DiscoverTHE POWER GAME
THE POWER GAME
Claim Ownership

THE POWER GAME

Author: THE STANDARD PODCAST

Subscribed: 226Played: 268
Share

Description

พอดแคสต์ที่จะเปิดเบื้องลึกคุ้ยเบื้องหลังโยงการเมืองให้เป็นเรื่องสนุก ใกล้ตัว และหาฟังได้ที่นี่ที่เดียว!
15 Episodes
Reverse
รัฐบาลอนุทินหลังชนะการเลือกตั้ง 2569 ถือเป็นรัฐบาลที่แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพอย่างมาก ด้วยชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยทะลุ 190 เสียง และการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลทะลุ 290 เสียง ครองเสียงข้างมากของสภาล่าง ขณะที่สภาสูงหรือ สว. ก็เชื่อกันว่าสามารถพูดคุยให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ด้านองค์กรอิสระ ก็มีความสัมพันธ์ที่ดี เห็นได้จากคดีต่างๆ ตั้งแต่คดี ‘ฮั้ว สว.’ ที่คณะอนุกรรมการ กกต. ชุดที่ 36 มีมติเสียงข้างมากเห็นว่ากลุ่มคน 229 คน ไม่มีความผิด ทั้งที่คณะกรรมการชุดที่ 26 เห็นว่าเข้าข่ายมีความผิดจากหลักฐานที่ดีเอสไอรวบรวม  เช่นเดียวกับมติของกรรมการ ป.ป.ช. ในคดีศักดิ์สยาม ชิดชอบ ก็หลุดพ้นจากมลทินฐานจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน โดย ป.ป.ช. เห็นว่าอดีตรัฐมนตรีศักดิ์สยาม ‘ไม่ได้จงใจ’ เนื่องจากเพิ่งทราบว่าตัวเองถือหุ้น เพราะศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าตัวเองถือหุ้นผ่านนอมินี ความแข็งแกร่งของรัฐบาลอนุทิน เหมือนเรือสำราญที่พร้อมออกสู่ท้องทะเลด้วยความสะดวกสบาย จนกระทั่งหลงเข้าไปในช่องแคบฮอร์มุชอย่างไม่คาดคิด กลายเป็นเรือที่ต้องเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก เกิดเป็นปรากฎการณ์ ‘ปั๊มน้ำมันไม่มีน้ำมัน’ ให้ประชาชน และคาดว่าจะกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวหากมองด้วยความเข้าใจ วิกฤตนี้ใหญ่จนไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ลำบาก แต่ก็ถือเป็นโอกาสในการพิสูจน์ตัวเองว่า รัฐบาลที่ถูกวิเคราะห์ว่ามีพร้อมทุกอย่าง ยังมีอีกอย่างที่สำคัญมาก ก็คือ ‘ฝีมือ’ ในการพาประเทศผ่านพ้นวิกฤต
สัปดาห์นี้ มีการจัด ‘การเลือกตั้งจำลอง’ ที่รู้ผลใน 10 นาที ว่าใครกินก๋วยเตี๋ยวชามไหน จากการกาบัตรเพื่อเลือกเมนูที่ตัวเองชอบกิน สะท้อนผลวิทยาศาสตร์ที่ให้คนเห็นว่า การกินก๋วยเตี๋ยว ถ้ามีข้อมูล ก็รู้ได้ว่าใครกินเมนูไหนขณะที่ตัวเลข สส.เขต และบัญชีรายชื่อ ถูก ‘ตัดจบ’ ท่ามกลางคำถามเรื่องความโปร่งใส รู้ผลก่อนรู้คะแนนจริงจำนวนเก้าอี้ สส. ของแต่ละพรรค นอกจากจะบอกว่า ใครชนะเลือกตั้ง ยังบอกเป็นนัยยะด้วยว่า พรรคใหญ่ และพรรคต่างๆ จะปรับตัวอย่างไรเพื่อไทยจะรักษาฐานเสียงเดิมอย่างไร ประชาชนจะขยายฐานให้พ้นเพดานเดิมได้หรือไม่อีกด้านหนึ่งคือ ‘ร.อ.ธรรมนัส’ ที่ลั่นวาจาว่าตัวเองเป็นนักจับงูแห่งยุค พร้อมประกาศว่าหากใครตีจาก นั่นคือนักการเมืองที่เลว ‘งูเห่า’ กำลังกลายเป็นศัพท์การเมืองที่คนไทยคุ้นหูขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ฉากต่อไปคือรัฐบาลที่มี ‘อนุทิน’ เป็นแกน ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่สร้างความมั่นคงให้ซีกรัฐบาลอย่างเดียวแต่คือการพิสูจน์ฝีมือรัฐบาล ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญสงคราม เศรษฐกิจผันผวน และความคาดหวังของประชาชนที่สูงขึ้นทุกวันการเมืองไทยวันนี้ ยังมีฉากให้ตามอย่างต่อเนื่อง
ในระหว่างที่สังคมกำลังถกเถียงว่าการเลือกตั้งเป็นความลับหรือไม่ กกต. ยังไม่ประกาศผลคะแนนอย่างเป็นทางการ การรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้เดินหน้าไปอย่างมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะ ‘ไม่เป็นโมฆะ’การไม่มีข่าวว่าพรรคกล้าธรรมเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ถือว่าเหนือความคาดหมาย เพราะด้วยคะแนนเสียงตอนนี้ สมการที่ทำให้รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยมีเสถียรภาพคือการมีพรรคกล้าธรรม และพรรคเพื่อไทยร่วมรัฐบาล สมการนี้ทำให้ไม่ว่าพรรคสีเขียวหรือสีแดงจะถอนตัวออกไป ก็ไม่ทำให้รัฐบาลภูมิใจไทยพังลงถ้าวิเคราะห์การเมืองแบบปกติ การมีพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลพรรคเดียว ย่อมทำให้พรรคเพื่อไทยมีอำนาจต่อรองสูง เพราะ่ต่อให้รวมพรรคเล็กได้ทั้งหมดแต่ถ้าพรรคเพื่อไทยถอนตัว รัฐบาลจะล่มทันที นี่คือการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลโดยนับที่ ‘จำนวนเสียงของพรรคการเมือง’ แต่อย่าลืมว่าคนยกมือค้ำรัฐบาลคือ ‘สส. รายบุคคล’ สิ่งที่ต้องจับตาในวันโหวตนายกรัฐมนตรี คือแม้พรรคการเมืองนั้นๆ จะไม่ได้ประกาศสนับสนุนรัฐบาล แต่ สส. พรรคนั้นจะโหวตให้นายกฯ อนุทินหรือไม่ ผู้กองธรรมนัสกับแสงเหนือ ชั่วโมงนี้อาจลำบาก เพราะเจองานยากอย่าง ‘อนุทินเหนือแสง’
ยิ่งมองลึกลงไปในกระบวนการเลือกตั้ง ยิ่งพบว่ารากของปัญหา อาจไม่ใช่แค่เกมการเมืองหลังเลือกตั้ง หากแต่เป็นความเชื่อมั่นของประชาชนที่กำลังสั่นคลอนเสียงสะท้อนเรื่องความไม่โปร่งใสยังคงดังขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อเสียง การดึงเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ไปจนถึงบัตรเขย่งจำนวนมาก ภาพเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ทุกครั้งที่เกิดขึ้น มันกัดกินความศรัทธาที่มีต่อระบบเลือกตั้งลงทีละน้อยกรณีชลบุรี เขต 1 กลายเป็นอีกจุดที่สังคมจับตา ไม่ได้เป็นแค่การเมืองแบบธรรมดา แต่เป็นบททดสอบสำคัญของ กกต. ว่าจะทำหน้าที่ในฐานะผู้รักษากติกาได้เข้มแข็งเพียงใดการเลือกตั้งไม่ใช่แค่เรื่องของผลลัพธ์ว่าใครชนะหรือใครแพ้ แต่คือกระบวนการที่ต้องทำให้ทุกฝ่ายยอมรับได้ว่ามันยุติธรรมพอผู้แพ้อาจต้องยอมรับความพ่ายแพ้ แต่ผู้จัดการเลือกตั้งต้องทำให้สิ้นสงสัย จากคำถามของสังคมความสงสัยไม่ใช่ศัตรูของประชาธิปไตย ความเงียบต่างหากที่อันตรายกว่า
โค้งสุดท้าย... เมื่อ “หัวใจ” เดินนำ “เหตุผล”ในโลกของการเมือง ช่วง “โค้งสุดท้าย” มักจะเป็นช่วงเวลาที่เหตุผลเริ่มทำงานน้อยลง แต่ “อารมณ์ความรู้สึก” กลับทำงานมากขึ้นเหมือนการวิ่งมาราธอนที่กิโลเมตรท้ายๆ พละกำลังอาจจะหมด แต่สิ่งที่พาเราเข้าเส้นชัยคือ “ใจ”การเลือกตั้งครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อเข้าสู่ช่วงท้าย เราเริ่มเห็น “สัญญาณ” ที่ทุกพรรคต้องเผชิญ เกมเดิมๆ เริ่มใช้ไม่ได้ผล และเกมใหม่ๆ กำลังถูกขุดขึ้นมาสู้📌 เกม “รักชาติ” ของอนุทิน จากที่เคยเป็น “ตัวแปร” วันนี้คุณอนุทินขยับมาเป็น “ตัวเต็ง” ในขั้วอนุรักษนิยม การเดินเกมรักชาติ คือการย้ำภาพขั้วอนุรักษ์นิยมให้ชัดขึ้น 📌 แบรนด์ที่ถูกท้าทาย เมื่อ “เพื่อไทย” ต้องรักษาที่มั่นอีสาน และ “ประชาปัตย์” ต้องกู้ศรัทธาในภาคใต้ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องนโยบาย แต่คือการพิสูจน์ “คุณค่าของแบรนด์” ว่ายังขลังอยู่หรือไม่📌 ยุทธศาสตร์ “สอยดาว” และ “กา 2 ใบ”พรรคประชาชนกำลังเล่นเกมตัวเลขที่ท้าทาย - 200 ที่นั่งคือเป้าหมายใหญ่ ขณะที่เพื่อไทยพยายามใช้ภาพความสำเร็จบนเวทีปราศรัยมาเปลี่ยนเป็นคะแนนจริง แม้นโยบายรอบนี้ จะยังไม่แรงเท่าที่ควร แต่ “แบรนด์ของพรรค” ยังเป็นแต้มต่อที่ประมาทไม่ได้การเมืองไทยรอบนี้ถูกบีบให้เหลือเพียง 2 ทางเลือกใหญ่ หนึ่งคือ “รักชาติ” ในความหมายเดิม กับอีกหนึ่งคือ “เปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน”เมื่อคนมีชื่อเสียงเริ่มแสดงตัวชัดเจนว่าเลือกพรรคไหน และเมื่อ กกต. คือตัวแปรที่ทุกคนจ้องมอง อะไรคือสัญญาณที่แท้จริงที่จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย?ชวนถอดรหัส 10 สัญญาณนี้พร้อมกันใน THE POWER GAME EP.159
ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง ทุกพรรคการเมืองต่างเดินสายเปิดเวที หาเสียง และสื่อสารจุดยืนอย่างเข้มข้นมีประชาชนเข้าร่วม ตั้งแต่พ่อค้าแม่ค้า เยาวชน นักเรียน ไปจนถึงผู้สูงอายุหนึ่งในเวทีที่ถูกพูดถึง คือการปราศรัยในภาคเหนือ จังหวัดพะเยา เกิดภาพระหว่างนักการเมืองกับประชาชนที่ถูกส่งต่อในโซเชียลมีเดียโดยเฉพาะบทบาทของ ไอซ์-รักชนก ศรีนอก ที่ได้รับความสนใจอย่างยิ่งเหตุการณ์เล็กๆ เช่น การมอบสายสิญจน์-ข้าวโพดจากแม่ค้า หรือการขอถ่ายภาพของประชาชนที่มาร่วมงาน ไม่ได้สะท้อนแค่ความนิยมส่วนตัว แต่กำลังสะท้อนอารมณ์ร่วมภาพเหล่านี้ชี้ให้เห็นแนวโน้มสำคัญของการเมืองไทยในช่วงเลือกตั้ง คือการที่ประชาชนไม่ได้มองผู้แทนเพียงในฐานะตำแหน่งหรืออำนาจ แต่ในฐานะคนธรรมดา ที่ถูกคาดหวังให้เข้าไปทำหน้าที่แทนเสียงของพวกเขาไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ปรากฏการณ์บนเวทีและนอกเวทีเหล่านี้กำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของ ‘รูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมือง’ ที่จับต้องได้มากขึ้นในสังคมไทยขอบคุณภาพจาก Friends Talk
เข้าโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ทุกพรรคการเมืองปรับเปลี่ยนเกมใหม่เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบแต่พรรคที่ดูเหมือนเป็น “หมู่บ้านกระสุนตก” ที่โดนถล่มจากทุกทาง คือ พรรคประชาชนการเลือกตั้ง 2569 แม้พรรคประชาชนจะมีคะแนนนำจากการสำรวจในหลายโพล แต่ต้องยอมรับว่ากระแสเชิง “อารมณ์” ยังไม่แรงนักเมื่อเทียบกับการเลือกตั้ง 2566 รอบนี้ พรรคประชาชนปิดจุดอ่อนเรื่องไม่มีประสบการณ์ด้วยการเปิดตัวทีมมืออาชีพ (Professional) ย้ำจุดแข็งเรื่องนโยบายผ่านงานใหญ่ของพรรค นำเสนอทั้งตัวบุคคลและวิธีการบริหาร แต่จุดแข็งสำคัญของพรรคประชาชนในรอบที่แล้ว คือกระแสเชิงอารมณ์ความรู้สึก คลิปไวรัลกางร่ม เช็ดป้ายหาเสียงพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพลงประกอบคลิปที่เป็นไวรัลทั่วบ้านทั่วเมือง สิ่งเหล่านี้ยังเบาบางในการเลือกตั้งรอบนี้ เกมสร้าง “ทะเลดาว” จึงต้องเร่งให้เกิดขึ้นในช่วงเข้าโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง 25 มกราคมนี้ที่สามย่าน มิตรทาวน์ จุดเดิมที่เคยสร้างกระแสให้พิธา พรรคประชาชนเลือกใช้ฐานที่มั่นเดิม หวังจะสร้างปรากฎการณ์ทะเลดาวให้ได้อีกครั้ง เหตุผลมีเยอะแล้ว ต่อไปนี้ถึงเวลาเติมอารมณ์ความรู้สึก ในขณะเดียวกันถ้าทะเลดาวสร้างได้ก็สอยได้เช่นกัน น่าจับตามองว่าอะไรจะเป็น “เกมสอยดาว” ในช่วงโค้งสุดท้าย
การเลือกตั้งปี 2569 ที่ประชาชนกำลังจะได้หย่อนบัตรเลือกตั้ง เพื่อเลือกพรรคการเมืองมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ในวันที่ 8 ก.พ. ที่จะถึงนี้ เกมแย่งชิงคะแนนเสียงเริ่มเข้มข้นขึ้นทุกขณะ พรรคการเมืองหากแยกออกเป็นเฉดสีแล้ว น้ำเงิน ส้ม ฟ้า แดง กำลังต่อสู้แย่งชิงเพื่อจะวิ่งเข้าเส้นชัยในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลทุกพรรคล้วนแต่งัดกลยุทธ์ออกมาสู้กันตั้งแต่โค้งแรก และต้องจับตาโค้งสุดท้ายว่าจะมีหมัดเด็ด-หมัดน็อก อะไร ที่จะมาขอคะแนนความไว้วางใจจากประชาชนเพราะผลลัพธ์ในเส้นชัย ผู้ชนะจะเป็นผู้กำหนดเกม
หลังปีใหม่การหาเสียงเลือกตั้งเริ่มคึกคักมากขึ้นพรรคภูมิใจไทย เหมือนนักมวยยก 5 ที่คะแนนนำ ถีบ-ถอย และไม่ปะทะแต่ก็เจอลูกหลงจากกระแส ‘อภิสิทธิ์’ ที่ดึงคะแนนปาร์ตี้ลิสต์กลุ่มอนุรักษ์ และ ส.ส. ภาคใต้ในขณะที่พรรคประชาชน ติดมุมเจอ 2 คำถามเก่า “ม.112 - ทหารมีไว้ทำไม” จนต้องพลิกสร้างเกมใหม่กับการเปิดตัว ‘รัฐมนตรีคนนอก’ ที่เรียกเสียงฮือฮาได้พอประมาณส่วนพรรคเพื่อไทยนั้นเหมือนยังจัดกระบวนทัพไม่เข้าที่ ไม่ทรงพลังเหมือนตอนเลือกตั้ง 2566แต่กระแสที่แรงที่สุดในสัปดาห์นี้ กลับเป็นเรื่องการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า และลงทะเบียนประชามตินอกเขตแสวง บุญมี และ กกต. กลายเป็น ‘หมู่บ้านกระสุนตก’ แม้ยอดลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าปี 2569 พุ่งสูงทะลุ 2.4 ล้านคน ทำลายสถิติปี 2566 ขณะที่ยอดลงทะเบียนลงประชามตินอกเขตทะลุ 1.5 ล้านคน แต่ทั้งหมดนี้คือผลงานของ iLaw และภาคประชาชนล้วนๆ โดยมี กกต. เป็นแรงขับแห่งความโกรธเกรี้ยว การทำงานของ กกต. ที่ไม่คิดอำนวยความสะดวกให้ประชาชน แต่เลือกความสะดวกของตัวเองเป็นศูนย์กลาง ทำให้เกิดกระแสความโกรธเกรี้ยวที่รุนแรง จนทำให้ยอดการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าเพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านคนในวันสุดท้าย ทั้งหมดคือระเบิดเวลาที่ไปรอแสดงแสนยานุภาพในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ และอาจลามจาก ‘ประชามติ’ไปถึงผลการเลือกตั้ง
ลมใต้ปีก ที่พาพรรคภูมิใจไทย ขึ้นมาอยู่ในเกมอำนาจเวลานี้คือ คำที่เรียกว่ากระแส ‘ชาตินิยม’แต่หากชาตินิยมถูกใช้แบบดื้อสบู่ ไม่รู้จังหวะ ไม่รู้ขอบเขต มันจะเปลี่ยนเป็นพายุที่ถาโถมกลับมาหาตัวเองได้การสู้รบระหว่าง ไทย-กัมพูชา ถูกหยิบมาอธิบายในเชิงอารมณ์มากกว่าคลี่คลายปัญหา และความขัดแย้งอาจยิ่งกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองได้ในศึกการเมืองสามก๊ก ส้ม–แดง–น้ำเงิน ส้มครองพื้นที่ความคาดหวังของคนรุ่นใหม่ แดงต้องฟื้นพลังกลับมาที่จุดพูดแล้วทำได้ ส่วนน้ำเงิน หากยังผูกตัวเองกับชาตินิยมแบบแข็งทื่อ จะยิ่งถูกบีบพื้นที่ ขยับไม่ได้โลกวันนี้ประชาชนถามหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และอนาคต ซึ่งถือเป็นอีกแนวรบที่สำคัญสมการเลือกตั้งที่มีประชาชนตอนกาบัตร แต่หลังจากนั้นเป็นเกมอำนาจที่ไร้ประชาชนเมื่อการเมืองเหลือแค่การจัดวางสีและจับมือคุมเกม พลังของประชาชน ที่ไม่ถูกประคองจะย้อนมาทำลายเจ้าของมันเอง คำถามจึงไม่ใช่ชาตินิยมดีหรือไม่ดี แต่คือใครคุมพวงมาลัยของรถคันนี้ ที่จะพามันไปข้างหน้า หรือปล่อยให้มันย้อนศรกลับมาเป็นภาระอีกครั้ง
นับถอยหลังการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ กำหนดไว้ 8 กุมภาพันธ์ปีหน้า ท่ามกลางคำถามว่าจะได้เลือกตั้งในวันนั้นจริงหรือไม่ปัจจัยสำคัญคือสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด มีผู้อพยพนับแสนคน แถมกฎหมายยังเปิดช่องให้สามารถเลื่อนการเลือกตั้งได้จนกว่าเหตุการณ์จะยุติ การปะทะที่ชายแดนเต็มไปด้วยความสูญเสีย แต่ในทางการเมืองต้องยอมรับว่าพรรคภูมิใจไทยได้คะแนนนิยมจากกระแสชาตินิยมจากเหตุการณ์นี้พอสมควร ประเด็นคือพรรคภูมิใจไทยจะขี่กระแสนี้ได้นานแค่ไหน เพราะยิ่งนานวันก็เริ่มมีคำถามว่ามันจะจบลงอย่างไร ไทยได้หรือเสียมากกว่ากันกับสถานการณ์ที่บานปลาย?คำถามไม่ได้เกิดขึ้นแค่เรื่องกัมพูชา แต่เกิดขึ้นกับปรากฏการณ์การเมืองไทย เมื่อพรรคประชาชนโดนฉีกสัญญาอีกครั้ง นับเป็นการโดนฉีกสัญญาสองรอบติด ตั้งแต่พรรคเพื่อไทยจนถึงพรรคภูมิใจไทย ในมุมนักวิเคราะห์การเมือง อาจมีการอ่านเกมว่าภูมิใจไทยนั้นเก๋าเกมการเมือง ส่วนพรรคประชาชนเสียรู้ เจ็บแล้วไม่จำคำถามสำคัญคือ ‘Why’ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ? ทำไมพรรคการเมืองที่ตรงไปตรงมาถึงไม่ถูกชื่นชม ทำไมการยืนตรงในหลักการถึงถูกด่าว่าไม่ฉลาด แต่พรรคการเมืองที่เลี้ยวไปเลี้ยวมากลับได้รับคำชื่นชม หรือเป็นเพราะเราคุ้นชินกับสิ่งนี้มานาน…  สุดท้ายแล้วความฉลาดทางการเมืองคืออะไรกันแน่?
หากเวลานี้ยังไม่มีการปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชา พื้นที่สาธารณะของสังคมไทยในช่วงนี้ อาจถูกใช้ไปกับการถกเถียงหลายเรื่องพร้อมกันตั้งแต่น้ำท่วมหาดใหญ่ ฮั้วสว. บทบาทของซีเกมส์ในบริบทนโยบายรัฐ ไปจนถึงทิศทางและความเป็นไปได้ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่เมื่อความตึงเครียดทางทหารที่ชายแดนเกิดขึ้น วาระเหล่านั้นกลับค่อยๆ เบาลง แต่ไม่ได้หายไปจากหน้าการเมือง เพียงแค่ขยับตำแหน่งในความสนใจของคนในสังคมออกไปนี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่คือการเมืองในประเทศที่คู่ขนานกันไป
ในวิกฤตมีโอกาส แต่วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่และพื้นที่ภาคใต้ รัฐบาลภูมิใจไทยได้สูญเสียโอกาสพิสูจน์ฝีมือไปเรียบร้อยแล้ว การเข้าสู่ช่วงฟื้นฟูเยียวยาถัดจากนี้ จึงถือเป็นโอกาสอีกครั้งให้รัฐบาลภูมิใจไทยได้แก้มือ น้ำท่วมรอบนี้ หากถอดรหัสดีๆ จะพบเรื่องราวการเมืองที่ซับซ้อน มีทั้งรอยร้าวระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล พรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม การแย่งชิงความนิยมของพรรคการเมืองต่างๆ ในพื้นที่ภาคใต้ พรรคประชาชนที่โดดเด่นขึ้นมาจนทำให้ต้องมีการสกัดดาวรุ่ง แม้จะพลาดเป้าไปก็ตาม ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ เริ่มได้คะแนนตีตื้นขึ้นมาจากพื้นที่ภาคใต้ที่หายไป ดังนั้นความพร้อมในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ต้องมานับคะแนนกันใหม่ว่า ใครจะมีแต้มต่อมากกว่ากัน การเมืองเดือนธันวาคมนี้ จึงน่าจับตาเกมอภิปรายไม่ไว้วางใจที่พรรคเพื่อไทยเคยประกาศจะยื่น แต่อาจรอจังหวะที่เหมาะสมโดยมีปัจจัยความพร้อมทางการเมืองเป็นตัวชี้วัดสำคัญ
ระฆังศึกเลือกตั้ง 2569 เริ่มขึ้นแล้วหลังพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน ประกาศชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ถ้าเช็กความพร้อมการเลือกตั้งในวันที่สองพรรคใหญ่ประกาศรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ พรรคภูมิใจไทยดูจะมีความพร้อมสูงสุด ทั้งจากกระแสรัฐมนตรีมืออาชีพ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และบ้านใหญ่ที่พาเหรดกันเข้ามาสังกัดภูมิใจไทยที่ถ้าเจาะดูรายละเอียดแล้ว หากรวมคะแนนบ้านใหญ่ในการเลือกตั้งปี 2562 จะสามารถชนะผู้สมัครพรรคก้าวไกลในเวลานั้นได้ หากพิจารณาภายใต้บริบทนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่นายกฯ อนุทิน จะประกาศ “พร้อมยุบสภา” ถ้าพรรคเพื่อไทยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติแต่การเมืองมีสิ่งที่เรียกว่า ‘บ่วงอิก’ หมายความว่าในหมื่นเหตุการณ์ อาจมีแค่หนึ่งเหตุการณ์ที่เราไม่คาดคิดเกิดขึ้น และสร้างความเสียหายเกินประเมินได้ เหตุการณ์ที่ว่านั้นคือ ‘น้ำท่วมหาดใหญ่’ ที่รัฐบาลยังไม่สามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้ เกิดความสูญเสียที่สะเทือนใจคนไทยทั้งประเทศ นี่คือ ‘บ่วงอิกการเมือง’ ที่ทำให้ประชาชนต้องกลับมาทบทวนและตั้งคำถามอีกครั้งว่า ตอนนี้มีพรรคไหนบ้างพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังมาถึง?
Comments