Discover9Natree Thailand
9Natree Thailand
Claim Ownership

9Natree Thailand

Author: 9Natree

Subscribed: 0Played: 3
Share

Description

9Natree Thailand Podcast. รีวิวและสรุปหนังสือภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย เพื่อยกระดับความรู้ของคนไทยให้ทัดเทียมคนทั่วโลก
72 Episodes
Reverse
ประเด็นที่น่าสนใจของหนังสือ Nobodys Girl A Memoir of Surviving Abuse and Fighting for Justice เขียนโดย Virginia Roberts Giuffre - พิกัด Lazada/Shopee: https://9natree.top/book/NobodysGirlAMemoirofSurvivingAbuseandFightingforJustice - พิกัด Kinokuniya: https://9natree.top/p/Kinokuniya/NobodysGirlAMemoirofSurvivingAbuseandFightingforJustice - Kindle [EN] : https://www.amazon.com/dp/B0FQPPMB1Q?tag=9natree-20 #NobodysGirlAMemoirofSurvivingAbuseandFightingforJustice #รีวิวNobodysGirlAMemoirofSurvivingAbuseandFightingforJustice #สรุปNobodysGirlAMemoirofSurvivingAbuseandFightingforJustice #หนังสือNobodysGirlAMemoirofSurvivingAbuseandFightingforJustice หนังสือเล่มนี้คือบันทึกความทรงจำเรื่อง “Nobody’s Girl: A Memoir of Surviving Abuse” ซึ่งเขียนขึ้นโดย Virginia Roberts Giuffre โดยมี Amy Wallace เป็นผู้ร่วมเขียน และจัดพิมพ์โดย Alfred A. Knopf ในปี 2025 เนื้อหาและโครงสร้างหลัก หนังสือนี้เป็นบันทึกความทรงจำของการรอดชีวิตจากการถูกล่วงละเมิด ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดของ Virginia โดยมุ่งหวังที่จะเผยให้เห็นความล้มเหลวเชิงระบบที่อนุญาตให้เกิดการค้ามนุษย์ต่อบุคคลที่เปราะบาง และกระตุ้นให้เกิดการอภิปรายเกี่ยวกับความอยุติธรรมร้ายแรงเหล่านี้ โครงสร้างของหนังสือแบ่งออกเป็นสี่ส่วนหลัก:1. Part I. Daughter : ครอบคลุมวัยเด็กของเธอ ซึ่งเธอระบุว่าเธอประสบกับการล่วงละเมิดเกือบทุกรูปแบบ รวมถึงการร่วมประเวณีระหว่างญาติ การถูกทอดทิ้งจากผู้ปกครอง การทำโทษทางร่างกายอย่างรุนแรง การลวนลาม และการข่มขืน2. Part II. Prisoner : เล่าถึงช่วงที่เธอถูกล่วงละเมิดทางเพศและถูกค้ามนุษย์โดย Jeffrey Epstein และ Ghislaine Maxwell3. Part III. Survivor : บันทึกการหลบหนีและเริ่มต้นชีวิตใหม่ รวมถึงการได้พบกับสามีของเธอ4. Part IV. Warrior : กล่าวถึงการต่อสู้ทางกฎหมายและสาธารณะของเธอ เพื่อทำให้ผู้ที่ล่วงละเมิดเธอต้องรับผิดชอบ ประเด็นสำคัญในเนื้อหา • จุดเริ่มต้นของการค้ามนุษย์: Virginia เล่าว่าเธอถูกชักชวนโดย Ron Eppinger ผู้ซึ่งบริหาร "Perfect 10" ซึ่งเธอเชื่อว่าเป็นโมเดลลิ่งเอเจนซี่ เมื่อเธออายุ 15 ปี • Jeffrey Epstein และ Ghislaine Maxwell: เธอถูก Jeffrey Epstein และ Ghislaine Maxwell ล่วงละเมิดและค้ามนุษย์เป็นเวลากว่าสองปี เธอระบุว่า Maxwell ซึ่งเป็นชาวอังกฤษที่มีพื้นเพสูงศักดิ์ ทำหน้าที่เป็น "แม่บ้าน" ในกลุ่มเด็กสาวที่ผิดปกติของ Epstein และถูกมองว่าเป็นผู้ล่าระดับสูงสุด • การค้าประเวณีข้ามชาติ: เธอถูกบังคับให้เดินทางไปทั่วโลกกับ Epstein และ Maxwell และถูก "ปล่อยยืม" ให้กับคนที่มีฐานะร่ำรวยและมีอำนาจหลายคน เช่น นักการเมือง นักวิทยาศาสตร์ และสมาชิกราชวงศ์ • การหลบหนี: เธอได้พบกับ Robbie Giuffre ในประเทศไทย และตัดสินใจแต่งงานกับเขาภายใน 10 วันหลังพบกัน ซึ่งถือเป็นการหลบหนีจากวงจรของ Epstein ในเดือนตุลาคม 2002 เธอโทรศัพท์ไปหา Epstein เพื่อบอกว่าเธอจะ "ไม่กลับมาอีก" • แรงจูงใจในการเป็นนักรบ: การมีลูกสาวชื่อ Ellie Grace Giuffre ทำให้เธอรู้สึกว่าเธอต้องลงมือทำเพื่อปกป้องเด็กสาวคนอื่น ๆ ไม่ให้ต้องทนทุกข์ทรมานแบบเดียวกับที่เธอเคยเจอมา • การต่อสู้เพื่อความยุติธรรม: เธอได้เข้าร่วมในการฟ้องร้องทางแพ่งเพื่อเปิดเผยพฤติกรรมของ Epstein และ Maxwell รวมถึงการฟ้องร้อง Ghislaine Maxwell ในคดีหมิ่นประมาท และการฟ้องร้อง Prince Andrew ภายใต้กฎหมาย Child Victims Act ของนิวยอร์กในปี 2021 • การจากไป: Virginia Giuffre เสียชีวิตโดยการ ฆตต ที่ฟาร์มในเดือนเมษายน 2025 หลังจากการต่อสู้ทางกฎหมายและการต่อสู้กับบาดแผลทางใจมาอย่างยาวนาน หนังสือเล่มนี้อุทิศให้กับ "Survivor Sisters" ของเธอ และทุกคนที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากการล่วงละเมิดทางเพศ
ประเด็นที่น่าสนใจของหนังสือ The Idaho Four An American Tragedy เขียนโดย James Patterson, Vicky Ward - พิกัด Lazada/Shopee: https://9natree.top/book/TheIdahoFourAnAmericanTragedy - พิกัด Kinokuniya: https://9natree.top/p/Kinokuniya/TheIdahoFourAnAmericanTragedy - Kindle [EN] : https://www.amazon.com/dp/B0DVSP125W?tag=9natree-20 #TheIdahoFourAnAmericanTragedy #รีวิวTheIdahoFourAnAmericanTragedy #สรุปTheIdahoFourAnAmericanTragedy #หนังสือTheIdahoFourAnAmericanTragedy 1. "The Idaho Four" เป็นหนังสือประเภทใด และเนื้อหาหลักของเรื่องคืออะไร? "The Idaho Four" เป็นหนังสือแนวเรื่องจริงที่อ่านเหมือนนิยาย โดยผู้เขียน James Patterson และ Vicky Ward ระบุว่าทุกรายละเอียดในหนังสือเล่มนี้มาจากแหล่งข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียด ทั้งจากการสัมภาษณ์และเอกสารข้อเท็จจริง หนังสือเล่าเรื่องราวของการฆาตกรรมอันน่าเศร้าของนักศึกษามหาวิทยาลัยไอดาโฮสี่คน ได้แก่ Ethan Chapin, Xana Kernodle, Maddie Mogen และ Kaylee Goncalves เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2022 ซึ่งรู้จักกันในชื่อ "Idaho Four" เป้าหมายของหนังสือไม่ใช่การคาดเดาผลการพิจารณาคดีของ Bryan Kohberger ผู้ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม แต่เป็นการเล่าถึงผลกระทบของอาชญากรรมเหล่านี้ต่อเมืองเล็กๆ ในอเมริกา รวมถึงการสำรวจเบื้องลึกของการสืบสวนคดีที่ซับซ้อนนี้2. ใครคือ "The Idaho Four" และพวกเขามีชีวิตเป็นอย่างไรก่อนเกิดเหตุ? "The Idaho Four" คือนักศึกษาสี่คนของมหาวิทยาลัยไอดาโฮที่ถูกฆาตกรรม: Kaylee Goncalves และ Maddie Mogen: สองเพื่อนซี้ผมบลอนด์ที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก พวกเธอเลือกมหาวิทยาลัยไอดาโฮเพราะต้องการเข้าร่วมชมรมกรีก แม้จะถูกแยกไปอยู่คนละบ้านของชมรม แต่พวกเธอก็ยังคงสนิทกันมาก Kaylee มีนิสัยชอบเข้าสังคมและใฝ่ฝันอยากทำงานด้านไอที ส่วน Maddie เป็นคนเงียบกว่าและชอบการถ่ายภาพและงานด้านการตลาด ทั้งคู่ย้ายมาอยู่ด้วยกันที่บ้านเช่า 1122 King Road ในช่วงปีสุดท้ายของการศึกษา Xana Kernodle: เพื่อนร่วมบ้าน Pi Phi ของ Maddie ที่มีบุคลิกร่าเริงและไม่เกรงกลัวใคร เธอเติบโตมาอย่างอิสระและขาดความอบอุ่นจากแม่ เธอสนิทกับเพื่อนร่วมบ้านมาก โดยเฉพาะ Emily Alandt และ Ethan Chapin ซึ่งต่อมากลายเป็นแฟนของเธอ Xana เริ่มสนใจที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นและวางแผนอนาคตร่วมกับ Ethan Ethan Chapin: นักกีฬาหนุ่มผู้มากความสามารถจาก Mount Vernon รัฐวอชิงตัน เขาเป็นหนึ่งในสามพี่น้องฝาแฝด และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพี่น้องมาก Ethan เป็นคนเรียบง่ายและรักการผจญภัย เขาเริ่มคบหากับ Xana และใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่บ้าน 1122 King Road3. Bryan Kohberger ผู้ต้องสงสัยหลัก มีภูมิหลังและความเชื่อมโยงกับคดีนี้อย่างไร? Bryan Kohberger เป็นนักศึกษาปริญญาโทและผู้ช่วยสอนในสาขาอาชญาวิทยาที่ Washington State University ใน Pullman, Washington ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก Moscow, Idaho หนังสือเล่มนี้ได้นำเสนอภูมิหลังที่ซับซ้อนของเขา ซึ่งรวมถึง: พฤติกรรมในวัยรุ่น: มีปัญหาในการเข้าสังคม ถูกรังแก และมีประวัติการใช้ยาเสพติด โดยเฉพาะเฮโรอีน เขายังเคยถูกจับกุมในข้อหาลักทรัพย์โทรศัพท์มือถือของน้องสาวเพื่อนำไปขาย ความสนใจในอาชญาวิทยา: เขาศึกษาจิตวิทยาและต่อมาก็อาชญาวิทยาในระดับปริญญาโท โดยแสดงความสนใจอย่างมากในชั้นเรียนที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์อาชญากรรมและโปรไฟล์ฆาตกรต่อเนื่อง เช่น Ted Bundy และ Elliot Rodger เขายังได้เขียนเรียงความเกี่ยวกับ "การจัดการฉากอาชญากรรม" และความสำคัญของ DNA ปัญหาทางสังคมและพฤติกรรมต่อผู้หญิง: เขาถูกมองว่าเป็นคนแปลกและมีปัญหากับผู้หญิงในชั้นเรียน รวมถึงพยายามเข้าหาผู้หญิงในบาร์และถูกร้องเรียนเรื่องพฤติกรรมคุกคาม มีการระบุว่าเขามีมุมมองแบบอนุรักษ์นิยมเกี่ยวกับบทบาททางเพศ และเชื่อว่าผู้หญิงควรอยู่บ้าน การเฝ้าติดตามบ้านที่เกิดเหตุ: มีการกล่าวหาว่าโทรศัพท์มือถือของ Kohberger ถูกตรวจพบในพื้นที่ใกล้เคียงบ้าน 1122 King Road อย่างน้อย 12 ครั้งก่อนเกิดเหตุ โดยส่วนใหญ่ในช่วงดึก หนังสือเล่มนี้ระบุว่าหลักฐานสำคัญที่เชื่อมโยง Kohberger กับคดีคือปลอกมีดที่พบในที่เกิดเหตุซึ่งมี DNA ของเขา รวมถึงข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือและการเคลื่อนไหวของรถยนต์ Hyundai Elantra สีขาวของเขา4. มีการตอบสนองเริ่มต้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองมอสโกว์ต่อเหตุการณ์นี้อย่างไร? เมื่อ Chief James Fry ของกรมตำรวจ Moscow ได้รับแจ้งเหตุฆาตกรรมหมู่ 4 ศพที่ 1122 King Road เขาตระหนักทันทีว่านี่เป็นคดีที่ใหญ่เกินกว่าที่กรมตำรวจเมืองเล็กๆ จะรับมือได้เพี...
ประเด็นที่น่าสนใจของหนังสือ Black AF History เขียนโดย Michael Harriot - พิกัด Lazada/Shopee: https://9natree.top/book/BlackAFHistory - พิกัด Kinokuniya: https://9natree.top/p/Kinokuniya/BlackAFHistory - Kindle [EN] : https://www.amazon.com/dp/B08NWX9S9D?tag=9natree-20 #BlackAFHistory #รีวิวBlackAFHistory #สรุปBlackAFHistory #หนังสือBlackAFHistory 1. "ห้องกลาง" มีความสำคัญอย่างไรต่อการศึกษาและมุมมองทางประวัติศาสตร์ของผู้เขียน? "ห้องกลาง" เป็นหัวใจสำคัญของบ้านตระกูล Harriot และเป็นแหล่งความรู้ที่หล่อหลอมมุมมองทางประวัติศาสตร์ของผู้เขียนมาห้าชั่วอายุคน ห้องนี้เต็มไปด้วยหนังสือหลากหลายประเภท ตั้งแต่นิยายวิทยาศาสตร์ไปจนถึงประวัติศาสตร์ และมีอุปกรณ์ล้ำสมัย เช่น โทรทัศน์และเครื่องเล่นเพลง นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นเวทีสำหรับการแสดงความสามารถของครอบครัว ศาลจำลอง และที่สำคัญที่สุดคือเป็น "โรงเรียนประถม Dorothy Harriot สำหรับลูกๆ ของ Dorothy Harriot" ที่คุณแม่ของผู้เขียนเป็นผู้สอนเอง การศึกษาแบบโฮมสคูลนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเรียนรู้ทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังเป็น "การทดลอง" ที่อิงจากความเชื่อของคุณแม่ที่ว่า "เด็กผิวดำไม่สามารถตระหนักถึงความเป็นมนุษย์ได้อย่างเต็มที่เมื่ออยู่ในที่ที่มีคนผิวขาว" การศึกษาใน "ห้องกลาง" นั้นตรงกันข้ามกับแนวคิดเรื่อง "การศึกษาที่ผิด" ของ Carter G. Woodson ซึ่งชี้ให้เห็นว่าในระบบการศึกษาของอเมริกา การดำรงอยู่ของคนผิวดำทั้งหมด "ถูกศึกษาในฐานะปัญหาหรือถูกมองว่าไม่มีนัยสำคัญ" ผู้เขียนตระหนักว่าการศึกษาของเขาใน "ห้องกลาง" นั้น "วิศวกรรมย้อนกลับ" ด้วยหลักสูตรที่สร้างขึ้นจากผลงานของนักคิดผิวสีผู้ยิ่งใหญ่ เช่น W. E. B. Du Bois และ Zora Neale Hurston ทำให้เขามองว่าประวัติศาสตร์ของอเมริกาผ่านเลนส์ของคนผิวดำ ไม่ใช่เลนส์ที่ขาวโพลน สิ่งนี้ทำให้เขาไม่ต้อง "แกะกระจกบ้านพิศวง" ของอดีตอเมริกา เพราะสำหรับเขา อเมริกาที่มีอยู่ใน "ห้องกลาง" คือ "อเมริกาที่แท้จริง" ซึ่งความดำรงอยู่ของคนผิวดำเป็นศูนย์กลางที่ทุกสิ่งหมุนวนไปรอบๆ2. ชาวผิวขาวถูก "ประดิษฐ์ขึ้น" ในอเมริกาอย่างไร และแนวคิดนี้เชื่อมโยงกับการเป็นทาสและอำนาจอย่างไร? แนวคิดเรื่อง "ความเป็นคนผิวขาว" เป็นสิ่งที่ทันสมัยมาก โดยเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 และ 20 ก่อนหน้านั้น วัฒนธรรมส่วนใหญ่ไม่ได้มีคำว่า "เชื้อชาติ" แต่มีการแบ่งชนชั้นในรูปแบบต่างๆ ชาวผิวขาวไม่ได้ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนในตอนแรก คนไอริช ยิว หรืออิตาลีไม่ได้ถูกมองว่าเป็นคนผิวขาวเสมอไป พวกเขาจะถูก "ยอมรับเข้าสู่ชมรม" ก็ต่อเมื่อพวกเขาพิสูจน์ได้ว่าพวกเขาสามารถเข้าร่วมในการกดขี่ผู้ที่แตกต่างจากพวกเขาได้ การประดิษฐ์ความเป็นคนผิวขาวนี้เกิดขึ้นเนื่องจากความต้องการทาส และกลายเป็น "หมวดหมู่ข้ามชาติพันธุ์" เพื่อรวมประชากรยุโรปหลากหลายเชื้อชาติให้เป็น "เชื้อชาติ" เดียว ความเหนือกว่าของคนผิวขาวกลายเป็นหลักการพื้นฐานของอเมริกา โดยปรากฏในกฎหมายและการปฏิบัติ เช่น การให้คุณค่ากับชีวิตคนผิวดำน้อยกว่าในรัฐธรรมนูญ และการจำกัดสิทธิ์พลเมืองเฉพาะ "คนผิวขาวอิสระ" แนวคิดนี้ยังนำไปสู่กฎ "หนึ่งหยดเลือด" ที่กำหนดให้ผู้ที่มีเชื้อสายแอฟริกันเพียงเล็กน้อยก็ถือว่าเป็นคนผิวดำ การประดิษฐ์ความเป็นคนผิวขาวไม่ได้เกี่ยวกับชีววิทยา แต่เป็นเรื่องของอำนาจ ความกลัว และความไม่มั่นคงที่พยายามสร้างความชอบธรรมให้กับการกดขี่และการควบคุม3. อะไรคือความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง "ประวัติศาสตร์ของคนผิวดำ" กับ "ประวัติศาสตร์อเมริกัน" ทั่วไป และมุมมองเหล่านี้ขัดแย้งกันอย่างไร? แหล่งข้อมูลนำเสนอว่า "ประวัติศาสตร์ของคนผิวดำ" เป็นเรื่องราวที่แท้จริงและมักถูกละเลย ซึ่งท้าทายการเล่าเรื่องแบบขาวโพลนของ "ประวัติศาสตร์อเมริกัน" ทั่วไป ความแตกต่างที่สำคัญคือจุดศูนย์กลางของการเล่าเรื่อง: ในประวัติศาสตร์อเมริกันแบบดั้งเดิม ความเป็นคนผิวขาวมักเป็นศูนย์กลางที่ทุกสิ่งหมุนวนไปรอบๆ ในขณะที่ "ประวัติศาสตร์ของคนผิวดำ" จะยึดเอาความเป็นคนผิวดำเป็นศูนย์กลาง โดยเปิดเผยเรื่องราวที่ถูกปิดบังและมุมมองที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น: การตั้งถิ่นฐาน: ประวัติศาสตร์อเมริกันมองชาวยุโรปเป็น "ผู้ตั้งถิ่นฐาน" แต่ "ประวัติศาสตร์ของคนผิวดำ" มองพวกเขาเป็น "ขโมยที่ดิน" หรือ "ผู้บุกรุก" ซึ่งการกระทำของพวกเขาคือการปล้นทรัพย์ การใช้ความรุนแรง และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ จุดเริ่มต้น: ประวัติศาสตร์อเมริกันเริ่มด้วยการมาถึงของชาวยุโรปที่ Jamestown ในปี 1607 แต่ประวัติศาสตร์ของคนผิวดำชี้ให้เห็นว่าชาวแอฟริกันมาถึงทวีปอเมริกาก่อนหน้านั้นนานแล้ว โดยมีบุคคลอย่าง Juan Garrido ที่เป็นชาวแอฟริกันคนแ...
ประเด็นที่น่าสนใจของหนังสือ On Power เขียนโดย Mark R. Levin - พิกัด Lazada/Shopee: https://9natree.top/book/OnPower - พิกัด Kinokuniya: https://9natree.top/p/Kinokuniya/OnPower - Kindle [EN] : https://www.amazon.com/dp/B0F29YRH3P?tag=9natree-20 #OnPower #รีวิวOnPower #สรุปOnPower #หนังสือOnPower 1. อำนาจคืออะไร และเหตุใดจึงมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์และสังคม? อำนาจเป็นพลังงานหรือแรงที่อยู่รอบตัวเราตลอดเวลา มีอยู่ทุกหนทุกแห่งในชีวิตส่วนตัวและในสังคมทั้งหมด และมีความสำคัญในทุกๆ ด้าน มันเป็นความจริงหลักและคุณลักษณะของการมีอยู่ของมนุษย์ การทำความเข้าใจอำนาจมีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะมันกำหนดการจัดระเบียบทางสังคม คุณภาพชีวิต และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ว่าบุคคลจะเป็นอิสระหรือถูกกดขี่ หรืออยู่ระหว่างนั้น นอกจากนี้ยังกำหนดชะตากรรมส่วนบุคคล ชะตากรรมของชุมชน และชะตากรรมของประเทศ อำนาจสามารถแสดงออกได้หลายรูปแบบ เช่น อำนาจโดยนัย อำนาจที่จำเป็น อำนาจที่สันนิษฐาน อำนาจที่ได้รับมอบหมาย อำนาจที่กำหนด อำนาจที่จำกัด อำนาจที่แบ่งแยก อำนาจที่ไม่ชัดเจน และอำนาจที่ยึดมา ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อเสรีภาพและเป็นตัวกำหนดว่ามีเสรีภาพมากเกินไป หรือน้อยเกินไป ขึ้นอยู่กับการใช้อำนาจ ผู้ใช้อำนาจ และการผูกพันด้วยสิทธิมนุษยชน 2. "อำนาจเชิงลบ" และ "อำนาจเชิงบวก" ต่างกันอย่างไร? อำนาจเชิงลบ คืออำนาจที่ใช้โดยการบังคับหรือวิธีการบีบบังคับอื่นๆ ที่ไม่ชัดเจนนัก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจำกัดอัตลักษณ์ส่วนบุคคล อธิปไตย และเสรีภาพ ในรูปแบบที่ก้าวร้าวที่สุด มันพยายามที่จะกลืนกินและควบคุมสังคม ไม่ใช่ให้บริการสังคม โดยพรากเจตจำนงเสรี ความภาคภูมิใจในตนเอง ความทะเยอทะยาน การพัฒนา และจิตวิญญาณของมนุษย์จากบุคคล มันควบคุมสังคมผ่านอำนาจที่รวมศูนย์ ท้าทายไม่ได้ และมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง มันต้องจำกัดการพูดและการถกเถียง บิดเบือนภาษา และสร้างความหมายใหม่ให้คำที่มีอยู่หรือสร้างคำใหม่เพื่อประโยชน์ของตนเอง ในสังคมตะวันตกสมัยใหม่ อำนาจเชิงลบมักจะปรากฏในรูปของ "อำนาจเชิงลบอ่อน" ซึ่งเป็นการรวมศูนย์อำนาจอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้พลเมืองมีส่วนร่วมน้อยลง และมักจะนำไปสู่การปกครองโดยสาขาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง อำนาจเชิงบวก ในทางกลับกัน เริ่มต้นจากสมมติฐานที่ว่าพระเจ้าเป็นผู้ทรงอธิปไตย และผ่านพระเจ้า บุคคลและประชาชนเป็นผู้ทรงอธิปไตย ดังนั้น อำนาจที่เข้าใจและใช้อย่างถูกต้องในบริบทของรัฐบาลจึงเกี่ยวกับความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ไม่ใช่ของผู้ปกครอง ประชาชนเป็นผู้ทรงอธิปไตย ไม่ใช่อำนาจการปกครอง และที่สำคัญคือ ความเชื่อในความจริงนิรันดร์ที่พระเจ้าประทานให้ กฎธรรมชาติ และสิทธิที่ไม่อาจโอนให้กันได้ คือพื้นฐานของสังคมที่มีศีลธรรมและคุณธรรมที่อยู่เหนือชนชั้นปกครอง โครงสร้างอำนาจเชิงบวกพยายามที่จะควบคุมและจำกัดด้านมืดของลักษณะและประสบการณ์ของมนุษย์ และเน้นย้ำถึงศักยภาพของสังคมที่อารยะและยุติธรรม 3. รัฐธรรมนูญของอเมริกาถูกออกแบบมาเพื่อจัดการกับอำนาจอย่างไร และอะไรคือหลักการสำคัญของมัน? รัฐธรรมนูญของอเมริกาถูกสร้างขึ้นด้วยเจตนาที่ชัดเจนเพื่อป้องกันประสบการณ์ที่ล้มเหลวของสาธารณรัฐในอดีต และการปกครองแบบเผด็จการ ผู้ก่อตั้งและผู้ร่างรัฐธรรมนูญทราบถึงทั้งอำนาจเชิงบวกและเชิงลบ พวกเขาออกแบบรัฐบาลแบบผสมที่แบ่งอำนาจออกเป็นสามสาขา: นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ซึ่งแต่ละสาขามีความรับผิดชอบเฉพาะและแตกต่างกัน แต่ก็แข่งขันกันเพื่ออำนาจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ "อำนาจตรวจสอบอำนาจ" หลักการสำคัญของมันคือการจำกัดอำนาจของรัฐบาลกลางและรับประกันว่าอำนาจที่เหลือของรัฐจะไม่อาจถูกละเมิดได้ ซึ่งสะท้อนแนวคิดที่ว่ารัฐบาลถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อปกป้องสิทธิธรรมชาติของแต่ละบุคคล โดยได้รับอำนาจอันชอบธรรมจากความยินยอมของผู้ที่ถูกปกครอง 4. ภาษาเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจเชิงบวกและเชิงลบอย่างไร? อำนาจเชิงลบ ต้องการเทคนิคการสื่อสารเชิงลบ ซึ่งรวมถึงการบิดเบือน หลอกลวง การซ้ำซาก การปกปิด การเบี่ยงเบนความสนใจ และการสร้างความหวาดกลัว ด้วยภาษาที่น่ากลัว เห็นแก่ตัว และถูกจัดฉาก วัตถุประสงค์คือเพื่อใช้อำนาจเหนือภาษาและควบคุมประชากรโดยไม่มีการยับยั้งทางศีลธรรม ในบริบททางการเมือง การสื่อสารแบบนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นและทำให้พลเมืองโกรธ และกระตุ้นให้พวกเขาดำเนินการที่ทำลายสังคมที่มีอยู่ เพื่อประโยชน์ของผู้นำเผด็จการและเป้าหมายของเขา ตัวอย่างคือ "agitprop" ซึ่งเป็นส่วนผสมของ "agitation" และ "propaganda" ซึ่งใช้สโลแกนทางการเมืองและครึ่งความจริงเพื่อแสวงหาประโยชน์จากความไม่พอใจของสาธารณะและระดมการสนับสนุน อำนาจเชิงบวก ในทางกลับกั...
ประเด็นที่น่าสนใจของหนังสือ Behind the Badge เขียนโดย SSGT Johnny Joey Jones - พิกัด Lazada/Shopee: https://9natree.top/book/BehindtheBadge - พิกัด Kinokuniya: https://9natree.top/p/Kinokuniya/BehindtheBadge - Kindle [EN] : https://www.amazon.com/dp/B0DKB6WCPL?tag=9natree-20 #BehindtheBadge #รีวิวBehindtheBadge #สรุปBehindtheBadge #หนังสือBehindtheBadge 1. อะไรคือแรงจูงใจเบื้องหลังการเลือกอาชีพในบริการสาธารณะ เช่น ตำรวจ นักผจญเพลิง หรือเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า? แรงจูงใจในการเลือกอาชีพบริการสาธารณะเหล่านี้มีความหลากหลายและลึกซึ้ง หลายคนได้รับแรงบันดาลใจจากประเพณีของครอบครัว เช่น Katelyn Kotfila ที่มีพ่อและปู่เป็นเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย หรือ Justin Heflin ที่เติบโตมากับพ่อที่เป็นนาวิกโยธินและตำรวจ บางคนได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์สำคัญในชีวิต เช่น Steve Hennigan ที่ตัดสินใจเข้าร่วมนาวิกโยธินหลังเหตุการณ์ระเบิดที่เบรุต หรือ Mark Lamb ที่เข้าร่วมงานตำรวจเมื่ออายุ 34 ปีเพราะต้องการจุดมุ่งหมายในชีวิตหลังจากเหตุการณ์ 9/11 นอกจากนี้ ความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน การช่วยเหลือผู้อื่น และความตื่นเต้นในการเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่ธรรมดา ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดผู้คนเข้าสู่อาชีพเหล่านี้ ดังที่ Clay Headrick นักผจญเพลิงกล่าวว่า เขาเป็นเพียง "คนธรรมดาที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีและพบว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ธรรมดา" และ Vincent Vargas ที่ปรารถนาจะ "ช่วยเหลือผู้คน"2. เจ้าหน้าที่บริการสาธารณะต้องเสียสละอะไรบ้างในการปฏิบัติงาน? การเสียสละของเจ้าหน้าที่บริการสาธารณะมีหลากหลายมิติ ทั้งในด้านชีวิตส่วนตัว ความสัมพันธ์ สุขภาพกายและสุขภาพจิต ตัวอย่างเช่น Keith Dempsey และ Terry Mills หัวหน้าเจ้าหน้าที่ที่ต้องขับรถผ่าน "สนามรบ" ในชีวิตประจำวันของพวกเขา ทั้งอุบัติเหตุรถยนต์และเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัว เจ้าหน้าที่เหล่านี้เห็น "สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่เราสามารถทำต่อกันในฐานะมนุษย์ได้" แต่พวกเขาก็ยังคงมาทำงานทุกวัน นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงต่อชีวิตและร่างกาย ซึ่งอาจเป็นการบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตในหน้าที่ หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นทีละน้อยตลอดอาชีพที่ยาวนาน เช่น การเห็นพลเรือนผู้บริสุทธิ์หรือเพื่อนเจ้าหน้าที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ตำรวจยังต้องใช้ชีวิตภายใต้มาตรฐานที่สูงมากและ "ในบ้านกระจก" ที่ทุกการกระทำถูกจับตา และอาจนำไปสู่ภัยคุกคามต่อครอบครัวของพวกเขา ซึ่งทำให้บางคนเลือกที่จะไม่สวมแหวนแต่งงานเพื่อปกปิดสถานะครอบครัว3. เจ้าหน้าที่บริการสาธารณะรับมือกับผลกระทบทางจิตใจจากงานที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญได้อย่างไร? ผลกระทบทางจิตใจจากการเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญเป็นส่วนสำคัญของอาชีพนี้ และหลายคนต้องต่อสู้กับมัน Vincent Vargas อดีตทหารและเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนชายแดน เปิดเผยว่าเขามีอาการ PTSD โดยที่กลิ่นและสภาพแวดล้อมที่คล้ายคลึงกับสงครามในอัฟกานิสถานทำให้เขาสับสนว่ากำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ใด และทำให้เขาดื่มเหล้าเป็นกลไกในการรับมือ Clay Headrick นักผจญเพลิงก็กล่าวถึงการที่เขาต้องขอความช่วยเหลือจากแพทย์เพื่อรับมือกับภาวะซึมเศร้าและจัดการกับมันตลอดชีวิต ในขณะที่ Steve Hennigan เจ้าหน้าที่ LAPD ส่งเสริมให้เพื่อนร่วมงานและแม้แต่คนแปลกหน้าพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาเผชิญหน้า โดยไม่มองว่าการพูดคุยเป็นสัญญาณของความอ่อนแอ เขายังตั้งข้อสังเกตว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากกลายเป็นคน "ชาชิน" และไม่รู้สึกตื่นเต้นเหมือนเดิมเนื่องจากร่างกายปรับตัวเข้ากับความเครียด สิ่งสำคัญคือการรับรู้ว่าไม่ได้อยู่คนเดียวในการต่อสู้เหล่านี้ และการมีเครือข่ายสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงานและผู้มีประสบการณ์ก็เป็นสิ่งจำเป็น4. บทบาทของ "สามัคคีธรรม" และการทำงานเป็นทีมมีความสำคัญอย่างไรในหน่วยงานบริการสาธารณะ? "สามัคคีธรรม" หรือความเป็นพี่น้องและการทำงานเป็นทีมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จและความเป็นอยู่ที่ดีของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานบริการสาธารณะ Tommy Wehrle เจ้าหน้าที่ SWAT Sniper ระบุว่า "ความสนิทสนมกลมเกลียวแน่นแฟ้นขึ้นเมื่อเชี่ยวชาญในสาขามากขึ้น" และระดับของความไว้วางใจโดยปริยายและความเป็นพี่น้องในหน่วย SWAT เป็นสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะไม่พบอีกแล้วในชีวิต Clay Headrick อธิบายว่าในหน่วยดับเพลิง "เราเป็นครอบครัวและไม่มีใครจะยุ่งกับเราได้นอกจากพวกเราเอง" และหากเพื่อนร่วมงานมีปัญหา มันก็จะเป็นปัญหาของทุกคน แนวคิดนี้ขยายไปถึงการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงานและทหารผ่านศึกคนอื่นๆ ดังที่ Tommy Wehrle ได้รับประสบการณ์จากการล่าหมีในรัฐเมน ที่เขาได้พบกับทหารผ่านศึกและเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่เค...
ประเด็นที่น่าสนใจของหนังสือ Bulletproof Problem Solving เขียนโดย Charles Conn, Robert McLean - พิกัด Lazada/Shopee: https://9natree.top/book/BulletproofProblemSolving - พิกัด Kinokuniya: https://9natree.top/p/Kinokuniya/BulletproofProblemSolving - Kindle [EN] : https://www.amazon.com/dp/B07PFRCCY4?tag=9natree-20 #BulletproofProblemSolving #รีวิวBulletproofProblemSolving #สรุปBulletproofProblemSolving #หนังสือBulletproofProblemSolving 1. "Bulletproof Problem Solving" คืออะไร และเหตุใดจึงสำคัญในศตวรรษที่ 21? "Bulletproof Problem Solving" คือกระบวนการที่ครอบคลุมและวนซ้ำได้ 7 ขั้นตอนสำหรับการตัดสินใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับความท้าทายที่ซับซ้อนในชีวิตส่วนตัว การทำงาน และขอบเขตเชิงนโยบาย ในอดีต การแก้ปัญหาถูกมองว่าเป็นโดเมนของบางอาชีพ เช่น วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และการให้คำปรึกษาด้านการจัดการ อย่างไรก็ตาม ด้วยการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของศตวรรษที่ 21 ความสามารถในการแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์จึงไม่ได้เป็นเพียงทักษะในโดเมนที่จำกัดอีกต่อไป แต่เป็นความคาดหวังของบุคคลและทีมงานในทุกภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจ องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และภาครัฐ ผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ถูกจ้างงานโดยพิจารณาจากทักษะการวิเคราะห์และการคิดที่แสดงให้เห็น ประเมินจากการแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์ และได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากความสามารถในการระดมทีมที่คล่องตัวเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว หนังสือเล่มนี้เน้นย้ำว่าการแก้ปัญหาที่ดีเกิดขึ้นจากการฝึกฝน ไม่ใช่พรสวรรค์ โดยเน้นที่การตั้งคำถามที่ดี การสร้างสมมติฐานที่คมชัด การจัดโครงสร้างปัญหาอย่างมีเหตุผล การจัดลำดับความสำคัญอย่างเคร่งครัด การวิเคราะห์อย่างชาญฉลาด และการสังเคราะห์ผลลัพธ์เพื่อเล่าเรื่องราวที่กระตุ้นการกระทำ 2. วงจรการแก้ปัญหาแบบ "Bulletproof Problem Solving" ประกอบด้วยขั้นตอนอะไรบ้าง? วงจรการแก้ปัญหาแบบ "Bulletproof Problem Solving" ประกอบด้วย 7 ขั้นตอนที่สามารถดำเนินการซ้ำได้ภายในกรอบเวลาใดก็ได้ โดยใช้ข้อมูลที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน เมื่อถึงจุดสิ้นสุดเบื้องต้นแล้ว คุณสามารถทำซ้ำกระบวนการเพื่อดึงข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น แม้จะไม่ได้ระบุทั้ง 7 ขั้นตอนโดยละเอียดในแหล่งข้อมูล แต่ก็มีการกล่าวถึงขั้นตอนหลักๆ ดังนี้: กำหนดปัญหา: ขั้นตอนนี้เกี่ยวข้องกับการกำหนดขอบเขตของปัญหาอย่างชัดเจนและระบุเป้าหมายที่ต้องการ รวมถึงการปรับปรุงคำแถลงปัญหาให้ชัดเจนขึ้นเมื่อความเข้าใจของทีมพัฒนาขึ้น แยกส่วนปัญหาและจัดลำดับความสำคัญ: การใช้ "logic trees" เพื่อแสดงภาพและแยกย่อยปัญหาออกเป็นองค์ประกอบต่างๆ ทำให้สามารถติดตามส่วนต่างๆ ของปัญหาเพื่อการวิเคราะห์และสร้างข้อมูลเชิงลึกนำไปสู่แนวทางแก้ไขได้ การจัดลำดับความสำคัญเกี่ยวข้องกับการตัดกิ่งก้านที่ไม่สำคัญออกไป สร้างแผนงานและกระบวนการทีมที่ดี: การวางแผนงานและการจัดการโครงการ การสร้าง "one-day answers" และการใช้กระบวนการทีมที่มีประสิทธิภาพเพื่อการวางแผนงานและการวิเคราะห์ ดำเนินการวิเคราะห์: การใช้หลักการประมาณ และกฎง่ายๆ ในการประมาณขนาดและทิศทางของปัจจัยสำคัญของปัญหา และใช้การแก้ปัญหาโดยตั้งคำถาม เพื่อเจาะลึกการวิเคราะห์ สังเคราะห์ผลลัพธ์และเล่าเรื่องราวที่ยอดเยี่ยม: การรวบรวมชิ้นส่วนงานวิเคราะห์ทั้งหมดเข้าด้วยกันและจัดระเบียบโครงสร้างเพื่อสร้างเรื่องราวที่น่าสนใจซึ่งกระตุ้นการกระทำ มักใช้โครงสร้างแบบพีระมิดและการอัปเดต "one-day answer" ขั้นตอนเหล่านี้เน้นการสร้างสมมติฐานเชิงรุกและการทดสอบอย่างต่อเนื่องเพื่อนำไปสู่โซลูชันที่ชัดเจน 3. "Logic trees" คืออะไร และมีประโยชน์อย่างไรในการแก้ปัญหา? "Logic trees" เป็นโครงสร้างที่ใช้ในการแสดงองค์ประกอบของปัญหาอย่างชัดเจน และติดตามระดับต่างๆ ของปัญหา ซึ่งเปรียบได้กับลำต้น กิ่ง ก้าน และใบไม้ สามารถจัดเรียงได้จากซ้ายไปขวา ขวาไปซ้าย หรือจากบนลงล่าง ขึ้นอยู่กับว่าการแสดงภาพองค์ประกอบใดจะง่ายที่สุด มีหลายประเภท รวมถึง: Hypothesis trees: ใช้เพื่อสร้างและทดสอบสมมติฐาน Decision trees: ใช้ในการแสดงภาพการตัดสินใจและผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ Factor/Lever trees: ใช้เพื่อระบุปัจจัยและคันโยกหลักที่มีผลต่อปัญหา Deductive logic trees: สร้างขึ้นจากหลักการทั่วไปไปสู่ข้อสรุปเฉพาะ โดยที่ส่วนประกอบต่างๆ จะรวมกันทางตรรกะหรือคณิตศาสตร์เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ประโยชน์ของ "logic trees" คือ: การแสดงภาพที่ชัดเจน: ช่วยให้ทุกคนเข้าใจองค์ประกอบต่างๆ ของปัญหา ความครอบคลุม: จับภาพทุกสิ่งที่เกี่ยว...
ประเด็นที่น่าสนใจของหนังสือ Big Dumb Eyes เขียนโดย Nate Bargatze - พิกัด Lazada/Shopee: https://9natree.top/book/BigDumbEyes - พิกัด Kinokuniya: https://9natree.top/p/Kinokuniya/BigDumbEyes - Kindle [EN] : https://www.amazon.com/dp/1538768461?tag=9natree-20 #BigDumbEyes #รีวิวBigDumbEyes #สรุปBigDumbEyes #หนังสือBigDumbEyes 1. "Big Dumb Eyes" หมายถึงอะไร และมีความสำคัญอย่างไรต่อผู้เขียน? คำว่า "Big Dumb Eyes" เป็นการเล่นคำที่ผู้เขียน, Nate Bargatze, ใช้เพื่ออธิบายความเข้าใจผิดที่ผู้คนมีเกี่ยวกับเขา ผู้คนมักจะพูดกับเขาช้าๆ และเว้นวรรคราวกับว่าเขาไม่เข้าใจง่ายๆ เนื่องจากสายตาของเขาที่ดู "ใหญ่และโง่" ในบทนำของหนังสือ เขายังเล่าเรื่องตลกเกี่ยวกับผู้คนที่เข้าใจผิดว่า "Big Dumb Eyes" เป็น "Big Demise" ซึ่งเขาเน้นย้ำว่าไม่ใช่สิ่งที่หนังสือเล่มนี้สื่อถึง ชื่อนี้จึงสะท้อนถึงการรับรู้จากภายนอกเกี่ยวกับตัวเขาและอารมณ์ขันที่เกิดจากการเข้าใจผิดเหล่านี้2. หนังสือเล่มนี้มีโครงสร้างอย่างไร และผู้เขียนพยายามสร้างประสบการณ์การอ่านแบบใด? ผู้เขียนตั้งใจออกแบบหนังสือให้แตกต่างจากหนังสือทั่วไปที่เขาไม่ชอบอ่าน เขาระบุว่า "หนังสือทุกเล่มมีแต่คำพูดมากมาย" และ "ไม่เคยผ่อนคลาย" ในทางตรงกันข้าม หนังสือของเขาไม่มีลำดับที่แท้จริง ไม่มีเหตุผลเบื้องหลังมากนัก ผู้อ่านสามารถเปิดไปที่บทใดก็ได้โดยไม่ต้องมีข้อมูลพิเศษหรือความรู้ใดๆ เขาให้สัญญาว่าจะมีการ "หยุดพัก" และ "หน้าเปล่าๆ" เพื่อช่วยให้ผู้อ่าน "หายใจออก" และหลีกเลี่ยงการใช้คำศัพท์ยากๆ ซึ่งสะท้อนถึงสไตล์ตลกที่เรียบง่ายและเข้าถึงง่ายของเขา3. อะไรคือลักษณะสำคัญของเมืองบ้านเกิดของผู้เขียนในรัฐเทนเนสซี? บ้านเกิดของผู้เขียนคือเลควูด ซึ่งเป็น "เมืองเล็กๆ ที่อยู่ในเมืองเล็กๆ อีกเมืองหนึ่ง" ที่ชื่อว่าโอลด์ฮิกกอรี่ในรัฐเทนเนสซี ผู้เขียนอธิบายว่าเมืองนี้เล็กมากจนทุกคนรู้จักกัน ทำให้ไม่ค่อยมีการก่ออาชญากรรมร้ายแรง เขาเล่าถึงสภาพแวดล้อมที่ผู้คนรู้จักกันดีและตำรวจดูเหมือนจะคุ้นเคยกับชาวเมือง เมืองนี้ยังเป็น "เมืองบริษัท" ที่มีโรงงานดูปองท์ ซึ่งแต่เดิมผลิตดินปืนและต่อมาผลิตสารเคมี เขายังเน้นย้ำถึงความเรียบง่ายและเป็นบ้านนอกของเมือง โดยยกตัวอย่างเช่น ความพยายามไร้ประโยชน์ในการเล่นเลื่อนบนเนินโคลน4. การที่พ่อของผู้เขียนเป็นตัวตลกส่งผลต่อชีวิตและมุมมองของเขาอย่างไร? พ่อของผู้เขียนเป็นตัวตลกมืออาชีพชื่อ "โย-โย" ซึ่งทำให้การแข่งขันกับความสนใจที่พ่อได้รับเป็นเรื่องยาก พ่อของเขาไม่เหมือนพ่อคนอื่นๆ ที่ "เป็นปกติ" เพราะบ้านของพวกเขาเต็มไปด้วยอุปกรณ์มายากล เช่น มะนาวปลอม เหรียญปลอม และไพ่เจ็ดร้อยล้านสำรับ การเป็นลูกตัวตลกส่งผลต่อประสบการณ์วัยเด็กของเขา เช่น การที่เพื่อนๆ สนใจการแสดงมายากลของพ่อมากกว่างานวันเกิดของเขาเอง พ่อของผู้เขียนยังเป็นแรงบันดาลใจในด้านอารมณ์ขันที่มาจากความมืดมิด เช่น การที่เขาล้อเลียนอาการพูดติดอ่างของตัวเองที่เกิดจากอุบัติเหตุถูกสุนัขกัดเมื่ออายุสามขวบ5. ผู้เขียนพยายามที่จะลดความซับซ้อนในชีวิตประจำวันของเขาอย่างไร? ผู้เขียนเน้นความซับซ้อนของการตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การเลือกถุงเท้า เขามีความต้องการเฉพาะเจาะจงอย่างมากเกี่ยวกับถุงเท้า และหากไม่เป็นไปตามนั้น เขาก็จะไม่สามารถทำอย่างอื่นได้เลย เขายังเล่าถึงการที่เขาเคยใส่เข็มขัดสีน้ำตาลเส้นเดียวมา 20 ปี และการเปลี่ยนจากเสื้อผ้า Nike ทั้งหมดเป็น Puma ทั้งหมด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความชอบของเขาในการเปลี่ยนแปลงที่ยังคงมีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก ความฝันสูงสุดของเขาคือการใส่ชุดเดิมทุกวันโดยไม่มีใครคิดว่าแปลก ซึ่งเป็นแนวคิดที่เรียบง่ายที่สุดสำหรับเขา6. อะไรคือแนวคิดของผู้เขียนเกี่ยวกับงานที่เรียบง่ายและไม่ซับซ้อน? ผู้เขียนเชื่อว่างานที่ดีที่สุดคืองานที่ชื่อตำแหน่งงานตรงกับสิ่งที่คุณทำทุกประการ เขายกตัวอย่างเช่น นักดับเพลิง นักมวยปล้ำมืออาชีพ และนักร้องเพลงร็อค เขาเองก็เคยเป็น "พนักงานจดมิเตอร์น้ำ" ซึ่งเป็นงานที่ตรงไปตรงมาไม่มีความลับหรือเทคนิคพิเศษ เขามักจะทำงานเสร็จภายในเที่ยงวันและใช้เวลาที่เหลือเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ เช่น ซ่อนรถของบริษัทและใช้เวลาที่บ้านเพื่อน การที่เขาถูกไล่ออกจากการเป็นพนักงานส่งพิซซ่าเพราะเขาเผลอหลับไป แสดงให้เห็นว่าเขาต้องการงานที่เรียบง่ายที่เขา "เป็นนายตัวเอง" ได้อย่างแท้จริง7. ผู้เขียนมีปัญหากับหอมใหญ่และ McDonald's อย่างไร? ผู้เขียนแสดงความเกลียดชังหอมใหญ่อย่างรุนแรงในทุกรูปแบบ รวมถึงหอมใหญ่ใน Big Macs, พิซซ่า และแม้กระทั่งต้นหอม ซึ่งเขาถือว่าเป็นหอมใหญ่ เขาเล่าถึงช่วงเวลาที่ต้นหอมถูก...
ประเด็นที่น่าสนใจของหนังสือ The Power of Now เขียนโดย Eckhart Tolle - พิกัด Lazada/Shopee: https://9natree.top/book/ThePowerofNow - พิกัด Kinokuniya: https://9natree.top/p/Kinokuniya/ThePowerofNow - Kindle [EN] : https://www.amazon.com/dp/B002361MLA?tag=9natree-20 #ThePowerofNow #รีวิวThePowerofNow #สรุปThePowerofNow #หนังสือThePowerofNow 1. "พลังแห่งปัจจุบัน" คืออะไร และเหตุใดจึงสำคัญ? พลังแห่งปัจจุบัน คือพลังของการดำรงอยู่ของคุณ หรือสภาวะแห่งจิตสำนึกที่ปราศจากรูปแบบความคิด มันเป็นสิ่งสำคัญเพราะมันคือมิติเดียวที่คุณมีชีวิตอยู่จริงและสามารถรับรู้ความเป็นอยู่ ได้อย่างแท้จริง ทั้งอดีตและอนาคตไม่มีอยู่จริงในตัวของมันเอง แต่เป็นเพียงร่องรอยความทรงจำหรือการคาดการณ์ของจิตใจที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเท่านั้น การยึดติดกับอดีตหรืออนาคตจะทำให้เกิดความวิตกกังวล ความทุกข์ และความไม่พอใจ ในขณะที่การจดจ่ออยู่กับปัจจุบันจะนำมาซึ่งความสงบสุข ความสุข และการเชื่อมโยงกับความเป็นอยู่ ซึ่งเป็นธรรมชาติที่แท้จริงของคุณ2. จิตใจของเราเป็น "โรค" ได้อย่างไร และเราจะปลดปล่อยตัวเองจากการเป็นทาสของมันได้อย่างไร? จิตใจกลายเป็น "โรค" เมื่อมันใช้งานเราแทนที่เราจะใช้งานมัน การคิดกลายเป็นเรื่องบังคับและต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการคิดซ้ำๆ ไร้ประโยชน์ และบ่อยครั้งก็เป็นไปในทางลบ จิตใจที่ครอบงำนี้ทำให้เกิดความทุกข์ ความวิตกกังวล และสร้างอัตตา ขึ้นมา ซึ่งเป็นตัวตนที่ถูกสร้างขึ้นจากความคิดและยึดติดกับสิ่งภายนอก ทำให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวและเป็นที่มาของความกลัว เพื่อปลดปล่อยตัวเอง เราต้องเริ่มต้นด้วยการ "เฝ้าดูผู้คิด" นั่นคือการรับฟังเสียงในหัวของเราโดยไม่ตัดสิน การสังเกตนี้จะทำให้เกิดช่องว่างในกระแสความคิด นำไปสู่การตระหนักรู้ถึงการมีอยู่ของเราในฐานะผู้สังเกต ซึ่งอยู่เหนือความคิด เมื่อเราถอนพลังงานจากการยึดติดกับความคิด จิตใจก็จะสูญเสียอำนาจครอบงำ และเราจะเริ่มเข้าถึงสติปัญญาที่อยู่เหนือความคิด เช่น ความงาม ความรัก ความคิดสร้างสรรค์ และความสงบภายใน3. "ความเป็นอยู่" คืออะไร และเหตุใดผู้เขียนจึงหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า "พระเจ้า"? ความเป็นอยู่ คือสถานะธรรมชาติของการรวมเป็นหนึ่งกับความเป็นอยู่ ที่รู้สึกได้ เป็นการเชื่อมโยงกับบางสิ่งที่ไม่อาจประมาณค่าและไม่อาจทำลายได้ ซึ่งเป็นคุณอย่างแท้จริง แต่ก็ยิ่งใหญ่กว่าคุณมาก ผู้เขียนหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า "พระเจ้า" บ่อยครั้ง เนื่องจากคำนี้ได้สูญเสียความหมายไปจากการใช้งานผิดๆ มานับพันปี มักจะสร้างภาพลักษณ์ทางจิตใจของใครบางคนหรือบางสิ่งภายนอกตัวคุณ ทำให้มันกลายเป็นแนวคิดที่ปิดกั้น ความเป็นอยู่ไม่สามารถเข้าใจได้ด้วยจิตใจหรือทำให้เป็นวัตถุแห่งความรู้ได้ มันสามารถสัมผัสได้ในฐานะ "ฉันเป็น" ที่ดำรงอยู่ตลอดเวลา เหนือชื่อและรูปแบบใดๆ การตระหนักรู้ถึงสิ่งนี้คือการตรัสรู้และเป็นความจริงที่นำมาซึ่งอิสรภาพ4. บทบาทของ "เวลาเชิงจิตวิทยา" ในชีวิตของเราคืออะไร และเราจะหยุดสร้างมันได้อย่างไร? เวลาเชิงจิตวิทยาคือการที่จิตใจยึดติดกับอดีตและอนาคต ทำให้ปัจจุบันเป็นเพียงแค่ทางผ่านไปสู่เป้าหมายในอนาคต อัตตาไม่สามารถทำงานและควบคุมได้หากปราศจากเวลา มันจึงมองว่าปัจจุบันที่ไร้กาลเวลาเป็นภัยคุกคาม การยึดติดกับเวลาเชิงจิตวิทยานี้เป็น "ความเจ็บป่วยทางจิตอย่างร้ายแรงและอันตราย" เพราะมันทำให้เกิดความกลัว ความวิตกกังวล ความไม่พอใจ และขัดขวางไม่ให้เราประสบกับความสุขที่แท้จริง เพื่อหยุดสร้างเวลาเชิงจิตวิทยา เราต้องตระหนักอย่างลึกซึ้งว่าปัจจุบันคือสิ่งเดียวที่เรามี และทำให้ "ตอนนี้" เป็นจุดสนใจหลักในชีวิตของเรา ยอมรับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะไม่พึงประสงค์แค่ไหนก็ตาม ซึ่งจะช่วยให้เราหลุดพ้นจากรูปแบบการต่อต้านของจิตใจ5. "กายแห่งความเจ็บปวด" คืออะไร และเราจะสลายมันได้อย่างไร? กายแห่งความเจ็บปวดคือเศษความเจ็บปวดทางอารมณ์ที่สะสมอยู่ในตัวเราจากประสบการณ์ในอดีต ซึ่งรวมถึงความเจ็บปวดในวัยเด็กและจากความไม่รู้สึกตัวของโลก กายแห่งความเจ็บปวดนี้จะตื่นขึ้นและพยายามเข้าควบคุมความคิดและพฤติกรรมของเรา เพื่อสลายมัน เราต้องนำความตระหนักรู้มาสู่ความเจ็บปวดนั้น นั่นคือการเป็นผู้สังเกตการณ์ที่อยู่ตรงหน้าสิ่งที่เกิดขึ้นภายในตัวเรา เมื่อเราสังเกตความรู้สึกเหล่านั้นโดยไม่ตัดสินและไม่ยึดติด ความเจ็บปวดก็จะสูญเสียพลังงานและสลายไปได้ การให้ความสนใจอย่างเต็มที่กับอารมณ์เหล่านี้ โดยปราศจากการตัดสิน เป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงพวกมันให้กลายเป็นจิตสำนึกที่เปล่งประกาย6. การอยู่ "ในร่างกาย" มีความหมายอย่างไร และเราจะเข้าถึง "กายภายใน" ได้อย่างไร? การอยู่ "ใน...
ประเด็นที่น่าสนใจของหนังสือ Attached เขียนโดย Amir Levine, Rachel Heller - พิกัด Lazada/Shopee: https://9natree.top/book/Attached - พิกัด Kinokuniya: https://9natree.top/p/Kinokuniya/Attached - Kindle [EN] : https://www.amazon.com/dp/1585429139?tag=9natree-20 #Attached #รีวิวAttached #สรุปAttached #หนังสือAttached 1. สไตล์ความผูกพันคืออะไร และมีกี่ประเภท? สไตล์ความผูกพัน คือรูปแบบพฤติกรรมและความคิดที่แต่ละคนแสดงออกในความสัมพันธ์โรแมนติก ซึ่งพัฒนามาจากประสบการณ์การผูกพันกับผู้ดูแลหลักในวัยเด็ก ทฤษฎีนี้เสนอว่าสไตล์ความผูกพันส่งผลอย่างมากต่อความสามารถของเราในการเติบโตในโลกและวิธีที่เรารู้สึกเกี่ยวกับตัวเอง รวมถึงความเชื่อในตัวเองและโอกาสในการบรรลุความหวังและความฝันของเรา มีสไตล์ความผูกพันหลักๆ อยู่ 3 ประเภท: แบบกังวล : คนกลุ่มนี้ปรารถนาความใกล้ชิดสนิทสนมอย่างมากในความสัมพันธ์ แต่ก็มักจะกลัวว่าคู่ของตนจะไม่ต้องการความใกล้ชิดเท่าที่ตนต้องการ ความสัมพันธ์มักจะใช้พลังงานทางอารมณ์ไปมาก พวกเขามักจะไวต่อการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในอารมณ์และการกระทำของคู่ และมักจะตีความพฤติกรรมของคู่เป็นการส่วนตัวมากเกินไป ส่งผลให้เกิดอารมณ์เชิงลบมากมายและมักจะแสดงพฤติกรรมที่เสียใจในภายหลัง อย่างไรก็ตาม หากได้รับความมั่นคงและการรับรองอย่างเพียงพอ พวกเขาสามารถลดความกังวลและรู้สึกพึงพอใจได้ แบบหลีกเลี่ยง : คนกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระอย่างมากและมักจะมองว่าการพึ่งพาผู้อื่นหรือ "ความต้องการ" เป็นเรื่องที่ไม่ดี พวกเขามักจะใช้กลยุทธ์ในการสร้างระยะห่างทั้งทางอารมณ์และทางกายภาพ เช่น การส่งสัญญาณที่สับสน การไม่ต้องการเปิดเผยความรู้สึกภายใน หรือการหลีกเลี่ยงการพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์ พวกเขามักจะ "เอาชนะ" คู่รักได้อย่างรวดเร็วและพร้อมที่จะออกเดทใหม่เกือบจะทันที แบบมั่นคง : คนกลุ่มนี้ต้องการความใกล้ชิดในขณะที่ก็ไม่ไวต่อการถูกปฏิเสธมากเกินไป พวกเขามีทักษะการสื่อสารที่ดีเยี่ยมและรู้วิธีถ่ายทอดข้อความของตนอย่างตรงไปตรงมาแต่ไม่กล่าวโทษ เมื่อเข้าใกล้คนที่มีสไตล์ความผูกพันแบบมั่นคง คุณไม่จำเป็นต้องต่อรองเรื่องความใกล้ชิดอีกต่อไป เพราะมันกลายเป็นเรื่องปกติ สิ่งนี้จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายมีอิสระที่จะสนุกกับชีวิตและเติบโตไปด้วยกัน พวกเขามีความเข้าใจโดยธรรมชาติว่าการเป็นคู่รักหมายถึงอะไร นั่นคือความเป็นอยู่ที่ดีของคู่รักคือความเป็นอยู่ที่ดีของตัวเองด้วย2. ความผูกพันแบบกังวลแสดงออกในความสัมพันธ์อย่างไร? ผู้ที่มีความผูกพันแบบกังวลมักจะปรารถนาความใกล้ชิดสนิทสนมอย่างมากและมีความสามารถในการมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งได้ อย่างไรก็ตาม พวกเขามักกลัวว่าคู่ของตนจะไม่ต้องการความใกล้ชิดเท่าที่ตนต้องการ ความสัมพันธ์มักจะใช้พลังงานทางอารมณ์ส่วนใหญ่ไป พวกเขามักจะไวต่อการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในอารมณ์และการกระทำของคู่ และมักจะตีความพฤติกรรมของคู่เป็นเรื่องส่วนตัวมากเกินไป ซึ่งนำไปสู่ความรู้สึกเชิงลบมากมายในความสัมพันธ์และแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมที่เสียใจในภายหลัง ตัวอย่างเช่น พวกเขาอาจจะหมกมุ่นอยู่กับการที่คู่อยู่ที่ไหนและไวต่อสิ่งใดๆ ที่อาจบ่งชี้ว่าคู่ต้องการเลิกกัน กลยุทธ์การกระตุ้น เป็นความคิดและความรู้สึกที่กระตุ้นให้พวกเขามุ่งมั่นที่จะได้ใกล้ชิดกับคู่ของตนอีกครั้ง ไม่ว่าจะทางกายภาพหรือทางอารมณ์ เมื่อคู่ของพวกเขาสนองตอบในลักษณะที่ช่วยสร้างความรู้สึกมั่นคง พวกเขาก็สามารถกลับสู่ภาวะปกติและสงบลงได้ พฤติกรรมการประท้วง คือการกระทำใดๆ ที่พยายามสร้างการติดต่อกับคู่และดึงความสนใจจากคู่ ตัวอย่างเช่น การถอนตัว การจับผิด หรือการทำให้รู้สึกอิจฉา พฤติกรรมเหล่านี้อาจเป็นอันตรายต่อความสัมพันธ์ได้หากไม่ได้รับการตระหนักและจัดการอย่างเหมาะสม3. อะไรคือ "Smoking Guns" ที่บ่งบอกว่ากำลังคบกับคนที่มีสไตล์ความผูกพันแบบหลีกเลี่ยง? "Smoking guns" หรือสัญญาณที่บ่งชี้อย่างชัดเจนว่ากำลังคบกับคนที่มีสไตล์ความผูกพันแบบหลีกเลี่ยงมีดังนี้: ส่งสัญญาณที่สับสน: เกี่ยวกับความรู้สึกที่มีต่อคุณหรือความมุ่งมั่นในความสัมพันธ์ โหยหาความสัมพันธ์ในอุดมคติ: แต่ให้คำใบ้เล็กน้อยว่าความสัมพันธ์นั้นจะไม่ใช่กับคุณ ต้องการพบ "คนในฝัน" อย่างมาก: แต่ก็มักจะพบข้อผิดพลาดบางอย่างในอีกฝ่ายหรือในสถานการณ์ที่ทำให้การผูกมัดเป็นไปไม่ได้เสมอ เพิกเฉยต่อความเป็นอยู่ที่ดีทางอารมณ์ของคุณ: และเมื่อถูกเผชิญหน้าก็ยังคงเพิกเฉยต่อไป แนะนำว่าคุณ "ต้องการมากเกินไป" "อ่อนไหว" หรือ "ตอบสนองมากเกินไป": ซึ่งเป็นการทำให้ความรู้สึกของคุณเป็นโมฆะและทำให้คุณต้องตั้งคำถามกับตัวเอง ละเลยสิ่งที่คุณพูดที่ไม่สะดวกสำห...
ประเด็นที่น่าสนใจของหนังสือ How to Talk to Anyone เขียนโดย Leil Lowndes - พิกัด Lazada/Shopee: https://9natree.top/book/HowtoTalktoAnyone - พิกัด Kinokuniya: https://9natree.top/p/Kinokuniya/HowtoTalktoAnyone - Kindle [EN] : https://www.amazon.com/dp/B00BAJ2MYM?tag=9natree-20 #HowtoTalktoAnyone #รีวิวHowtoTalktoAnyone #สรุปHowtoTalktoAnyone #หนังสือHowtoTalktoAnyone 1. การสร้างความประทับใจแรกพบอย่างมีประสิทธิภาพ มีเทคนิคอะไรบ้าง? การสร้างความประทับใจแรกพบมีพลังมหาศาล และคุณมีเวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการแสดงความเป็น "ใครบางคน" ที่น่าสนใจ แหล่งข้อมูลเน้นย้ำถึงเทคนิคสำคัญหลายประการ: The Flooding Smile: แทนที่จะยิ้มทันทีที่เห็นหน้าใคร ให้มองใบหน้าของอีกฝ่ายเป็นเวลาหนึ่งวินาที หยุดนิ่ง ซึมซับบุคลิกของพวกเขา จากนั้นให้รอยยิ้มที่อบอุ่นและตอบรับปรากฏบนใบหน้าและแผ่ไปถึงดวงตา การหน่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาทีนี้จะทำให้ผู้รับรู้สึกว่ารอยยิ้มของคุณจริงใจและมีให้สำหรับพวกเขาเท่านั้น Sticky Eyes: รักษาการสบตาให้นานขึ้นเล็กน้อยกว่าปกติเมื่อพูดคุยกับผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเพศตรงข้ามหรือผู้หญิงที่พูดคุยกับผู้หญิงด้วยกัน สำหรับผู้ชายที่พูดคุยกับผู้ชาย ควรลดระดับความ "Sticky" ลงเล็กน้อยเมื่อพูดคุยเรื่องส่วนตัว เพื่อไม่ให้รู้สึกคุกคามหรือเข้าใจผิด การสบตาที่นานขึ้นเล็กน้อยนี้แสดงให้เห็นถึงความสนใจและความเอาใจใส่ Epoxy Eyes: เทคนิคนี้ใช้ได้ผลดีที่สุดเมื่อมีคนสามคนขึ้นไปเกี่ยวข้อง แทนที่จะมองคนที่กำลังพูด ให้จดจ่อที่ผู้ฟัง เทคนิคนี้จะทำให้เป้าหมายรู้สึกสับสนเล็กน้อยและสงสัยว่า "ทำไมคนนี้ถึงมองฉันแทนที่จะมองคนพูด?" ซึ่งสื่อให้เห็นว่าคุณสนใจปฏิกิริยาของพวกเขาอย่างยิ่ง สามารถใช้เพื่อประเมินผู้ฟังในสถานการณ์ทางธุรกิจ หรือในสถานการณ์โรแมนติก จะสื่อว่า "ฉันละสายตาจากคุณไม่ได้" หรือ "ฉันมีแต่คุณในสายตา" อย่างไรก็ตาม ควรระมัดระวังในการใช้ Epoxy Eyes ในที่สาธารณะกับคนแปลกหน้า เนื่องจากอาจถูกมองว่าก้าวร้าวได้ Hang by Your Teeth: การรักษาสมดุลร่างกายให้ตั้งตรงราวกับว่ามีเชือกดึงศีรษะของคุณขึ้นไปด้านบน โดยให้กระดูกสันหลังตั้งตรง แต่ยังคงผ่อนคลาย สะท้อนความมั่นใจและความสำคัญ การฝึกฝนท่าทางนี้อย่างสม่ำเสมอจะกลายเป็นนิสัยที่ดี The Big-Baby Pivot: เมื่อทักทายใครสักคน ให้หมุนตัวให้เต็มตัวหันหน้าเข้าหาพวกเขา ราวกับเด็กทารกที่หมุนทั้งตัวเพื่อสบตาแม่ นี่แสดงถึงความสนใจอย่างเต็มที่และทำให้พวกเขารู้สึกเป็นคนสำคัญ Watch the Scene Before You Make the Scene: ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่สถานการณ์ทางสังคม ให้จินตนาการตัวเองในแบบที่คุณอยากเป็น มองเห็นตัวเองเดินด้วยท่าทางที่ดี ยิ้มด้วย Flooding Smile และสบตาด้วย Sticky Eyes การซ้อมในใจเช่นนี้จะช่วยให้คุณแสดงออกได้อย่างเป็นธรรมชาติและมั่นใจ2. เหตุใดรอยยิ้มแบบ "ทันที" จึงไม่ถือว่ามีประสิทธิภาพเสมอไป และควรปรับปรุงอย่างไร? แหล่งข้อมูลชี้ให้เห็นว่ารอยยิ้มแบบ "ทันที" หรือการยิ้มทันทีที่เห็นหน้าใครก็ตามนั้น "ไม่มีน้ำหนัก" กับคนสมัยนี้ที่ซับซ้อนกว่าในอดีต การยิ้มทันทีอาจทำให้ดูเหมือนคุณยิ้มให้ใครก็ได้ที่เข้ามาในสายตา ทำให้รอยยิ้มนั้นขาดความจริงใจและไม่มีความพิเศษ เพื่อทำให้รอยยิ้มมีพลังและผลกระทบมากขึ้น แหล่งข้อมูลแนะนำเทคนิค The Flooding Smile ดังที่กล่าวไว้ในคำถามที่ 1: หยุดชั่วครู่: แทนที่จะยิ้มทันที ให้ใช้เวลาหนึ่งวินาทีมองเข้าไปในใบหน้าของอีกฝ่าย ซึมซับบุคลิก: พยายามเข้าใจตัวตนของพวกเขาเล็กน้อย ปล่อยให้รอยยิ้มแผ่ซ่าน: จากนั้นค่อยๆ ปล่อยให้รอยยิ้มที่อบอุ่นและจริงใจแผ่ไปทั่วใบหน้าและเข้าถึงดวงตาของคุณ การหน่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาทีนี้จะสื่อสารว่ารอยยิ้มของคุณนั้น "สำหรับพวกเขาเท่านั้น" และเป็นรอยยิ้มที่แท้จริง ทำให้ผู้รับรู้สึกพิเศษและได้รับผลกระทบจากความจริงใจ นอกจากนี้ แหล่งข้อมูลยังเตือนให้ ทบทวนรอยยิ้มของคุณ เอง โดยลองฝึกยิ้มหน้ากระจกเพื่อค้นพบความแตกต่างที่ละเอียดอ่อนของรอยยิ้มที่คุณมี และเข้าใจผลกระทบที่แตกต่างกันของรอยยิ้มเหล่านั้น3. การใช้สายตาในการสื่อสารมีเทคนิคอะไรบ้าง และแต่ละเทคนิคมีความแตกต่างกันอย่างไร? การใช้สายตาเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลัง และแหล่งข้อมูลได้นำเสนอเทคนิคที่หลากหลาย: Sticky Eyes: เป็นการรักษาการสบตาให้ยาวนานกว่าปกติเล็กน้อย เมื่อพูดคุยกับบุคคลหนึ่งๆ เพื่อแสดงความสนใจและความผูกพัน เทคนิคนี้มีประสิทธิภาพในการทำให้ผู้รับรู้สึกถึงความเอาใจใส่และอาจกระตุ้นความรู้สึกชื่นชมหรือความสนิทสนมได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ชายที่พูดคุยกับผู้ชาย ควรลดความเข้มข้นลงเล็กน...
ประเด็นที่น่าสนใจของหนังสือ Forgiving What You Can't Forget เขียนโดย Lysa TerKeurst - พิกัด Lazada/Shopee: https://9natree.top/book/ForgivingWhatYouCantForget - พิกัด Kinokuniya: https://9natree.top/p/Kinokuniya/ForgivingWhatYouCantForget - Kindle [EN] : https://www.amazon.com/dp/B085XNMMHV?tag=9natree-20 #ForgivingWhatYouCantForget #รีวิวForgivingWhatYouCantForget #สรุปForgivingWhatYouCantForget #หนังสือForgivingWhatYouCantForget 1. ทำไมการให้อภัยจึงมักรู้สึกเป็นเรื่องยากและท้าทาย? การให้อภัยมักรู้สึกยากเพราะมันเกี่ยวข้องกับความเจ็บปวดอย่างลึกซึ้ง และความรู้สึกไม่ยุติธรรม ผู้เขียนเองก็ยอมรับว่าเธอชอบแนวคิดเรื่องการให้อภัยจนกว่าเธอจะกลายเป็นคนที่เจ็บปวดเสียเอง ในสภาวะที่บาดแผลลึกซึ้ง การให้อภัยอาจดูเหมือนเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ เป็นไปไม่ได้ และเป็นวิธีที่รวดเร็วที่สุดในการเพิ่มความไม่ยุติธรรมจากการถูกกระทำผิด มันเป็นเรื่องธรรมชาติที่จะร้องขอความยุติธรรมและต้องการให้ผู้ที่ทำผิดได้รับการแก้ไข แต่การยึดติดกับความรู้สึกเหล่านี้และการรวมกลุ่มกับผู้ที่เห็นด้วยอาจทำให้เราติดอยู่ในความเจ็บปวดนั้น เหมือนกับการยืนกรานอยู่ในลานจอดรถในขณะที่เพื่อนๆ กำลังสนุกสนานบนชายหาด ความรู้สึกที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขเหล่านี้สามารถแสดงออกมาในรูปแบบต่างๆ เช่น การบ่น การเงียบงัน การบงการ และการควบคุม2. การให้อภัยที่แท้จริงหมายถึงอะไร และมันแตกต่างจากการคืนดีอย่างไร? การให้อภัยเป็นการตัดสินใจที่จะไม่ปล่อยให้ผู้ที่ทำร้ายเรามาจำกัด ขีดเส้น หรือฉายภาพความเท็จที่พวกเขาเชื่อเกี่ยวกับตัวเองใส่เรา มันเป็นเรื่องระหว่างคุณกับพระเจ้า และไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกลับมาคืนดีหรือการยอมรับผิดจากอีกฝ่าย การคืนดีหรือการกลับมาคบหาใหม่ต้องอาศัยคนสองคนที่เต็มใจทำงานหนักเพื่อกลับมารวมกัน พระเจ้าสามารถไถ่ถอนชีวิตของเราได้ แม้ว่าความสัมพันธ์ที่เสียหายจะไม่กลับมาเหมือนเดิม การให้อภัยจึงไม่ใช่การทำอะไรบางอย่างเพื่อความสัมพันธ์ของมนุษย์เสมอไป แต่เป็นการเชื่อฟังสิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชาเราให้ทำ3. จะทำอย่างไรเมื่อรู้สึกว่าไม่สามารถให้อภัยตัวเองได้? แหล่งที่มาบอกว่าแนวคิดเรื่อง "การให้อภัยตัวเอง" ไม่ได้อยู่ในพระคัมภีร์ เนื่องจากเราไม่สามารถบรรลุความรอดได้หากปราศจากพระเจ้า เราจึงไม่สามารถให้อภัยตัวเองได้ การให้อภัยเริ่มต้นจากพระเจ้า เมื่อเราต่อสู้กับการให้อภัยตัวเอง สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือการดิ้นรนที่จะยอมรับและดำเนินชีวิตอยู่ในการให้อภัยของพระเจ้าอย่างเต็มที่ ศัตรูต้องการให้เราใช้ชีวิตอยู่ในความรู้สึกผิดบาปที่ไม่ได้มาจากพระเจ้า และให้เราแบกรับความละอายที่ทำให้เราไม่สามารถเป็นพยานถึงสิ่งที่พระเยซูทรงกระทำบนไม้กางเขน การให้อภัยตัวเองเกิดขึ้นได้โดย: การยอมรับสารภาพบาป กลับใจ และขอการให้อภัยจากพระเจ้า และประกาศรับการให้อภัยนั้นออกมา การระลึกว่าความละอายและการกล่าวโทษมาจากศัตรู และพระเจ้าสามารถใช้ความเจ็บปวดของเราให้เกิดผลดีได้ การปล่อยให้ประสบการณ์อันเจ็บปวดทำให้ใจเราอ่อนโยนและมีเมตตาต่อผู้อื่นที่ทำผิดพลาด4. บทบาทของพระเจ้าในการให้อภัยและการเยียวยาคืออะไร? พระเจ้าเป็นผู้รักษาหัวใจที่แตกสลายและพันบาดแผลของเรา พระองค์ได้ประทานพระวิญญาณของพระองค์มาสถิตอยู่ในเราเพื่อช่วยเราในความอ่อนแอของเรา เมื่อการให้อภัยรู้สึกเป็นไปไม่ได้ เราสามารถขอให้พระวิญญาณทูลขอแทนเราได้ พระเจ้าทรงทำงานเพื่อความดีของผู้ที่รักพระองค์เสมอ แม้ว่าสิ่งที่เราเห็นจะดูสับสนหรือไม่ใช่สิ่งที่เราคาดหวัง พระองค์ทรงเป็นผู้พิพากษาและผู้ปกป้องของเรา และทรงสามารถนำสิ่งดีออกมาจากทุกสถานการณ์ ไม่ใช่ว่าพระเจ้าเป็นสาเหตุของความเจ็บปวด แต่พระองค์ทรงตระหนักถึงมันและมีแผนที่จะนำสิ่งเหล่านี้มาถักทอเป็นสิ่งที่ดี5. ทำไมความขมขื่นจึงเป็น "ข้อตกลงที่ไม่ดี" และจะเอาชนะมันได้อย่างไร? ความขมขื่นเป็น "ข้อตกลงที่ไม่ดี" ที่ให้คำมั่นสัญญาอันยิ่งใหญ่ในตอนแรก แต่กลับไม่ให้สิ่งที่เราต้องการจริงๆ ในตอนท้าย มันทำให้สันติสุขของเราถูกจับเป็นตัวประกันและทำให้เรายังคงอยู่ในความเจ็บปวด ความขมขื่นไม่สอนบทเรียนให้อีกฝ่ายและไม่ปกป้องเรา แต่กลับทำให้เราเลือกที่จะอยู่ในความเจ็บปวด การเปลี่ยนใจไปสู่ความขมขื่นคือการหันหลังให้กับพระเจ้า มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่มีสิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริง การเพิ่มความถ่อมตนของเราในสถานการณ์นั้นยอมรับความไม่ยุติธรรมที่เรารู้สึก แต่ยืนยันความไว้วางใจในพระเจ้าที่จะทรงกระทำสิ่งที่จำเป็นในใจของพวกเขาและในใจของเรา6. การกำหนดขอบเขตในความสัมพันธ์มีความสำคัญอย่างไรในการดำเนินชีวิตที่ให้อภัย? การกำหนดขอบเขตมี...
ประเด็นที่น่าสนใจของหนังสือ Becoming Supernatural เขียนโดย Joe Dispenza - พิกัด Lazada/Shopee: https://9natree.top/book/BecomingSupernatural - พิกัด Kinokuniya: https://9natree.top/p/Kinokuniya/BecomingSupernatural - Kindle [EN] : https://www.amazon.com/dp/B0746RN3G7?tag=9natree-20 #BecomingSupernatural #รีวิวBecomingSupernatural #สรุปBecomingSupernatural #หนังสือBecomingSupernatural 1. หนังสือ "Becoming Supernatural" กล่าวถึงอะไรบ้าง และอะไรคือเป้าหมายหลัก? หนังสือ "Becoming Supernatural: How Common People Are Doing the Uncommon" ของ Dr. Joe Dispenza มีเป้าหมายหลักคือการตอบคำถามที่ว่า "เราจะทำอย่างไร? เราจะปลุกศักยภาพอันยอดเยี่ยมในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างไร?" โดยเน้นย้ำว่าทุกคนมีศักยภาพในการเป็น "เหนือธรรมชาติ" ที่ซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งสามารถปลุกและกระตุ้นให้ตื่นขึ้นได้ ผู้เขียนต้องการแสดงให้เห็นว่าเราสามารถสร้างชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับตัวเอง และเราไม่ใช่แค่สิ่งมีชีวิตที่ใช้ชีวิตแบบเส้นตรง แต่เป็นสิ่งมีชีวิตหลายมิติที่ใช้ชีวิตแบบหลายมิติ หนังสือเล่มนี้รวบรวมข้อมูลจากสาขาวิทยาศาสตร์ที่แข็งแกร่ง เช่น เอพิจีเนติกส์, ชีววิทยาระดับโมเลกุล, นิวโรคาร์ดิโอโลจี และฟิสิกส์ควอนตัม เพื่อเปิดประตูสู่กระบวนทัศน์ใหม่ของการเสริมสร้างศักยภาพในตนเอง2. Dr. Joe Dispenza อธิบายถึงประสบการณ์ "เหนือธรรมชาติ" อย่างไร และมีตัวอย่างที่น่าสนใจอะไรบ้าง? Dr. Joe Dispenza อธิบายถึงประสบการณ์ "เหนือธรรมชาติ" ผ่านการเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์เข้ากับประสบการณ์ส่วนตัวและปรัชญา ในหนังสือมีการกล่าวถึงตำนานโยคีชื่อมิลาเรปะ ที่สามารถกดมือลงไปในผนังถ้ำหินได้ราวกับว่าหินนั้นไม่มีอยู่ ซึ่งสะท้อนแนวคิดว่าเราถูกจำกัดในชีวิตด้วยขีดจำกัดของความเชื่อของเราเองเท่านั้น ผู้เขียนยังแบ่งปันประสบการณ์ลึกลับส่วนตัวที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา เช่น การที่เขาสัมผัสได้ถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับทุกสิ่ง และการที่ต่อมไพเนียลทำหน้าที่เหมือน "นาฬิกามิติ" ที่ทำให้เขาสามารถเข้าถึงช่วงเวลาและมิติต่างๆ ได้ รวมถึงประสบการณ์การเดินทางย้อนเวลาไปในอดีตชาติที่เขาได้เผชิญหน้ากับผู้ทรมานที่เขารู้จักในชีวิตปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่ามี "ชาติภพที่เป็นไปได้มากมายที่อยู่ในปัจจุบันนิรันดร์"3. "ช่วงเวลาปัจจุบัน" มีความสำคัญอย่างไรต่อการปลดล็อกศักยภาพเหนือธรรมชาติ? การเข้าใจและเชี่ยวชาญ "ช่วงเวลาปัจจุบัน" หรือ "ปัจจุบันนิรันดร์" เป็นพื้นฐานสำคัญในการสัมผัสประสบการณ์เหนือธรรมชาติ เช่น การเยียวยาร่างกาย การสร้างโอกาสใหม่ๆ และการมีประสบการณ์ลึกลับ ผู้เขียนอธิบายว่าการที่จะสร้างชีวิตหรือโชคชะตาใหม่ได้ เราต้องก้าวข้ามตัวตนที่เราคิดว่าเป็นและวิธีที่เราถูกปรับสภาพให้เชื่อว่าโลกทำงานอย่างไร การอยู่ในปัจจุบันหมายถึงการก้าวข้ามโลกทางกายภาพ รวมถึงร่างกาย ตัวตน และสิ่งแวดล้อม และแม้แต่ก้าวข้ามเวลาเอง เพื่อเข้าสู่สภาวะที่ไร้ซึ่งอดีตและอนาคต ซึ่งเป็นที่ที่ความเป็นไปได้ทั้งหมดในทุ่งควอนตัมดำรงอยู่ เมื่อเราละความสนใจจากสิ่งต่างๆ ในโลกภายนอกและเรียกพลังงานกลับคืนมา เราจะสามารถปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการของอดีตและเปิดรับความเป็นไปได้ใหม่ๆ4. สมองและร่างกายสัมพันธ์กับการสร้างความเป็นจริงของเราอย่างไร? Dr. Joe Dispenza อธิบายว่าสมองของเราสร้าง "จิต" เมื่อเนื้อเยื่อประสาทในสมองหรือร่างกายถูกกระตุ้น ทำให้ "จิต" คือสมองที่ทำงานอยู่ หากเรามีความคิดที่หวาดกลัว เราจะรู้สึกกลัว ซึ่งอารมณ์นี้จะส่งผลให้เราคิดถึงสิ่งที่เป็นภัยมากขึ้น และวนเวียนอยู่ในวงจรที่ความคิดสร้างความรู้สึกและความรู้สึกสร้างความคิด ซึ่งทำให้ "สถานะการเป็นอยู่" ทั้งหมดของเราอยู่ในอดีต อย่างไรก็ตาม หากเราสามารถจดจ่อกับภาพเฉพาะในใจและอยู่กับลำดับความคิดและความรู้สึกซ้ำๆ สมองและร่างกายจะไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกภายนอกกับสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกภายในได้ ซึ่งหมายความว่าการฝึกซ้อมทางจิต สามารถเปลี่ยนแปลงชีววิทยาของเราได้ โดยทำให้สมองและร่างกายของเราแสดงออกราวกับว่าประสบการณ์นั้นได้เกิดขึ้นจริงแล้ว การที่ความคิดและพลังงานของเรามุ่งไปที่ผู้คน สถานที่ และสิ่งของเดิมๆ ในโลกภายนอกเป็นการผูกมัดพลังงานสร้างสรรค์ของเราไว้กับ "สิ่งที่รู้จัก" ซึ่งเป็นอดีตของเรา5. เราจะใช้พลังงานในร่างกายเพื่อสร้างความเป็นจริงใหม่ได้อย่างไร? พลังงานที่ติดค้างอยู่ในร่างกายจากอารมณ์ความรู้สึกในอดีต สามารถถูกปลดปล่อยและยกระดับขึ้นสู่จุดประสงค์ที่สูงขึ้นได้ โดยเฉพาะการใช้เทคนิคการหายใจและการตั้งสมาธิ Dr. Dispenza อธิบายว่าการที่สมองผลิตคลื่นเบต้าในระดับสูงเมื่อร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเค...
ประเด็นที่น่าสนใจของหนังสือ The Simple Path to Wealth เขียนโดย JL Collins - พิกัด Lazada/Shopee: https://9natree.top/book/TheSimplePathtoWealth - พิกัด Kinokuniya: https://9natree.top/p/Kinokuniya/TheSimplePathtoWealth - Kindle [EN] : https://www.amazon.com/dp/B0DT7CM52P?tag=9natree-20 #TheSimplePathtoWealth #รีวิวTheSimplePathtoWealth #สรุปTheSimplePathtoWealth #หนังสือTheSimplePathtoWealth 1. "เส้นทางง่ายๆ สู่ความมั่งคั่ง" คืออะไร และหลักการพื้นฐานในการสร้างความมั่งคั่งมีอะไรบ้าง? "เส้นทางง่ายๆ สู่ความมั่งคั่ง" เป็นแนวทางที่เน้นความเรียบง่ายและประสิทธิภาพในการลงทุน ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต หลักการพื้นฐานสามข้อที่ JL Collins แนะนำคือ: ใช้จ่ายให้น้อยกว่าที่หารายได้: นี่คือรากฐานสำคัญของการสร้างความมั่งคั่ง คุณต้องสร้างส่วนเกินจากการใช้จ่ายเพื่อนำไปลงทุน การควบคุมความต้องการและหลีกเลี่ยง "เงินเฟ้อของไลฟ์สไตล์" เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มีเงินออมมากขึ้น นำส่วนเกินไปลงทุน: เมื่อคุณมีเงินเหลือจากการใช้จ่าย คุณควรนำไปลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เงินของคุณงอกเงย การลงทุนในตลาดหุ้นได้รับการยกย่องว่าเป็นเครื่องมือสร้างความมั่งคั่งที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ หลีกเลี่ยงหนี้สิน: หนี้สิน โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิตที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง ถือเป็นภาระที่ไม่อาจยอมรับได้และเป็นอุปสรรคที่อันตรายที่สุดในการสร้างความมั่งคั่ง แม้แต่ "หนี้ดี" เช่น สินเชื่อธุรกิจหรือสินเชื่อจำนอง ควรใช้ด้วยความระมัดระวังสูงสุด และหากเป้าหมายคืออิสรภาพทางการเงิน ควรมีหนี้ให้น้อยที่สุด2. ทำไมผู้เขียนถึงแนะนำให้ลงทุนในกองทุนดัชนีรวมตลาดหุ้น และกองทุนดัชนีรวมตลาดตราสารหนี้ และอะไรคือประโยชน์หลักของกองทุนเหล่านี้? ผู้เขียนแนะนำให้ลงทุนในกองทุนดัชนีรวมตลาดหุ้นและตราสารหนี้ เนื่องจากเป็นวิธีที่ง่าย มีประสิทธิภาพ และคุ้มค่าที่สุดสำหรับนักลงทุนรายย่อยในการสร้างความมั่งคั่ง: กองทุนดัชนีรวมตลาดหุ้น : กองทุนนี้ถือหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในสหรัฐอเมริกาทุกแห่ง ซึ่งรวมถึงบริษัทประมาณ 3,600 แห่ง การลงทุนใน VTSAX เท่ากับการเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยรวม ประโยชน์หลักคือ "การชำระล้างตัวเอง" หมายความว่าบริษัทที่อ่อนแอจะถูกคัดออกและถูกแทนที่ด้วยบริษัทที่เติบโตและประสบความสำเร็จใหม่ๆ โดยอัตโนมัติ ทำให้ดัชนีมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นในระยะยาวเสมอ นอกจากนี้ยังหลีกเลี่ยงความจำเป็นในการพยายามเลือกหุ้นรายตัวหรือจับจังหวะตลาด ซึ่งเป็นสิ่งที่แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ยังทำไม่ได้อย่างสม่ำเสมอ กองทุนดัชนีรวมตลาดตราสารหนี้ : กองทุนนี้ประกอบด้วยตราสารหนี้คุณภาพสูงจำนวนมาก ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ของผู้ออกรายเดียว และช่วยลดความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากถือพันธบัตรที่มีวันครบกำหนดและเงื่อนไขที่แตกต่างกัน วัตถุประสงค์หลักของตราสารหนี้ในพอร์ตโฟลิโอคือการทำให้การลงทุนราบรื่นขึ้น สร้างรายได้เล็กน้อย และเป็นเครื่องป้องกันภาวะเงินฝืด3. "เงิน F-You" คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรต่ออิสรภาพทางการเงิน? "เงิน F-You" หมายถึงเงินเก็บจำนวนมากพอที่จะทำให้คุณมีทางเลือกในชีวิต และสามารถปฏิเสธสิ่งที่คุณไม่ต้องการทำได้ ไม่ได้เกี่ยวกับ "การเกษียณอายุ" แต่เกี่ยวกับ "การมีอิสระ" ผู้เขียนระบุว่านี่คือเป้าหมายหลักของการแสวงหาอิสรภาพทางการเงิน คือการมีอำนาจที่จะพูดว่า "ไม่" กับงานที่ไม่ชอบ หรือสถานการณ์ทางการเงินที่ไม่พึงประสงค์ มันเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คุณควบคุมชะตาชีวิตทางการเงินของตัวเองได้มากขึ้น และให้คุณค่ากับเวลาและอิสรภาพมากกว่าการใช้จ่ายเพื่อสิ่งของ4. ผู้เขียนแนะนำให้คิดถึง "เงิน" ในแง่ใด เพื่อให้สร้างความมั่งคั่งได้จริง? ผู้เขียนเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนกรอบความคิดเกี่ยวกับเงิน: หยุดคิดว่าเงินของคุณสามารถซื้ออะไรได้บ้าง: ผู้คนจำนวนมาก รวมถึงผู้ที่มีรายได้สูง ประสบปัญหาทางการเงินเพราะมองว่าเงินเป็นเพียงเครื่องมือในการซื้อสิ่งของต่างๆ ซึ่งนำไปสู่การใช้จ่ายเกินตัว เริ่มคิดว่าเงินของคุณสามารถสร้างรายได้อะไรได้บ้าง: นี่คือระดับความคิดที่สำคัญกว่า เมื่อคุณเริ่มมองเงินว่าเป็นเครื่องจักรในการสร้างรายได้ คุณจะให้ความสำคัญกับการลงทุนและการงอกเงยของเงิน คิดต่อไปว่าเงินที่เงินของคุณสร้างรายได้นั้นสามารถสร้างรายได้อะไรได้อีก: นี่คือแนวคิดของดอกเบี้ยทบต้น ซึ่งเป็นพลังที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างความมั่งคั่ง เมื่อคุณเข้าใจว่าเงินของคุณสามารถทำงานให้คุณได้ และเงินที่ได้มาจากการทำงานนั้นก็สามารถทำงานต่อได้อีก คุณจะเห็นเส้นทางสู่ความมั่งคั่งอย่างชัด...
ประเด็นที่น่าสนใจของหนังสือ Extreme Ownership เขียนโดย Jocko Willink - พิกัด Lazada/Shopee: https://9natree.top/book/ExtremeOwnership - พิกัด Kinokuniya: https://9natree.top/p/Kinokuniya/ExtremeOwnership - Kindle [EN] : https://www.amazon.com/dp/B0739PYQSS?tag=9natree-20 #ExtremeOwnership #รีวิวExtremeOwnership #สรุปExtremeOwnership #หนังสือExtremeOwnership 1.ความเป็นเจ้าของสูงสุดคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร? ความเป็นเจ้าของสูงสุด เป็นหลักการพื้นฐานที่กล่าวว่าผู้นำต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อทุกสิ่งในภารกิจ รวมถึงความล้มเหลวทั้งหมด แม้ว่าปัจจัยภายนอกหรือการกระทำของผู้ใต้บังคับบัญชาจะเป็นสาเหตุ เมื่อสิ่งต่างๆ ผิดพลาด ผู้นำที่ใช้หลักการนี้จะไม่กล่าวโทษผู้อื่น แต่จะมองหาสิ่งที่ตนเองสามารถทำได้ดีขึ้นเพื่อปรับปรุงผลลัพธ์ในครั้งต่อไป เป็นการขจัดอัตตาและวาระส่วนตัวออกไป โดยมุ่งเน้นที่ความสำเร็จของภารกิจโดยรวม การยอมรับความผิดพลาดของตนเองช่วยให้ผู้นำสามารถระบุจุดที่ต้องปรับปรุง และสื่อสารกับทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ทีมเข้าใจบทบาทและความรับผิดชอบของตนเอง และผลกระทบของการกระทำต่อภาพรวมทางยุทธศาสตร์ 2."Laws of Combat" คืออะไร และช่วยในการเป็นผู้นำและปฏิบัติการอย่างไร? "Laws of Combat" เป็นหลักการที่พัฒนาขึ้นเพื่อนำทางการปฏิบัติการในสภาพแวดล้อมที่วุ่นวายและอันตราย ได้แก่: Cover and Move : หมายถึงการทำงานร่วมกันเป็นทีม โดยที่สมาชิกในทีมต้องให้การสนับสนุนและคุ้มกันซึ่งกันและกันในการบรรลุเป้าหมาย ซึ่งขยายไปถึงการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นหรือทีมอื่นในองค์กรธุรกิจ แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้อยู่ภายใต้สายบังคับบัญชาเดียวกันก็ตาม การสร้างความสัมพันธ์และการทำงานร่วมกันเป็นกุญแจสำคัญ Simple : ในสถานการณ์ที่ซับซ้อน การวางแผนที่เรียบง่ายและชัดเจนมีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดความสับสนและข้อผิดพลาด แผนที่ซับซ้อนเกินไปอาจทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่เข้าใจบทบาทของตนเองและเป้าหมายโดยรวม การทำให้แผนเรียบง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ช่วยให้ทีมสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ Prioritize and Execute : ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความท้าทายและภัยคุกคามหลายอย่างพร้อมกัน ผู้นำต้องมีความสามารถในการประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว จัดลำดับความสำคัญของปัญหาหรือเป้าหมายที่สำคัญที่สุด และดำเนินการตามลำดับเพื่อจัดการกับสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อน Decentralized Command : ผู้นำระดับสูงไม่สามารถควบคุมทุกรายละเอียดของการปฏิบัติการได้ ผู้นำต้องไว้วางใจและมอบหมายให้ผู้นำระดับรองหรือผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีความสามารถในการตัดสินใจในระดับยุทธวิธีตามความเข้าใจในเป้าหมายโดยรวม สิ่งนี้ช่วยให้ทีมสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็ว 3.ทำไมการเชื่อในภารกิจจึงสำคัญต่อผู้นำและทีม? การที่ผู้นำเชื่อในภารกิจเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของทีม หากผู้นำไม่เข้าใจหรือสงสัยในภารกิจ ก็จะไม่สามารถถ่ายทอดความเชื่อมั่นนั้นไปยังลูกทีมได้ การแสดงความสงสัยหรือไม่เห็นด้วยต่อหน้าลูกทีมจะทำให้พวกเขาสูญเสียความเชื่อมั่นและความมุ่งมั่นในภารกิจ ในทางตรงกันข้าม เมื่อผู้นำเข้าใจและเชื่อใน "Why" หรือเหตุผลเบื้องหลังภารกิจ พวกเขาสามารถสื่อสารสิ่งนี้ให้กับทีมได้อย่างชัดเจน ทำให้ลูกทีมเข้าใจ เห็นความสำคัญ และมุ่งมั่นที่จะเอาชนะความท้าทายต่างๆ และบรรลุเป้าหมาย การเชื่อในภารกิจสร้างแรงจูงใจและความผูกพันในทีม 4.อัตตา มีผลกระทบต่อการเป็นผู้นำและทีมอย่างไร? อัตตาเป็นทั้งแรงขับเคลื่อนความสำเร็จและอุปสรรคสำคัญ อัตตาที่มากเกินไปสามารถบดบังวิจารณญาณ ทำให้ผู้นำไม่สามารถรับฟังคำแนะนำที่ดีหรือคำวิจารณ์ที่สร้างสรรค์ได้ เมื่ออัตตาส่วนตัวมีความสำคัญมากกว่าความสำเร็จของทีมและภารกิจโดยรวม ประสิทธิภาพจะลดลงและนำไปสู่ความล้มเหลวได้ ปัญหาความขัดแย้งและอุปสรรคหลายอย่างภายในทีมสามารถสืบเนื่องมาจากปัญหาเรื่องอัตตาของผู้นำหรือสมาชิกในทีม ผู้นำที่ใช้หลักการความเป็นเจ้าของสูงสุดต้องสามารถ "Check the Ego" หรือควบคุมอัตตาของตนเอง เพื่อมุ่งเน้นที่ภารกิจเป็นหลัก 5.การวางแผนภารกิจในหน่วย SEALs มีลักษณะอย่างไร และหลักการใดที่นำมาใช้กับธุรกิจได้? การวางแผนภารกิจในหน่วย SEALs เป็นกระบวนการที่มีมาตรฐานซึ่งเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ภารกิจ ผู้นำต้องระบุวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและเข้าใจภารกิจอย่างถ่องแท้ จากนั้นจึงสื่อสารสิ่งนี้ให้กับผู้นำหลักและผู้ปฏิบัติงานในแนวหน้า แผนต้องถูกปรับปรุงและทำให้เรียบง่ายและมุ่งเน้นที่เป้าหมายเฉพาะ เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนและ "Mission Creep" หลักกา...
ประเด็นที่น่าสนใจของหนังสือ The 7 Habits of Highly Effective People เขียนโดย Stephen R. Covey - พิกัด Lazada/Shopee: https://9natree.top/book/The7HabitsofHighlyEffectivePeople - พิกัด Kinokuniya: https://9natree.top/p/Kinokuniya/The7HabitsofHighlyEffectivePeople - Kindle [EN] : https://www.amazon.com/dp/B07WF972WK?tag=9natree-20 #The7HabitsofHighlyEffectivePeople #รีวิวThe7HabitsofHighlyEffectivePeople #สรุปThe7HabitsofHighlyEffectivePeople #หนังสือThe7HabitsofHighlyEffectivePeople 1.อะไรคือ "Self-Awareness" และเหตุใดจึงสำคัญ? การตระหนักรู้ในตนเองคือความสามารถในการก้าวออกมาจากตัวเราเองและพิจารณากระบวนการคิด อารมณ์ และอารมณ์ของเรา มันคือความสามารถในการมองตัวเองราวกับเป็นคนอื่น แหล่งข้อมูลระบุว่าความสามารถนี้มีเฉพาะในมนุษย์เท่านั้น และเป็น "ตัวเร่ง" สำหรับพรสวรรค์ของมนุษย์อีกสามอย่าง การตระหนักรู้ในตนเองเป็นพื้นฐานสำหรับการใช้พรสวรรค์เหล่านี้ในรูปแบบใหม่ๆ ช่วยให้เราสามารถก้าวข้ามภูมิหลัง ประวัติ และสัมภาระทางจิตใจของเรา ทำให้เราเป็นผู้สร้างคนแรกของตัวเอง และไม่เป็นเพียงผลลัพธ์ของเงื่อนไขหรือผู้อื่น 2.หลักการ "Begin with the End in Mind" มีความหมายอย่างไรในการใช้ชีวิต? หลักการนี้มีพื้นฐานมาจากแนวคิดที่ว่า "ทุกสิ่งถูกสร้างขึ้นสองครั้ง" การสร้างครั้งแรกคือการสร้างทางจิตใจหรือการวางแผน และการสร้างครั้งที่สองคือการสร้างทางกายภาพหรือการดำเนินการ การเริ่มต้นโดยมีจุดหมายปลายทางในใจหมายถึงการเริ่มต้นทุกวัน โดยมีภาพหรือกระบวนทัศน์ของจุดจบของชีวิตเป็นกรอบอ้างอิงหรือเกณฑ์ในการพิจารณาทุกสิ่ง การทำเช่นนี้ช่วยให้แน่ใจว่าพฤติกรรมในแต่ละวันของเราสอดคล้องกับสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเราจริงๆ และเรากำลังใช้ชีวิตตามค่านิยมที่ลึกที่สุดของเรา ไม่ใช่แค่การตอบสนองต่อสถานการณ์หรือผู้อื่น วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการใช้หลักการนี้คือการพัฒนาคำแถลงพันธกิจส่วนบุคคล 3.อะไรคือบทบาทของ "Personal Mission Statement" ในชีวิต? คำแถลงพันธกิจส่วนบุคคลคือปรัชญาหรือหลักคำสอนที่มุ่งเน้นไปที่สิ่งที่เราต้องการจะเป็น และทำ และค่านิยมหรือหลักการที่เป็นพื้นฐานของการเป็นและการทำนั้น มันทำหน้าที่เป็น "การสร้างครั้งแรก" ของเราในชีวิตส่วนตัว โดยกำหนดทิศทางและกรอบอ้างอิงสำหรับทุกสิ่งที่เราทำ แหล่งข้อมูลแนะนำว่าเรา "ตรวจจับ" พันธกิจในชีวิตของเราแทนที่จะ "ประดิษฐ์" มัน โดยใช้มโนธรรมของเราเป็นเครื่องมือในการรับรู้ถึงเอกลักษณ์และการมีส่วนร่วมที่เราสามารถทำได้ คำแถลงพันธกิจส่วนบุคคลที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้เรามีศูนย์กลางที่มีอำนาจและเลนส์ที่ชัดเจนในการมองโลกและสัมพันธ์กับโลกนั้น 4."Organize and Execute Around Priorities" เกี่ยวข้องกับแนวคิดเรื่องการจัดการเวลาอย่างไร? วลีนี้สรุปสาระสำคัญของการคิดที่ดีที่สุดในด้านการจัดการเวลา แหล่งข้อมูลระบุว่ามันแสดงถึงวิวัฒนาการของทฤษฎีการจัดการเวลาสามรุ่น การจัดการเวลาที่มีประสิทธิภาพและชีวิตหมายถึงการจัดระเบียบและดำเนินการตามลำดับความสำคัญที่สมดุล สิ่งสำคัญคือการแยกแยะระหว่างสิ่งที่ "เร่งด่วน" และสิ่งที่ "สำคัญ" การจัดระเบียบตามลำดับความสำคัญเหล่านี้ต้องใช้เจตจำนงอิสระและความสามารถในการพูดว่า "ไม่" ต่อสิ่งอื่นๆ ที่อาจจะ "ดี" แต่ไม่ใช่ "ดีที่สุด" เพื่อให้เรามุ่งมั่นกับ "ใช่" ที่ใหญ่กว่าภายในตัวเรา 5."Emotional Bank Account" ทำงานในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอย่างไร? บัญชีธนาคารอารมณ์เป็นแบบจำลองสำหรับความไว้วางใจในความสัมพันธ์ การฝากเงิน สร้างความไว้วางใจสำรองที่ทำให้การสื่อสารง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อบัญชีมีความไว้วางใจสูง เราสามารถทำผิดพลาดได้ และความไว้วางใจนั้นจะชดเชยให้ แต่การถอนเงิน ทำให้บัญชีถูกถอนเงิน ทำให้ความไว้วางใจต่ำ และทำให้ความสัมพันธ์ตึงเครียดและยากลำบาก แหล่งข้อมูลเน้นความสำคัญของการทำการฝากเงินอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "การฟังโดยไม่ตัดสินหรือสั่งสอน" เพื่อสร้างความไว้วางใจที่จำเป็นสำหรับความสัมพันธ์ที่มีความหมาย 6.หลักการ "Seek First to Understand, Then to Be Understood" สำคัญอย่างไรในการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ? หลักการนี้เป็นกุญแจสำคัญในการสื่อสารระหว่างบุคคลที่มีประสิทธิภาพ มันเรียกร้องให้เราฟังอย่างเห็นอกเห็นใจ โดยพยายามทำความเข้าใจมุมมองและอารมณ์ของอีกฝ่ายอย่างแท้จริง ก่อนที่จะพยายามสื่อสารมุมมองของเราเอง แหล่งข้อมูลยกตัวอย่างสถานการณ์ต่างๆ ที่การไม่เข้าใจ สามารถขัดขวางการสื่อสารได้อย่างไร การแสวงหาที่จะเข้าใจก่อนเป็นการฝากเงินจำนวนมหาศาลในบัญช...
ประเด็นที่น่าสนใจของหนังสือ The High 5 Habit เขียนโดย Mel Robbins - พิกัด Lazada/Shopee: https://9natree.top/book/TheHigh5Habit - พิกัด Kinokuniya: https://9natree.top/p/Kinokuniya/TheHigh5Habit - Kindle [EN] : https://www.amazon.com/dp/B099JBXNQK?tag=9natree-20 #TheHigh5Habit #รีวิวTheHigh5Habit #สรุปTheHigh5Habit #หนังสือTheHigh5Habit 1. High 5 Habit คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร? High 5 Habit คือการยืนต่อหน้ากระจกและไฮไฟว์ตัวเอง เป็นการค้นพบง่ายๆ ที่ Mel Robbins พบว่าสามารถช่วยปรับปรุงความสัมพันธ์ที่สำคัญที่สุดในชีวิตนั่นคือความสัมพันธ์กับตัวเอง การกระทำนี้เป็นการส่งข้อความว่า "ฉันรักเธอ ฉันเห็นเธอ ฉันเชื่อในตัวเธอ ไปกันเถอะ" ซึ่งเป็นการสร้างการยอมรับในตัวเอง ความรัก และการสนับสนุน ซึ่งเป็นรากฐานของความสัมพันธ์อื่นๆ ทั้งหมดในชีวิต2. การไฮไฟว์ตัวเองต่อหน้ากระจกสำคัญกว่าการไฮไฟว์กลางอากาศอย่างไร? การยืนต่อหน้ากระจกและไฮไฟว์ตัวเองจะช่วยให้คุณ "อยู่กับตัวเอง" ได้ชั่วขณะ คุณสามารถมองลึกเข้าไปกว่ารูปลักษณ์ภายนอกเพื่อเห็นตัวตนภายใน จิตวิญญาณ และแก่นแท้ที่อยู่เบื้องหลังใบหน้า การโต้ตอบกับภาพสะท้อนของคุณเป็นการกระทำที่ทรงพลังในการรับรู้ ชื่นชม และรักตัวเอง ซึ่งเป็นการกระทำที่มักจะถูกละเลยในกิจวัตรประจำวัน3. Reticular Activating System คืออะไร และมีบทบาทอย่างไรในการมองโลก? Reticular Activating System คือตัวกรองในสมองที่ตัดสินใจว่าจะนำข้อมูลใดเข้าสู่จิตสำนึกและข้อมูลใดที่จะถูกบล็อกไว้ RAS มีหน้าที่ประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลในแต่ละวัน และจะกรองข้อมูลตามสิ่งที่มันเชื่อว่าสำคัญ การฝึก RAS ให้โฟกัสในสิ่งที่คุณต้องการเห็นและสิ่งที่คุณต้องการบรรลุ สามารถช่วยให้คุณมองเห็นโอกาส โซลูชัน และความเป็นไปได้ที่เคยถูกบล็อกไว้4. เราจะฝึก RAS ของเราให้ทำงานเพื่อเราได้อย่างไร? เราสามารถฝึก RAS ของเราได้หลายวิธี นอกจากการไฮไฟว์ตัวเองในกระจกแล้ว การบอกตัวเองว่า "ฉันไม่คิดถึงเรื่องนั้น" เมื่อมีความคิดเชิงลบปรากฏขึ้นก็เป็นวิธีหนึ่งในการขัดจังหวะรูปแบบความคิดเก่าๆ นอกจากนี้ การสร้างความเชื่อใหม่ๆ และการกระทำที่พิสูจน์ความเชื่อเหล่านั้นก็สามารถช่วยเปลี่ยนตัวกรองในสมองของคุณได้ การเขียนเป้าหมายและความฝันของคุณลงในสมุดบันทึกยังเปิดใช้งาน Zeigarnik effect ซึ่งทำให้สมองของคุณจดจำสิ่งเหล่านั้นว่าเป็น "ธุรกิจที่ยังไม่เสร็จสิ้น" และจะมองหาหลักฐานและโอกาสที่เกี่ยวข้อง5. Jealousy สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร? ตามแหล่งข้อมูล ความอิจฉาไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป แต่เป็นสัญญาณที่พยายามเรียกร้องความสนใจของคุณ การมองความอิจฉาว่าเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าคุณปรารถนาสิ่งนั้นจริงๆ และพลิกมันให้เป็นแรงบันดาลใจแทนการจมอยู่กับความไม่มั่นคง คุณสามารถสำรวจว่าสิ่งใดในชีวิตของคนที่คุณอิจฉาที่ดึงดูดคุณ และใช้สิ่งนั้นเป็นข้อมูลในการกำหนดเป้าหมายและความฝันของคุณเอง6. เราจะรับมือกับความคิดเชิงลบและความรู้สึกผิดได้อย่างไร? ความคิดเชิงลบและการรู้สึกผิดเปรียบเสมือน "สิ่งตกค้างทางจิตใจ" ที่สะสมมาจากประสบการณ์ในอดีต การขัดจังหวะความคิดเชิงลบด้วยวลีอย่าง "ฉันไม่คิดถึงเรื่องนั้น" และการแทนที่ด้วยมันตราที่มีความหมายสามารถช่วยเปลี่ยนรูปแบบการคิดของคุณได้ สำหรับความรู้สึกผิด ให้ถามตัวเองว่า "ความรู้สึกผิดนี้เป็นแรงผลักดันให้ฉันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น หรือฉันแค่ใช้มันเพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกแย่?" การมีความชัดเจนว่าคุณต้องการให้ชีวิตของคุณเป็นอย่างไร และดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นสามารถช่วยให้คุณหลุดพ้นจากวงจรความรู้สึกผิดได้7. Zeigarnik effect คืออะไรและเกี่ยวข้องกับเป้าหมายของเราอย่างไร? Zeigarnik effect คือแนวคิดทางจิตวิทยาที่อธิบายว่าสมองของเราจดจำงานที่ยังไม่เสร็จสิ้นได้ดีกว่างานที่ทำเสร็จแล้ว เมื่อคุณตั้งเป้าหมายหรือความฝัน และเขียนมันลงไป สมองของคุณจะถือว่ามันเป็น "ธุรกิจที่ยังไม่เสร็จสิ้น" และ RAS จะเริ่มสแกนโลกเพื่อหาข้อมูลและโอกาสที่เกี่ยวข้องเพื่อเตือนคุณถึงเป้าหมายเหล่านั้น ซึ่งหมายความว่าความฝันของคุณจะยังคงอยู่ในจิตใต้สำนึกของคุณจนกว่าคุณจะดำเนินการเพื่อทำให้มันเป็นจริง8. ทำไมการตั้งกำหนดเวลาให้กับเป้าหมายและความฝันของเราจึงสำคัญ? การตั้งกำหนดเวลาแสดงว่าคุณจริงจังกับเป้าหมายของคุณ และกระตุ้นให้เกิดการดำเนินการ เป็นการ "ย้าย" เป้าหมายออกจากความคิดและนำไปสู่โลกทางกายภาพ การกำหนดวันที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นในสามสัปดาห์ข้างหน้า จะช่วยให้คุณสร้างแผนการย่อส่วนและฝึกฝนการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ...
ประเด็นที่น่าสนใจของหนังสือ Make Your Bed เขียนโดย Admiral William H. McRaven - พิกัด Lazada/Shopee: https://9natree.top/book/MakeYourBed - พิกัด Kinokuniya: https://9natree.top/p/Kinokuniya/MakeYourBed - Kindle [EN] : https://www.amazon.com/dp/B01KLXOQU0?tag=9natree-20 #MakeYourBed #รีวิวMakeYourBed #สรุปMakeYourBed #หนังสือMakeYourBed 1.การทำเตียงนอนเป็นสิ่งสำคัญอย่างไรในการเปลี่ยนแปลงโลก? การทำเตียงนอนเป็นงานแรกของวันและเป็นงานง่ายๆ ที่เมื่อทำได้อย่างถูกต้อง จะแสดงถึงวินัย ความใส่ใจในรายละเอียด และเมื่อจบวัน จะเป็นเครื่องเตือนใจว่าได้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งสำเร็จและควรภาคภูมิใจ ไม่ว่างานนั้นจะเล็กน้อยเพียงใด การเริ่มวันด้วยงานที่ทำเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ จะช่วยให้สามารถจัดการกับงานที่ใหญ่กว่าได้ การเริ่มต้นวันอย่างถูกวิธีก็จะช่วยให้ทั้งวันดำเนินไปอย่างถูกต้องเช่นกัน 2.ทำไมการพึ่งพาผู้อื่นจึงเป็นสิ่งสำคัญในการเดินทางชีวิต? ไม่มีใครสามารถผ่านการฝึก SEAL เพียงลำพังได้ เช่นเดียวกับที่ไม่มี SEAL คนใดสามารถผ่านการรบเพียงลำพังได้ ในชีวิตก็เช่นกัน เราต้องการผู้คนรอบตัวเพื่อช่วยให้เราผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก เราไม่สามารถพายเรือเพียงลำพังได้ การหาใครสักคนที่จะแบ่งปันชีวิตด้วย การสร้างเพื่อนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และการไม่ลืมว่าความสำเร็จของเราขึ้นอยู่กับผู้อื่น เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง 3.ทำไมขนาดของหัวใจจึงสำคัญกว่าขนาดร่างกายหรือสถานะทางสังคม? การฝึก SEAL สอนว่าขนาดไม่ได้มีความสำคัญ สีผิวไม่สำคัญ เงินไม่ได้ทำให้เก่งขึ้น ความมุ่งมั่นและความมุ่งมั่นสำคัญกว่าความสามารถเสมอ การตัดสินคนโดยขนาดของหัวใจ ไม่ใช่ขนาดของครีบว่ายน้ำ หรือสถานะอื่นๆ เป็นการมองเห็นคุณค่าที่แท้จริงของบุคคล ซึ่งคือความกล้าหาญ ความมุ่งมั่น และความเพียรพยายาม 4.ควรทำอย่างไรเมื่อต้องเผชิญกับความไม่ยุติธรรมหรือความล้มเหลว? ชีวิตไม่ยุติธรรม และยิ่งเรียนรู้ได้เร็วเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น บางครั้งไม่ว่าพยายามแค่ไหน ไม่ว่าเก่งแค่ไหน ก็ยังต้องเผชิญกับความยากลำบากหรือไม่ได้รับผลตามที่คาดหวัง การยอมรับความจริงนี้ การไม่บ่น การไม่โทษโชคร้าย การยืนหยัดอย่างมั่นคง การมองไปข้างหน้า และการก้าวต่อไป เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ผ่านพ้นไปได้ 5.เราจะได้รับความแข็งแกร่งจากความล้มเหลวได้อย่างไร? ความล้มเหลวหรือ "ละครสัตว์" ในการฝึก SEAL ซึ่งเป็นการทำกายบริหารเพิ่มเติมจากการฝึกปกติ เป็นบทลงโทษสำหรับความล้มเหลว แต่ในที่สุดมันทำให้แข็งแกร่งขึ้น เร็วขึ้น และมีความมั่นใจมากขึ้นในน้ำ ในชีวิตก็ต้องเผชิญกับความล้มเหลวมากมาย มันจะเจ็บปวด น่าท้อใจ และบางครั้งก็ทดสอบถึงแก่นแท้ แต่หากอดทน เรียนรู้จากความล้มเหลว และใช้บทเรียนนั้นมาสร้างแรงจูงใจ ก็จะสามารถรับมือกับช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดของชีวิตได้ 6."กล้าหาญอย่างยิ่ง" ในบริบทของการเปลี่ยนแปลงโลกหมายถึงอะไร? ชีวิตคือการต่อสู้และมีโอกาสที่จะล้มเหลวอยู่เสมอ แต่ผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยความกลัวความล้มเหลว ความยากลำบาก หรือความอับอาย จะไม่สามารถบรรลุศักยภาพที่แท้จริงของตนได้ การผลักดันขีดจำกัด การกล้าเสี่ยง การเผชิญหน้ากับอุปสรรคด้วยวิธีที่กล้าหาญและไม่คาดคิด เช่น การไถลลงจากหอคอยนำร่อง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการ "กล้าหาญอย่างยิ่ง" ทำให้เรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่แท้จริงที่สามารถทำได้ในชีวิต 7.ทำไมการยืนหยัดต่อสู้กับพวกอันธพาลจึงสำคัญ? พวกอันธพาลเจริญเติบโตจากความกลัวและการข่มขู่ พวกเขาเหมือนฉลามที่รับรู้ความกลัวในน้ำ หากไม่หาความกล้าที่จะยืนหยัด ก็จะตกเป็นเหยื่อ การมีเป้าหมายที่เชื่อว่ามีเกียรติและสูงส่งจะให้ความกล้าหาญ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้ไม่มีอะไรและไม่มีใครขัดขวางเป้าหมายได้ ความกล้าหาญจะช่วยให้เผชิญหน้าและเอาชนะความชั่วร้ายได้ ไม่ว่าจะเป็นอันธพาลในโรงเรียน ที่ทำงาน หรือผู้ปกครองที่โหดเหี้ยม 8."อย่ายอมแพ้" หมายถึงอะไร และทำไมจึงสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโลก? การ "อย่ายอมแพ้" หรือการไม่ "กดกริ่ง" เป็นสัญลักษณ์ของการเลิกจากการฝึก SEAL ชีวิตเต็มไปด้วยช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่มีบางคนอยู่ข้างนอกที่เผชิญความเลวร้ายกว่าเรา หากใช้ชีวิตอยู่กับความสงสารตนเอง เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ตำหนิสถานการณ์หรือผู้อื่น ชีวิตจะยาวนานและยากลำบาก หากตรงกันข้าม ปฏิเสธที่จะละทิ้งความฝัน ยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งต่อความยากลำบาก ชีวิตจะเป็นไปตามที่กำหนดเอง และเราสามารถทำให้มันยิ่งใหญ่ได้ การไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าจะในสถานการณ์ใดก็ตาม คือกุญแจสำคัญในการบรรลุเป้าหมายและเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น<...
ประเด็นที่น่าสนใจของหนังสือ Apple in China เขียนโดย Patrick McGee - พิกัด Lazada/Shopee: https://9natree.top/book/AppleinChina - พิกัด Kinokuniya: https://9natree.top/p/Kinokuniya/AppleinChina - Kindle [EN] : https://www.amazon.com/dp/B0DCGGGHS4?tag=9natree-20 #AppleinChina #รีวิวAppleinChina #สรุปAppleinChina #หนังสือAppleinChina 1. อะไรคือจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ตามสัญญา ? อุตสาหกรรมการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ตามสัญญาเริ่มต้นขึ้นเมื่อ SCI ซึ่งเดิมเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านแผงวงจร ได้ขยายขีดความสามารถไปสู่การประกอบ การจัดจำหน่าย และต่อมาคือการสร้างคอมพิวเตอร์ทั้งหมดตามการออกแบบของบริษัทอื่น การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ SCI ไม่ใช่แค่ผู้จำหน่ายชิ้นส่วนอีกต่อไป แต่กลายเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปตามสัญญาสำหรับบริษัทอื่น ซึ่งเป็นการวางรากฐานสำหรับอุตสาหกรรมใหม่ทั้งหมดนี้2. บทบาทของ Jonathan Ive ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ Apple คืออะไร? Jonathan Ive ซึ่งได้รับการว่าจ้างโดย Robert Brunner มีบทบาทสำคัญในการกำหนดรูปลักษณ์และความรู้สึกของผลิตภัณฑ์ Apple Ive มีสายตาที่พิถีพิถันในรายละเอียดและชื่นชอบแนวคิดแบบมินิมัลลิสต์ การออกแบบ Newton รุ่นที่สองของเขา แม้ว่าตัวผลิตภัณฑ์จะล้มเหลวในตลาด แต่ก็ได้รับการยกย่องและเป็นจุดเริ่มต้นของอาชีพที่โดดเด่นของเขา Ive และทีมของเขามีอำนาจเกือบเบ็ดเสร็จในการกำหนดทิศทางการออกแบบผลิตภัณฑ์ Apple โดยสิ่งที่ ID ต้องการจะถูกทำให้เป็นจริง เว้นแต่จะขัดต่อกฎฟิสิกส์อย่างสิ้นเชิง3. Tim Cook มีอิทธิพลต่อการดำเนินงานและการจัดการซัพพลายเชนของ Apple อย่างไร? Tim Cook ซึ่งมีพื้นฐานมาจาก IBM และเชี่ยวชาญด้านการจัดการวัสดุ มีอิทธิพลอย่างมากต่อการดำเนินงานของ Apple เขาและทีมงาน ซึ่งหลายคนมาจาก IBM ได้สร้างวัฒนธรรมของการมีประสิทธิภาพอย่างโหดเหี้ยมในการบริหารซัพพลายเชน Cook สอนให้เพื่อนร่วมงาน "ก้าวร้าวและไม่สมเหตุสมผล" เมื่อเจรจากับซัพพลายเออร์ ซึ่งหมายถึงการกล้าเรียกร้องในสิ่งที่ต้องการอย่างเต็มที่ โดยไม่จำกัดตัวเองด้วยสิ่งที่คิดว่าซัพพลายเออร์สามารถทำได้ การเน้นย้ำถึงประสิทธิภาพนี้ช่วยให้ Apple สามารถขยายขนาดการผลิตได้อย่างรวดเร็วและมีกำไร4. Tony Blevins มีชื่อเสียงในด้านการเจรจาต่อรองใน Apple อย่างไร? Tony Blevins เป็นที่รู้จักในนาม "Blevinator" มีชื่อเสียงในด้านการเจรจาที่ดุเดือด ก้าวร้าว และมีกลยุทธ์ เขาใช้กลยุทธ์ที่หลากหลายเพื่อกดดันซัพพลายเออร์ให้ยอมรับข้อตกลงที่ดีที่สุดสำหรับ Apple รวมถึงการสร้างความรู้สึกถึงความเร่งด่วน การจัดกลุ่มซัพพลายเออร์ในห้องพักโรงแรมและเดินทางไปมาระหว่างห้องเพื่อกดราคา และการใช้จิตวิทยา Blevins เชื่อว่าไม่ควรเสียเงินแม้แต่บาทเดียวในการเจรจาและมองว่าการได้ข้อเสนอที่ดีที่สุดเป็นเกมที่ต้องชนะ กลยุทธ์ของเขามีผลทำให้ซัพพลายเออร์หลายรายต้องลงทุนมหาศาลและเผชิญกับความเสี่ยงสูงหาก Apple เปลี่ยนไปใช้ผู้ผลิตรายอื่น5. การเปิดตัว iPod และ iTunes มีความสำคัญต่อการเติบโตของ Apple อย่างไร? iPod และ iTunes เป็นผลิตภัณฑ์ที่พลิกฟื้นชะตากรรมของ Apple อย่างมาก หลังจากการเปิดตัว iTunes สำหรับ Mac ในปี 2001 และ iPod ในปลายปีเดียวกัน Apple สามารถเข้าสู่ตลาดเครื่องเล่นเพลงดิจิทัลที่กำลังเติบโตได้อย่างประสบความสำเร็จ การค้นพบฮาร์ดดิสก์ขนาดเล็กความจุ 5 GB จาก Toshiba เป็นเทคโนโลยีที่สำคัญที่ทำให้ iPod สามารถเก็บเพลงได้จำนวนมาก เดิมที Apple มุ่งเน้น iPod ให้ทำงานกับ Mac เท่านั้น แต่การตัดสินใจที่สำคัญคือการเปิดตัว iTunes สำหรับ Windows ในปี 2003 ซึ่งขยายฐานลูกค้าของ iPod ไปยังผู้ใช้ PC ส่วนใหญ่ การเคลื่อนไหวนี้ทำให้ยอดขาย iPod พุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล และเป็น "การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเพียงครั้งเดียวที่ทำให้บริษัทเป็นอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้" iPod กลายเป็นแหล่งรายได้หลักของ Apple ในช่วงกลางปี 2000 และสร้างความโดดเด่นทางวัฒนธรรมที่ไม่เคยมีมาก่อน6. Apple เผชิญกับความท้าทายอะไรบ้างในการสร้างห่วงโซ่อุปทานในเอเชีย? Apple เผชิญกับความท้าทายหลายประการในการสร้างห่วงโซ่อุปทานในเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไต้หวันและต่อมาในจีน บริษัทต้องลงทุนอย่างหนักในการฝึกอบรมซัพพลายเออร์เพื่อตอบสนองความต้องการด้านคุณภาพที่สูงลิ่วและการออกแบบที่ซับซ้อนซึ่งไม่เหมือนใครในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ Apple ส่งวิศวกรหลายสิบคนเข้าไปในโรงงานซัพพลายเออร์เพื่อสอนและพัฒนาขีดความสามารถในการผลิต Robert Brunner กล่าวว่า Apple เป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวในการนำคุณภาพมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ Apple ยังต้อ...
ประเด็นที่น่าสนใจของหนังสือ Super Agers เขียนโดย Eric Topol - พิกัด Lazada/Shopee: https://9natree.top/book/SuperAgers - พิกัด Kinokuniya: https://9natree.top/p/Kinokuniya/SuperAgers - Kindle [EN] : https://www.amazon.com/dp/B0DJ3K4LRD?tag=9natree-20 #SuperAgers #รีวิวSuperAgers #สรุปSuperAgers #หนังสือSuperAgers 1. อะไรคือ "Omics" และมีความสำคัญต่อการแพทย์เฉพาะบุคคลอย่างไร? "Omics" เป็นคำที่ใช้รวมกลุ่มข้อมูลทางชีวภาพหลายชั้นที่พบภายในเซลล์และเนื้อเยื่อของร่างกาย โดยเริ่มจากการศึกษาจีโนม ซึ่งประกอบด้วย DNA สามพันล้านตัวอักษร นอกจากนี้ยังรวมถึงข้อมูลจาก RNA, โปรตีน, เอพิเจเนติกส์ และไมโครไบโอม ข้อมูลชีวภาพที่หลากหลายนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล และวางรากฐานสำหรับการแพทย์เฉพาะบุคคล ความก้าวหน้าในวิทยาศาสตร์ Omics นั้นน่าทึ่งมาก การถอดลำดับ DNA ช่วยให้ระบุยีนที่พบได้บ่อยและหายาก ซึ่งสามารถบอกความเสี่ยงของโรคสำคัญๆ ที่นอกเหนือจากประวัติครอบครัวได้ การตรวจหา DNA ของเนื้องอกในพลาสมาของเลือดที่เรียกว่า "liquid biopsy" ช่วยให้สามารถวินิจฉัยและรักษามะเร็งได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โปรตีนหรือ RNA ที่ผิดปกติสามารถบ่งชี้ถึงการเริ่มต้นของโรคทางระบบประสาทเสื่อม หรือสัญญาณแรกสุดของภาวะครรภ์เป็นพิษ กลุ่มโปรตีนในพลาสมาสามารถบอกอายุทางชีวภาพของแต่ละอวัยวะได้ ส่วนไมโครไบโอมในลำไส้ก็ส่งสัญญาณไปยังสมองและส่งผลต่อการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน2. อะไรคือความแตกต่างระหว่าง "อายุขัย" และ "ช่วงสุขภาพดี" และโครงการ "Wellderly" มุ่งเน้นไปที่อะไร? อายุขัย คือจำนวนปีทั้งหมดที่บุคคลมีชีวิตอยู่ ในขณะที่ช่วงสุขภาพดี คือจำนวนปีที่บุคคลมีชีวิตอยู่ในภาวะสุขภาพที่ดีที่สุด โดยไม่มีความบกพร่องเนื่องจากโรคหรือความพิการ โครงการ "Wellderly" ซึ่งเป็นโครงการวิจัยที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาบุคคลที่มีอายุอย่างน้อยแปดสิบปี และไม่เคยป่วยเป็นโรคหรือมีโรคเรื้อรังเลย นักวิจัยตั้งสมมติฐานว่ามีบางอย่างในยีนของบุคคลเหล่านี้ที่อธิบายได้ว่าทำไมพวกเขามีช่วงสุขภาพดีที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ โครงการนี้มุ่งเน้นไปที่การทำความเข้าใจปัจจัยทางพันธุกรรมที่อาจส่งผลต่อการสูงวัยอย่างมีสุขภาพดีเป็นพิเศษ3. "GLP-1 Drugs" มีบทบาทสำคัญในการรักษาโรคอ้วนและเบาหวานอย่างไร? ยาในกลุ่ม GLP-1 เป็นกลุ่มยาที่ลอกเลียนแบบโครงสร้างของฮอร์โมน GLP-1 ซึ่งเป็นฮอร์โมนธรรมชาติที่ผลิตจากลำไส้ และมีบทบาทสำคัญในการจัดการเมตาบอลิซึมของร่างกาย ยาเหล่านี้สามารถเพิ่มระดับฮอร์โมน GLP-1 ในเลือดได้สูงกว่าฮอร์โมนธรรมชาติอย่างมาก ยาในกลุ่ม GLP-1 เช่น Ozempic, Wegovy, Mounjaro และ Zepbound มีประสิทธิภาพอย่างมากในการลดน้ำหนักโดยการเพิ่มความรู้สึกอิ่มก่อนรับประทานอาหาร และทำให้กระเพาะอาหารว่างช้าลง ซึ่งส่งสัญญาณไปยังสมองผ่านเส้นประสาทเวกัส นอกจากนี้ ยาเหล่านี้ยังสามารถปรับเปลี่ยนวงจรประสาทที่ควบคุมความอยากอาหารและให้รางวัลในสมอง ทำให้ลดความอยากอาหาร และอาจช่วยลดการเสพติดอื่นๆ เช่น แอลกอฮอล์ ยาสูบ และการพนันได้ด้วย สำหรับเบาหวานชนิดที่ 2 ยา GLP-1 ช่วยปรับปรุงการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินมากขึ้น และทำให้กล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อไขมัน และตับมีความต้านทานต่ออินซูลินน้อยลง ซึ่งช่วยลดผลเสียของภาวะเมตาบอลิกซินโดรม4. Apolipoprotein B คืออะไร และเหตุใดจึงถูกพิจารณาว่าเป็นตัวบ่งชี้ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดที่แม่นยำกว่า LDL Cholesterol? Apolipoprotein B เป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่ขนส่งคอเลสเตอรอลในเลือด โดยจะห่อหุ้มอนุภาค LDL รวมถึงอนุภาค IDL , VLDL และ Lp แม้ว่าระดับ LDL Cholesterol มักจะสัมพันธ์กับ apoB แต่การศึกษาจำนวนมากแสดงให้เห็นว่า apoB เป็นตัวบ่งชี้ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดที่แม่นยำกว่า เพราะเป็นการวัดโดยตรง เนื่องจาก apoB เป็นส่วนประกอบสำคัญของอนุภาคที่ทำให้เกิดการอุดตันในหลอดเลือดแดง ประมาณ 20% ของผู้ที่มีระดับ LDL Cholesterol ปกติจะมีระดับ apoB สูง ซึ่งบ่งบอกถึงความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด นี่คือเหตุผลว่าทำไม apoB จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรตรวจในผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีภาวะเมตาบอลิกซินโดรม, ไตรกลีเซอไรด์สูง หรือคะแนนความเสี่ยงทางพันธุกรรมสูง5. "Omics" มีบทบาทอย่างไรในการทำความเข้าใจและจัดการกับกระบวนการสูงวัย? Omics ช่วยให้เราเข้าใจกระบวนการสูงวัยในระดับโมเลกุล โดยให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในร่างกายเมื่ออายุมากขึ้น Genomics: ช่วยระบุยีนที่เกี่ยวข้องกับอายุขัยและโรคที่เกี่ยวข้องกับการสูงว...
ประเด็นที่น่าสนใจของหนังสือ What to Expect When You're Expecting เขียนโดย Heidi Murkof - พิกัด Lazada/Shopee: https://9natree.top/book/WhattoExpectWhenYoureExpecting - พิกัด Kinokuniya: https://9natree.top/p/Kinokuniya/WhattoExpectWhenYoureExpecting - Kindle [EN] : https://www.amazon.com/dp/B07P5JBCFL?tag=9natree-20 #WhattoExpectWhenYoureExpecting #รีวิวWhattoExpectWhenYoureExpecting #สรุปWhattoExpectWhenYoureExpecting #หนังสือWhattoExpectWhenYoureExpecting 1. มีสัญญาณของการตั้งครรภ์ในช่วงแรกอะไรบ้าง นอกจากการขาดประจำเดือน? นอกเหนือจากการขาดประจำเดือนซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดแล้ว ร่างกายของคุณอาจแสดงสัญญาณการตั้งครรภ์อื่นๆ ได้หลายอย่างในช่วงแรก เช่น อาการเต้านมตึงและเจ็บคล้ายกับอาการก่อนมีประจำเดือน แต่รุนแรงกว่า อาจมีเลือดออกเล็กน้อยหรือที่เรียกว่า "เลือดออกฝังตัว" ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเร็วกว่าวันที่คาดว่าประจำเดือนจะมา และมีสีชมพูอ่อนถึงสีชมพูกลาง ไม่ใช่สีแดงเข้มเหมือนประจำเดือน นอกจากนี้ยังอาจมีอาการท้องอืดคล้ายกับก่อนมีประจำเดือน อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นหากคุณกำลังวัดอุณหภูมิ basal body และความเหนื่อยล้าผิดปกติก็เป็นสัญญาณทั่วไปเช่นกัน2. การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ระหว่างตั้งครรภ์มีความสำคัญอย่างไร และมีหลักการพื้นฐานอะไรบ้าง? การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์มีความสำคัญอย่างยิ่งระหว่างตั้งครรภ์เพราะทุกสิ่งที่คุณกินและดื่มจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตและสุขภาพของทารก หลักการพื้นฐานคือการเลือกอาหารที่อุดมด้วยสารอาหารให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ "Bites count" หมายถึง ทุกๆ คำที่คุณกินเป็นโอกาสในการบำรุงทารก พยายามเลือกแคลอรี่อย่างระมัดระวัง เพราะ "All calories are not created equal" แคลอรี่ 200 แคลอรี่จากโดนัทไม่เหมือนกับ 200 แคลอรี่จากมัฟฟินโฮลเกรน หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลและโซเดียมสูง และจำไว้ว่า "Starve yourself, starve your baby" การอดอาหารไม่ได้เป็นผลดีต่อการตั้งครรภ์3. มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายอะไรบ้างที่อาจเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ นอกเหนือจากการเจริญเติบโตของทารก? ในช่วงไตรมาสแรก นอกเหนือจากการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของตัวอ่อน มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายหลายอย่างเกิดขึ้นกับคุณ รวมถึงอาการคลื่นไส้อาเจียน ความเหนื่อยล้า การปัสสาวะบ่อยขึ้น การเปลี่ยนแปลงของเต้านม เช่น ขนาดที่ใหญ่ขึ้นและหัวนมที่เข้มขึ้น อาการท้องอืด อารมณ์แปรปรวน อาการปวดหัวบ้าง และอาจมีอาการวิงเวียนศีรษะเล็กน้อย มดลูกจะขยายใหญ่ขึ้นจากขนาดเท่ากำปั้นเป็นขนาดเท่าส้มโอขนาดใหญ่4. การเปลี่ยนแปลงความต้องการทางเพศระหว่างตั้งครรภ์ถือเป็นเรื่องปกติหรือไม่? เป็นเรื่องปกติอย่างยิ่งที่ความต้องการทางเพศจะเปลี่ยนแปลงระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ได้ ในบางคน ฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นและการไหลเวียนของเลือดไปยังบริเวณอุ้งเชิงกรานที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้รู้สึกตื่นเต้นทางเพศมากขึ้นและสนุกกับกิจกรรมทางเพศได้มากขึ้น ซึ่งมักจะรุนแรงที่สุดในช่วงไตรมาสแรก ในขณะที่บางคนอาจรู้สึกเหนื่อยล้า ไม่สบายตัว หรือกังวลเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งทำให้ความต้องการทางเพศลดลง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นเรื่องชั่วคราว และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสื่อสารกับคู่ครองและหาแนวทางที่เหมาะสมและสบายใจสำหรับทั้งคู่5. ควรดูแลสุขภาพช่องปากระหว่างตั้งครรภ์อย่างไร? การดูแลสุขภาพช่องปากเป็นสิ่งสำคัญมากระหว่างตั้งครรภ์เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอาจทำให้เหงือกบวม แห้ง และระคายเคือง ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดคราบจุลินทรีย์และแบคทีเรียมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่โรคเหงือกอักเสบและฟันผุได้ ควรแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง และใช้ไหมขัดฟันทุกวัน พบทันตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านปริทันต์ หากสงสัยว่ามีฟันผุหรือปัญหาเหงือกอื่นๆ การรักษาโรคเหงือกอักเสบที่ไม่ได้รับการรักษาอาจพัฒนาเป็นโรคปริทันต์ซึ่งเป็นภาวะที่รุนแรงกว่าและเกี่ยวข้องกับภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์ต่างๆ หากจำเป็นต้องถ่ายภาพรังสี ควรแจ้งแพทย์หรือทันตแพทย์ว่ากำลังตั้งครรภ์เสมอ6. การมีตกขาวเล็กน้อยและมีสีขาวขุ่นระหว่างตั้งครรภ์เป็นเรื่องปกติหรือไม่? ใช่ ตกขาวเล็กน้อย มีสีขาวขุ่น และมีกลิ่นอ่อนๆ หรือที่เรียกว่า leukorrhea ถือเป็นเรื่องปกติในระหว่างตั้งครรภ์ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและการไหลเวียนของเลือดไปยังบริเวณช่องคลอดที่เพิ่มขึ้นทำให้มีการผลิตสารคัดหลั่งมากขึ้น ควรใส่กางเกงชั้นในที่ทำจากผ้าฝ้ายที่ระบายอากาศได้ดี และหลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอดเนื่องจากจะทำให้สมดุลของจุลินทรีย์ในช่องคลอดเสียไป และอาจนำไปสู่ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเร...
loading
Comments