรือนอนที่เดียวกับพระเกิน 3 คืน เพื่อรักษาพระวินัยของพระสงฆ์ ถ้าเกินเป็นอาบัติ Q: การใช้คำพูดที่สมควรแก่ภิกษุ (กัปปิยโวหาร) ในการใช้ฆราวาสไปขุดดินหรือตัดต้นไม้A : มีสิกขาบทที่พระห้ามสั่งโยมไปขุดดิน พระท่านจึงต้องใช้คำพูดที่เป็น “กัปปิยโวหาร” (คำพูดที่สมควรแก่ภิกษุ) ในการที่จะให้ฆราวาสไปขุดดินหรือตัดต้นไม้ ยกตัวอย่าง “ต้องการหลุมตรงนี้” ซึ่งการที่ท่านบัญญัติข้อนี้ขึ้นมา ก็เพื่อเป็นการรักษาไว้ซึ่งศรัทธา Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: ถ้าเป็นคนที่เรียนมาสูง มั่นใจตนมาก ควรใช้ธรรมะข้อใดเตือนตนไม่ให้หลงไปในตนA: ปัญหาของคนลักษณะนี้คือ “ทิฏฐิมานะ” หรือความยึดมั่นในความคิดเห็นของตนเอง ไม่ฟังผู้อื่น ธรรมะสำคัญที่ควรนำมาเตือนตนคือ “หิริโอตตัปปะ” ซึ่งหมายถึงความละอายและเกรงกลัวต่อบาป หากมีหิริโอตตัปปะมาก ก็จะสามารถเตือนตนด้วยตนได้ แต่หากมีน้อยก็ต้องอาศัยกัลยาณมิตรหรือบทเรียนจากผลของการกระทำมาช่วยเตือนสติ ส่วนการปริญญาการศึกษานั้นเป็นเรื่องของปริยัติ ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่มีความรู้ปริยัติมาก จะมีปัญญาในการพ้นทุกข์เสมอไป Q : นั่งสมาธิทบทวนทุกคืนจะช่วยแก้ไขในกรณีนี้ได้มากน้อยเพียงใดA : การนั่งสมาธิเป็นสิ่งดี ทำให้จิตใจสงบและเป็นสมาธิ เมื่อจิตสงบลง กิเลสต่าง ๆ รวมถึงทิฏฐิมานะจะลดน้อยลง และอาจเกิดช่วงเวลาที่ทำให้เราฉุกคิดและสลัดความเห็นที่ผิด ๆ หรือความยึดมั่นถือมั่นในตนเองออกไปได้ Q: สันโดษพอใจตามฐานะเป็นอย่างไรA: “สันโดษ” คือความพอใจในสิ่งที่ตนมีและได้มาโดยชอบธรรม, “การพอใจตามฐานะ” หมายถึงการปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับสถานภาพของตนเอง ไม่ฟุ่มเฟือยเกินควร เช่น กรณีของพระสงฆ์ ควรปฏิบัติตนให้สมกับสมณสารูป (เหมาะสมกับความเป็นสมณะ) แม้จะได้รับของที่มีมูลค่าสูง ก็ต้องพิจารณาถึงเจตนาของผู้ให้และความเหมาะสมก่อนนำมาใช้ โดยยึดหลักการที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติ คือรับสิ่งของเพื่ออนุเคราะห์และรักษาศรัทธาของผู้ให้ โดยพิจารณาว่าสิ่งนั้นไม่ก่อให้เกิดคำติเตียนและเหมาะสมกับธรรมวินัย Q: จำนวนภิกษุในวันมาฆบูชานั้นเท่าไหร่กันแน่A: แม้เราจะคุ้นเคยกับตัวเลข 1,250 รูป แต่เมื่อคำนวณจำนวนพระอรหันต์ทั้งหมดนับตั้งแต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้จนถึงวันมาฆบูชาแล้ว จะมีจำนวนประมาณ 1,345 รูป ตัวเลขที่แตกต่างกันนี้อธิบายได้ว่า ในวันนั้นมีพระอรหันต์บางส่วนที่ไม่ได้มาประชุมด้วย เช่น คณะพระภิกษุ 60 รูปแรกที่พระพุทธเจ้าส่งไปประกาศศาสนาในทิศทางต่างๆ ดังนั้น ตัวเลข 1,250 รูป จึงอาจเป็นจำนวนที่นับเฉพาะผู้ที่เดินทางมาประชุม หรือเป็นตัวเลขโดยประมาณ Q: ความทุกข์ที่เป็นไปสามรอบเป็นอย่างไรA: "ความทุกข์ที่เป็นไปในสามรอบ" คือขั้นตอนการทำความเข้าใจในเรื่อง "ทุกข์" ตามหลักอริยสัจ 4 ซึ่งมี 3 ระดับ ดังนี้รอบที่ 1 คือการเข้าใจว่า "ทุกข์" คืออะไร เข้าใจว่าทุกข์มันทนอยู่ได้ยาก เป็นสภาพวะที่เป็นอนัตตา ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตนรอบที่ 2 คือ รู้หน้าที่ที่ต้องทำกับทุกข์ ต้องเข้าใจ รอบรู้ รู้ว่าเราควรทำอะไรกับทุกข์ ซึ่งหน้าที่นี้ต่างจากสาเหตุของทุกข์ (ตัณหา) ตัณหาต้องละ คือ “ทุกข์ควรรอบรู้ ตัณหาควรละ” รอบที่ 3 การรู้ว่าทำเสร็จแล้ว คือ รู้ว่าเราได้ทำความเข้าใจทุกข์อย่างสมบูรณ์แล้ว ผลคือเราจะ "อยู่กับทุกข์ได้โดยที่ใจไม่เป็นทุกข์" เหมือนน้ำที่กลิ้งบนใบบัว คือสัมผัสกับสภาวะต่างๆ แต่ใจไม่เปียกหรือเศร้าหมองไปกับมัน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: เมื่อมีความคิดในทางลบ ความคิดในทางอกุศล เกิดขึ้นมาจะทําอย่างไรดี?A: ธรรมชาติของจิตที่มีกิเลสทำให้เศร้าหมอง คือเมื่อมีผัสสะผ่านเข้ามาจะทำให้มีกิเลสเกิดขึ้นในช่องทางใจ แสดงออกมาเป็นราคะ โทสะ โมหะ อย่างใดอย่างหนึ่ง กิเลสจะเอาสองทางเสมอ คืออยากได้มาก (ภวตัณหา) และอีกข้างหนึ่งคืออยากให้ไม่มี (วิภวตัณหา) เราจึงต้องฝึกตั้งสติให้มีกำลังด้วยการเจริญสติปัฎฐาน 4 และอนุสติ 10 และฝึกเห็นตามความเป็นจริง ทั้งนี้ จิต ความคิด ใจ เป็นคนละอย่างกัน เราต้องเลือกให้จิตของเราคิดหรือไม่คิดได้ ถ้าสติเรามีกำลังมากขึ้น ๆ เราเห็นโทษของความเพลิน จิตที่มีกำลังสติจะเป็นเกราะให้ความคิดอยู่ในกุศลธรรม มันจะทำให้ความคิดที่ผ่านเข้า-ออกถูกป้องกัน ถูกกำจัด ให้อยู่ในกุศลธรรมได้ดีมากขึ้น Q: โลกียฌานกับโลกุตรฌานเหมือนหรือต่างกันอย่างไร?A: เหมือนกันตรง ฌานของทั้ง 2 อย่าง ต้องใช้สมาธิเหมือนกัน ต่างกันตรง “โลกิยะ” ยังเกี่ยวเนื่องด้วยโลก ของหนัก อาสวะ มีทั้งสัมมาสมาธิและมิจฉาสมาธิ, ส่วน “โลกุตรฌาน” คือ นำสมาธินั้นมาใช้ให้อยู่ในลักษณะเหนือบุญเหนือบาป คือการเพ่งเห็นโดยความเป็นของปฏิกูล เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นตามอริยะสัจสี่ แบบนี้คือจะไปสู่ระดับเหนือโลก พ้นจากโลก เป็น “สัมมาสมาธิ” Q: จิตตั้งมั่น = สติสัมปชัญญะ = สติปัฏฐาน 4 ความเข้าใจนี้ถูกต้องหรือไม่?A: สมาธิ คือ จิตที่ตั้งมั่น จิตที่เป็นอารมณ์อันเดียว ต้องอาศัยสติ มีสัมมาสติแล้วจึงจะมี สัมมาสมาธิได้ สติปัฎฐานสี่คือกาย เวทนา จิต ธรรม คือสัมมาสติ สัมมาสติจะทำให้เกิด สัมมาสมาธิ “สติสัมปชัญญะ” นัยยะแรก คือสติกับสัมปชัญญะ คือความรู้ตัวรอบคอบในทุกอิริยาบถ อีกนัยยะหนึ่งคือสติกับปัญญา คือสติปัญญา สติปัญญาจึงคือสติสัมปชัญญะ จะมีสติปัญญาได้ก็ต้องอาศัยสมาธิ มันก็จึงรวมเป็นก้อนเดียว มหาสติ มหาปัญญา อยู่ในสติสัมปชัญญะ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: ทำสังฆทานชุดเล็กไปถวายแยกแต่ละรูปจากชุดใหญ่ได้หรือไม่?A:  “สังฆทาน” คือ ทานที่ให้กับหมู่ไม่เจาะจง คือผู้ให้เตรียมของไว้แล้วตั้งจิตว่า “จะถวายแก่หมู่สงฆ์โดยมีภิกษุรูปนี้เป็นตัวแทน” ส่วนการให้โดยเจาะจงจะตั้งจิตว่า จะถวายสิ่งนี้ให้กับพระรูปนี้ ขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้ให้ ส่วนผู้รับ นิยามสังฆทานของพระพุทธเจ้า มันต้องมีการ “อุปโลกน์” หมายถึง ตั้งเป็นญัตติว่าของนี้ผู้ให้ไม่ได้ถวายแบบเจาะจง พระท่านก็จะพูดประกาศในที่นั้น จึงจะเรียกว่าเป็นสังฆทานได้ตามพระวินัย ส่วนจะได้บุญจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับศรัทธาของผู้ให้และผู้รับมีราคะ โทสะ โมหะน้อย ที่สำคัญคือเราต้องตั้งศรัทธาไว้ให้ถูก Q: อยากทราบว่าเมื่อสมัครไปปฏิบัติธรรมแล้วจะทราบได้อย่างไรว่ามีการตอบรับหรือไม่?A: ทุกท่านที่สมัครมาจะได้รับอีเมล์ตอบกลับ และหากท่านใดที่ต้องการสมัคร สามารถสมัครได้ที่ https://panya.org/course/phuthok Q: มีหนี้สินติดตัวจะสามารถบวชได้หรือไม่?A: บวชไม่ได้หากมีหนี้, มีงานที่ต้องทำตามพระราชาสั่ง, มีคดีความที่ยังไม่สิ้นสุด และมีโรคที่ท่านได้ห้ามไว้ แต่หากมีหนี้แล้วมีคนรับหนี้แทนสามารถบวชได้ Q: เมื่อภิกษุอาพาธมีระบบอะไรช่วยดูแลหรือไม่อย่างไร?A: ที่โยมควรทำ คือถวายปัจจัยสี่อันควรแก่สมณะจะบริโภค ต้องมีคนอุปัฏฐากปวารณาเอาไว้ในการที่จะไปหาหมอ ไม่ใช่เอาเงินให้พระไปหาหมอ สิ่งที่ท่านสามารถฉันได้เลยโดยไม่ต้องมีคนประเคน เช่น มะขามป้อมแช่เกลือ และหากท่านจะฉันเพื่อรักษาโรค เช่น เนยใส น้ำผึ้ง ก็ฉันได้ แต่ต้องมีคนประเคน หรือหากมีผู้นำมายามาถวายไว้แล้ว ก็สามารถฉันยานั้นได้เลย และท่านสามารถบอกกับเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ได้ Q: โยมยังสามารถติดต่อกับพระหลังบวชได้มากน้อยแค่ไหน?A: ให้พิจารณาความเข้ากันได้หรือความขัดกันกับที่ท่านเคยอนุญาตไว้หรือห้ามไว้ (ไม่ให้ทำ) แล้วนำมาเทียบเคียง หากเข้ากันกับที่ท่านห้ามเอาไว้ก็ไม่ควรทำ หากเข้ากันได้กับสิ่งที่อนุญาตไว้ก็ทำได้ Q: มุมมองของพระพุทธเจ้าต่ออิสตรีA: แท้จริงแล้ว สตรีมิใช่ศัตรูของพรหมจรรย์ ความด่างพร้อยมิได้เกิดขึ้นเพราะสตรีโดยตรง แต่เกิดจากจิตใจของผู้ที่ขาดหิริโอตตัปปะ หากทั้งพระสงฆ์และสตรีไม่มีหิริโอตตัปปะก็อาจนำไปสู่ความหม่นหมองได้ เพราะฉะนั้น ทั้งสองฝ่ายควรสำรวมระวังในการอยู่ร่วมกัน หากมีการคลุกคลีก็ควรคลุกคลีด้วยเรื่องธรรม มิใช่เรื่องฆราวาส ที่นำไปสู่ความใกล้ชิดเกินควร โดยท่านได้วางแนวทางป้องกันไว้อย่างรอบคอบแล้ว หากรู้จักนำมาใช้ก็จะป้องกันได้ Q: ขอทราบความคิดเห็นกรณีโทษที่ควรได้รับทางโลกทั้งฝ่ายสีกาและนักบวชที่ประพฤติผิดศีลธรรมA: พระพุทธเจ้าไม่ได้ลงโทษด้วยอาชญา ศาสตรา ถ้าเขาลาสิกขาไปแล้ว ท่านก็ไม่ได้ลงโทษใดอีก Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
loading
Comments