DiscoverFriendtalkative Podcast
Friendtalkative Podcast
Claim Ownership

Friendtalkative Podcast

Author: เพื่อนปรึกษา

Subscribed: 235Played: 4,046
Share

Description

Podcast สาระนานาประโยชน์ เช่นจิตวิทยา ปรัชญา ธรรมะ ฯลฯ และชวนคุยเรื่องปัญหาชีวิตในทุกแง่มุม ผสมผสานอย่างลงตัวด้วยความเชื่อที่ว่า ’ทุกปัญหาย่อมมีทางออกเสมอ’
1751 Episodes
Reverse
ข้อความโพสต์จาก James Clear ได้เขียนข้อความไว้ว่า "อย่ามองข้ามพื้นฐานเด็ดขาด รวมถึงไม่เพิกเฉยต้นกำเนิดใด ๆ ทั้งสิ้น คุณจะให้ต้นไม้นั้นยืนหยัดได้นานเพียงใด ถ้ามันไม่มีรากแก้ว" - หลายคนมากที่เพิกเฉยต้นกำเนิด และพื้นฐานของชีวิต เช่น ความรู้พื้นฐานหรือทักษะพื้นฐาน - เมื่อเราเพิกเฉยไปนานวันเข้า เราก็จะเริ่มสั่นคลอน ซึ่งมันไม่ใช่เพียงแค่ชีวิต แต่ความคิดและทัศนคติเราด้วย - เหตุกับผลย่อมตรงตามกัน ไม่ผิดแผกจากกัน เพราะเหตุย่อมนำมาซึ่งผลแค่นั้นเลย - หากเราต้องการความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน เราก็จำเป็นจะต้องมีพื้นฐานที่สำคัญที่เกี่ยวโยงกับความสัมพันธ์ที่ดี - ทั้งนี้ พื้นฐานต่าง ๆ วิชาที่เริ่มต้นรหัสด้วย 101 ก็คือวิชาที่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยต้องเรียน แล้วมันคือวิชาชีวิต 101
หนังสือ Less Is More: How Degrowth Will Save the World ของ Jason Hickel - น้อยคือมาก และมากคือน้อย มันเป็นคำสอนของโลกทุนนิยมสมัยใหม่ - การเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข่งขัน ราวกับว่าอนาคตจะอยู่ที่วันนี้ทั้งหมด - แต่การทำลายก็ย่อมเกิดขึ้นมาก เช่น สร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจมากก็ทำให้ทรัพยากรถดถอยลง - กลับกลายเป็นการลองมองว่าใช้ทรัพยากรธรรมชาติน้อย แต่เป็นการทำให้เศรษฐกิจเติบโตมากกว่าเดิมดู - ทั้งนี้ การทำลายล้างของขั้วอำนาจได้ปรากฏเด่นชัดมากยิ่งขึ้น แต่มันก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากถึงหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยด้วยซ้ำไป
มีคนมาปรึกษาว่า สวัสดีค่ะ หนูอายุ 20 ปีค่ะ กำลังเรียนมหาลัยปี 1 กำลังจะขึ้นปี 2 คุณพ่อไม่ได้ส่งเสียเรื่องการเรียนเลยค่ะ หนูอยู่ฝั่งบ้านคุณพ่อนะคะ แม่เลิกกับพ่อไปก็เลยไม่ได้ติดต่อกันเลย ทีนี้ก็เลยมาหางานทำส่งตัวเองรวมกับแฟนช่วยส่งเสียเราด้วย เพราะแฟนหนูทำงานแล้วค่ะ ทีนี้พ่อก็ชอบทักมาขอเงินค่ะ พ่อบอกว่าไม่มีเงินส่งเสียเรา แต่สามารถหาเงินส่งให้แม่เลี้ยงได้ เพราะแม่เลี้ยงเพิ่งมาทำงานในกรุงเทพ ยังไม่ได้เงินเดือนค่ะ พ่อก็หาส่งให้แต่ตัวหนูพ่อกลับปล่อยเคว้งเลยค่ะ ไม่เคยคิดจะส่งมาให้หนูเลย คำถามของหนูก็คือ นอกจากจะไม่ส่งมา กลับกลายมาขอเงินจากหนูอีก หนูควรจะพิมพ์ตอบปฏิเสธไปยังไงดีคะ เพราะเคยบอกว่าไม่มีเงินแล้ว เอาเงินไปไว้กินข้าวหมด แล้วเหมือนพ่อไม่พอใจค่ะ - การจะตอบปฏิเสธคุณพ่อหรือคุณแม่ในเรื่องของ สิ่งที่เราไม่สะดวกใจที่จะมอบให้หรือทำให้ก็ให้บอกไปตรง ๆ ได้เลย - ถึงแม้ว่าพ่อแม่ท่านจะไม่เข้าใจเราในวันนี้ ก็ไม่เป็นไร เพราะวันนึงเขาย่อมต้องเข้าใจเจตนาของเรา - ปัญหาใหญ่ของครอบครัวที่มีปัญหาก็คือ การจัดบทบาทที่ไม่ตรงกับสิ่งที่ควรจะเป็น เช่น พ่อแม่ไม่ส่งเงินให้ แต่ลูกกลับต้องส่งเงินให้แทน - บางทีเราสอนคำว่ากตัญญูรู้คุณกัน แต่บางทีเราต้องย้อนกลับไปบริบทหลักว่า อะไรเป็นสิ่งที่ควรทำกับไม่ควรทำ - ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่าทุกครอบครัวจะหยิบยื่นโอกาสให้ลูก แต่ก็แน่นอนว่าวันใดถ้าเราไหวก็ส่งเงินให้พ่อแม่บ้างตามกาล เอาที่เราไหวเป็นหลัก
ข้อความโพสต์จาก Mark Manson ได้เขียนข้อความไว้ว่า "5 วิถีทางที่เราจะเพิ่มประสิทธิผลในแต่ละวัน คือ 1. หลับให้ดีกว่าเดิม ไม่เติมคาเฟอีน เหล้า และน้ำตาลก่อนนอน 2. ตื่นให้เช้ากว่าเดิม เพื่อมาดูหนอนและนก 3. ทำสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อน 4. ไม่ต้องดูอีเมล หรือพิมพ์ข้อความหาใคร รวมถึงเล่นโซเชียลหลังทานข้าวเที่ยง และ 5. ลุกขึ้นและไปเดินเลยตอนนี้" - เพียงแค่ไม่กี่สิ่งในชีวิต เราก็จะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นได้จริง - สังเกตตัวเองในแต่ละวัน ว่าเรามีชีวิตที่ดีขึ้นหรือแย่ลงเพราะอะไร - ไม่มีคำว่าบังเอิญบนโลกใบนี้ ทุกอย่างมันมีเหตุผลที่ทำให้เราได้อะไรดี หรือได้อะไรที่ไม่ดี - รับรู้เรื่องราวความเป็นไปของคนอื่น สิ่งมีชีวิตอื่น และสิ่งแวดล้อมรอบตัวแบบพอสังเขป - ทั้งนี้ แต่ละคนจะออกแบบชีวิตต่างกัน ให้ออกแบบตามความเหมาะสมกับบริบทที่เราเป็น
หนังสือ Outlive: The Science and Art of Longevity ของ Peter Attia with Bill Gifford - คุณอยากมีชีวิตที่ยืนยาว ไปทำไม นั่นคือคำถามสำคัญของหนังสือเล่มนี้ - ทำไมการออกกำลังกายสำคัญกว่าการทานยา เพราะมันคือสิ่งที่เน้นย้ำว่าร่างกายต้องการขยับ - 5 สิ่งที่ร่างกายขาดมันไม่ได้ คือ 1. ออกกำลังกาย 2. โภชนาการ 3. การนอนหลับ 4. สุขภาพจิต และ 5. อาหารเสริมและส่วนขยายเพิ่มเติม - แก่นของร่างกายคือการขยับเขยื้อนร่างกายไปหน่อย อย่าขี้เกียจในการขยับอย่างเด็ดขาด - อายุยืนเป็นเหตุไม่ใช่ผล แสดงว่าการที่จะมีอายุยืนได้ต้องเรียนรู้ว่าร่างกายเราต้องการอะไรเป็นพิเศษนั่นเอง
มีคนมาปรึกษาว่า สวัสดีค่ะ เราแต่งงานมา 3 ปีแล้ว มาสร้างบ้านอยู่กับสามี ส่วนแม่สามี มีบ้านอยู่กับปล่อยเช่าแล้วมาอยู่กับเรา แม่แฟนอายุยังไม่มาก ตอนแรกมีงานทำอยู่ดี ๆ ก็ลาออก แล้วมานอนอยู่บ้านเฉย ๆ ไม่ทำงาน เราแค่อยากถามว่า การที่เราไม่อยากรีบกลับบ้าน เพราะไม่อยากมาทำกับข้าวให้แม่แฟนกินจะผิดมากไหม แม่แกสุขภาพดีทำอาหารเป็น อยู่บ้านเราก็ซื้อวัตถุดิบไว้ให้ทำตลอด แต่แกไม่ยอมทำกินเองแล้วมารอเรากลับไปทำให้กิน บางวันเราเหนื่อย ๆ เราก็ไม่อยากทำกับข้าวหรือก็ไม่กินข้าวไปเลย แต่ต้องมาลำบากทำให้แม่แฟนกิน ถ้าวันไหนแฟนอยู่บ้าน เราก็จะทำให้แฟนกับแม่แฟนกิน แต่วันไหนแฟนไม่อยู่บ้านไปเข้าเวรกลับดึก เราก็แทบไม่อยากกลับบ้านเลย เพราะเหตุผลเดิม ซึ่งพ่อแม่เราเองอายุจะ 60 ปีละ ท่านก็ยังทำงานหาเงิน หาข้าว หาปลากินเอง ไม่เคยได้ลำบากลูกแบบเราเลย เราคิดว่าขนาดพ่อกับแม่ยังไม่ได้หาให้กินเลย แล้วแม่คนอื่นเราต้องมาหาให้กินคงไม่ใช่ แต่บางทีเราก็คิดว่ามันใจร้ายเกินไปรึเปล่า เห็นแก่ตัวไปไหม ค่าใช้จ่ายในบ้านทุกอย่างเราก็เป็นคนจ่าย แล้วต้องมาแบ่งเงินเลี้ยงแม่สามีตัวเองอีก ทั้งที่พ่อกับแม่เราก็ไม่เคยให้ด้วยซ้ำ ทุกวันนี้บ้านตัวเองแทบไม่อยากกลับ เพราะเบื่อที่ต้องหาข้าวหาน้ำให้แม่แฟนกิน วันไหนทำกินกันสองคนกับแฟน แม่สามีก็หาว่าทำน้อยอีกมีแค่นี้เหรอ เราต้องทำยังไงดีคะ อยากหาทางออกค่ะ - แม่เรากับแม่สามีหรือแม่ภรรยา ไม่เหมือนกัน การนำมาเปรียบเทียบกันบ่อย ๆ ไม่เกิดผลดี - นิ้วเรายังไม่เท่ากัน ขนาดใบหน้า รวมไปถึงดวงตาของเรายังไม่เท่ากันเลย เราจะให้สิ่งอื่นเหมือนกันได้ไง - บางทีเราก็ลืมไปว่า หน้าที่ของคน ๆ นึงคืออะไร หาเงิน ทำงาน และทำหน้าที่ภรรยาที่ดีให้กับสามี และแม่สามีก็รวมในสามีด้วย - ถ้าเหนื่อยก็พัก ไม่รักก็พอ และมีอะไรก็บอกแม่สามีตรง ๆ ไม่ต้องเก็บไปคิดมาก รอให้มันถึงขั้นที่สามีมาพูดกับเรา แล้วค่อยคุยเรื่องนี้กันอีกที - แต่ละคน แต่ละครอบครัวถูกเลี้ยงดูมาต่างกัน วัฒนธรรมของที่บ้านก็คิดอีกอย่าง ส่วนวัฒนธรรมของเราก็อีกอย่าง ลองถามพ่อแม่เราดูก็ได้
ข้อความโพสต์จาก James Clear ได้เขียนข้อความไว้ว่า "อย่ามองข้ามพื้นฐานเด็ดขาด รวมถึงไม่เพิกเฉยต้นกำเนิดใด ๆ ทั้งสิ้น คุณจะให้ต้นไม้นั้นยืนหยัดได้นานเพียงใด ถ้ามันไม่มีรากแก้ว" - หลายคนมากที่เพิกเฉยต้นกำเนิด และพื้นฐานของชีวิต เช่น ความรู้พื้นฐานหรือทักษะพื้นฐาน - เมื่อเราเพิกเฉยไปนานวันเข้า เราก็จะเริ่มสั่นคลอน ซึ่งมันไม่ใช่เพียงแค่ชีวิต แต่ความคิดและทัศนคติเราด้วย - เหตุกับผลย่อมตรงตามกัน ไม่ผิดแผกจากกัน เพราะเหตุย่อมนำมาซึ่งผลแค่นั้นเลย - หากเราต้องการความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน เราก็จำเป็นจะต้องมีพื้นฐานที่สำคัญที่เกี่ยวโยงกับความสัมพันธ์ที่ดี - ทั้งนี้ พื้นฐานต่าง ๆ วิชาที่เริ่มต้นรหัสด้วย 101 ก็คือวิชาที่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยต้องเรียน แล้วมันคือวิชาชีวิต 101
หนังสือ The Trading Game: A Confession ของ Gary Stevenson - เกมของความโลภ ความกลัว และความหวัง ก็คือเกมการเทรด - ไม่มีใครจะชนะตลาดได้เลย แม้แต่คนเดียว มีแต่คนที่เลือกมาชนะตัวเองเมื่อวานนี้เท่านั้น - มันเป็นงานที่เราจะแพ้ แต่มันยากมากที่เราจะชนะ แล้วหนทางนั้นยาวไกลเกินกว่าที่เราคาดคิดไว้มาก - การเทรดมันอยู่ที่จิตวิญญาณ ถ้าเราอยากชนะ เราต้องเริ่มต้นจากศูนย์เสมอ ไม่คิดไกลเกินตัวแล้วค่อย ๆ ทำ - แล้วถ้าหากเราต้องการอยากอยู่ในวงการเทรดจริง ๆ สงสัยเราควรจะต้องเริ่มจากการทำงานในแบงก์ก็เป็นได้
มีคนมาปรึกษาว่า เป็นเด็กจบใหม่ผิดมากไหมคะ ที่เรียนรู้งานไม่เร็วเท่าคนมีประสบการณ์มาเป็น 10 ปี - เด็กใหม่ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีประสบการณ์อยู่แล้ว บริษัทก็เลยอยากได้คนที่เคยผ่านการฝึกงานมาบ้าง - เรียนรู้ รับรู้ และตกตะกอนให้ได้ว่า อะไรที่เราถนัด เราทำได้ดีเยี่ยม สิ่งนั้นจะเป็นจุดแข็งของเราต่อไป - บริษัทก็ต้องการพนักงานที่เก่ง และส่วนใหญ่แล้วคนที่เก่งจริง มักจะเลือกบริษัทเฉกเช่นเดียวกัน - ประสบการณ์ 10 ปีกับมือใหม่ มันต่างกันมาก เหมือนเกมกีฬาเลยที่เราต้องใช้เวลาฝึกฝนตนเอง - เข้าใจดีว่าความรู้สึกของเด็กจบใหม่ที่โดนเปรียบเทียบ และเข้าห้องดำบ่อย ๆ เป็นอย่างไร มันคือคำถามที่เราต้องถามตัวเองว่าเราเหมาะกับที่นี่จริงไหม
ข้อความโพสต์จาก Morgan Housel ได้เขียนข้อความไว้ว่า "ผมคิดถึงจุดที่คนส่วนใหญ่มักจะเริ่มมีปัญหาทางการเงิน รวมไปถึงถังแตกเพราะเกิดจากการใช้จ่ายเกินตัวที่เราไม่ได้มีความสุขที่ได้มันมาด้วยซ้ำไป มันคือความสูญเสียเป็นสองเท่า ซึ่งมันไม่ใช่คุณที่เจอปัญหา แต่มันคือการที่เราจะไม่มีความสนุกในการใช้ชีวิตเมื่อเราถึง ณ จุดนั้นจริง" - ความสนุกของการใช้เงิน กับความทุกข์ของการใช้หนี้มันเทียบเท่าไม่ได้เลย - มนุษย์มักจะมีทีท่าของการสูญเสีย หรือการเจอปัญหามากกว่าการพบเจอความสุขหลายร้อยเท่า - หลีกเลี่ยงปัญหาระยะยาวด้วยการเผชิญหน้ากับความจริงตรงหน้าก่อน เพราะต้นทุนของการไม่เผชิญหน้ากับปัญหาสูงกว่ามาก - ถังแตกได้เพราะบริหารเงินไม่เป็น การจัดการการเงินเป็นทั้งหมดของวิชาการเงินเลย - ทั้งนี้ อย่าหลงลืมว่าสิ่งที่เราซื้อในแต่ละวัน เราต้องการมันจริง ๆ ไหม แยกให้ออกว่าอะไรจำเป็นจริง ๆ กับจำเป็นต่อใจเฉย ๆ ให้ได้
หนังสือ เพื่อนเก่าที่หายสาบสูญ: สุขภาพดีด้วยการดูแลระบบนิเวศในร่างกาย ของ ชัชพล เกียรติขจรธาดา - เชื้อโรคเป็นสิ่งที่เราอยู่กับมันมาตลอด แต่แล้วปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตรงนี้แต่อยู่ที่การวิวัฒนาการ - ระบบนิเวศ สร้างให้เรามีอากาศใช้ แต่มันก็แฝงไปด้วยความน่าสงสัยว่าทำไมแบคทีเรียในร่างกายจึงจำเป็น - โอกาสที่เราจะถูกเชื้อโรคฆ่าตายมีอยู่เยอะมาก โดยเฉพาะภูมิแพ้ของตัวเราเอง - อย่างการทานยาปฏิชีวนะบ่อยทำไมถึงไม่ดี แล้วสิ่งที่ไม่ดีมันคืออะไร ร่างกายหรือตัวยาเอง - ทั้งนี้ โรคภัยไข้เจ็บอาจจะเกิดจากสิ่งภายนอกเข้ามาในร่างกายก็จริง แต่ภายในร่างกายที่ต้องต่อสู้ก็สำคัญมากกว่า
มีคนมาปรึกษาว่า ขอวิธีรับมือกับลูกชายอยู่ช่วงวัยรุ่น อายุ 15 ปี และแม่ก็คือตัวเราเองในวัยที่หมดประจำเดือน อายุ 51 ปีหน่อยค่ะ พยายามรับมือเองแล้ว แต่เหนื่อยมาก - เมื่อเราตัดสินใจมีลูกช้าหน่อยนั่นก็แปลว่า เราเริ่มมีลูกตอนอายุ 36 ปีอาจจะช้าไปก็ได้หรือพอดีก็ได้ - เหนื่อยกับการเลี้ยงลูกก็ยังดีกว่าเหนื่อยกับการที่เราไม่ได้ทำอะไรให้มันสร้างสรรค์เลย - เมื่อลูกชายอายุ 15 ปีกำลังอยู่ในช่วงขวานผ่าซาก หรือว่าเขาเริ่มกำลังจะเป็นวัยรุ่นตอนต้นนั่นเอง - ให้โอกาส ให้พื้นที่ และรับฟังความคิดเห็นของเขาหน่อย เราเหนื่อยเพราะเรากำลังคิดว่าเรากำลังเลี้ยงลูก แต่ลูกเขาเริ่มโตแล้วมากกว่า - ทั้งนี้ เด็กแต่ละคนแตกต่างกัน เราไม่จำเป็นจะต้องไปคิดแทนเขาทุกเรื่อง ปล่อยให้เขาตัดสินใจ และฝึกสังเกตการตัดสินใจร่วมกันด้วย
ข้อความโพสต์จาก Mark Manson ได้เขียนข้อความไว้ว่า "แค่กับการที่ว่าเรารู้สึกดีกับบางสิ่ง นั่นไม่ได้หมายความว่ามันเป็นสิ่งที่ดีต่อชีวิตจริง และแค่กับการที่ว่าเราชอบใครสักคน นั่นก็ไม่ได้หมายถึงว่าเขาจะดีกับคุณเสมอ" - อย่าเอาคำว่าแค่รู้สึกดีเป็นมาตรวัดกับการตัดสินใจใหญ่ ๆ ในชีวิตเด็ดขาด - บางทีมันมาเป็นตัวหลอกล่อเรา ให้เราติดกับดักของชีวิตว่า เราต้องเลือกมันเพราะเหตุผลที่ไม่ค่อยดี - รับรู้ให้ได้ว่า การเรียนรู้เรื่องการรู้จักตัวเองเป็นทั้งหมดของชีวิต ถึงแม้ว่ามันจะไม่มีใครสอนเรามากเท่าไหร่ แต่มันสำคัญ - หากว่าปัญหาของเราในวันนี้ก็คือ เราชอบและไม่ชอบใครเต็มไปหมดเลยในชีวิต ก็ให้ปรับมุมมองว่าเขาไม่ดีหรือดีอย่างนั้นจริงไหม - ทั้งนี้ ทุกคนมีความเห็นต่อเรื่อง ๆ หนึ่งได้เสมอ แต่ไม่ใช่การออกความเห็นทำได้ทุกจังหวะเวลา เนื่องจากมันจะมีช่วงเวลาที่ให้ออกความเห็นและไม่ให้ออก
หนังสือ A Pragmatist’s Guide to Leveraged Finance: Credit Analysis for Below-Investment-Grade Bonds and Loans ของ Robert S. Kricheff - การใช้เครื่องทุ่นแรงหรือว่าการกู้ยืมเงินเพื่อการลงทุนนั้น เปรียบเสมือนเพิ่มเงินทุนเป็น 2 เท่าหรือมากกว่านั้น - วิธีในการตรวจสอบว่าบริษัทไหนมั่นคง เราอาจจะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า อัตราการกู้ยืมต่อผู้ถือหุ้นหรือว่าต่อสินทรัพย์ - แต่แล้วการที่จะวิเคราะห์ว่า บริษัททางการเงินมีเงินกู้เยอะ แล้วปล่อยกู้เยอะกว่าในบางช่วงเวลานั้น อาจจะไม่ใช่สัญญาณอันตราย - ระมัดระวังการเติบโตด้วยเครื่องทุ่นแรงที่เกินกว่า 100% เช่นมีเงิน 1 ล้าน แต่ใช้วงเงินกู้เต็มจำนวนเกินกว่า 1 ล้านมากเกินไป - ทั้งนี้ บางช่วงเวลาเราได้ตัวช่วยให้ไปถึงเป้าหมายทางการเงินได้ไว แต่บางช่วงเราอาจจะสูญเสียและทำให้เวลาถูกถ่างออกไปด้วย จังหวะคือทุกสิ่ง
มีคนมาปรึกษาว่า สวัสดีค่ะ เรื่องมีอยู่ว่าแฟนเรากับเพื่อน 2 คน จัดตั้งบริษัทเล็ก ๆ ขึ้นมา เป็นบริษัทฟรีแลนซ์ ทุกคนมีงานประจำอยู่แล้ว แต่แฟนเราก็มีชื่อเป็นกรรมการ ส่วนอีกคนเป็น CEO จัดการทุกอย่าง แต่ละคนมีหน้าที่ดังนี้ค่ะ 1. คนที่เป็น CEO ไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานในช่วงแรก มีหน้าที่แค่จ่ายเงินเข้าบริษัทให้มีเงินหมุนคล่องขึ้น แทนชื่อว่าพี่ เอ 2. คนนี้เป็นคนจัดการทุกอย่างตั้งแต่จัดตั้งบริษัท และในการเปิดครั้งนี้เพราะต้องการลดค่าใช้จ่ายเรื่องภาษีของตัวเอง หาเงินมาใช้หนี้ในส่วนของตัวเอง จึงได้ไปขอทุนจากพี่เอในการทำงานครั้งนี้ แทนชื่อว่าพี่ บี และ 3. แฟนเรามีหน้าที่หลัก ๆ คือ CFO และจัดการปัญหาทุกอย่างที่พี่บีไม่สะดวกทำ เรื่องคือเปิดบริษัทมาจะ 2 ปีแล้ว มักจะมีปัญหาเดิม ๆ ไม่ได้รับการแก้ไขใด ๆ ก็คือ 1. หมุนเงินไม่ทันในบริษัท เพราะพี่บีไม่ชี้แจงการเงิน ว่าเอากำไรจากที่ได้มาไปทำอะไรบ้าง ทำไมไม่เหลือติดบัญชีไว้จ่ายภาษีเลย ทั้งที่พี่เอ ก็เติมเงินมาตลอด เดือนละเป็นล้านแต่ไม่ว่าจะเติมเท่าไหร่พอสิ้นเดือน ตัวเลขก็ยังติดลบอยู่ดี ทั้งที่คำนวณแล้วว่ามันต้องมีกำไรในบรรทัดสุดท้ายแน่นอน จนล่าสุด 6 เดือนมานี้พี่เอเข้ามามีบทบาทที่จะมาช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ จนให้คำชี้ขาดว่าถ้าถึงกำหนดครบแล้วถ้าปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข เขาจะขอถอนตัวจากบริษัท แล้วเหมือนปัญหาหลักก็คือไม่อยากจ่ายภาษีแค่นั้นเลย 2. ทุกครั้งที่พี่บีพาฟรีแลนซ์คนอื่นเข้ามา ก็มักจะมีปัญหาตามมา เพราะเขาเข้ามาทำงานแล้วไม่โอเค ให้แฟนเราเข้าไปคุยว่าไม่โอเคที่จะจ้างต่อ ซึ่งแฟนเราก็เตือนตลอดเวลาจะรับใครเข้าทำงาน และ 3. พี่เอกับพี่บี มักจะโทษแฟนเราว่าทำงานไม่คุ้มเงินเดือน เขาทั้ง 2 เป็นคนมาคุยกับเราเอง มาถามเราถึงทราบเรื่องว่าทุกคนคิดยังไงกับแฟนเรา ทั้งที่ความจริงแฟนเราทุ่มเทกับงานให้พวกเขามาก ๆ จนกระทบกับความสัมพันธ์ของเราด้วย ความคิดของพี่ ๆ ก็คือช่วงนี้แฟนเราเป็นอะไรรึเปล่า ทำให้บริษัทเสียเงินตลอด ไม่เสียค่าอะไรเลย แต่ก็ยังได้เงินเดือนอยู่ แล้วสถานการณ์ล่าสุดก็คือ แฟนเราไปเปิดบัตรเครดิตและจะให้พี่บีเอาไปใช้หมุนเวียนในบริษัท ซึ่งเราก็บอกแฟนไปว่าไม่โอเคที่ทำแบบนั้น เราไม่รู้ว่าเราใจแคบไปไหม แต่ปัญหาในบริษัทเรารับรู้หมด เราอยากรู้ว่าควรจะคุยกับแฟนยังไง และมั่นใจว่าแฟนจะเจอปัญหาใหญ่ถ้าเลือกทำแบบนี้ต่อไป ประวัติทั้งสามคนก็สนิทกันตั้งแต่เด็ก สมัยอนุบาลเลย ขอบคุณที่อ่านจบค่ะ - ปัญหาใหญ่ของเรื่องนี้ก็คือ บริหารเงินกันไม่เป็นเลย แบบต้องมาทบทวนการเงินใหม่ทั้งหมด แถมการเพิ่มทุนทุกเดือนก็ไม่สมควรด้วย - การจะทำงานเป็นทีมจำเป็นจะต้องจัดบทบาทที่เราถนัด และมีความสามารถในจุดนั้นจริง เหมือนว่า CFO ไม่ได้รู้เรื่องการเงินเลย - พื้นฐานการจ่ายภาษีรายได้ที่พึงมี เป็นหน้าที่ของผู้ที่มีเงินได้ตามกำหนดทุกคนตามกฎหมาย ไม่มีเหตุผลที่ไม่อยากจ่ายภาษี - แถมการจะเอาเงินหมุนจากบัตรเครดิตเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำอย่างยิ่ง เพราะดอกเบี้ยจ่ายสูงถึง 16% หากผิดนัดชำระก็เพิ่มขึ้นไปอีก  - ทั้งนี้ ปัญหานี้รอวันสุกงอมอยู่แล้ว ไม่ต้องทำอะไร เพราะคนรับฟังได้แค่การรับฟัง อยากให้เคสนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่า เรื่องบางเรื่องดูไว้แต่อย่าทำตามพอ
ข้อความโพสต์จาก Morgan Housel ได้เขียนข้อความไว้ว่า "พันธบัตร Austrian อายุ 100 ปีที่เริ่มขายตั้งแต่ปี 2020 ตอนนี้ราคาร่วงกว่า -75% โดยหลักแล้วมันคือหุ้นมีม" - เมื่อเราลงทุนกับสินทรัพย์อะไร ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้ หรือตราสารทุน รวมไปถึงสินทรัพย์อื่น ๆ เราก็ต้องรับความเสี่ยงให้ได้ - ตราสารหนี้ก็คือเรามีบทบาทเป็นเจ้าหนี้ ที่ถือครองพันธบัตรนั้น ๆ แล้วส่วนใหญ่พันธบัตรจะมีอายุตามหน้าตั๋วที่เราถือครอง - ดอกเบี้ยนโยบายที่ขึ้น ทำให้ตราสารหนี้มีความผันผวนเพราะมันคือ fixed rate หน้าตั๋วอยู่แล้ว ถ้าดอกเบี้ยสูงแล้วตั๋วเราต่ำมันก็จะกดผลตอบแทนรวมไป - อัตราเร่งของการร่วงลงของราคาตราสารหนี้ส่วนใหญ่ก็คือ สภาวะเศรษฐกิจมวลรวม เมื่อภาวะมันอึมครึม การลงทุนแบบมั่นคงอาจจะดีกว่าในระยะยาว - ดังนั้น การที่เราจะถือครองสินทรัพย์ใด เราจำเป็นจะต้องศึกษาเศรษฐศาสตร์มหภาคให้ดี ๆ เพราะแต่ละจังหวะลงทุนต่างกัน
หนังสือ The Diary of a CEO: The 33 Laws of Business and Life ของ Steven Bartlett - หนังสือของเจ้าพ่อพอดแคสต์ The Diary of a CEO - การสัมภาษณ์ที่ทรงคุณค่านั่นก็คือการสนทนา ที่เปี่ยมไปด้วยสาระประโยชน์มากมาย - ชีวิตเป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้กันอยู่เนือง ๆ อย่าเพิกเฉยต่อชีวิตเด็ดขาด - การงาน การเงิน และความสัมพันธ์ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่จะสมบูรณ์พร้อม - สิ่งที่เราจะประสบความสำเร็จในชีวิตไม่ใช่เราได้รับอะไร แต่เราเริ่มมอบอะไรให้กับผู้คนมากกว่า
มีคนมาปรึกษาว่า เรื่องประมาณว่าหนูไม่กล้าเปิดใจกับใคร เพราะคนล่าสุดทำกับหนูจนไม่กล้ารักใครอีกแล้วค่ะ ฝากด้วยนะคะ - การเปิดใจไม่สามารถให้ใครทำแทนเราได้ เราต้องทำด้วยตัวของเราเอง - ลองดู ลองทำมันดู ลองเริ่มต้นใหม่บ้าง อะไรที่ไม่เคยก็ลองดูแค่นั้นเลย - ไม่มีใครทำให้เรากลัวที่จะเริ่มต้นใหม่ได้จริง ๆ อย่าโทษคนอื่น จงสำรวจตัวเองก่อน - ถ้าเรากลัวความผิดหวัง ชีวิตเราจะเศร้าสร้อยไปทั้งชีวิต ลุกขึ้นสู้กับความเป็นจริงแล้วเราจะมีความสุขเอง - ทั้งนี้ ชีวิตไม่ใช่ว่าเจอสิ่งที่ดีแล้วเราจะกล้า หรือว่ารอให้สมหวังในความรักก่อนจึงจะกล้ารัก แล้วมันจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะสมหวังก่อนกล้าที่จะรัก
ข้อความโพสต์จาก Morgan Housel ได้เขียนข้อความไว้ว่า "ทุกอย่างของการลงทุนนั้นคือ พฤติกรรม จิตใจ สังคม และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว การลงทุนที่ผิดพลาดมักจะไม่ได้เกิดเพราะนักลงทุนไม่ได้เข้าใจการเงินอย่างถ่องแท้ แต่มันเกิดจากสิ่งที่เขาเหล่านั้นเข้าใจเพียงแค่การเงินก็เท่านั้นเอง" - ไม่ใช่ว่านักลงทุนที่ดีเยี่ยมจะมีแค่วิชาการเงิน แต่เขามีวิชามากกว่านั้นเยอะ - พอร์ตการลงทุนจะเป็นตัวการันตีว่าเราสามารถทำได้มากน้อยเพียงใด มันขึ้นอยู่กับทักษะและจังหวะ - เหมือนว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของการลงทุนก็คือ เราคิดว่าการบริหารการเงินคือทุกสิ่ง แต่มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งก็เท่านั้น - ทุกส่วนประกอบจะมาเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการตัดสินใจ และเลือกสินทรัพย์ลงทุน ซึ่งมันอยู่ที่ประสบการณ์ของเราด้วย - วิชาที่เราควรเข้าใจที่มีผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนก็คือ วิชาชีวิต เราต้องตระหนักรู้ถึงความแตกต่างระหว่างมีวิชานี้กับไม่มี
หนังสือ Purple Cow: Transform Your Business by Being Remarkable ของ Seth Godin - ธุรกิจคุณเป็นวัวสีม่วงรึเปล่า มันคือสิ่งที่ทลายกำแพงวัวสีขาวดำออกไปกลายเป็นสีม่วงที่แตกต่าง - คนที่ใช่จะต้องอยู่ในจุดที่ใช่ด้วย เมื่อสองสิ่งมาเรียงตรงกันมันจึงเกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นได้ - หาทีมที่ใช่ เราจะได้เป็นธุรกิจที่เป็นวัวสีม่วง ซึ่งในความเป็นจริงไม่จำเป็นต้องเป็นสีอะไร ขอแค่แตกต่างอย่างลงตัวพอ - การตลาดในอนาคตก็คือการแย่งชิงชิ้นเค้กกัน แล้วแน่นอนว่าชิ้นเค้กจะอยู่ที่ตลาดที่เราเข้าไปเล่น - ไม่มีอะไรที่จะขวางกั้นข้อมูลที่รั่วไหลได้ การจะทำให้มันแพร่หลายได้นั้นไม่ยาก แต่ส่วนใหญ่จะจบลงไปภายในไม่กี่วัน
loading
Comments 
loading