Discover4 คลังพระสูตร
4 คลังพระสูตร
Claim Ownership

4 คลังพระสูตร

Author: ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana

Subscribed: 189Played: 1,392
Share

Description

ดื่มด่ำ ซึมซาม ด้วยการฟังบทพยัญชนะที่มีความงดงามในเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด เป็นข้อมูลโดยตรงจากพระสูตรในพระไตรปิฏก เพื่อให้มีการตกผลึกความคิด เกิดเป็นความคลองปากขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยความเห็นได้. New Episode ทุกวันพฤหัส เวลา 05:00, Podcast นี้เป็นส่วนหนึ่งของรายการธรรมะรับอรุณ ออกอากาศทุกวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) มีคำถาม/ข้อเสนอแนะ หรือสมัครติดตามฟังทั้ง 7 รายการ ที่ panya.org

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

392 Episodes
Reverse
เตวิชชสูตร ทรงตรัสแก่ วาเสฏฐะ และภารัทวาชะ ขณะประทับอยู่ ณอัมพวัน แคว้นโกศล ที่หมู่บ้านพราหมณ์ชื่อมนสากฏะใกล้ฝั่งแม่น้ำอจิรวดีปรารภเหตุที่ทั้ง 2 ถกเถียงกัน และตกลงกันไม่ได้ว่าทางที่ไปสู่พรหมโลกทางไหนเป็นทางตรง จึงทูลขอพระพุทธเจ้าให้ทรงตัดสินว่าผู้ใดกล่าวถูก ทรงสรุปให้ฟังว่า เป็นไปไม่ได้ว่าผู้ที่ไม่เคยเห็นพรหมจะบอกว่าทางนี้เป็นทางไปสู่พรหมโลก เป็นวาทะที่เลื่อนลอยไม่มีหลักฐาน และตรัสถึงคุณสมบัติของพรหมกับของพราหมณ์ที่ต่างกันและเปรียบเทียบกันไม่ได้เมื่อตายแล้วจะอยู่ร่วมกับพรหมได้อย่างไร ทรงอธิบายวิธีการที่จะไปอยู่กับพรหม มาณพทั้ง 2 เกิดความเลื่อมใส ประกาศตัวเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สูตร#1 สัพพาสวสังวรสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ พระเชตวัน ถึงความสิ้นอาสวะทั้งปวงจะมีได้ เฉพาะผู้รู้ ผู้เห็นเท่านั้น ด้วยการพิจารณาโดยแยบคาย ทรงจำแนกอาสวะออกเป็น 7 ชนิด ตามเหตุเกิดและอุบายวิธีที่จะละให้หมดสิ้นไปได้ คือ อาสวะที่ต้องละด้วย 1. ทัสสนะ (ความเห็น) 2. การสังวร 3. การใช้สอย 4. การอดกลั้น 5. การเว้น 6. การบรรเทา 7. การเจริญ อาสวะเหล่านั้นเมื่อภิกษุละได้แล้วด้วยอุบายนั้นๆ อาสวะนั้นละได้เด็ดขาดสูตร#2 ธรรมทายาทสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ พระเชตวัน ทรงปรารภลาภสักการะเป็นอันมากที่เกิดขึ้นแก่พระองค์ และภิกษุสงฆ์ในขณะนั้น จะเป็นเหตุให้ภิกษุบางพวกยึดติดในลาภสักการะเหล่านั้น จึงทรงสอนให้ภิกษุเป็นธรรมทายาทของพระองค์ ไม่ให้เป็นอามิสทายาท เพราะถ้าเป็นธรรมทายาท วิญญูชนจะยกย่องสรรเสริญ จากนั้นท่านพระสารีบุตรได้แสดงธรรมต่อถึงหนทางในการปฏิบัติธรรมเพื่อให้เกิดความสงัดขึ้นแก่ตน และอริยมรรคมีองค์ 8สูตร#3 มฆเทวสูตร พระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องของพระองค์เองที่เกิดมาในชาติก่อน เป็นสมัยที่พระองค์เกิดเป็นพระเจ้ามฆเทวะ ที่มีข้อปฏิบัติอันดี ที่ได้มอบเป็นมรดกไว้ให้รุ่นลูกหลานได้นำไปปฏิบัติ ที่เรียกว่าเป็นกัลยาณวัตร และได้เปรียบเทียบถึงวัตรอันงามที่ท่านทิ้งไว้เป็นมรดกในครั้งนี้คือ อริยมรรคมีองค์ 8 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ติตถายตนสูตร ว่าด้วยลัทธิใหญ่ ๓ ลัทธิที่บัญญัติเหตุเกิดแห่งสุข ทุกข์ และมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ของคนไว้ต่างกัน คือ ลัทธิหนึ่งบัญญัติว่า เหตุเพราะกรรมเก่าในชาติเก่า ลัทธิหนึ่งบัญญัติว่า เหตุเพราะเทพเจ้าบันดาลหรือสร้างขึ้น และอีกลัทธิหนึ่งบัญญัติว่า เกิดเอง ไม่มีเหตุปัจจัยอื่นใด พระผู้มีพระภาคทรงคัดค้านลัทธิเหล่านี้เพราะเมื่อทรงชักถามว่า ที่บุคคลประพฤติทุจริตทางกายวาจาใจอยู่นี้ เป็นเพราะกรรมเก่าให้ทำ หรือเทพเจ้าให้ทำ หรือว่าไม่มีอะไรให้ทำ อีกประการหนึ่งบุคคลถือเช่นนี้ ฉันทะก็ดี ความพยายามก็ดีว่า "สิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ" ย่อมไม่มี ผู้นับถือลัทธินั้นตอบไม่ได้ ต่างอ้างว่าเชื่อถือตาม ๆ กันมาอย่างนั้นพระองค์จึงตรัสสอนภิกษุทั้งหลายว่า สุขทุกข์เนื่องมาจากธาตุ ๖ อายตนะ ๖ มโปวิจาร ๑๘ (อารมณ์ ๖ x เวทนา ๓) และจบลงด้วยทรงอธิบายแจกแจงอริยสัจ ๔ ตามหลักปฏิจจสมุปบาททั้งสายเกิดและสายดับแห่งทุกข์ภัททิยสูตร เจ้าลิจฉวีพระนามว่าภัททิยะทูลถามพระผู้มีพระภาคว่าทรงมีมายาและทรงรู้มายาสำหรับกลับใจของพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกใช่หรือไม่ จึงตรัสสอนหลักความเชื่อที่สำคัญ ๑๐ ประการ คือทรงสอนมิให้เชื่อเพียงพราะหลัก ๑๐ ประการนี้ แต่ให้เชื่อต่อเมื่อได้ไตร่ตรองด้วยเหตุผล เห็นแจ้งด้วยตนเองแล้วจากนั้นทรงถามเรื่องโทษและคุณของโลภะ โทสะ โมหะ สารัมภะ (ความแข่งดี) โดยให้เจ้าลิจฉวีนั้นตอบตามที่ประจักษ์ด้วยตนเองแล้ว เจ้าลิจฉวีพระนามว่าภัททิยะได้สรรเสริญพระองค์ว่าทรงมีมายาและทรงรู้มายาสำหรับกลับใจสาวกของพวกอัญเดียรถีย์ และกราบทูลว่า ถ้าญาติสาโลหิตของตน กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ และศูทรทั้งปวงกลับใจได้ด้วยมายาสำหรับกลับใจนี้ ก็จะได้รับประโยชน์สุขตลอดกาลนาน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สัมมาทิฏฐิสูตร ท่านพระสารีบุตรแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ พระเชตวัน ได้อธิบายถึงลักษณะของสัมมาทิฏฐิ ที่อธิบายแต่ละอาการของปฏิจสมุปบาท ไล่เรียงมาตามลำดับ ตามนัยยะของอริยสัจ ๔ จุดที่น่าสนใจคือ ท่านพระสารีบุตรอธิบายเพิ่มเติมที่พระพุทธเจ้าท่านอธิบายไว้สุดจบที่อวิชชา ท่านได้อธิบายต่อถึงอาสวะ ซึ่งอาสวะและอวิชชานั้นมีความเกี่ยวข้องกัน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
พรหมชาลสูตร ตอนจบ พระสูตรนี้นอกจากชื่อ พรหมชาลสูตร (ข่ายแห่งพระสัพพัญญุตญาณอันประเสริฐ) ยังมีชื่ออื่นอีก ๔ ชื่อคือ อัตถชาลสูตร (ข่ายแห่งประโยชน์), ธัมมชาลสูตร (ข่ายแห่งธรรม), ทิฏฐิชาลสูตร (ข่ายแห่งทิฏฐิ) และสังคามวิชยสูตร (ตำราพิชัยสงคราม) ที่ผู้ฟังสูตรนี้จบแล้วจะสามารถพิชิต เทวปุตตมาร ขันธมาร มัจจุมาร หรือกิเลสมารได้ ทรงสรุปไว้ว่า ทิฏฐิเหล่านี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่ใช่ทางให้พ้นทุกข์ได้เลย แต่กลับทำให้ผู้ที่เชื่อถือ เพราะไม่รู้ตามความเป็นจริงถูกลัทธิเหล่านี้ ซึ่งเป็นดุจตาข่ายครอบคลุมเอาไว้ต้องประสบทุกข์ เปรียบเหมือนปลาที่ถูกแหครอบคลุมไว้ติดอยู่ในแหนี้ เมื่อผุดขึ้นก็ผุดอยู่ในแหนี้ มิอาจหลุดพ้นไปได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
พรหมชาลสูตร ตอนที่ ๒ พระผู้มีพระภาคตรัสแจกแจงทิฏฐิทั้ง๖๒ ไว้ดังนี้ว่า มีสมณพราหมณ์บางพวกประกาศวาทะแสดงลัทธิโดยปรารภขันธ์ส่วนอดีตซึ่งเรียกว่าปุพพันตกัปปิกวาทะ มี ๑๘ ลัทธิ และปรารภขันธ์ส่วนอนาคตและปัจจุบันซึ่งเรียกว่าอปรันตกัปปิกวาทะอีก ๔๔ ลัทธิในตอนนี้ เป็นความเห็นที่กำหนดขันธ์ส่วนอนาคต และ ได้ทรงตรัสสรุปท้ายพระสูตรว่า พระองค์ทรงรู้แจ้งมูลเหตุแห่งทิฏฐิหล่านี้ และทรงรู้ด้วยว่าผู้ที่ยึดถือทิฏฐิเหล่านี้มีคติและภพเบื้องหน้าเป็นอย่างไร พระองค์จึงไม่ทรงยึดมั่นถือมั่น เมื่อไม่ทรงยึดมั่นถือมั่น จึงทรงรู้แจ้งความเกิด ความดับ คุณ โทษแห่งเวทนา และอุบายวิธีที่ทำให้สลัดเวทนาออกไปได้ พระองค์จึงทรงหลุดพ้น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
พรหมชาลสูตร ตอนที่ ๑ พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ภิกษุ ขณะทรงพักแรม ณ พระตำหนักหลวงในพระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกา ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาลันทา โดยทรงปรารภคำติเตียนพระรัตนตรัยของปริพาชกชื่อสุปปิยะและคำสรรเสริญพระรัตนตรัยของพรหมทัตตมาณพผู้เป็นศิษย์ ซึ่งมีถ้อยคำขัดแย้งกัน ในลักษณะตรงข้ามกันและกล่าวถึงปัญญาอันประเสริฐของพระองค์ จากนั้นทรงแสดงในเรื่องทิฏฐิไว้ ๖๒ ทิฏฐิ ซึ่งครอบคลุมทิฏฐิหรือลัทธิทั้งหมดที่แพร่หลายอยู่ในสมัยนั้น ทรงถือว่า ลัทธิเหล่านั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิในตอนนี้ ทรงตรัสถึงสาเหตุที่คนทั้งหลายกล่าวสรรเสริญพระองค์ ทรงงดเว้นจากข้อห้ามในศีลทั้ง ๓ ชั้น และทรงเป็นพระสัพพัญญุตญาณ และ แสดงทิฏฐิ ๖๒ ในความเห็นกำหนดขันธ์ส่วนอดีตที่เห็นว่า อัตตาและโลกเที่ยง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สูตร#1 ฌานสังยุต ประมวลพระสูตรที่เกี่ยวกับผู้ได้ฌานประเภทต่าง ๆ และวิธีปฏิบัติในฌาน (สมาธิ)ซึ่งทรงแสดงไว้ ๑๑ วิธีคือ การตั้งจิตมั่น การเข้า การตั้งอยู่ การออก ความพร้อม อารมณ์ โคจร อภินิหาร การทำโดยเคารพ การทำความเพียรต่อเนื่อง การทำสัปปายะส่วนผู้ได้ฌานประเภทต่าง ๆ ทรงแสดงไว้ในแต่ละสูตร ๔ ประเภท คือ๑. ผู้ฉลาดในวิธีที่ ๑ แต่ไม่ฉลาดในวิธีที่ ๒๒. ผู้ฉลาดในวิธีที่ ๒ แต่ไม่ฉลาดในวิธีที่ ๑๓. ผู้ไม่ฉลาดใน ๒ วิธีนี้๔. ผู้ฉลาดใน ๒ วิธีนี้การตั้งชื่อในพระสูตร ตั้งตามวิธีปฏิบัติทั้ง ๑๑ วิธี สลับกันไปมา รวมเป็นพระสูตรทั้งหมด ๕๕ สูตร เช่น สมาธิมูลกสมาปัตติสูตร ว่าด้วยการเข้าสมาธิอันเป็นมูล คือ ตั้งวิธีที่ ๑ (การตั้งมั่น) เป็นหลัก สลับกับวิธีที่ ๒ (การเข้า) สมาธิมูลกฐิติสูตร ว่าด้วยการตั้งอยู่ในสมาธิอันเป็นมูล คือ ตั้งวิธีที่ ๑ (การตั้งจิตมั่น) เป็นหลัก สลับกับวิธีที่ ๓ (การตั้งอยู่) จนถึงวิธีที่ ๑๑ รวมเป็น ๑๐ สูตรแรก เรียกว่า สมาธิมูลกะ เมื่อครบหมดทั้ง ๑๑ วิธี ก็เริ่มตั้งวิธีที่ ๒ (การเข้า)เป็นหลักสลับกับวิธีที่ ๓-๑๐ เรียกว่า สมาปัตติมูลกะ รวมเป็น ๙ สูตรและตั้งชื่อพระสูตรอย่างนี้ไปจนครบ ๕๕ สูตร ยกตัวอย่างดังนี้- สมาธิมูลกสมาปัตติสูตร ว่าด้วยการเข้าสมาธิอันเป็นมูล คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงบุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวก คือ๑. ผู้ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ๒. ผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ๓. ผู้ไม่ฉลาดทั้งการตั้งจิตมั่นในสมาธิ และในการเข้าสมาธิ๔. ผู้ฉลาดทั้งในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ และในการเข้าสมาธิในตอนท้ายพระสูตร ตรัสว่า จำพวกที่ ๔ ดีที่สุด เหมือนยอดเนยใสดีกว่านมสด นมส้ม เนยข้น และเนยใส ในพระสูตรอื่น ๆ พึงเทียบเคียงดังที่กล่าวมานี้สูตร#2 สังขิตตสูตร (เล่มที่ ๒๓) ภิกษุรูปหนึ่งทูลขอให้พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมโดยย่อเพื่อหลีกไปบำเพ็ญเพียรผู้เดียว ทรงตรัสว่า “โมฆบุรุษบางพวกในโลกนี้ ย่อมเชื้อเชิญเราอย่างที่เขาทำกันมา และเมื่อเราแสดงธรรมแล้ว ก็คอยติดตามเราเรื่อยไป” ภิกษุรูปนั้นก็ได้ขอให้ทรงแสดงธรรมโดยย่อ และทำอย่างไรจึงจะรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิต และเป็นทายาทแห่งภาษิตของพระองค์ จากนั้นทรงตรัสสอนให้ภิกษุนั้นเจริญสมาธิคือสมถะและวิปัสสนา ภิกษุนั้นรับพระโอวาทแล้วก็หลีกไปอยู่บำเพ็ญเพียร ไม่นานนักได้บรรลุพระอรหัตตผลสูตร#3 ปฐมวสสูตร (เล่มที่๒๓) ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ ย่อมทำจิตไว้ในอำนาจ และไม่เป็นไปตามอำนาจของจิตคือ (๑) เป็นผู้ฉลาดในสมาธิ (๒) ความเป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ (๓) ความเป็นผู้ฉลาดในการให้สมาธิตั้งอยู่ได้ (๔) ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาธิ (๕) เป็นผู้ฉลาดในความพร้อมแห่งสมาธิ (๖) ความเป็นผู้ฉลาดในอารมณ์แห่งสมาธิ (๗) ความเป็นผู้ฉลาดในอภินิหารแห่งสมาธิสูตร#4 พลสูตร (เล่มที่๒๒) ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ว่าภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ ที่ไม่อาจบรรลุความมีกำลังในสมาธิได้ คือ (๑) เป็นผู้ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ (๒) ...ในการให้สมาธิตั้งอยู่ใด้ (๓) ...ในการออกจากสมาธิ (๔)เป็นผู้ไม่ทำความเคารพ (๕) …ไม่ทำให้ติดต่อ (๖)…ไม่ทำสิ่งที่เป็นสัปปายะ และภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ เป็นผู้อาจบรรลุความมีกำลังในสมาธิได้มีนัยตรงข้ามกันสูตร#5 นิมิตตสูตร (เล่มที่ ๒๐) ว่าด้วยนิมิต ๓ประการที่ภิกษุผู้บำเพ็ญสมาธิ (อธิจิต/พึงใส่พิจารณา (มนสิการ) ตามสมควรแก่เวลา คือ สมาธินิมิต ปัคคหนิมิต และอุเบกขานิมิต ทรงแนะนำว่า ต้องใส่ใจพิจารณานิมิตทั้ง ๓ ประการนี้ไปด้วยกันตามสมควรแก่เวลา จะพิจารณานิมิตใดนิมิตหนึ่งเพียงอย่างเดียวไม่ได้ผล จิตจะไม่อ่อนพอจะใช้งานได้ ทรงอุปมาเหมือนช่างทองที่เตรียมการตีทองตามขั้นตอนจนได้ทองที่อ่อนเหมาะแก่การทำเป็นทองรูปพรรณต่าง ๆ ได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
"จังกีสูตร" เป็นการสนทนาธรรมระหว่างพระพุทธเจ้ากับกาปทิกมานพ และจังกีพราหมณ์พร้อมด้วยคณะ ณ ป่าไม้สาละชื่อเทพวัน ทางทิศเหนือแห่งบ้านพราหมณ์ชื่อโอปาสาทะ การปทิกมานพเป็นเด็กหนุ่มที่จังกีพราหมณ์ยกย่องว่า เป็นผู้มีความรู้คัมภีร์ต่างๆอย่างแตกฉาน เป็นพหูสูตรสามารถจะเจรจาโต้ตอบกับพระพุทธเจ้าได้ กาปทิกมานพได้ทูลถามว่าทรงคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับบทมนตร์โบราณของพวกพราหมณ์ ปฏิบัติอย่างไรจึงจะเป็นการรักษา เป็นการรู้ เป็นการบรรลุสัจจะ และธรรมที่มีอุปการะมากแก่การบรรลุสัจจะเป็นอย่างไร ทรงตรัสตอบแต่ละข้อตามลำดับ กาปทิกมานพเกิดความเลื่อมใสแสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สูตร#1 สันตุฏฐสูตร(ความสันโดษ)ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย เขตกรุงสาวัตถี ทรงตรัสสรรเสริญท่านพระมหากัสสปะว่า พระมหากัสสปะนี้เป็นผู้สันโดษด้วยปัจจัย๔ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ไม่หลงติดใจในปัจจัย ๔ มองเห็นโทษและใช้สอยปัจจัย ๔ อย่างรู้คุณค่าด้วยปัญญญา ทรงแนะนำให้ภิกษุทั้งหลายประพฤติปฏิบัติตามท่านพระมหากัสสปะสูตร#2 อโนตตัปปิสูตร(ความไม่สะดุ้งกลัว) การสนทนาธรรมระหว่าง ท่านพระมหากัสสปะและท่านพระสารีบุตร ขณะอยู่ในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตกรุงพาราณสี เกี่ยวกับบุคคล ๒ ประเภท ๑) บุคคลผู้ไม่มีความเพียรเครื่องเผากิเลส ไม่มีความสะดุ้งกลัวบาป เป็นผู้ไม่ควรเพื่อตรัสรู้และเพื่อนิพพาน ๒) บุคคลผู้มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีความสะดุ้งกลัวบาป จึงเป็นผู้ควรเพื่อตรัสรู้และเพื่อนิพพานสูตร#3 จันทูปมาสูตร (การเปรียบเทียบภิกษุกับดวงจันทร์) ทรงแสดงวิธีเข้าไปสู่ตระกูลของท่านพระมหากัสสปะโดยไม่ยึดติดในตระกูล เข้าไปสู่ตระกูลโดยมุ่งประโยชน์สุข ไม่เข้าไปเพื่อหวังลาภสักการะ เปรียบเหมือนดวงจันทร์ไม่ติดในนภากาศ เมื่อทำได้อย่างนี้การเข้าไปสู่ตระกูลก็ไม่มีโทษ การแสดงธรรมก็บริสุทธิสูตร#4 กุลูปกสูตร (ภิกษุผู้เข้าไปสู่ตระกูล) ทรงแสดงวิธีการเข้าสู่ตระกูลของท่านพระมหากัสสปะโดยไม่ยืดติดในปัจจัย ๔ และทรงแสดงคุณสมบัติของภิกษุผู้สมควรเข้าไปสู่ตระกูลและภิกษุผู้ไม่สมควรเข้าสู่ตระกูล คือ ไม่มุ่งหวังหรือมุ่งหวังในลาภและความเคารพนับถือของทายก และทรงแนะนำให้ภิกษุปฏิบัติตามพระมหากัสสปะสูตร#5 ชิณณสูตร (ความแก่) ทรงสนทนากับพระมหากัสสปะ ณ เวฬุวัน ทรงปรารภความแก่ชราของท่านพระมหากัสสปะ จึงทรงแนะนำให้ท่านพระมหากัสสปะรับคหบดีจีวร รับโภชนะในที่นิมนต์และอยู่ในสำนักของพระองค์ แต่ท่านพระมหากัสสปะยืนยันที่จะอยู่ในป่าและถือธุดงควัตรเหมือนเดิม ด้วยเหตุผล ๒ ประการคือ การอยู่เป็นสุขในปัจจุบันและเพื่ออนุเคราะห์หมู่ชนในภายหลังสูตร#6 โอวาทสูตร (การให้โอวาท) ทรงรับสั่งให้ท่านพระมหากัสสปะอบรมสั่งสอนภิกษุทั้งหลายด้วยธรรมีกถา ท่านพระมหากัสสปะกราบทูลว่า บัดนี้ ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้ว่ายากสอนยาก ไม่อดทน ไม่รับคำพร่ำสอน เพราะได้เห็นสัทธิวิหาริกของพระอานนท์และสัทธิวิหาริกของพระอนุรุทธะกล่าวล่วงเกินกันและกันด้วยสุตะ พระผู้มีพระภาคจึงทรงเรียกสัทธิวิหาริกนั้นมา ทรงไตร่ถามข้อเท็จจริง ภิกษุนั้นยอมรับ และขอให้ทรงให้อภัยโทษ ทรงตรัสยกโทษให้ เพราะเหตุที่เห็นความผิดเป็นความผิด แล้วแก้ไขให้ถูกต้อง ทั้งนี้เพื่อความเจริญในธรรมวินัยต่อไปสูตร#7 ทุติยโอวาทสูตร (การให้โอวาท สูตรที่ ๒) ทรงรับสั่งให้ท่านพระมหากัสสปะอบรมสั่งสอนภิกษุทั้งหลายด้วยธรรมีกถา ท่านพระมหากัสสปะกราบทูลว่า ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้ว่ายากสอนยาก ไม่อดทน ไม่รับคำพร่ำสอน ทั้งไม่มีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญาในกุศลธรรม จึงหวังความเจริญในธรรมไม่ได้ เปรียบเหมือนดวงจันทร์ข้างแรมที่อับแสง ไม่เต็มดวง ไร้รัศมี การที่บุคคลไม่มีศรัทธานับเป็นความเสื่อม แต่ถ้ามีศรัทธา นับว่าเป็นความเจริญ เปรียบเหมือนดวงจันทร์ในวันเพ็ญเปล่งรัศมีเจิดจ้า ทรงอนุโมทนาภาษิตของท่านพระมหากัสสสปะสูตร#8 ตติยโอวาทสูตร (การให้โอวาท สูตรที่ ๓) ทรงรับสั่งให้ท่านพระมหากัสสปะอบรมสั่งสอนภิกษุทั้งหลายด้วยธรรมีกถา ท่านพระมหาทัสสปะกราบทูลว่า ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้ว่ายากสอนยาก ไม่อดทน ไม่รับคำพร่ำสอนโดยเคารพ ทรงเห็นด้วยกับคำกล่าวของท่านพระมหากัสสปะ แล้วทรงแสดงความประพฤติที่แตกต่างกันของภิกษุในครั้งก่อนกับภิกษุในสมัยปัจจุบันสูตร#9 ปรัมมรณสูตร (ตถาคตตายแล้วเกิดอีกหรือไม่เกิด) พระมหากัสสปะสนทนาธรรมกับพระสารีบุตร โดยพระสารีบุตรเป็นผู้ถามท่านพระมหากัสสปะเกี่ยวกับอัตตา(ตัวตน)ตั้งเป็นคำถามได้ ๔ ประเด็น คือตถาคตตายแล้วเกิดอีกหรือ ตถาคตตายแล้วไม่เกิดอีกหรือ ตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีกหรือ ตถาคตเกิดอีกก็มิใช่ไม่เกิดอีกก็มิใช่หรือ ท่านพระมหากัสสปะตอบว่า ปัญหาเหล่านี้พระผู้มีพระภาคไม่ทรงตอบเพราะทรงเห็นว่าไม่มีประโยชน์ปัญหาที่พระองค์ทรงตอบคือ ทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และปฏิปทาที่ให้ถึงความดับทุกข์ เพราะธรรมเหล่านี้มีประโยชน์ สงบระงับ ตรัสรู้ และเพื่อนิพพานสูตร#10 สัทธรรมปฏิรูปกสูตร (สัทธรรมปฏิรูป) ทรงแสดงต้นเหตุแห่งความเสื่อมและความเจริญแห่งสัทธรรมแก่ท่านพระมหากัสสปะว่า เหตุที่ทำให้สัทธรรมเสื่อมสูญมี ๕ ประการ คือ บริษัท ๔ ในธรรมวินัยนี้ไม่เคารพยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในสิกขา และในสมาธิ ส่วนเหตุที่ทำให้สัทธรรมเจริญตั้งมั่นก็มีนัยตรงข้ามกับที่กล่าวแล้ว Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
มาคัณฑิยสูตร ทรงแสดงแก่มาคัณฑิยปริพาชก ขณะประทับอยู่ที่โรงบูชาไฟของพราหมณ์ภารทวาชโคตร ในนิคมของชาวกุรุชื่อกัมมาสธัมมะ มาคัณฑิยปริพาชกเข้าไปขออาศัยโรงบูชาไฟของพราหมณ์ภารทวาชโคตร และเมื่อปริพาชกทราบว่าทรงประทับอยู่ก่อนแล้วจึงกล่าวกับพราหมณ์ว่า การเห็นที่นอนของพระผู้มีพระภาคเป็นอัปมงคล และกล่าวหาว่าพระองค์เป็นผู้ทำลายความเจริญ พระพุทธเจ้าทรงสดับการสนทนานั้นด้วยพระโสตธาตุอันเป็นทิพย์จึงเสด็จกลับมายังโรงบูชาไฟ ทรงตรัสถามมาคัณฑิยปริพาชกเรื่องการสำรวมอินทรีย์ และทรงเล่าถึงเมื่อยังทรงเป็นคฤหัสถ์ เอิบอิ่มพรั่งพร้อมด้วยกามคุณ 5 ประการ ต่อมาทรงรู้ความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกจากกามทั้งหลาย ละตัณหาได้ บรรเทาความเร่าร้อนที่เกิดเพราะกามได้ มีจิตสงบ เพราะได้รับสุขระดับสุขทิพย์จากนั้นทรงยกอุปมาอุปไมยเปรียบผู้บริโภคกามเหมือนคนเป็นโรคเรื้อน เหมือนคนตาบอด ทรงตรัสว่าการที่มาคัณฑิยปริพาชกกล่าวว่า ร่างกายที่ไม่มีโรค เป็นความไม่มีโรค เป็นนิพพานนั้น เป็นการกล่าวโดยไม่มีจักษุอย่างที่พระอริยบุคคลมี มาคัณฑิยปริพาชกจึงกราบทูลให้ทรงแสดงธรรมเพื่อให้ตนไม่เป็นคนตาบอด ทรงตรัสแนะนำให้คบสัตบุรุษ ฟังธรรมจากท่านและปฏิบัติตาม เมื่อทรงแสดงธรรมจบ มาคัณฑิยปริพาชกจึงขออุปสมบท และต่อมาท่านพระมาคัณฑิยะได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สูตร#1 อิสิทัตตสูตรที่ ๒ ว่าด้วยพระบวชใหม่ชื่ออิสิทัตตสูตร จิตตคหบดีถามพระเถระทั้งหลายว่า เมื่อมีอะไร ทิฏฐิ ๖๒ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในพรหมชาลสูตรจึงมี เมื่อไม่มีอะไร จึงไม่มี พระอิสิทัตตะขออนุญาตตอบแทนว่า เมื่อมีสักกายทิฏฐิ ทิฏฐิ ๖๒ จึงมี เมื่อไม่มี สักกายทิฏฐิจึงไม่มี พร้อมทั้งอธิบายว่า สักกายทิฏฐิมีได้เพราะเห็นขันธ์ ๕ เป็นอัตตา ถ้าไม่เห็นขันธ์ ๕ เป็นอัตตา สักกายทิฎฐิก็มีไม่ได้ คำตอบนี้ทำให้จิตตคหบดีพอใจ จึงได้รู้จักกันว่า ทั้งสองเป็นสหายกันมานแล้ว แต่ยังไม่เคยเห็นกันสูตร#2 มหกปาฏิหาริยสูตร ว่าด้วยพระมหกะแสดงปาฏิหาริย์ คือพระมหกะผู้เป็นพระบวชใหม่ในคณะสงฆ์ที่มาพักในอัมพาฎกวันของจิตตคหบดี แต่เป็นผู้มีฤทธิ์มาก สามารถแสดงฤทธิ์ให้มีลมเย็นและฝนตกลงมาขจัดความร้อนในขณะนั้นได้ จิตตคหบดีเห็นแล้วนิมนต์ให้แสดงฤทธิ์ให้ดูบ้าง โดยได้บันดาลฤทธิ์ให้เปลวไฟออกทางช่องลูกดาลและระหว่างกลอนประตู ให้ไหม้หญ้า แต่ไม่ให้ไหม้ผ้าห่ม จิตตคหบดีตกใจสลัดผ้าห่ม และกล่าวว่า พอได้แล้ว และถวายตัวเป็นอุปัฏฐากสูตร#3 โคทัตตสูตร ท่านพระโคทัตตะขณะพักอยู่ที่อัมพาฏกวันถามจิตตคหบดีว่า อัปปมาณาเจโตวิมุตติ อากิญจัญญาเจโตวิมุตติ สุญญตาเจโตวิมุตติ และอนิมิตตาเจโตวิมุตติมีอรรถต่างกัน มีพยัญชนะต่างกันหรือมีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะ จิตตคหบดีตอบแยกเป็น ๒ ประเด็นคือ เหตุที่ทำให้ธรรม ๔ ประการนี้ต่างกันทั้งธรรถและพยัญชนะก็มีอยู่ และหตุที่ทำให้มีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะก็มีอยู่ แล้วอธิบายเหตุเหล่านั้นโดยละเอียดสูตร#4 นิคัณฐนาฏปุตตสูตร นิครนถ์นาฏบุตรขณะไปพักที่อัมพาฎกวัน พร้อมด้วยนิครนถบริษัท ได้ถามจิตตคหบดีว่า "ท่านเชื่อหรือไม่ว่า สมณโคดมมีสมาธิที่ไม่มีวิตก วิจาร มีความดับวิตก วิจาร" เมื่อจิตตคหบดีตอบว่า ไม่เชื่อ นิครนถ์ นาฏบุตรจึงกล่าวยกย่องชมเชยให้บริษัทของตนฟังว่า คหบดีนี้เป็นคนตรง ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา แต่เมื่อจิตตคหบดีขยายความว่า ที่ไม่เชื่อพระสมณโคดมอย่างนั้น เพราะตัวเองก็ได้บรรลุฌานเหล่านั้นแล้ว จึงไม่ต้องเชื่อสมณพราหมณ์ใด ๆนิครนถ์ นาฏบุตรจึงพูดกลับคำว่า จิตตคหบดีเป็นคนไม่ตรง โอ้อวด มีมารยาสูตร#5 อเจลกัสสปสูตร อเจลกัสสปะผู้เป็นสหายเก่า ของจิตตคหบดีได้มาพักที่อัมพาฎกวัน จิตตคหบดีทราบ จึงไปสนทนาธรรมด้วยความสนิทสนมยิ่ง อเจลกัสสปะยอมรับว่าได้บวชเป็นนักบวชเปลือยมา ๓๐ ปีแล้วไม่ได้ญาณทัสสนะอันประเสริฐอะไรเลย ซึ่งต่างกับจิตตคหบดีที่ยืนยันว่าได้เป็นอุบาสกของพระพุทธเจ้ามา ๓๐ ปี และได้บรรลุฌานสมาบัติชั้นสูง ในที่สุดจิตตคหบดีนำสหายเก่าไปขอบรรพชาอุปสมบทกับพระรูปหนึ่ง และไม่นานท่านพระกัสสปะก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์สูตร#6 คิลานทัสสนสูตร ขณะนั้นจิตตคหบดีป่วยหนัก มีเทวดาจำนวนมากที่สถิตอยู่ในป่า ที่ต้นไม้ ต้นหญ้า และต้นไม้ที่เป็นเจ้าป่าได้มาเยี่ยมไข้ และได้กล่าวแนะนำให้จิตตคหบดีปรารถนาขอไปเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ซึ่งจิตตคหบดีตอบว่า ไม่ต้องการ เพราะไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ต้องละจากไป พวกญาติมิตรสหายที่มาเยี่ยมเข้าใจว่าจิตตคหบดีบ่นเพ้อเพราะพิษไข้ จึงพูดปลอบใจ จิตตคหบดีจึงเล่าเรื่องให้คนเหล่านั้นฟัง และสอนให้คนเหล่านั้นมีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยและการให้ทาน จากนั้นท่านจิตตคหบดีได้ตายไป  Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สูตร#1 มหาอัสสปุรสูตร ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ขณะประทับอยู่ที่อัสสปุรนิคมของราชกุมารชาวอังคะ แคว้นอังคะ ชาวนิคมนั้นมีความศรัทธาในพระรัตนตรัยเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงตรัสสอนภิกษุเรื่อง ธรรมที่ทำให้เป็นสมณะ และเป็นพราหมณ์ ได้แก่ หิริโอตตัปปะ(ความละอายและความเกรงกลัวต่อความชั่ว) กายสมาจารบริสุทธิ์ วจีสมาจารบริสุทธิ์ มโนสมาจารบริสุทธิ์ อาชีวะบริสุทธิ์ การสำรวมอินทรีย์ การรู้จักประมาณในโภชนะ ตื่นบำเพ็ญเพียรอย่างต่อเนื่อง เจริญสติสัมปชัญญะ ละนิวรณ์ 5หลักธรรมนี้ ทรงแนะนำให้ภิกษุทั้งหลายประพฤติปฏิบัติตามลำดับขั้นตอน จากต่ำไปหาสูงที่ทรงเรียกว่า กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไป จนกระทั่งถึงสมาธิและปัญญาสูตร#2 มหาสกุลุทายิสูตร ตอน ธรรมเป็นเหตุให้ทำความเคารพประการอื่น ๆ คือ ทรงมีอธิศีล ทรงมีญาณทัสสนะ ทรงมีอธิปัญญา ทรงสามารถตรัสตอบปัญหาเรื่องอริยสัจ 4 ทรงสามารถตรัสบอกข้อปฏิบัติที่ทำให้บรรลุที่สุดแห่งอภิญญา และอภิญญาบารมี (อรหัตตผล) คือ โพธิปักขิยธรรม 37 วิโมกข์ 8 อภิภายตนะ 8 กสินายตนะ 10 ฌาน 4 และวิชชา 8 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สูตร#๑ สัญโญชนสูตร เป็นการสนทนาธรรมระหว่างจิตตคหบดีกับภิกษุผู้เป็นเถระทั้งหลาย ณ อัมพาฏกวัน เรื่องสังโยชน์กับธรรมที่เกื้อกูลแก่สังโยชน์ว่าต่างกันหรือไม่ จิตตคหบดีเห็นว่าต่างกันทั้งอรรถและพยัญชนะ โดยอุปมาเรื่องโค ๒ ตัว คือ โคดำกับโคขาวที่เขาผูกเชือกรวมกันไว้ โคทั้งสองเเม้จะเกี่ยวเนื่องกันเพราะเชือก แต่จริงๆไม่เหมือนกันเลย ข้อนี้ฉันใด อายตนะภายในกับอายตนะภายนอกต่างกัน แต่เพราะอาศัยอายตนะภายในกับอายตนะภายนอก ฉันทราคะจึงเกิด อายตนะภายในกับอายตนะภายนอกจึงเกี่ยวเนื่องในฉันทราคะนั้นก็ฉันนั้นสูตร#๒ ปฐมอิสิทัตตสูตร อิสิทัตตะ สูตรที่ ๑ จิตตคหบดีได้เข้าไปหาพระเถระ และได้เรียนถามพระเถระทั้งหลายว่า ธาตุ คืออะไร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่าธาตุต่างๆไว้เพียงเท่าไร พระเถระนิ่งไม่ตอบ ขณะนั้นท่านพระอิสิทัตตะซึ่งเป็นพระบวชใหม่ขออนุญาตตอบแทนว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสธาตุต่างๆไว้ดังนี้ คือ ธาตุ ๑๘ มี จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ เป็นต้นสูตร#๓ อิสิทัตตะสูตรที่ ๒ จิตตคหบดีได้เข้าไปหาพระเถระอยู่ที่อัมพาฏกวัน ถามพระเถระทั้งหลายว่า เมื่อมีอะไร ทิฏฐิ ๖๒ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในพรหมชาลสูตรจึงมี เมื่อไม่มีอะไร จึงไม่มี พระเถระนิ่งไม่ตอบ ขณะนั้นพระอิสิทัตตะขออนุญาตตอบแทนว่า เมื่อมีสักกายทิฏฐิ ทิฏฐิ ๖๒ จึงมี เมื่อไม่มีสักกายทิฏฐิ ทิฏฐิ๖๒ จึงไม่มี พร้อมทั้งอธิบายว่า สักกายทิฏฐิมีได้เพราะเห็นขันธ์ ๕ เป็นอัตตา ถ้าไม่เห็นขันธ์ ๕ เป็นอัตตา สักกายทิฎฐิก็มีไม่ได้ คำตอบนี้ทำให้จิตตคหบดีพอใจ จึงได้รู้จักกันว่า ทั้งสองเป็นสหายกันมานแล้ว แต่ยังไม่เคยเห็นกันสูตร#๔ มหกปาฏิหาริยสูตร ว่าด้วยพระมหกะแสดงปาฏิหาริย์ คือ พระมหกะผู้เป็นพระบวชใหม่ในคณะสงฆ์ที่มาพักในอัมพาฎกวันของจิตคคทบดี แต่เป็นผู้มีฤทธิ์มาก สามารถแสดงฤทธิ์ให้มีลมเย็นและฝนตกลงมาขจัดความร้อนในขณะนั้นได้จิตตคหบดีเห็นแล้วนิมนต์ให้แสดงฤทธิ์ให้ดูบ้าง โดยได้บันดาลฤทธิ์ให้เปลวไฟออกทางช่องลูกดาลและระหว่างกลอนประตู ให้ไหม้หญ้า แต่ไม่ให้ไหม้ผ้าห่มสูตร#๕ ปฐมกามภูสูตร เป็นการสนทนาธรรมระหว่างท่านพระกามภูและจิตตคหบดีที่อัมพาฎกวัน โดยท่านพระกามภูยกพระคาถาพุทธภาษิตบทหนึ่งขึ้นถามจิตตคหบดีเกี่ยวกับอุปมา "รถ" ว่า เข้าใจว่าอย่างไร จิตตคหบดีนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงอธิบายความหมายของพระคาถานั้นสูตร#๖ ทุติยกามภูสูตร เป็นการสนทนาธรรมระหว่างท่านพระกามภูและจิตตคหบดีที่อัมพาฎกวัน โดยท่านจิตตคหบดีเป็นผู้ถามปัญหาธรรม ท่านพระกามภูเป็นผู้ตอบ เรื่องสังขาร ๓ ประเภทคือ กายสังขาร วจีสังขาร และจิตตสังขาร การถามตอบเป็นไปอย่างละเอียดลึกซึ้ง ด้วยการถามปัญหาที่ยิ่งๆขึ้นไปสูตร#๗ โคทัตตสูตร เป็นการสนทนาธรรมระหว่างพระโคทัตตะและจิตตคหบดี ขณะพักอยู่ที่อัมพาฏกวัน ถามจิตตคหบดีว่า อัปปมาณาเจโตวิมุตติ อากิญจัญญาเจโตวิมุตติสุญญตาเจโตวิมุตติ และอนิมิตตาเจโตวิมุตติมีอรรถต่างกัน มีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะ จิตตคหบดีตอบแยกเป็น ๒ ประเด็น คือ เหตุที่ทำให้ธรรม ๔ ประการนี้ต่างกันทั้งอรรถและพยัญชนะก็มีอยู่ และเหตุที่ทำให้มีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะก็มีอยู่ แล้วอธิบายเหตุเหล่านั้นโดยละเอียด Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
อุปาลิวาทสูตร ทรงแสดงแก่นิครนถ์ชื่อทีฆตปัสสี และอุบาลีคหบดี ขณะประทับ ณ ป่าวาริกัมพวัน เขตเมืองนาลันทา ในตอนต้น ทรงแสดงแก่นิครนถ์ทีฆตปัสสี ที่ได้เข้าไปสนทนาธรรมกับพระผู้มีพระภาค ทรงตั้งคำถาม ถามทีฆตปัสสีเรื่อง นิครนถ์ นาฏบุตร บัญญัติกรรมในการทำชั่ว ประพฤติชั่วไว้เท่าไร และอย่างไหนมีโทษมากกว่ากัน ทีฆตปัสสีทูลตอบว่า ไม่ได้บัญญัติเรื่องกรรมแต่บัญญัติทัณฑะ(อาญา) มี3 อย่าง และกายทัณฑะมีโทษมากกว่า จากนั้นตปัสสี ได้ทูลย้อนถามว่า พระองค์บัญญัติทัณฑะในการทำชั่ว ประพฤติชั่วไว้เท่าไร และอย่างไหนมีโทษมากกว่ากัน ทรงตอบว่า ไม่ได้บัญญัติทัณฑะ แต่บัญญัติ กรรม มี 3 อย่าง และมโนกรรมมีโทษมากกว่าจากนั้นทีฆตปัสสี ได้นำเรื่องไปเล่าให้นิครนถ์ นาฏบุตร และนิครนถ์บริษัทฟัง ทุกคนเห็นว่าทีฆตปัสสีกล่าวถูกต้อง อุบาลีคหบดีจึงรับอาสานำเรื่องนั้นไปโต้วาทะกับพระพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์ทรงย้อนถามปัญหาอุบาลี 4 ข้อ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสถามปัญหาจบลง อุบาลีคหบดียอมรับว่า มโนกรรมมีโทษมากกว่าจริง และได้แสดงตนเป็นอุบาสกถึง 3 ครั้ง จากนั้นทรงแสดงอนุปุพพิกถา จนอุบาลีคหบดี บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สูตร#1 ปุคคลวรรค หมวดธรรม 3 ประการ พระไตรปิฏกเล่มที่ 20 ข้อที่ 23-30 ทรงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ว่าด้วยเรื่องของบุคคล ประเภทต่างๆ ประกอบด้วยสูตร1) สังขารสูตร ว่าด้วยบุคคลที่มีการปรุงแต่งทางกาย วาจา ใจ ไปในทาง เบียดเบียน(พวกสัตว์นรก) ไม่เบียดเบียน(พวกสุภกิณห)หรือ เบียดเบียนบ้างไม่เบียดเบียนบ้าง (มนุษย์ เทวดาบางพวก และเปรตบางพวก)2) พหุการสูตร ว่าด้วยบุคคลที่มีอุปการะมากแก่บุคคล3) วชิรูปมสูตร ว่าด้วยบุคคลที่มีจิตเหมือนเพชร คือ บุคคลที่ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ4) เสวิตัพพสูตร ว่าด้วยบุคคลที่ควรคบ คือ บุคคลที่เสมอตนในด้านศีล สมาธิ ปัญญา5) ชิคุจฉิตัพพสูตร ว่าด้วยบุคคลที่ควรรังเกียจ คือ เป็นคนทุศีล มีธรรมเลวทราม ไม่สะอาด มีความประพฤติที่น่ารังเกียจ มีการงานปกปิด ฯลฯ6) คูถภาณีสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้พูดภาษาคูถ คือ บุคคลผู้กล่าวเท็จ7) อันธสูตร ว่าด้วยบุคคลตาบอด คือ บุคคลไม่มีนัยน์ตาเป็นเครื่องรู้ธรรม(ปัญญาจักษุ)8) อวกุชชสูตร ว่าด้วยบุคคลมีปัญญาเหมือนหม้อคว่ำ คือ บุคคลที่ไปฟังธรรมเป็นประจำ แต่จำอะไรไม่ได้เลยสูตร#2 โจทนาสูตร ท่านพระสารีบุตรแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ว่าด้วยคุณสมบัติของผู้เป็นโจทก์ แสดงว่า ภิกษุผู้เป็นโจทก์ควรมีธรรม 5 ประการ เพื่อไม่ให้มีวิปปฏิสาร (ความเดือดร้อนใจ) แก่ทั้งผู้โจทก์และผู้ถูกโจทก์ ธรรม 5 ประการได้แก่ กล่าวในกาลอันควร กล่าวถ้อยคำจริง กล่าวถ้อยคำอ่อนหวาน กล่าวถ้อยคำมีประโยชน์ และกล่าวด้วยเมตตาจิต Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ชุดพระสูตรหมวดธรรม 5 ประการ พระไตรปิฎกเล่มที่ 22 ทรงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย สูตร#1 ทีฆจาริกวรรค ว่าด้วยการจาริกไปนาน ข้อที่ 221-227 ประกอบด้วยปฐมทีฆจาริกสูตร,ทุติยทีฆจาริกสูตร, อตินิวาสสูตร, มัจฉรีสูตร, ปฐมกุลุปกสูตร, ทุติยกุลุปกสูตร,โภคสูตร ทรงตรัสถึงโทษของการจาริกไปไม่มีกำหนด และอานิสงส์ของการจาริกไปมีกำหนด, การอยู่ประจำที่นานมีโทษและการอยู่กำหนดพอดีมีอานิสงส์, การเข้าไปสู่ตระกูลและอยู่คลุกคลีในตระกูลนานเกินเวลามีโทษ, เรื่องโทษและอานิสงส์ของโภคทรัพย์สูตร#2 อาวาสิกวรรค ว่าด้วยภิกษุผู้เป็นเจ้าอาวาส ข้อที่ 231-240 ประกอบด้วย อาวาสิกสูตร, ปิยสูตร, โสภณสูตร, พหูปการสูตร, อนุกัมปสูตร, ปฐมอวัณณารหสูตร, ทุติยอวัณณารหสูตร, ตติยอวัณณารหสูต, ปฐมมัจฉริยสูตร, ทุติยมัจฉริยสูตร ทรงตรัสถึงพระสูตรที่ประกอบด้วยธรรม 5 ประการ ที่ว่าด้วยธรรมของเจ้าอาวาส, ธรรมที่เป็นเหตุให้เป็นที่รัก, ธรรมที่เป็นเหตุให้อาวาสงดงาม, ธรรมที่เป็นเหตุให้มีอุปการะมากแก่อาวาส, ธรรมที่เป็นเหตุอนุเคราะห์คฤหัสถ์, ธรรมว่าด้วยคนที่ควรติเตียน,ธรรมว่าด้วยความตระหนี่สูตร#3 เถรวรรค ว่าด้วยธรรมของพระเถระและธรรมของพระเสขะ ข้อที่ 81-90 ประกอบด้วยรชนียสูตร, วีตราคสูตร, กุหกสูตร, อัสสัทธสูตร, อักขมสูตร, ปฏิสัมภิทาปัตตสูตร, สีลวันตสูตร, เถรสูตร, ปฐมเสขสูตร, ทุติยเสขสูตร ทรงตรัสถึงธรรมของพระเถระที่เป็นเหตุให้กำหนัด, ธรรมของผู้ปราศจากราคะ, ธรรมว่าด้วยผู้หลอกลวง, ธรรมว่าด้วยภิกษุผู้ไม่มีศรัทธา, ธรรมว่าด้วยภิกษุผู้ไม่อดทน, ธรรมว่าด้วยภิกษุผู้บรรลุปฏิสัมภิทา, ธรรมว่าด้วยภิกษุผู้มีศีล, ว่าด้วยธรรมของพระเถระและของพระเสขะ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สูตร#1 อินทริยภาวนาสูตร ทรงแสดงแก่อุตตรมาณพซึ่งเป็นศิษย์ของปาราสิริยพราหมณ์ ขณะประทับอยู่ ณ เวฬุวัน ในกัชชังคลานิคม ทรงปรารภคำกราบทูลของอุตตรมาณพเรื่องการเจริญอินทรีย์ของปาราสิริยพราหมณ์ ซึ่งปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวก คือแสดงว่า อย่าดูรูปทางตา อย่าฟังเสียงทางหู ทรงตรัสว่า ผู้เจริญอินทรีย์ตามคำสอนของปาราสิริยพราหมณ์ จักเป็นคนตาบอด หูหนวก จากนั้นทรงเรียกพระอานนท์มาแล้ว ทรงแสดงเรื่องการเจริญอินทรีย์ตามหลักคำสอนของพระองค์สูตร#2 ปิณฑปาตปาริสุทธิสูตร ทรงแสดงแก่ท่านพระสารีบุตร ขณะประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน เขตกรุงราชคฤห์ ทรงปรารภวิหารธรรมที่ทำให้พระสารีบุตรมีอินทรีย์ผ่องใส มีผิวพรรณบริสุทธิ์ผุดผ่อง ทรงแสดงว่า ภิกษุผู้ต้องการอยู่ด้วยสุญญตาวิหารธรรมนั้นต้องพิจารณาว่า ขณะกลับจากบิณฑบาต มีอกุศลธรรมที่อาศัยอายตนะภายในเกิดขึ้นแก่ตนหรือไม่ ถ้ามีให้พยายามละเสีย ถ้าไม่มี ให้ยินดีศึกษาในกุศลธรรมต่อไป นอกจากนี้ ผู้อยู่ด้วยสุญญตาวิหารธรรมควรพิจารณา กามคุณ 5 นิวรณ์ 5 และอุปาทานขันธ์ 5 เป็นต้น ทรงสรุปว่า ในอดีต อนาคต และปัจจุบัน ผู้พิจารณาเช่นนี้ จึงทำบิณฑบาตให้บริสุทธิ์ได้สูตร#3 สาเกตสูตร ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ ป่าอัญชนวัน สถานที่พระราชทานอภัยแก่หมู่เนื้อ เขตเมืองสาเกต ทรงแสดงเหตุที่ทำให้อินทรีย์ 5 ประการอาศัยแล้วกลายเป็นพละ 5 ประการ และเหตุที่พละ 5 ประการอาศัยแล้วกลายเป็นอินทรีย์ 5 ประการ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สูตร#1 ทันตภูมิสูตร ทรงแสดงแก่สามเณรอจิรวตะ ขณะประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน เขตกรุงราชคฤห์ ทรงปรารภคำกราบทูลของสามเณรเรื่องที่ ชยเสนราชกุมาร(พระโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร) ไม่ทรงเชื่อว่าภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียรอุทิศกายและใจอยู่ จะบรรลุเอกัคคตาจิต(สภาวะที่จิตมีอารมณ์เดียว)ได้ พระผู้มีพระภาคตรัสกับสามเณรอจิรวตะว่าชยเสนราชกุมารยังบริโภคกาม จักทรงรู้เห็นสภาวะที่จิตมีอารมณ์เดียวได้อย่างไร เหมือนช้าง ม้า โค ที่ไม่ได้ฝึกก็ไม่สำเร็จภูมิของสัตว์ที่ฝึกแล้ว เหมือนผู้ยืนอยู่ที่เชิงภูเขามองไม่เห็นสิ่งที่ผู้ยืนอยู่บนยอดภูเขามองเห็น แล้วทรงยกอุปมาขึ้นแสดง สูตร#2 ภูมิชสูตร ทรงแสดงแก่ท่านพระภูมิชะ ขณะประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน เขตกรุงราชคฤห์ โดยทรงปรารภคำกราบทูลของท่านพระภูมิชะ เรื่องวาทะของสมณพราหมณ์พวกหนึ่งที่ชยเสนราชกุมารนำมาตรัสถามท่าน ท่านพระภูมิชะกราบทูลว่า ราชกุมารมาตรัสถามท่านว่า พระผู้มีพระภาคทรงเห็นอย่างไรเกี่ยวกับวาทะของสมณพราหมณ์พวกหนึ่งที่ว่า บุคคลจะตั้งความหวัง ไม่ตั้งความหวัง ทั้งตั้งความหวังและไม่ตั้งความหวัง ตั้งความหวังก็มิใช่ ไม่ตั้งความหวังก็มิใช่ แล้วประพฤติพรหมจรรย์ พวกเขาก็จะไม่สามารถบรรลุผลอะไรได้เลย ท่านตอบราชกุมารไปว่า ท่านยังมิได้สดับรับฟังมาจากพระองค์โดยตรง แต่คิดว่าพระองค์คงจะตรัสตอบโดยใช้ “ความแยบคายและความไม่แยบคาย “ เป็นเครื่องตัดสิน ราชกุมารจึงตรัสว่า ถ้าพระองค์ตรัสตอบอย่างนั้น ก็จะทรงมีความรู้เหนือสมณพราหมณ์พวกอื่น พระผู้มีพระภาคตรัสรับรองว่าท่านพระภูมิชะตอบถูกแล้ว จากนั้นทรงอธิบายว่าความแยบคาย หมายถึงอริยมรรคมีองค์ 8 ความไม่แยบคายหมายถึงมิจฉามรรคมีองค์ 8และทรงยกอุปมาขึ้นมาแสดง  Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สูตร 1 #ปฐมวลาหกสูตร ทรงเปรียบเทียบบุคคลกับเมฆ 4 ชนิด คือ 1) เมฆที่คำรามแต่ฝนไม่ตกเปรียบเหมือนบุคคลที่พูดแต่ไม่ทำ 2) เมฆที่ให้ฝนตกแต่ไม่คำรามเปรียบเหมือนบุคคลที่ทำแต่ไม่พูด 3) เมฆที่ทั้งไม่คำรามทั้งให้ฝนไม่ตกเปรียบเหมือนบุคคลที่ทั้งไม่พูดและไม่ทำ 4) เมฆที่ทั้งคำรามและให้ฝนตกเปรียบเหมือนบุคคลที่ทั้งพูดและทำสูตร 2 #กุมภสูตร ทรงเปรียบเทียบบุคคลกับหม้อ 4 ชนิด คือ 1) หม้อเปล่าแต่ปิดฝาเปรียบเหมือนบุคคลที่น่าเลื่อมใสแต่ไม่รู้อริยสัจ 2) หม้อเต็มแต่เปิดฝาเปรียบเหมือนบุคคลที่ไม่น่าเลื่อมใสแต่รู้อริยสัจ 3) หม้อเปล่าและเปิดฝาเปรียบเหมือนบุคคลที่ไม่น่าเลื่อมใสและไม่รู้อริยสัจ 4) หม้อเต็มและปิดฝาเปรียบเหมือนบุคคลที่น่าเลื่อมใสและรู้อริยสัจสูตร 3 #อุทกรหทสูตร ทรงเปรียบเทียบบุคคลกับห้วงน้ำ 4 ชนิด คือ 1) ห้วงน้ำตื้นแต่เงาลึกเปรียบเหมือนบุคคลที่น่าเลื่อมใส แต่ไม่รู้อริยสัจ 2) ห้วงน้ำลึกแต่เงาตื้นเปรียบเหมือนบุคคลที่ไม่น่าเลื่อมใส แต่รู้อริยสัจ 3) ห้วงน้ำตื้นและเงาตื้นเปรียบเหมือนบุคคลที่ไม่น่าเลื่อมใส และไม่รู้อริยสัจ 4) ห้วงน้ำลึกและเงาลึกเปรียบเหมือนบุคคลที่น่าเลื่อมใส และรู้อริยสัจสูตร 4 #อัมพสูตร ทรงเปรียบเทียบบุคคลกับมะม่วง 4 ชนิด คือ1) มะม่วงดิบแต่ผิวสุกเปรียบเหมือนบุคคลที่น่าเลื่อมใส แต่ไม่รู้อริยสัจ 2) มะม่วงสุกแต่ผิวดิบเปรียบเหมือนบุคคลที่ไม่น่าเลื่อมใส แต่รู้อริยสัจ 3) มะม่วงดิบและผิวดิบเปรียบเหมือนบุคคลที่ไม่น่าเลื่อมใส และไม่รู้อริยสัจ 4) มะม่วงสุกและผิวสุกเปรียบเหมือนบุคคลที่น่าเลื่อมใส และรู้อริยสัจสูตร 5 #มูสิกสูตร ทรงเปรียบเทียบบุคคลกับหนู 4 ชนิด คือ 1) หนูขุดรูแต่ไม่อยู่เปรียบเหมือนบุคคลเรียนธรรมแต่ไม่รู้อริยสัจ 2) หนูอยู่แต่ไม่ขุดรูเปรียบเหมือนบุคคลไม่เล่าเรียนธรรมแต่รู้อริยสัจ 3) หนูไม่ขุดรูและไม่อยู่เปรียบเหมือนบุคคลไม่เล่าเรียนธรรมและไม่รู้อริยสัจ 4) บุคคลเปรียบเหมือนหนูขุดรูและอยู่เปรียบเหมือนบุคคลเรียนธรรมและรู้อริยสัจสูตร 6 #ปุคคลัปปสาทสูตร ได้แก่ 1) บุคคลผู้เลื่อมใสในบุคคลที่ต้องอาบัติเป็นเหตุให้สงฆ์ยกวัตร จึงไม่เลื่อมใสภิกษุอื่นและไม่ศึกษาธรรม 2) บุคคลผู้เลื่อมใสในบุคคลที่ต้องอาบัติเป็นเหตุให้สงฆ์สั่งให้เขานั่งท้าย จึงไม่เลื่อมใสภิกษุอื่นและไม่ศึกษาธรรม 3) บุคคลผู้เลื่อมใสในบุคคลที่หลีกไปสู่ทิศ จึงไม่คบภิกษุอื่นและไม่ศึกษาธรรม 4) บุคคลผู้เลื่อมใสในบุคคลที่ลาสิกขา ทำให้ไม่คบภิกษุอื่นและไม่ศึกษาธรรม 5) บุคคลผู้เลื่อมใสในบุคคลที่ตายแล้ว ทำให้ไม่คบภิกษุอื่นและไม่ศึกษาธรรมสูตร 7 #สีวถิกสูตร ทรงเปรียบเทียบบุคคลกับป่าช้ามีโทษ 5 คือ 1) คนชั่วเปรียบเหมือนป่าช้าที่ไม่สะอาด 2) คำเล่าลือของคนชั่ว เปรียบเหมือกลิ่นเหม็นของป่าช้า 3) ผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่ห่างไกลจากคนชั่วเนื่องจากมีภัย 4) กลุ่มคนชั่วอยู่รวมกันเป็นที่อยู่ของอมนุษย์ดุร้าย 5) ผู้ประพฤติธรรมที่ต้องอยู่กับคนชั่วเป็นที่คร่ำครวญของคนจำนวนมากสูตร 8 ทุจริตสูตร (พระไตรปิฏกเล่มที่ 22 อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ข้อที่ 241-248) ทรงแสดงถึงทุจริตมีโทษและสุจริตมีอานิสงส์ ใน 2 นัยยะโทษเพราะทุจริต 5 คือ 1) แม้ตนเองย่อมติเตียนตนได้ 2) วิญญูชนพิจารณาแล้วย่อมติเตียนได้ 3) กิตติศัพท์อันชั่วย่อมฟุ้งไป 4) ย่อมเป็นผู้หลงกระทำกาละ 5) เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก อานิสงส์เพราะสุจริต 5 คือ 1) แม้ตนเองย่อมไม่ติเตียนตนได้ 2) วิญญูชนพิจารณาแล้วย่อมสรรเสริญ 3) กิตติศัพท์อันงามย่อมฟุ้งไป 4) ย่อมไม่เป็นผู้หลงกระทำกาละ 5) เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ อีกนัยยะ ข้อ 245 แตกต่างที่ข้อ 4 และ 5 คือ ย่อมเสื่อมจากสัทธรรม  และ ย่อมตั้งอยู่ในอสัทธรรม / ย่อมเสื่อมจากอสัทธรรม และ ย่อมตั้งอยู่ในสัทธรรมสูตร 9 #ทุติยโยธาชีวสูตร ทรงเปรียบเทียบบุคคลกับนักรบอาชีพ 5 จำพวก คือ ถูกข้าศึกฆ่าตาย บาดเจ็บเสียชีวิตระหว่างทาง บาดเจ็บเสียชีวิตระหว่างการรักษา บาดเจ็บและรักษาหาย และนักรบอาชีพผู้พิชิตสงคราม โดยเปรียบภิกษุในธรรมวินัยเหมือนนักรบอาชีพที่ไม่รักษากายวาจาใจ มีสติไม่ตั้งมั่น ทำให้ถูกราคะครอบงำ แต่หากภิกษุนั้นสำรวมอินทรีย์ ละอภิชฌา ละนิวรณ์ 5 เปรียบเหมือนนักรบอาชีพนักรบอาชีพนั้นถือดาบและโล่ผูกสอดธนูแล้วเข้าสู่สมรภูมิ เขาชนะสงครามนั้นแล้ว เป็นผู้พิชิตสงคราม Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
loading
Comments