Discover
7 ตามใจท่าน (ธรรมะสากัจฉา)
7 ตามใจท่าน (ธรรมะสากัจฉา)
Author: ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana
Subscribed: 99Played: 571Subscribe
Share
© 2024 panya.org
Description
การพูดคุยปรึกษา คือ สากัจฉาทำให้เกิดความไม่ประมาทและมีปัญญาได้, มีคำถามอยู่ที่ไหน ก็มีคำตอบอยู่ที่นี่, ตอบทุกข้อสงสัย ทั้งในการดำเนินชีวิต, หลักธรรม หรือการภาวนา โดย ร่วมพูดคุยกับคุณเตือนใจ สินธุวณิก และ พระอาจารย์พระมหาไพบูลย์ อภิปุณฺโณ ในช่วง "ตามใจท่าน". New Episode ทุกวันอาทิตย์ เวลา 05:00, Podcast นี้เป็นส่วนหนึ่งของรายการธรรมะรับอรุณ ออกอากาศทุกวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) มีคำถาม/ข้อเสนอแนะ หรือสมัครติดตามฟังทั้ง 7 รายการ ที่ panya.org
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
397 Episodes
Reverse
Q: ทำยังไงให้เลิกแฟนจ้าชู้ได้?A : ให้เรามีสตมีปัญญาเห็นเป็นของไม่เที่ยง เห็นเป็นของปฏิกูล ยึดตรงไหนทุกข์ตรงนั้น ให้เราใช้ปัญญาในการถอนลูกศร เจ็บตรงไหนก็ต้องทำแผลตรงนั้นละตรงนั้น และให้ระมัดระวังจิตของเรา อย่าไปคิดร้ายต่อเขา เพราะจะทำให้มีความพยาบาทขุ่นเคืองขึ้นในจิตของเรา ให้เรามีเมตตา ทำจิตใจเราให้ผาสุก Q: สมาธิทำให้เกิดปัญญาใช่หรือไม่ และสมาธิแบบไหนทำให้เกิดปัญญา?A : สมาธิที่จะเกิดปัญญาได้ต้องมีสติสัมปชัญญะและไม่เพลินไปในสมาธินั้น เพราะถ้าเพลินพอใจ ความเพลินความพอใจนั้นคือ “อุปาทาน” จะเป็นมิจฉาสมาธิทันที ให้เราปรับด้วยสติ มีสติและเห็นด้วยปัญญา ให้เห็นว่าสมาธิเป็นของไม่เที่ยง Q: คำว่า “บารมีเต็ม” เป็นอย่างไร แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเต็มแล้ว?A : บารมีคือบุญที่สั่งสมและบ่มเพาะมาจนสุกงอม วิธีสังเกตคือให้ดูที่ "การปล่อยวาง" หากปล่อยวางได้เร็วแสดงว่าอินทรีย์แก่กล้าแล้ว และบารมีจะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ จากการเจริญทาน ศีล และภาวนา จากการทำความเพียร ทำความดีของเรา Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: เมื่อเบียดเบียนสำเร็จแล้ว ไปอ้อนวอนขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลให้กระทำสำเร็จอีก จัดเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือไม่?A : ความคิดในการเบียดเบียนเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่แล้ว เราจะดับความเบียดเบียนดับได้ต้องด้วยความกรุณา ส่วนความคิดที่เป็นสัมมาทิฏฐิ มี 2 ขั้นตอน คือ เราต้องแยกแยะให้ได้ว่าอันไหนคือความเบียดเบียน ถ้าเรารู้แล้วเราละไม่ได้ แสดงว่าสัมมาทิฐิของเรายังไม่เต็ม ให้เราวิเคราะห์แยกแยะแล้วนำมาปรับใช้กับชีวิตเรา Q: ปกตูปนิสสยปัจจัยและปัจจัย 24 เป็นมิจฉาทิฏฐิหรือไม่? A : ท่านได้ให้คำตอบไว้แล้ว ทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัย ไม่มีสัตว์ ตัวตน บุคคล เรา เขา ทุกอย่างเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นเมื่อมีผัสสะมากระทบใจ เราต้องมีสติสัมปชัญญะ เพื่อที่จะตัดสินใจได้ถูกต้องว่า ไม่ต้องยึดถือสิ่งใด ๆ ให้คิดดี พูดดี ทำดี มีเมตตา Q: เมื่อยังไม่ถูกใจแม้สิ่งนั้นจะถูกต้อง ควรทำอย่างไรให้เกิดปัญญา? A : “ไม่ถูกใจ” ก็คือ มีผัสสะอันไม่น่าพอใจเกิดขึ้น เราต้องมีสติสัมปชัญญะ เห็นผัสสะที่ไม่น่าพอใจ เมื่อเห็นแล้วก็ให้รีบละเสีย ให้เห็นว่าความไม่พอใจความโกรธนั้นเป็นอกุศล เช่นนี้คือเรามีปัญญา Q : สนทนาธรรมอย่างไรให้ได้ธรรม? A : ให้ดูทั้งสองฝั่ง ถ้าความลำบากจะเกิดขึ้นแก่เราและความขัดเคืองใจจะเกิดขึ้นกับเขา เราอย่าพูด หรือถ้าพูดแล้วเราลำบากใจแต่จะทำให้เขาเปลี่ยนแปลงได้ เราควรบอกเขา ให้ถือการบอกที่เปลี่ยนแปลงแล้วเป็นกุศลเป็นสำคัญ Q: Feedback เพื่อนร่วมงานอย่างไร ไม่ให้ใจกระทบกับผัสสะ?A : ให้พิจารณาทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งฝ่ายเขาและฝ่ายเรา หากเขาพอจะเปลี่ยนได้ให้บอกเขา แต่หากเขาเป็นคนบอกยากก็ให้อุเบกขาเสีย ให้ถือว่าการเปลี่ยนแปลงที่จะเป็นไปในทางกุศล เป็นเรื่องสำคัญ พยายามหาวิธีการที่เขาจะรับฟังในจุดที่เขาจะเกิดกุศลได้ Q: การเซ่นสรวงมีผลหรือไม่?A : การเซ่นสรวง หมายถึง การบูชายัญ เป็นการบูชาด้วยสิ่งของและไม่มีผู้รับ ในมุมที่เป็นสัมมาทิฏฐิ คือการตั้งใจบูชาด้วยสิ่งของที่หามาได้ด้วยความบริสุทธิ์สุจริต ขอบูชาด้วยศีล บูชาความดีของท่าน บูชาด้วยคำพูดที่ดีทั้งกาย วาจา ใจ, ในมุมที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ คือ บูชาด้วยสิ่งของแล้วอ้อนวอนขอร้อง โดยไม่ได้เข้าใจถึงเหตุและผล Q: สัมมาทิฏฐิขึ้นอยู่กับกาลเวลาสังคมหรือไม่?A: เป็น “อกาลิโก” คือ ไม่ประกอบด้วยกาล ไม่ว่าเมื่อไหร่กาลไหนก็ได้ผลเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นเรื่องถูกผิดจะขึ้นอยู่กับสังคม วัฒนธรรม และกาลเวลา บางอย่างใช้ในสมัยนั้นถูก แต่ใช้ในสมัยนี้อาจจะไม่ถูกก็ได้ เพราะฉะนั้น ถูกผิดกับสัมมาหรือมิจฉา จึงต่างกัน Q: ศรัทธาเป็นสารตั้งต้นของโยนิโสมนสิการใช่หรือไม่?A: ทุกข์เป็นที่ตั้งอาศัยของศรัทธา เมื่อเราหาทางออกของทุกข์ เราจึงศรัทธาในคำสอน ทำให้เราเข้าไปหาเข้าไปนั่งใกล้ ได้ฟังธรรมแล้วคิดใคร่ครวญธรรมด้วยจิตที่เป็นสมาธิ คือโยนิโสมนสิการจนเกิดปัญญา เมื่อเราทำให้มากให้บ่อย ก็จะพัฒนาได้ Q: เห็นคนเจอเหตุการณ์ไม่ดี ควรวางจิตอย่างไร?A: เราก็ตั้งจิตอุทิศส่วนกุศล สัตว์โลกมีกรรมเป็นของตน ความตายไม่เที่ยง ตั้งตนอยู่ในกุศลธรรม Q: อยู่กับคนไม่มีศีลห้า ควรปรับตัวอย่างไร?A: เราไม่ควรผิดศีลตามเขา ให้เราตั้งสติมีความอดทนหรือเปลี่ยนคนนั้นให้เป็นคนมีศีล Q: จะทราบได้อย่างไรว่าอินทรีย์แก่กล้าแล้ว?A: อินทรีย์แก่กล้าดูที่ถ้ามีผัสสะมากระทบแล้วเราละได้ อุเบกขาได้ รวดเร็วเท่ากับกระทะร้อนที่ถูกหยดน้ำแล้วระเหยไปได้อย่างรวดเร็ว นี่คืออินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ Q: ถ้าประโยชน์ของเราไปขัดกับผู้อื่น ควรทำอย่างไร?A : ควรเอาประโยชน์สูงสุดโดยเอาประโยชน์ 3 อย่าง 2 นัยยะมาพิจารณา จะทำให้เราตัดสินใจได้ว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดควรเว้น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: จิตที่ฝึกหัดดีแล้วย่อมมีประโยชน์ยิ่งใหญ่หมายถึงอะไร และมีที่มาอย่างไร?A : “จิตที่ฝึกดีแล้วย่อมมีประโยชน์ใหญ่” เป็นภาษิตที่เป็นคำกล่าว แล้วก็แต่งขึ้นมา อาจจะเป็นคำที่ท่านอุทานออกมาบ้างหรือเป็นสาวกภาษิตบ้าง แต่ถ้าตามพุทธพจน์คือ “จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้” หมายถึง จิตที่อบรมดีแล้ว จะละราคะทำนิพพานให้แจ้งได้ จึงเป็นประโยชน์ใหญ่ “จิต” เป็นประภัสสรนั้น สามารถแทรกซึม เปลี่ยนแปลงตามที่มันซึมซาบไปได้ คล้อยไปตามผัสสะ ทำให้มีอาสวะสะสม เราจึงต้องฝึกสติ เพื่อไม่ให้จิตคล้อยไปตามผัสสะ ตามขันธ์ 5 เมื่อฝึกสติแล้วก็ต้องทำสมาธิ พอเข้าสมาธิก็ต้องเห็นจิตโดยความเป็นของไม่เที่ยง แล้ววางความยึดถือในจิตนั้น จิตไม่ใช่ของเรา ถ้าเราเห็นได้ว่าจิตไม่ใช่ของเรา คือจะถึงสภาวะที่ไม่มีเงือนไข ปัจจัย คือนิพพาน เพราะฉะนั้น นิโรธมี 2 ฝั่ง คือฝั่งที่เหนือสมมุติกับฝั่งที่ยังสมมุติอยู่ แต่ก็เรียกว่านิโรธเหมือนกัน นิพพานเหมือนกัน Q: วิถีฝึกจิตสำหรับปุถุชนA : เราต้องฝึกสติก่อนเพื่อที่จะแยกแยะ สิ่งที่เข้ามาในช่องทางใจ เราต้องแยกแยะได้ ว่าสิ่งไหนเป็นกุศลเข้าได้ อกุศลห้ามเข้า เมื่อมีสติ สมาธิ จิตเป็นอารมณ์อันเดียวมันก็จะรักษาจิตของเราไม่ให้สะดุ้งสะเทือนไปกับการเปลี่ยนแปลงของขันธ์ 5 เมื่อไม่สะดุ้งสะเทือนก็จะระงับอยู่ในภายใน มีปัญญาในการแก้ไขปัญหาต่อไป Q: คนที่คอรัปชั่นจนมีผลแก่ชีวิตผู้อื่น จะตกนรกขุมไหน?A : ไม่แน่ ถ้าปัจจัยเงื่อนไขในการทำอาสวะนั้นเปลี่ยนไป เช่น ท่านองคุลีมาลหรือพระเจ้าอาชาตศัตรูทำความดีเอาน้ำคือบุญ ล้างความเค็มคือความบาป เมื่อเจอให้น้อมว่าไม่ทำตามเขา ไม่พยาบาท วางอุเบกขา เป็นกัลยาณมิตร Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: ทำไมสิ่งที่เป็น “อนัตตา” เราจึงเข้าใจว่าเป็น “อัตตา” และเราจะปล่อยวางมันได้อย่างไร?A : การที่เราเผลอยึดสิ่งที่เป็นอนัตตาว่าเป็นตัวตนนั้น เกิดจากอวิชชาและตัณหาทำงานคู่กัน เมื่อเรามีเวทนา แล้วเราเข้าไปเพลิดเพลินพอใจ จิตจะเกิดอุปาทานความยึดถือและจิตจะเศร้าหมอง วิธีปล่อยวางคือการใช้ "ปัญญา" เข้าไปพิจารณาให้เห็นความไม่เที่ยง เมื่อเราไม่เพลินไปกับเวทนาที่มากระทบนั้น ตัณหาและอุปาทานก็จะดับลงQ: ถ่ายรูปกับพระอย่างไรไม่ให้ผิดพระวินัยA : พระวินัยท่านแบ่งไว้เป็น 2 อย่างคือ “ที่ลับหูแต่ไม่ลับตา” คือ มองเห็นอยู่แต่ไม่รู้ว่าคุยอะไรกัน, “ที่ลับตาและลับหู” คือ มองไม่เห็นไม่รู้ว่าทำอะไรกัน อยู่ในที่ลับหูจะมีคนมาครหาได้ แต่หากเวลาถ่ายรูป มีคนอื่นอยู่ด้วยไม่ผิดพระวินัยQ: เวลาใส่บาตรพระควรจะใส่หรือถอดรองเท้าหรือไม่?A : ตามพระวินัยไม่ได้บังคับให้ฆราวาสต้องถอดรองเท้าเวลาใส่บาตร แต่ตามธรรมเนียมไทยนิยมถอดเพื่อแสดงความเคารพและไม่ให้ยืนสูงกว่าพระสงฆ์ สำหรับการแสดงธรรมท่านจะไม่ให้พระสงฆ์แสดงธรรมต่อฆราวาสผู้สวมรองเท้า ผู้ที่ใส่หมวก ผู้ที่ยืน หรือผู้ที่ถืออาวุธ แต่ในปัจจุบันอาจจจะมีข้อยกเว้นทางสังคมบางอย่าง เช่น การสวมเครื่องแบบเต็มยศเพื่อความเคารพสูงสุด ซึ่งอาจต้องพิจารณาปรับใช้ตามความเหมาะสมQ: 84000 มีความหมายอย่างไร?A : เป็นสัญลักษณ์หรือตัวเลขที่ใช้เปรียบเพื่อแสดงถึง "จำนวนที่มากมายมหาศาล"Q: มีอาการป่วยเป็นพาร์กินสันแล้วรับประทานยาซึ่งมีผลข้างเคียงต่อสติการตัดสินใจ มีธรรมะข้อใดนำมาปรับได้บ้าง?A : เรายิ่งต้องฝึกสติสัมปชัญญะและความเพียรให้เพิ่มมากขึ้น เราต้องเห็นด้วยปัญญา พอเราเห็นความไม่เที่ยง ปัญญาเราจะเพิ่ม ยิ่งคนที่เจ็บไข้ได้ป่วย ยิ่งปฏิบัติธรรมดี Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: ธรรมใดที่เป็นเหตุให้ ไม่เร่ร่อนท่องเที่ยวไป เกิดแล้วเกิดอีก เจอทุกข์แล้วเจอทุกข์อีก วนไป?A: ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุติ เอาข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ เพราะจะดึงข้ออื่น ๆ ตามมาโดยอัตโนมัติ อาจจะสรุปเหลือแค่สมถะวิปัสสนา หรือเหลือแค่สติก็ทำให้พ้นทุกข์ได้ ประเด็น คือ ไม่ใช่มากหรือน้อย แต่อยู่ที่ทำได้ดับทุกข์ได้Q: โลกเที่ยง หรือ ไม่เที่ยง?A : โลกถ้าเป็นคำของปริพาชก ท่านหมายเอาพรหมโลกกับมนุษยโลก ซึ่งเชื่อว่าพรหมโลกเที่ยง แต่มนุษยโลกไม่เที่ยง ส่วนโลกตามความหมายของพระพุทธเจ้านั้น ท่านหมายถึง 4 นัยยะนี้ คือ นัยยะที่1 กายคือโลก นัยยะที่2 อายตนะภายในภายนอกคือโลก นัยยะที่3 โลกเป็นสภาวะใดสภาวะหนึ่ง เช่น มนุษย์โลก พรหมโลก นัยยะที่4 โลกในนัยยะของระบบสุริยะ ท่านกล่าวว่าอะไรๆ ก็ไม่เที่ยงทั้งนั้นQ: ต้นกำเนิดโลกในปาฏิกสูตรหมายถึงอะไร?A: ต้นกำเนิดของโลกเกิดจากพรหมเป็นผู้สร้าง ให้มีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้น พระพุทธเจ้าท่านจึงเล่าให้ฟังว่า เมื่อจักรวาลกำลังขยายตัว ทำให้มีภพใหม่ๆ เกิดขึ้น เมื่อมีพรหมโลกเกิดขึ้น มีมหาพรหมองค์แรกเกิดขึ้น อยู่มานาน จึงคิดว่าน่าจะมีคนมาอยู่ด้วย พอมีคนมาเกิดใหม่ จึงคิดว่าตนเป็นคนสร้าง ทั้งๆ ที่เขาเกิดมาเอง พอจุติจากชั้นพรหม มาอุบัติเป็นมนุษย์ ระลึกชาติได้ รู้ว่าเคยอยู่กับพรหมองค์นั้น จึงคิดว่าพรหมนั้นเที่ยง เพราะระลึกชาติได้แค่นั้นQ: โลกอะไรที่อยู่ในร่างกายมนุษย์ในโรหิตัสสสูตร 10A: พูดถึงกายของเราว่าคือ โลก เพราะเวลาที่เราจะรับรู้สิ่งต่าง ๆ ภายนอก ก็อาศัยกายของเราQ: พ่อแม่ป่วย ให้ทานยายาก ทำอย่างไรดี?A: ในการแนะนำถ้าคนป่วยมีปัญญาให้เตือนเพื่อระลึกถึงโสตาปัตติยังคะ 4 ส่วนในผู้ที่ยังไม่มีปัญญาควรให้กำลังใจดูแลห่วงใย ทำหน้าที่ของลูก อดทน เมตตา รับภาระ ใช้โอกาสนี้ให้ดีจะไม่เสียใจ และปรึกษากัลยาณมิตรQ: ความแตกต่างระหว่างวิปัสสนากับวิปัสสนาญาณA: ญาณไปประกอบกับอะไร หมายถึง ความรู้ในเรื่องนั้น มาในทางปัญญา วิปัสสนา คือ การเห็นตามจริง เป็นเรื่องของคำศัพท์Q: ระหว่างนั่งสมาธิควรฟังธรรมหรือทำแยกกันไปA: ควรฝึกให้ได้ทั้งสองแบบ อยู่ที่วัตถุประสงค์Q: มโนมยิทธิคืออะไรA: มโนมยิทธิ คือฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยใจยังเกี่ยวเนื่องกับโลก การเห็นองค์ปฐมนั่นอาจเป็นนิมิตของครูอาจารย์นั้น ๆ ส่วนพระพุทธเจ้านั้นยังอยู่ เพราะพระธรรมคำสอนยังอยู่เป็นศาสดาแทนQ: ต้องการพ้นทุกข์จากอกหักควรทำอย่างไร?A: ก็ต้องละฉันทะราคะในผู้หญิงคนนั้น ตั้งสติ พิจารณาความเป็นอสุภะ กรีดมีด คือ ปัญญาลงไปที่แผลรีดเอาหนองออกใส่ยา คือ มรรค 8 ไม่กินของแสลงดูแลแผลให้ดี เจ็บนี้จะจบได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้นตรงไหน?A: อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียกรวมว่า “ไตรลักษณ์” เป็นคุณสมบัติที่มีอยู่กับทุกสิ่งทุกอย่าง คือ สิ่งที่เป็นสมมุติทั้งหมด เรียกว่า “สังขตธรรม” คือธรรมอันเป็นเครื่องปรุงแต่ง ด้วยเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย ลักษณะของสังขตธรรม คือ มีการเกิดปรากฏ มีความเสื่อมปรากฏ เมื่อตั้งอยู่มีภาวะอื่นปรากฏและขันธ์ 5 ก็เป็นสังขตธรรมด้วย เมื่อเรามีการรับรู้ผ่านอายตนะทั้ง 6 แล้ว เรามีความเพลิน ความ พอใจ แล้วเราไปยึดถือ ในความเพลินความพอใจนั้น ก็จะมีความเป็นตัวตน (อัตตา) เกิดขึ้น คิดว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นไปตลอด (นิจจัง) คิดว่าทำให้เราสุขไปตลอด (สุขขัง) จะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ทำให้เราเข้าใจว่า สิ่งที่สุขนั้น มัน “เที่ยง” ด้วยความเข้าใจผิดของเรา ทำให้เราไม่เห็น ทำให้เราเข้าใจว่าเป็น นิจจัง สุขขัง อัตตา ในสิ่งที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะอวิชชา บังไว้ เพราะฉะนั้น เราจะเข้าใจ จะรู้ว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ ก็ต้องเกิดตรงที่ไม่รู้ เราจะเห็น ก็ต้องเห็นตรงที่เรายึดถืออยู่ Q: จะเห็นปัญญาแท้จริงได้ในสิ่งที่เรายึดถือ เราจะเห็นได้อย่างไรหรือใครเป็นผู้เห็น?A: เราจะเห็นสิ่งที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้ด้วยปัญญา ด้วยการภาวนามยปัญญา / การพิจารณาสิ่งที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ เห็นไปตามจริง ในสิ่งที่เรายึดถือ ว่า อะไรก็ตามที่อาศัยเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย แล้วเกิดขึ้น ถ้าเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย เปลี่ยนแปลงไป มันก็จะเปลี่ยนตาม เป็นธรรมดา จะขอให้คงอยู่อย่างเดิมไม่ได้ / การที่เราจะเห็นได้ เราก็ต้องเห็นตรงที่เรายึดถือ ในการภาวนานั้น เราต้องมีศีลเป็นพื้นฐาน ให้เราตั้งสติขึ้น มีสมาธิ ทำความเพียร อาศัยการฟังอยู่ (สุตตมยปัญญา) การใคร่ครวญ (จินตมยปัญญา) เป็นประจำ มีศรัทธา ประคับประคอง ลักษณะเช่นนี้คือ มีอินทรีย์ 5 มีพละ5 คือ มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ผลักดันกันทำให้เกิดปัญญา เราต้องทำตาม มรรค 8 เพื่อปัญญาที่เป็น “โลกุตรปัญญา” เกิดขึ้น เราจึงจะเห็นสิ่งที่เป็นนิจจังว่าเป็นนิจจัง จึงจะเห็นสิ่งที่เป็นสุขขังว่าเป็นทุกขัง จึงจะเห็นสิ่งที่เป็นอัตตาว่าเป็นอนัตตา Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: นอกจากมีอริยมรรคมีองค์ 8 เป็นกัลยาณมิตรแล้ว สามารถที่จะเอาญาติธรรมมาเป็นกัลยาณมิตรได้อีกหรือไม่?A: กัลยาณมิตร 4 ประการ ได้แก่ 1) มรรค 8 2) คฤหัสถ์/ฆราวาส ที่มีคุณธรรม 4 ประกอบด้วยศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา 3) นักบวช/พระสงฆ์ ให้ดู 4 อย่าง คือ ดูที่ศีลจากการที่อยู่ร่วมกัน, ดูที่ความสะอาด, การพูดทั้งต่อหน้าและลับหลัง, ดูที่สมาธิ คือเมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นแล้ว จะตกใจกลัวอารมณ์เสียหรือไม่ ดูที่ปัญญาว่าตอนอธิบาย สามารถชี้แจงได้ละเอียดหรือไม่ 4) พระพุทธเจ้า คือเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร หากเราไม่มีใครเป็นกัลยาณมิตร ให้เราเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร Q: อธิบายเรื่องขันธ์ 5 ใน 7 ประการ | ขันธ์แต่ละอย่างคืออะไร?A: ขันธ์ (กอง) 5 ได้แก่ 1) รูปขันธ์ ได้แก่ธาตุสี่ 2) เวททนาขันธ์ คือความรู้สึกสุข ทุกข์ อทุกขมสุข 3) สัญญาขันธ์ คือความหมายรู้ 4) สังขารขันธ์ คือการปรุงแต่งรูปอย่างหนึ่ง ให้สำเร็จรูปออกมาเป็นอีกอย่างหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงรูปอย่างเดียว แต่เป็นการปรุงแต่งทางกาย วาจา ใจ 5) วิญญาณขันธ์ คือการรู้แจ้ง “อุปมาขันธ์ 5” รูป เปรียบดังฟองน้ำ, เวทนา เปรียบดังฟองน้ำก้อนใหญ่ๆ, สัญญา เปรียบดังพยับแดด, สังขาร เปรียบดังแก่นของต้นกล้วย, วิญญาณเปรียบดัง มายากล ไม่ใช่ของจริง และ “สิ่งที่เราต้องรู้ในขันธ์ 5” ทั้ง 7 ประการ คือ รู้ตัวมัน รู้เหตุเกิด รู้ความดับ รู้วิธีที่จะปฏิบัติให้ถึงความดับ รู้รสอร่อย รู้โทษอันต่ำทรามและรู้อุบายเครื่องสลัดออก Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: ธรรมะกับการเลือกตั้งA: เลือกคนดี เครื่องหมายของคนดี คือ ”การกระทำทางกาย” ไม่ผิดศีล ไม่ซื้อเสียง “การคิด” ไม่คิดเบียดเบียน ไม่พยาบาท “การพูด” มีสัมมาวาจา ให้คนดีมีอำนาจQ: ขุมทรัพย์แห่งใจ จุดแสงแห่งปัญญาA : ปัญญา 3 อย่าง คือ1) ปัญญาที่เกิดจากศรัทธา2) ปัญญาที่เกิดจากสมาธิ มีส่วนที่เกิดจากการฟัง ทั้งส่วนมิจฉาและสัมมาแล้วนำมาพิจารณาเปรียบเทียบส่วนเหมือนส่วนต่าง เป็นส่วนของจินตมยปัญญา3) ปัญญาที่เกิดจากญาณ คือการรู้ เป็นส่วนของภาวนามยปัญญา ทั้งหมดนี้จะเกิดได้ต้องมีอินทรีย์ 5 และส่วนที่จะทำให้หลุดออกนอกมรรค 8 คือมนต์เครื่องกลับใจ 12 อย่าง สิ่งที่ควรทำสิ่งที่ควรเว้น, มุมมองคู่ตรงข้ามไม่ควรทำ, 10 ประการที่เข้าใจผิดและทิฎฐิ 62 Q: เปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาให้กลายเป็นปัญญาในกรณีคุณแม่จากไปA: เอาประโยชน์ 3 อย่าง มาพิจารณาก่อนที่เราจะเริ่มคิด ให้เราตั้งศรัทธาไว้ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ความผาสุกเกิดขึ้นกับชีวิตเราได้ให้เชื่ออย่างนี้ ด้วยการปฏิบัติตามมรรค 8 ด้วยการลงมือทำ ทำสิ่งที่ควรทำเว้นสิ่งที่ควรเว้น เราต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น ไม่คิดถึงเรื่องที่ผิดพลาดไปแล้ว แต่เรียนรู้จากประสบการณ์ สิ่งที่ควรทำคือระลึกถึงความดีของท่าน ทำบุญให้ท่าน ให้อภัยตัวเองและผู้อื่นที่ช่วยคุณแม่ทุกคน ถ้าเราไม่ทำตามสิ่งที่ควรทำควรเว้น ปัญญาญาณจะไม่เกิด ความผาสุกจะไม่มา เมื่อเราลงมือทำกุศล อกุศลจะปรับไป ปรับมา จนกระทั่งลงตัว กระบวนการนี้เป็นภาวนามยปัญญา จนเว้นได้แล้วที่จะไม่คิดไม่ดีต่อตัวเอง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: ทานในอนุปุพพิกถาเป็นทานประเภทไหน?A: อามิสทาน/เป็นลักษณะการสละออก ทานโดยใช้สิ่งของภายนอก ทั้งนี้ เราทำอะไรทางกาย ก็มีผลทางใจด้วย เพราะกาย วาจา ใจ มันเกี่ยวเนื่องกัน เราสละสิ่งที่เป็นอามิส กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ ก็จะลดลงด้วยQ: อภัยทานกับอโหสิกรรม เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?A: ในความหมายของภาษาไทยนั้นนำมาใช้แทนกันได้ โดย อโหสิกรรม จะมีอุเบกขา นำ เน้นมาในทางไม่ผูกเวรต่อ อภัยทานมีเมตตากรุณานำ โดยทั้ง 2 อย่างนั้น สำคัญที่ใจต้องไม่ผูกโกรธQ: บุญที่เกิดจากอภัยทานกับธรรมทาน เหมือนหรือต่างจากบุญที่เกิดจากอามิสทานอย่างไร?A: การให้ทานล้วนเป็นบุญทั้งสิ้น จะเหมือนหรือแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้สิ่งไหน อยู่ที่ผู้ทำและผู้รับด้วยQ: อดทนต่อคำด่า ไม่โต้ตอบแล้วทำให้คนที่ด่าโกรธมากขึ้น จะเป็นการเพิ่มอกุศลกรรมให้กับคนที่ด่าหรือไม่ ควรทำอย่างไร?A: สิ่งที่ควรทำ คือ อดทน ไม่โต้ตอบ ทำด้วยเจตนาที่ดี/คนไม่ดี พอเห็นความดีแล้วไม่พอใจ ก็เป็นธรรมดา ด้วยอำนาจโมหะเขาจึงโกรธมากขึ้น จะสุขหรือทุกข์เป็นผลที่เกิดจากโมหะของเขาเองQ: ลักษณะของวาจาด่าทอว่าร้าย 5 คู่A: 1) ว่าด้วยเรื่องที่จริง-ไม่จริง 2) เป็นประโยชน์-ไม่เป็นประโยชน์ 3) คำอ่อนหวาน-คำหยาบคาย 4) จิตมีโทสะ-จิตมีเมตตา และ 5) ถูกเวลา-ไม่ถูกเวลาQ: เพราะอยากดังจึงกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่าเป็นเรื่องไม่จริง บาปมากน้อยอย่างไร?A: เขาจะพูดอย่างไร เป็นเรื่องของเขา แต่เราต้องรักษาตนเอง โดยให้มีเมตตา กรุณา อุเบกขา ให้เขามากขึ้นQ: อุปกิเลส 16 ประการA: ตามนัยยะของ อุปมาว่าด้วยผ้า ”วัตถูปมสูตร” จิตจะมีเครื่องเศร้าหมอง 16 อย่าง คือ 1) โลภ เพ่งเล็งอยากได้ 2) พยาบาท 3) โกรธ 4) ผูกโกรธ 5) ลบหลู่คุณท่าน 6) ตีเสมอ 7) ริษยา 8) ตระหนี่ 9) มารยา 10) โอ้อวด 11) หัวดื้อ 12) แข่งดี 13) มานะ 14) ดูหมิ่น 15) มัวเมา 16)ประมาท Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ธรรมะรับอรุณ Live : วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2569 เป็นการตอบคำถามสดประจำปี ปูทางจากศรัทธา สมาธิ สู่ปัญญาQ:สามารถถวายสังฆทานพระที่ผ่านหน้าบ้านได้หรือไม่A:ทานคือการให้ สังฆทานคือการให้โดยไม่เจาะจง ควรตั้งจิตว่าทานนี้ถวายในสงฆ์ทั้งสี่ทิศ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข โดยมีภิกษุรูปนี้เป็นตัวแทน จะได้ทั้งพุทธ ธัม สงฆ์ บุญมากหรือน้อยยังขึ้นอยู่กับคุณสมบัติผู้ให้และผู้รับ เมื่อตั้งจิตแบบนี้จะกว้างขวาง เพราะเราไม่ทราบคุณสมบัติผู้รับQ:อานิสงส์การธุดงควัตรคืออะไรA:มาจากคำว่าธุตงฺค เป็นการขูดเกลากิเลสอย่างยิ่ง สามารถปฏิบัติได้ทุกที่ เป็นประโยชน์ทั้งตนเองและผู้อื่น และยังทำให้คำสอนนี้ตั้งอยู่ได้นาน Q: วิธีขจัดความกลัวผีทำอย่างไรA:ความกลัวมีสองอย่างคือที่เป็นกุศลและอกุศล ให้ตั้งสติในกุศล พราะผีคือกิเลส ขจัดอวิชชาออกไปQ:การใส่บาตรหน้าบ้านมีผลดีอย่างไรA:การให้ทานรูปแบบไหนดีทั้งนั้น การใส่บาตรคือการให้ชีวิต ต่ออายุ ผู้ให้อายุคือให้ความสุข ย่อมได้รับความสุขกลับคืน และเป็นการละความตระหนี่Q:บุญที่ยกให้คนอื่น บุญเราจะหมดหรือไม่A:ยิ่งให้ยิ่งได้ เป็นอริยทรัพย์ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: กรวดน้ำควรทำหรือไม่และมีที่มาอย่างไร? A: บุญสำเร็จได้ที่ใจ สำคัญที่เจตนา ตั้งจิตให้ดี อย่าให้จิตเป็นอกุศล จะมีน้ำหรือไม่มี ก็ไม่เป็นไร Q: ทำไมคนเราจึงโหยหาความรัก ทำอย่างไรจึงจะอยู่ด้วยตนเองได้?A: ธรรมชาติของจิตที่ยังไม่ได้ฝึก มักจะไหลไปตามกระแส วิ่งเข้าหาสุข วิ่งหนีความทุกข์ ที่จิตเป็นอย่างนี้เพราะมีตัณหา พอมีตัณหาจึงมีอุปาทาน ความเพลินความพอใจเกิดตรงนี้ จึงมีคำว่า “รักสุขเกลียดทุกข์” พอเราถูกบีบคั้นกดดันจากตัณหาอวิชชา ก็จะทำให้เราโหยหาความรัก สภาวะแบบนี้เรียกว่าทุกข์สุข แบ่งเป็น “กามสุข” คือ สุขที่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอก และ “เนกขัมมะสุข” คือ สุขที่เกิดจากในภายใน เช่น การนั่งสมาธิฯ พอเราแยกสุขที่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอกและสุขที่เกิดจากในภายในได้ เกิดปัญญา มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา คือมีอินทรีย์ 5 พละ 5 รักตัวเอง ก็จะทำให้เราอยู่ผาสุกได้ แม้จะมีสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา เราจะสามารถอยู่เหนือมันได้ Q: ความรักความยึดติดในสิ่งที่รักต่างกัน มีวิธีแก้ไขและช่วยอย่างไร?A: ความยึดติดคืออุปาทาน ที่จำกัดมุมมองเราไว้เพียงจุดเดียว การแก้ไขคือการใช้ปัญญาแยกแยะสัมมาทิฎฐิกับมิจฉาทิฎฐิ เพื่อให้เห็นความจริง ไม่ได้เห็นเพียงแค่ตรงจุดที่ยึดถือ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: กรวดน้ำให้คนหมู่มาก ผลบุญที่ไปถึงจะน้อยลงตามจำนวนคนหรือไม่?A: การแผ่เมตตาเป็นนาม เปรียบเหมือนการต่อเทียน ยิ่งต่อยิ่งสว่าง ไม่ได้คำนวณเหมือนคณิตศาสตร์ ที่เราแผ่เมตตานั้นดีแล้ว อย่าไปคิดว่ามากหรือน้อย ถ้าเราตั้งจิตไว้ด้วยดี คือดีอยู่แล้ว และนอกจากการให้ทานแล้ว ก็ยังมีบุญที่เกิดจากการรักษาศีลและการภาวนา ที่จะเป็นบุญที่ละเอียดยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก Q: แผ่เมตตาให้แม่แล้วหงุดหงิด ควรแก้ไขอย่างไร?A: การที่เรานั่งสมาธิแล้วแผ่เมตตานั้นเรามาถูกทางแล้ว แต่ที่ยังไปต่อไม่ได้ เพราะยังคลายปมในใจยังไม่ได้ เราจะคลายปมได้ด้วยการตั้งจิตให้มีพรหมวิหาร 4 นึกถึงเรื่องที่ทำให้เรามีอารมณ์แบบนั้น เช่นนึกถึงพระพุทธเจ้าที่ท่านเมตตาต่อสรรพสัตว์อย่างไม่มีประมาณหรือในหลวงที่ท่านเมตตากรุณาต่อราษฎร นึกถึงอย่างนี้แล้ว ให้เรา “ตั้งจิตไว้ด้วยกับกรุณา” หมายความว่า ถึงเขาจะทำไม่ดีกับเรา เราก็ไม่ปรารถนาให้เค้าได้ไม่ดี เราปรารถนาให้เขาพ้นจากทุกข์ “ตั้งจิตไว้ด้วยกับเมตตา” ระลึกถึงพระพุทธเจ้าที่ท่านมีเมตตาต่อสรรพสัตว์ “ตั้งจิตไว้ด้วยกับอุเบกขา” คือความวางเฉย เหมือนผืนดินผืนน้ำ ตั้งจิตไว้ด้วยกรุณา เมตตา มุทิตา อุเบกขา มาจ่อไว้ในจิตใจเรา เพ่งจดจ่อ แล้วแผ่ไปยังสัพสัตว์ทั้งหลายผ่านแม่ของเรา ทำบ่อย ๆ จะช่วยคลายปมได้แน่นอน Q: เมื่อยังวิ่งหนีทุกข์ ไล่ตามสุขอยู่ ควรมีธรรมะข้อใด?A: ในความหมายแบบธรรมะ “ทุกข์” หมายถึง ทุกขอริยสัจ “หนี” ในที่นี้หมายถึงกำจัดตัณหา “สุข” คือการพ้นจากการเกิด หรือมองในมุมที่ไปหาสุขในสมาธิ สุขในทางเนกขัมมะ ธรรมะที่จะช่วยเราปรับเปลี่ยนได้ ก็คือ “อริยสัจ 4” ความรู้ ความเข้าใจ มุมมองจากอริยสัจสี่คือปัญญา ที่จะช่วยให้เราหนีทุกข์ไปถึงสุขได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: จิตที่คิดถึงกามสุขกับเนกขัมมสุข มีผลต่างกันอย่างไร?A: จิตที่คิดถึง กามสุข เป็นสุขที่ต้องอาศัย หู ตา กาย ลิ้น ใจ ยังเกี่ยวเนื่องด้วยกาม มีความเสี่ยงสูงเพราะหากนึกถึงสิ่งที่ชอบแล้วไม่ได้ครอบครองจะกลายเป็นความเศร้าหมองทันที ต่างจากจิตที่คิดถึง เนกขัมมสุข ซึ่งเป็นสุขจากภายในที่เกิดจากการสละออกและการนึกถึงบุญกุศล ทั้งทาน ศีล ภาวนา ที่เราเคยทำ จะช่วยให้ใจละเอียดขึ้น สะอาดขึ้น การฝึกเปลี่ยนจากการยึดติดในบุคคลหรือทรัพย์สิน ก็ให้เราพิจารณาตามความเป็นจริง ว่าเราเอาอะไรไปไม่ได้ คนไหนทำกรรมอย่างไรเขาก็จะได้รับผลของกรรมอย่างนั้นอยู่แล้ว ให้ตัดความกังวล Q: ศรัทธาหรือปัญญาจะหายไปก่อนกันเมื่อธรรมหายไปจากโลกเทียบตามนิคัณฐานาฏปุตตสูตรA: จิตคหบดี เขาไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่นในคำสอนของศาสดาตน เพราะทำได้ด้วยตัวเองแล้ว เพราะทำสมาธิแล้วฌานเกิด โดยเริ่มจากการพัฒนาอินทรีย์|พละ 5 การบ่มอินทรีย์|อินทรีย์ 5 ซึ่งปัญญาจะตามอยู่กับทุกส่วนตลอด ทั้งปัญญาที่เกิดจากการฟัง ปัญญาที่เกิดจากการพิจารณา และปัญญาที่ถึงแล้วจึงรู้ได้แล้วจึงรู้แจ้ง ตรงนี้คือ ญาณที่ถึงแล้วจึงรู้ Q: สภาวธรรมคืออะไร?A: คำว่า "สภาวธรรม" ไม่มีปรากฏในพุทธพจน์โดยตรง แต่ในทางปฏิบัติหมายถึง "สิ่งที่จิตรับรู้ได้จริงในขณะนั้น" โดยเทียบเคียงได้กับเวทนาหรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการทำสมาธิ เช่น เมื่อเข้าถึงฌานที่ 1 สภาวธรรมที่รับรู้ได้ ก็คือ วิตก วิจาร ปีติ และสุข ซึ่งเป็นประสบการณ์ตรงที่ผู้ปฏิบัติสามารถสัมผัสและยืนยันได้ด้วยตน Q: ปัจจัยอะไรที่ทำให้มีมิจฉาทิฏฐิ และในทิฏฐิ 62 ทิฏฐิใดที่ร้ายแรงที่สุด?A: มุมมองคือความเข้าใจ แล้วทำให้คิดต่อไปเป็นอย่างนั้น หากคิดแล้วทำไปแล้วเป็นอกุศล มุมมองนั้นเป็น ”มิจฉาทิฐิ” แต่หากมุมมองที่ทำให้คิดต่อไปทำต่อไปแล้วเป็นกุศล มุมมองนั้นเป็น “สัมมาทิฐิ” เพราะฉะนั้นเมื่อเรามองสิ่งใดก็ให้มีการทำในใจโดยแยบคาย ทำในใจด้วยความคิดที่เป็นระบบของอริยสัจสี่ เพราะถ้าคิดไม่เป็นระบบจะฟุ้งซ่าน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: ฟังธรรมแล้วง่วงควรแก้ไขอย่างไร?A: "จิตเมื่อตริตรึกสิ่งไหน สิ่งนั้นจะมีพลัง" หากเราง่วง แสดงว่าเราไม่ได้จดจ่อที่การฟังธรรม ก็ให้เราเปลี่ยนมาจดจ่อที่การฟังธรรมให้มากขึ้น หรือแก้ไขด้วยการเปลี่ยนอิริยาบถ และอีกวิธีคือการทำสมาธิให้ลึกยิ่งขึ้น เมื่อเราไม่ใส่ใจกับความง่วง ความง่วงก็จะหายไป Q: โลกนี้ โลกหน้า คืออะไร และการไปถึงA: โลกหน้าเปรียบเสมือน "วันพรุ่งนี้" ที่แม้จะยังมาไม่ถึงหรือมองไม่เห็นในตอนนี้ แต่ก็มีอยู่จริง การเชื่อว่าโลกหน้ามีจริงเป็น "สัมมาทิฐิ" ที่ช่วยให้เราสำรวมระวังในการใช้ชีวิต เพราะถ้าเชื่อว่าโลกหน้ามี เราจะเร่งทำความดีในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลดีทันทีในชาตินี้ และเป็นหลักประกันหากมีชาติหน้าจริง ในทางกลับกันหากไม่เชื่อ (มิจฉาทิฎฐิ) เราอาจเผลอทำชั่ว เพราะคิดว่าไม่มีผลตามมา Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: ในสมัยพระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ มีการปลงอายุสังขาร แล้วมีผู้ที่มาอาราธนาทูลขอให้เจริญอิทธิบาท 4 เพื่อต่ออายุให้ยืนได้ถึง 1 กัป หรือไม่?A: หากท่านได้ปลงอายุสังขารแล้ว แม้จะมีการอาราธนาทูลขอ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพราะท่านได้ปลงอายุสังขารแล้ว Q: ถ้าบรรลุโสดาบันขั้นผลแล้ว จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่? จะต่างกับปุถุชนที่มีความเลื่อมใสทั่วไปอย่างไร?A: โสดาบันขั้นผล สามารถเร่งความเพียร ให้เป็นอริยะบุคคลที่สูงขึ้นไปอีกได้ ความต่างระหว่างโสดาบันกับปุถุชน คือ โสดาบันขั้นผลจะละสังโยชน์ 3 อย่างได้ เมื่อเกิด ราคะ โทสะ โมหะ จะไม่ทำผิดศีล ส่วนปุถุชนเมื่อไม่มีความเลื่อมใส ความละอายต่อบาป ก็จะล้นออกมา ทาง กาย วาจา ใจ ความเหมือน คือทั้งปุถุชนและโสดาบัน มีเวทนาเหมือนกัน Q: การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ใช้กับสิ่งที่เป็นธรรมชาติใช่ไหม หรือรวมถึงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วยA: ใช้ได้กับทุกอย่าง สิ่งที่เป็นธรรมเครื่องปรุงแต่งทั้งหมด มีความเป็นอนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา สิ่งที่สามารถยึดถือโดยความเป็นตัวตนได้ นั่นคือ มีคุณสมบัติของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: เมื่อหมดสติ จิตรับรู้ได้หรือไม่ และมีทางช่วยให้ไปดีได้อย่างไร?A: คนเรามี 2 ส่วน คือ นามกับรูป แม้กายจะรับรู้ได้ไม่เต็มร้อย แต่จิตรับรู้ได้ เพราะเขายังมีวิญญาณคือการรับรู้ทางใจ เขาจึงยังรับรู้กุศลและอกุศลได้อยู่แน่นอน สิ่งที่เราจะช่วยเขาได้ก็ด้วยการแผ่เมตตา ด้วยจิตที่เต็มไปด้วยกับเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา สัมผัสกายเขาไปด้วย พูดกับเขาด้วยจิตที่มีเมตตา เขาจะรับรู้ได้ สิ่งนี้คือการช่วย ในฐานะที่เป็นบุคคลใกล้ชิด ให้เขาพร้อมมีจิตใจที่ไปสู่ภพภูมิที่ดีได้ Q: มีวิธีเตรียมจิตรับมือเมื่อเกิดภาวะวิกฤติได้อย่างไร?A: เราต้องฝึกสติ เมื่อมีสติเราก็จะสามารถสังเกต แยกแยะ แยกตัว แล้วจะแยกกายแยกจิตได้ พอเราฝึกบ่อย ๆ จนชำนาญ เราจะเลือกได้ว่าเราจะเอาจิตของเราไว้ตรงไหน หรือจะใช้วิธี “ทุกขาปฏิปทา” คือจี้จ่อลงไปตรงความปวด พิจารณาลงไป จนไม่เหลืออะไร ก็จะเห็นความไม่เที่ยง ความไม่ใช่ตัวตน หรืออีกวิธีหนึ่งคือ “สุขาปฏิปทา” คือ ตั้งสติให้เกิดสมาธิ พอมีสมาธิจิตเราจะไม่ไปข้องแวะกับความปวดนั้น จิตเรามาหาความสุขในสมาธิแทน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องหมั่นฝึกไว้ตั้งแต่ที่เรายังแข็งแรงอยู่ Q: สังขารคืออะไร พระอรหันต์พิจารณาแยกนามรูปอย่างไร?A: สังขาร คือ “การปรุงแต่ง” ท่านอธิบายไว้ 3 นัยยะ คือ 1) กายสังขาร มโนสังขาร วจีสังขาร 2) สังขาร 6 คือ สังขารทาง หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ และ 3) สังขารที่อยู่ในส่วนของปฏิจจสมุปบาท ทุกอย่างที่อยู่ในโลกนี้เป็นสังขารทั้งหมดการพิจารณา โดยนัยยะที่ 1 สร้างกรรมดีละเว้นกรรมชั่ว ทำตามมรรค 8นัยยะที่ 2 รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ตัวทุกข์ว่าตัวมันเป็นยังไง รู้ความดับไม่เหลือ รู้ประโยชน์และโทษของมันนัยยะที่ 3 การปรุงแต่งทั้งหมดในโลกนี้เป็นสังขาร ความไม่รู้รอบทั้งหมดเรียกว่าอวิชชา จะดับอวิชชาได้ วิชชาต้องเกิด คือ รู้เข้าใจในเรื่องอริยสัจสี่ เมื่อวิชชาเกิดแล้วอวิชชาจะดับ สังขารก็จะดับได้ Q: สงสัยในนิกายที่ต่างออกไปและไม่เคารพอาจารย์อื่นจะบาปหรือไม่?A: ความเคลือบแคลง เห็นแย้ง เป็นวิจิกิจฉา เป็นบาป แต่เราไม่ได้ผิดศีล ก็ให้ปรับจิตใจ ให้เอาตรงที่เหมือนกันก่อน ตรงที่เหมือนกันให้มีความมั่นใจ พอจิตเรามีสมาธิแล้ว เราจะไม่เป็นบาป และหากพูดถึงศรัทธา ให้ศรัทธาในระบบของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ใช่ศรัทธาที่ตัวบุคคล Q: เหตุแห่งการได้อภิญญาคืออะไร?A: ให้เริ่มลงมือทำจริงแน่วแน่จริง ให้มั่นใจว่าเราได้เคยทำมาแล้ว ที่เราสนใจนั่นแสดงว่าเรามีพื้นฐานทำมาก่อนแน่นอน ทุกคนต้องมีจุดเริ่ม ก็ให้เริ่มเลย Q: ต้องการนั่งสมาธิให้ลึกต้องใช้เวลาฝึกมากน้อยแค่ไหนA: ถ้าเราต้องการแบบไหนก็ฝึกแบบนั้น เช่น เราต้องการฝึกให้นั่งได้นาน ๆ เราก็ต้องนั่นนาน ๆ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: การศรัทธาในบางสิ่งแล้วบนบานได้ผล เป็นเพราะเหตุใดA: ผลของการอ้อนวอนขอร้อง บางครั้งอาจเกิดจากเทพบันดาล บางครั้งอาจเกิดจากผลกรรมที่ทำมา ซึ่งเป็นไปได้ทั้ง 2 อย่าง ทั้งนี้ เมื่อเราได้ยินได้ฟังอะไรมา ให้นำมาพิจารณาใคร่ครวญ ว่าสอดคล้องลงรับกับมรรค 8 หรือไม่ ให้เราตั้งปณิธานในการทำความดี ด้วยความดีของเรา แทนที่จะบนบานอ้อนวอนขอร้อง ก็ให้ “ตั้งจิตอธิฐาน” ให้เหมาะสม อธิฐานไม่ใช่ขอ แต่ “การอธิฐาน” หมายถึง การตั้งใจมั่นอย่างแรงกล้า ในการที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วให้บุญกุศลที่เราทำมาออกผล ในจุดที่เราอยากให้สำเร็จ อธิฐานอย่างนี้แล้วตั้งอยู่ในธรรม Q: ศรัทธาที่ไม่เชื่อแม้พระศาสดาเช่นท่านพระสารีบุตร เป็นเช่นไรA: ศรัทธาที่เกิดจากการปฎิบัติจนเป็นผลแล้ว รู้เองเห็นเองแล้ว จึงไม่เชื่อตามบุคคลอื่น ในคำสอนของศาสดาตน Q: รู้อะไรเห็นอะไรถึงจะเรียกว่า “สันทิฏฐิโก”A: เห็นประจักษ์ในสิ่งที่เราได้รับผล รู้ว่าสิ่งไหนเป็นกุศล สิ่งไหนเป็นอกุศล ไม่ต้องให้ใครมาบอกมาเตือน ถ้าทำไม่ดี ก็ได้ผลไม่ดี รู้ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องให้ใครมาบอก ไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่น ในคำสอนของศาสดาตน Q: อาจิณณกรรม กับ จิตสุดท้าย อะไรที่สำคัญกว่ากันA: “อาจินณณกรรม” คือ กรรมที่ทำเป็นประจำเป็นอาจิณ ส่วน “จิตสุดท้าย” คือ จิตตอนที่จะตาย ถ้าจิตสุดท้ายดีก็ไปสุขคติ ถ้าไม่ดีก็จะไปทุคคติ เพราะฉะนั้น ถ้าเราทำกรรมดีเป็นอาจิณ จิตสุดท้ายก็มีแนวโน้มจะไปในทางดีได้ ถ้าเราทำอาจิณกรรมในทางไม่ดี ก็จะไปทางไม่ดีได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น จะมี “กรรมตัดรอน” คือ ลดผลของอาจิณกรรมนั้น และ “กรรมหนุนนำ” คือ เสริมผลของอาจิณกรรมนั้น ให้เราเป็นผู้ไม่ประมาท ปฏิบัติตามมรรค 8 จะเป็นไปเพื่อการสิ้นกรรมได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: พระสงฆ์มีวิธีลดละกิเลสได้อย่างไร?A: พระธรรม หมายถึง คำสอน, พระสงฆ์ หมายถึง หมู่ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ให้เอาตัวอย่างพระสงฆ์ในเรื่องของการปฏิบัติ ส่วนเรื่องคำสอนเอาตัวอย่างจากพระธรรม สำหรับพระสงฆ์ วิธีที่ท่านใช้ ท่านก็ใช้มรรค8 เหมือนกัน และมีเครื่องมือในการกำจัดกิเลส เครื่องมือกำจัดกิเลสแบบละเอียด ๆ คือ “ปัญญา” เครื่องมือกำจัดกิเลสแบบกลาง ๆ คือ “สติ/สมาธิ” สติจะเป็นเครื่องมือให้เกิดสมาธิ จะทำให้สมาธิเพิ่มต้องเพิ่มสติ คือ สังเกตดูจิตของเรา สติจะเกิดได้ ต้องใช้อนุสติ 10 และเครื่องมือที่จะกำจัดกิเลสแบบหยาบ ๆ คือ “ศีล/สมาธิ” Q: ใช้สติทบทวนตนว่าผิดพลาดได้หรือไม่?A: ในกระบวนการทำความเพียร พอเราระลึกได้ว่าเราต้องทำความดี ความระลึกได้นั้นคือ “สติ” การลงมือทำคือความเพียร พอเรามีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสติ สัมมาวายามะ องค์อื่น ๆ ของมรรค จะตามมาหมด เราก็จะมาตามทางนั่นเอง Q: สืบสานการปฏิบัติให้ต่อเนื่อง ทำอย่างไร?A: ให้เราโยนิโสมนสิการตามระบบของ “อริยสัจ 4” ว่าเหตุปัจจัยใดที่ทำให้เราทำได้ และเหตุปัจจัยใดที่ทำให้เราทำไม่ได้ เมื่อพิจารณาแล้วก็ให้สร้างเหตุปัจจัยให้พอเป็นไปได้ พอทำได้ ทั้งนี้ การฟังธรรมเสมอ ๆ การมีกัลยาณมิตรจะช่วยได้ สำหรับนักบวช ท่านให้พิจารณาดังนี้ว่า “หากอกุศลกรรมที่ยังละไม่ได้ก็ละไม่ได้ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น ควรหนี ควรเลิก ไม่ควรคบ อย่าอยู่” แต่ถ้าอยู่ที่ไหนแล้ว “กิเลสที่ยังละไม่ได้ก็ละได้ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ตั้งมั่น ให้อยู่ ให้ทำ ให้คบ ให้ปฏิบัติเลย” Q: วิธีสร้างความมุ่งมั่นขยันมีกำลังใจให้ชนะกิเลส A: การสร้างความมุ่งมั่นและกำลังใจเพื่อเอาชนะกิเลส ต้องอาศัยหลักธรรม คือ “อินทรีย์ 5” ซึ่งประกอบด้วย ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิและปัญญา คือเราต้องเริ่มจากศรัทธาก่อน เราต้องมีความมั่นใจเชื่อใจ แล้วเราลงมือทำจริงแน่วแน่จริง นั่นคือ “วิริยะ” วิริยะจะทำลายความขี้เกียจได้ ที่สำคัญคืออย่าหยุดอยู่แค่ขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง แต่ต้องพัฒนาต่อเนื่อง ทำซ้ำ ๆ วนไป ๆ จะบรรลุธรรมได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: จิต กับ ธาตุรู้ คืออะไร อยู่ที่ไหน เหมือนและต่างกันอย่างไร?A: เหมือนกัน คือ อยู่ในช่องทางใจและเป็นนามเหมือนกัน ต่างกัน คือ ธาตุรู้ มาจากคำว่า วิญญาณธาตุ ทำหน้าที่รับรู้เฉย ส่วน ”จิต” เป็นลักษณะภาวะของการสะสม เข้าไปเกลือกกลั้วและเสวยอารมณ์Q: วิธีแก้โรควิตกจริตA: เปรียบเหมือนตัดต้นไม้ ที่ตัดที่โคนต้น พอฝนผ่านมา ต้นไม้นั้นก็งอกขึ้นมาใหม่ เราต้องขุดรากถอนโคนต้นไม้นั้น นำมาตัด มาผ่า เผา จนเป็นถ่านเป็นขี้เถ้า บดให้ละเอียด แล้วโปรยในที่ลมพัดแรงหรือในกระแสน้ำที่เชี่ยวกราด ในการขุดรากถอนโคนนั้น ต้องใช้ปัญญาในการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง พิจารณามรณสติ ทำซ้ำ ทำย้ำ อยู่เรื่อยๆ จะระงับความคิดนี้ได้Q: กาม และ อกุศลธรรม มีซอฟต์พาวเวอร์ หรือไม่?A: กาม (ราคะ โทสะ โมหะ) มีสภาวะบังคับ บีบคั้น ไม่ใช่ ซอฟต์พาวเวอร์ แต่เป็น ฮาร์ดพาวเวอร์ ทั้งหมด เพราะกาม บีบบังคับเราให้ต้องทำ ส่วน ธรรมะทั้งหมดเป็นซอฟต์พาวเวอร์ เพราะไม่ได้ถูกบีบบังคับ ให้เป็นไปตามอำนาจ ราคะ โทสะ โมหะ คือ ทางสายกลางหรือมรรค 8 นั่นเองQ: ทุกข์สัมพัทธ์กับเวลาหรือไม่?A: เวลาและสถานที่ เป็นลักษณะของภพ เพราะมีภพ จึงมีการเกิด เพราะมีการเกิด จึงมี ความแก่ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ จึงเกิดขึ้น ครบถ้วน เพราะฉะนั้น “ทุกข์” ต้องมีเวลา ไม่ว่าจะเร็วหรือช้า ก็มีเวลาทั้งนั้นQ: ความไม่เที่ยงและเวลาเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกันหรือไม่?A: เหตุปัจจัยของเวลา ในที่นี้หมายถึง ภพ (เวลา/สถานที่) เหตุปัจจัยของภพ คือ อุปาทาน (ความยึดถือ) ความยึดถือจึงเป็นเหตุเงื่อนไขของเวลาและสถานที่, อุปาทาน เป็นตัณหา ไม่ใช่มรรค, ความไม่เที่ยงเป็นเหตุให้ถึงความดับแห่งภพ จะดับภพได้ ก็เพราะความดับไม่เหลือของอุปาทาน จะดับอุปาทาน ก็ต้องปฏิบัติตามมรรค 8 ซึ่ง หน้าที่ ที่ทำต่างกัน, ความไม่เที่ยง ต้องทำให้มาก พัฒนาให้มี ทำให้เจริญ โยนิโสมนสิการตามหลักอริยสัจสี่ แล้วเราจะไม่หลงประเด็น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: สัมมาทิฏฐิในระดับโลกุตระและโลกียะเกี่ยวเนื่องกันอย่างไร?A: “สัมมาทิฎฐิ” คือ ความเห็นที่ถ้ามีแล้วจะทำให้กิเลสลด แบ่งเป็นโลกุตระและโลกียะ, “สัมมาทิฐิแบบโลกุตระ” หมายถึง เหนือโลก มีความเห็นความเข้าใจในอริยสัจสี่ ตรงที่เห็นและเข้าใจ เกี่ยวเนื่องกันตรงที่เป็นปัญญาที่เกิดขึ้นกับตัวเราเหมือนกัน ส่วน “สัมมาทิฐิแบบโลกียะ” หมายถึง ยังเนื่องด้วยโลก ยังอยากเกิด ลักษณะคือเริ่มด้วยความเชื่อ ความศรัทธาว่าบาป บุญมี โลกนี้มี โลกหน้ามี เข้าใจด้วยปัญญา ปัญญาที่เป็นโลกียะ จะรักษาเราให้อยู่ในทาง ไม่ให้ออกนอกทาง เราสามารถพัฒนาศรัทธา ลงมือปฏิบัติจริง ทำจริงแน่วแน่จริง จะทำให้เกิดปัญญา ที่เป็นปัญญาในระดับโลกุตระต่อไปได้Q: ศรัทธากับปัญญาอย่างไหนประณีตมากกว่ากันA: ปัญญามีความปราณีตมากกว่า ท่านเปรียบเทียบไว้กับนม เมื่อผ่านกระบวนการหมักเคี่ยวจนในที่สุดจะได้เนยใส เพราะฉะนั้น เราต้องเปลี่ยนความเชื่อเป็นปัญญาด้วยการปฏิบัติ หากเพียงแค่ฟังเป็น “สุตตมยปัญญา” แต่พอเราใคร่ครวญเป็น “จินตมยปัญญา” เมื่อใคร่ครวญแล้ว ลงมือทำให้เห็นผลเป็น “ภาวนามยปัญญา”Q: คนธรรมดาสามารถปฏิบัติจนถึงโลกุตตระได้หรือไม่?A: ตราบใดที่คำสอนของพระพุทธเจ้ายังอยู่ และมี "ผู้ที่เคยทำได้" (พระพุทธเจ้าและพระอริยสาวก) เป็นเครื่องยืนยัน เราทุกคนก็สามารถทำได้เช่นกัน แม้ว่าหนทางอาจต้องใช้ความเพียรพยายาม แต่ก็เป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่จะลงมือทำQ: ถ้ายังสงสัยการมีของภพหน้าจัดว่าเป็นวิจิกิจฉาใช่หรือไม่?A: ถ้ามีวิจิกิจฉาแสดงว่าไม่เชื่อ เราไม่ควรจะหยุดอยู่ที่แค่ความเชื่อ แต่ควรจะลงมือทำ ตั้งสติ ทำสมาธิ เราจะรู้ได้ด้วยปัญญา เมื่อรู้ได้ด้วยปัญญาแล้ว เราก็ไม่ต้องอาศัยความเชื่อตามคนอื่น แต่เรารู้เฉพาะตนว่ามันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เมื่อเราได้ยินได้ฟังอะไรมา เราต้องโยนิโสมนสิการว่าตรงตามมรรค 8 หรือไม่ ถ้าใช่ให้ลงมือทำ ถ้าไม่ใช่อย่าทำQ: สัทธรรมปฏิรูปคืออะไรจะรู้ได้อย่างไร?A: เมื่อได้ยินได้ฟังอะไรมาให้นำมาเทียบเคียงกับพระไตรปิฏก โดยท่านแบ่งสัทธรรมปฏิรูป ไว้เป็น 2 อย่างคือ “สัทธรรมปฏิรูปที่เป็นปริยัติ” ในส่วนนี้เป็นข้อมูลเนื้อหา ที่ไม่ได้อยู่ในส่วนสังคายนา และ “สัทธรรมปฏิรูปที่เป็นอธิคม” เช่น พอมีสถานการณ์เกิดขึ้น แล้วโกรธ เกลียด ไม่พอใจ ก็พอจะบอกได้ว่าเป็นสัทธรรมปฏิรูป เพราะแสดงความหวั่นไหวออกมา Q: อะไรเป็นเหตุปัจจัยให้มีมิจฉาทิฏฐิ และทิฏฐิอะไรร้ายแรงที่สุด?A: สิ่งที่ร้ายแรงที่สุด คือไม่เชื่ออะไรเลย ไม่เชื่อว่าบาปมี บุญมี เพราะจะทำให้เขาจะทำชั่วยังไงก็ได้ ไม่เกรงกลัวอะไรเลย สิ่งที่ร้ายแรงรองลงมา คือเชื่อแต่มีที่พึ่งไม่ถูกต้อง เช่น พึ่งท้องฟ้า ภูเขา ให้เราไตร่ตรองโดยแยบคายแล้วจึงเชื่อ จะทำให้เราละมิจฉาทิฏฐิ มีสัมมาทิฏฐิ สามารถที่จะบรรลุธรรมได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


![เติมสมาธิให้บารมีเต็ม [6913-7q] เติมสมาธิให้บารมีเต็ม [6913-7q]](https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg)

