Discover
Friendtalkative Podcast
1740 Episodes
Reverse
มีคนมาปรึกษาว่า ขอวิธีรับมือกับลูกชายอยู่ช่วงวัยรุ่น อายุ 15 ปี และแม่ก็คือตัวเราเองในวัยที่หมดประจำเดือน อายุ 51 ปีหน่อยค่ะ พยายามรับมือเองแล้ว แต่เหนื่อยมาก
- เมื่อเราตัดสินใจมีลูกช้าหน่อยนั่นก็แปลว่า เราเริ่มมีลูกตอนอายุ 36 ปีอาจจะช้าไปก็ได้หรือพอดีก็ได้
- เหนื่อยกับการเลี้ยงลูกก็ยังดีกว่าเหนื่อยกับการที่เราไม่ได้ทำอะไรให้มันสร้างสรรค์เลย
- เมื่อลูกชายอายุ 15 ปีกำลังอยู่ในช่วงขวานผ่าซาก หรือว่าเขาเริ่มกำลังจะเป็นวัยรุ่นตอนต้นนั่นเอง
- ให้โอกาส ให้พื้นที่ และรับฟังความคิดเห็นของเขาหน่อย เราเหนื่อยเพราะเรากำลังคิดว่าเรากำลังเลี้ยงลูก แต่ลูกเขาเริ่มโตแล้วมากกว่า
- ทั้งนี้ เด็กแต่ละคนแตกต่างกัน เราไม่จำเป็นจะต้องไปคิดแทนเขาทุกเรื่อง ปล่อยให้เขาตัดสินใจ และฝึกสังเกตการตัดสินใจร่วมกันด้วย
ข้อความโพสต์จาก Mark Manson ได้เขียนข้อความไว้ว่า "แค่กับการที่ว่าเรารู้สึกดีกับบางสิ่ง นั่นไม่ได้หมายความว่ามันเป็นสิ่งที่ดีต่อชีวิตจริง และแค่กับการที่ว่าเราชอบใครสักคน นั่นก็ไม่ได้หมายถึงว่าเขาจะดีกับคุณเสมอ"
- อย่าเอาคำว่าแค่รู้สึกดีเป็นมาตรวัดกับการตัดสินใจใหญ่ ๆ ในชีวิตเด็ดขาด
- บางทีมันมาเป็นตัวหลอกล่อเรา ให้เราติดกับดักของชีวิตว่า เราต้องเลือกมันเพราะเหตุผลที่ไม่ค่อยดี
- รับรู้ให้ได้ว่า การเรียนรู้เรื่องการรู้จักตัวเองเป็นทั้งหมดของชีวิต ถึงแม้ว่ามันจะไม่มีใครสอนเรามากเท่าไหร่ แต่มันสำคัญ
- หากว่าปัญหาของเราในวันนี้ก็คือ เราชอบและไม่ชอบใครเต็มไปหมดเลยในชีวิต ก็ให้ปรับมุมมองว่าเขาไม่ดีหรือดีอย่างนั้นจริงไหม
- ทั้งนี้ ทุกคนมีความเห็นต่อเรื่อง ๆ หนึ่งได้เสมอ แต่ไม่ใช่การออกความเห็นทำได้ทุกจังหวะเวลา เนื่องจากมันจะมีช่วงเวลาที่ให้ออกความเห็นและไม่ให้ออก
หนังสือ A Pragmatist’s Guide to Leveraged Finance: Credit Analysis for Below-Investment-Grade Bonds and Loans ของ Robert S. Kricheff
- การใช้เครื่องทุ่นแรงหรือว่าการกู้ยืมเงินเพื่อการลงทุนนั้น เปรียบเสมือนเพิ่มเงินทุนเป็น 2 เท่าหรือมากกว่านั้น
- วิธีในการตรวจสอบว่าบริษัทไหนมั่นคง เราอาจจะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า อัตราการกู้ยืมต่อผู้ถือหุ้นหรือว่าต่อสินทรัพย์
- แต่แล้วการที่จะวิเคราะห์ว่า บริษัททางการเงินมีเงินกู้เยอะ แล้วปล่อยกู้เยอะกว่าในบางช่วงเวลานั้น อาจจะไม่ใช่สัญญาณอันตราย
- ระมัดระวังการเติบโตด้วยเครื่องทุ่นแรงที่เกินกว่า 100% เช่นมีเงิน 1 ล้าน แต่ใช้วงเงินกู้เต็มจำนวนเกินกว่า 1 ล้านมากเกินไป
- ทั้งนี้ บางช่วงเวลาเราได้ตัวช่วยให้ไปถึงเป้าหมายทางการเงินได้ไว แต่บางช่วงเราอาจจะสูญเสียและทำให้เวลาถูกถ่างออกไปด้วย จังหวะคือทุกสิ่ง
มีคนมาปรึกษาว่า สวัสดีค่ะ เรื่องมีอยู่ว่าแฟนเรากับเพื่อน 2 คน จัดตั้งบริษัทเล็ก ๆ ขึ้นมา เป็นบริษัทฟรีแลนซ์ ทุกคนมีงานประจำอยู่แล้ว แต่แฟนเราก็มีชื่อเป็นกรรมการ ส่วนอีกคนเป็น CEO จัดการทุกอย่าง แต่ละคนมีหน้าที่ดังนี้ค่ะ 1. คนที่เป็น CEO ไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานในช่วงแรก มีหน้าที่แค่จ่ายเงินเข้าบริษัทให้มีเงินหมุนคล่องขึ้น แทนชื่อว่าพี่ เอ 2. คนนี้เป็นคนจัดการทุกอย่างตั้งแต่จัดตั้งบริษัท และในการเปิดครั้งนี้เพราะต้องการลดค่าใช้จ่ายเรื่องภาษีของตัวเอง หาเงินมาใช้หนี้ในส่วนของตัวเอง จึงได้ไปขอทุนจากพี่เอในการทำงานครั้งนี้ แทนชื่อว่าพี่ บี และ 3. แฟนเรามีหน้าที่หลัก ๆ คือ CFO และจัดการปัญหาทุกอย่างที่พี่บีไม่สะดวกทำ เรื่องคือเปิดบริษัทมาจะ 2 ปีแล้ว มักจะมีปัญหาเดิม ๆ ไม่ได้รับการแก้ไขใด ๆ ก็คือ 1. หมุนเงินไม่ทันในบริษัท เพราะพี่บีไม่ชี้แจงการเงิน ว่าเอากำไรจากที่ได้มาไปทำอะไรบ้าง ทำไมไม่เหลือติดบัญชีไว้จ่ายภาษีเลย ทั้งที่พี่เอ ก็เติมเงินมาตลอด เดือนละเป็นล้านแต่ไม่ว่าจะเติมเท่าไหร่พอสิ้นเดือน ตัวเลขก็ยังติดลบอยู่ดี ทั้งที่คำนวณแล้วว่ามันต้องมีกำไรในบรรทัดสุดท้ายแน่นอน จนล่าสุด 6 เดือนมานี้พี่เอเข้ามามีบทบาทที่จะมาช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ จนให้คำชี้ขาดว่าถ้าถึงกำหนดครบแล้วถ้าปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข เขาจะขอถอนตัวจากบริษัท แล้วเหมือนปัญหาหลักก็คือไม่อยากจ่ายภาษีแค่นั้นเลย 2. ทุกครั้งที่พี่บีพาฟรีแลนซ์คนอื่นเข้ามา ก็มักจะมีปัญหาตามมา เพราะเขาเข้ามาทำงานแล้วไม่โอเค ให้แฟนเราเข้าไปคุยว่าไม่โอเคที่จะจ้างต่อ ซึ่งแฟนเราก็เตือนตลอดเวลาจะรับใครเข้าทำงาน และ 3. พี่เอกับพี่บี มักจะโทษแฟนเราว่าทำงานไม่คุ้มเงินเดือน เขาทั้ง 2 เป็นคนมาคุยกับเราเอง มาถามเราถึงทราบเรื่องว่าทุกคนคิดยังไงกับแฟนเรา ทั้งที่ความจริงแฟนเราทุ่มเทกับงานให้พวกเขามาก ๆ จนกระทบกับความสัมพันธ์ของเราด้วย ความคิดของพี่ ๆ ก็คือช่วงนี้แฟนเราเป็นอะไรรึเปล่า ทำให้บริษัทเสียเงินตลอด ไม่เสียค่าอะไรเลย แต่ก็ยังได้เงินเดือนอยู่ แล้วสถานการณ์ล่าสุดก็คือ แฟนเราไปเปิดบัตรเครดิตและจะให้พี่บีเอาไปใช้หมุนเวียนในบริษัท ซึ่งเราก็บอกแฟนไปว่าไม่โอเคที่ทำแบบนั้น เราไม่รู้ว่าเราใจแคบไปไหม แต่ปัญหาในบริษัทเรารับรู้หมด เราอยากรู้ว่าควรจะคุยกับแฟนยังไง และมั่นใจว่าแฟนจะเจอปัญหาใหญ่ถ้าเลือกทำแบบนี้ต่อไป ประวัติทั้งสามคนก็สนิทกันตั้งแต่เด็ก สมัยอนุบาลเลย ขอบคุณที่อ่านจบค่ะ
- ปัญหาใหญ่ของเรื่องนี้ก็คือ บริหารเงินกันไม่เป็นเลย แบบต้องมาทบทวนการเงินใหม่ทั้งหมด แถมการเพิ่มทุนทุกเดือนก็ไม่สมควรด้วย
- การจะทำงานเป็นทีมจำเป็นจะต้องจัดบทบาทที่เราถนัด และมีความสามารถในจุดนั้นจริง เหมือนว่า CFO ไม่ได้รู้เรื่องการเงินเลย
- พื้นฐานการจ่ายภาษีรายได้ที่พึงมี เป็นหน้าที่ของผู้ที่มีเงินได้ตามกำหนดทุกคนตามกฎหมาย ไม่มีเหตุผลที่ไม่อยากจ่ายภาษี
- แถมการจะเอาเงินหมุนจากบัตรเครดิตเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำอย่างยิ่ง เพราะดอกเบี้ยจ่ายสูงถึง 16% หากผิดนัดชำระก็เพิ่มขึ้นไปอีก
- ทั้งนี้ ปัญหานี้รอวันสุกงอมอยู่แล้ว ไม่ต้องทำอะไร เพราะคนรับฟังได้แค่การรับฟัง อยากให้เคสนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่า เรื่องบางเรื่องดูไว้แต่อย่าทำตามพอ
ข้อความโพสต์จาก Morgan Housel ได้เขียนข้อความไว้ว่า "พันธบัตร Austrian อายุ 100 ปีที่เริ่มขายตั้งแต่ปี 2020 ตอนนี้ราคาร่วงกว่า -75% โดยหลักแล้วมันคือหุ้นมีม"
- เมื่อเราลงทุนกับสินทรัพย์อะไร ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้ หรือตราสารทุน รวมไปถึงสินทรัพย์อื่น ๆ เราก็ต้องรับความเสี่ยงให้ได้
- ตราสารหนี้ก็คือเรามีบทบาทเป็นเจ้าหนี้ ที่ถือครองพันธบัตรนั้น ๆ แล้วส่วนใหญ่พันธบัตรจะมีอายุตามหน้าตั๋วที่เราถือครอง
- ดอกเบี้ยนโยบายที่ขึ้น ทำให้ตราสารหนี้มีความผันผวนเพราะมันคือ fixed rate หน้าตั๋วอยู่แล้ว ถ้าดอกเบี้ยสูงแล้วตั๋วเราต่ำมันก็จะกดผลตอบแทนรวมไป
- อัตราเร่งของการร่วงลงของราคาตราสารหนี้ส่วนใหญ่ก็คือ สภาวะเศรษฐกิจมวลรวม เมื่อภาวะมันอึมครึม การลงทุนแบบมั่นคงอาจจะดีกว่าในระยะยาว
- ดังนั้น การที่เราจะถือครองสินทรัพย์ใด เราจำเป็นจะต้องศึกษาเศรษฐศาสตร์มหภาคให้ดี ๆ เพราะแต่ละจังหวะลงทุนต่างกัน
หนังสือ The Diary of a CEO: The 33 Laws of Business and Life ของ Steven Bartlett
- หนังสือของเจ้าพ่อพอดแคสต์ The Diary of a CEO
- การสัมภาษณ์ที่ทรงคุณค่านั่นก็คือการสนทนา ที่เปี่ยมไปด้วยสาระประโยชน์มากมาย
- ชีวิตเป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้กันอยู่เนือง ๆ อย่าเพิกเฉยต่อชีวิตเด็ดขาด
- การงาน การเงิน และความสัมพันธ์ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่จะสมบูรณ์พร้อม
- สิ่งที่เราจะประสบความสำเร็จในชีวิตไม่ใช่เราได้รับอะไร แต่เราเริ่มมอบอะไรให้กับผู้คนมากกว่า
มีคนมาปรึกษาว่า เรื่องประมาณว่าหนูไม่กล้าเปิดใจกับใคร เพราะคนล่าสุดทำกับหนูจนไม่กล้ารักใครอีกแล้วค่ะ ฝากด้วยนะคะ
- การเปิดใจไม่สามารถให้ใครทำแทนเราได้ เราต้องทำด้วยตัวของเราเอง
- ลองดู ลองทำมันดู ลองเริ่มต้นใหม่บ้าง อะไรที่ไม่เคยก็ลองดูแค่นั้นเลย
- ไม่มีใครทำให้เรากลัวที่จะเริ่มต้นใหม่ได้จริง ๆ อย่าโทษคนอื่น จงสำรวจตัวเองก่อน
- ถ้าเรากลัวความผิดหวัง ชีวิตเราจะเศร้าสร้อยไปทั้งชีวิต ลุกขึ้นสู้กับความเป็นจริงแล้วเราจะมีความสุขเอง
- ทั้งนี้ ชีวิตไม่ใช่ว่าเจอสิ่งที่ดีแล้วเราจะกล้า หรือว่ารอให้สมหวังในความรักก่อนจึงจะกล้ารัก แล้วมันจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะสมหวังก่อนกล้าที่จะรัก
ข้อความโพสต์จาก Morgan Housel ได้เขียนข้อความไว้ว่า "ทุกอย่างของการลงทุนนั้นคือ พฤติกรรม จิตใจ สังคม และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว การลงทุนที่ผิดพลาดมักจะไม่ได้เกิดเพราะนักลงทุนไม่ได้เข้าใจการเงินอย่างถ่องแท้ แต่มันเกิดจากสิ่งที่เขาเหล่านั้นเข้าใจเพียงแค่การเงินก็เท่านั้นเอง"
- ไม่ใช่ว่านักลงทุนที่ดีเยี่ยมจะมีแค่วิชาการเงิน แต่เขามีวิชามากกว่านั้นเยอะ
- พอร์ตการลงทุนจะเป็นตัวการันตีว่าเราสามารถทำได้มากน้อยเพียงใด มันขึ้นอยู่กับทักษะและจังหวะ
- เหมือนว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของการลงทุนก็คือ เราคิดว่าการบริหารการเงินคือทุกสิ่ง แต่มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งก็เท่านั้น
- ทุกส่วนประกอบจะมาเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการตัดสินใจ และเลือกสินทรัพย์ลงทุน ซึ่งมันอยู่ที่ประสบการณ์ของเราด้วย
- วิชาที่เราควรเข้าใจที่มีผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนก็คือ วิชาชีวิต เราต้องตระหนักรู้ถึงความแตกต่างระหว่างมีวิชานี้กับไม่มี
หนังสือ Purple Cow: Transform Your Business by Being Remarkable ของ Seth Godin
- ธุรกิจคุณเป็นวัวสีม่วงรึเปล่า มันคือสิ่งที่ทลายกำแพงวัวสีขาวดำออกไปกลายเป็นสีม่วงที่แตกต่าง
- คนที่ใช่จะต้องอยู่ในจุดที่ใช่ด้วย เมื่อสองสิ่งมาเรียงตรงกันมันจึงเกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นได้
- หาทีมที่ใช่ เราจะได้เป็นธุรกิจที่เป็นวัวสีม่วง ซึ่งในความเป็นจริงไม่จำเป็นต้องเป็นสีอะไร ขอแค่แตกต่างอย่างลงตัวพอ
- การตลาดในอนาคตก็คือการแย่งชิงชิ้นเค้กกัน แล้วแน่นอนว่าชิ้นเค้กจะอยู่ที่ตลาดที่เราเข้าไปเล่น
- ไม่มีอะไรที่จะขวางกั้นข้อมูลที่รั่วไหลได้ การจะทำให้มันแพร่หลายได้นั้นไม่ยาก แต่ส่วนใหญ่จะจบลงไปภายในไม่กี่วัน
มีคนมาปรึกษาว่า สวัสดีค่ะ คือหนูเลิกคบกับเพื่อนคนนึงมาสักพักแล้ว หนูถามเหตุผลนะคะว่าทำไมถึงเลิกคบกับหนูไป หนูทำอะไรไม่ดีหรือเปล่าบอกได้ไหม หนูจะได้ปรับปรุงตัว แต่เขาก็ไม่ยอมบอกเหตุผล ที่แยกออกไปเขาบอกเรื่องมันผ่านมาแล้วไม่อยากพูดถึงอีก ส่วนตัวหนูก็ไม่อยากไปคาดคั้นเขาแล้วเพราะหนูก็ไม่รู้อยู่ดีว่าทำอะไรผิดถึงโดนแบบนี้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วหนูแทบไม่ได้สนิทกับคนที่เลิกคบไปค่ะ จะสนิทกับอีกคนนึงมากกว่า แต่คนที่เลิกคบกับหนูไปก็ไปบอกกับเพื่อนอีกคนว่า ไม่สนิทใจกับหนู ถ้าจะให้หนูมาด้วยเขาไม่พร้อมจริง ๆ ซึ่งเขาก็ชอบไปพูดกับเพื่อนคนอื่น ๆ ค่ะ แล้วเพื่อนคนอื่นก็เลยลำบากใจที่จะชวนหนูไปด้วย หนูเลยอยากปรึกษาว่าควรทำยังไงดีคะ หนูปล่อยเรื่องนี้มาพักใหญ่ แล้วหนูก็ไม่เคยคิดเรื่องเขาเลยค่ะ แต่เขาก็ชอบเอาเรื่องหนูไปพูด จนไม่รู้จะทำยังไงแล้ว เขาแยกไปอยู่กับกลุ่มเพื่อนอีกกลุ่มนึง แต่เวลาจะไปเที่ยวก็มักจะชวนเพื่อนหนูไปกับกลุ่มใหม่เขาด้วย หนูจะรู้สึกนอยด์เวลาเพื่อนหนูไปด้วย แต่เพื่อนในห้องก็มีมาถามว่า ทำไมเป็นอะไรกัน หนูก็เลยไม่รู้จะตอบยังไงก็เลยตอบแค่ว่า แยกออกไปเฉย ๆ ไม่มีอะไร พักหลังโดนถามบ่อยครั้งเข้าก็เลยไม่ไหวแล้วค่ะ จะจัดการกับเพื่อนหรือเรื่องนี้ยังไงดีคะ
- เพื่อนที่ดีจะบอกว่าเราผิดอะไร เขาถึงมีท่าทีที่เปลี่ยนไป แต่เพื่อนที่ไม่ดีจะทำตรงกันข้าม
- นี่คือสังคม สังคมไม่ได้บอกเราเสมอว่าเราจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไร ให้สังเกต เพราะการสังเกตคือทุกสิ่ง
- หากว่ามีเพื่อนคนนึงกำลังพูดโน้มน้าวให้เพื่อนอีกคนนึงเปลี่ยนใจ ไม่ว่าจะจากอะไร แล้วมีผลกระทบต่อเราโดยตรงนั่นเป็นสัญญาณที่ไม่ดี
- จับสัญญาณให้ดี ๆ ทุก ๆ เทอม และทุก ๆ ปี เราอาจจะได้ย้ายห้อง เปลี่ยนกลุ่มเพื่อนหรือว่าย้ายโรงเรียน ไม่ว่าอะไรก็ตามสัญญาณการเปลี่ยนแปลงย่อมชัดเจน
- บางคนอาจจะอิจฉา หมั่นไส้ ไม่ชอบหน้า เคมีไม่ตรงกันบลา ๆ รวมถึงอะไรก็ตามแต่ ขอให้เราตระหนักว่าคนไม่ชอบเรา เราก็ไม่ดีในสายตาเขาอยู่ดี สำรวจตัวเองพอประมาณ
ข้อความโพสต์จาก Morgan Housel ได้เขียนข้อความไว้ว่า "พวกเราสร้างโฆษณาเพื่อให้ผู้คนได้อ่านมัน แต่คุณไม่สามารถรักษาจิตวิญญาณของผู้ที่ปราศจากจิตวิญญาณไว้ได้เลย - David Ogilvy"
- มันเป็นข้อความที่ดี ที่จะนำไปใช้ทุก ๆ การสื่อสารได้ทั้งหมดเลย
- ปัญหาใหญ่ของการโฆษณาก็คือ เราต้องให้ผู้คนเชื่อในสิ่งที่เราส่งข้อความไปด้วย
- ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่จะรับสารตรงกับสารที่สื่อไป เพราะทุกการสื่อสารมันย่อมคลาดเคลื่อนเป็นเรื่องธรรมดา
- นักสื่อสารทุกคนจึงจำเป็นจะต้องสอบทาน ตรวจสอบ และพยายามหาทางออกว่า คนใดที่ต่อให้สื่อสารแค่ไหนก็ไม่ได้ผลเลย
- ทั้งนี้ คนที่ไม่มีจิตวิญญาณที่จะต้องการอะไร ต่อให้เราเสนออะไรไปเขาก็ปฏิเสธทั้งหมดนั้น เป็นเรื่องปกติสามัญอยู่แล้ว
หนังสือ สงครามที่ไม่มีวันชนะ ของ ชัชพล เกียรติขจรธาดา
- เชื้อโรคเป็นสิ่งที่เราเรียนรู้กันว่า มันเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่แล้วบางมุมก็ย่อมดีได้
- การใช้ประโยชน์จากโรคภัย ก็จะทำให้สามารถสร้างวัคซีน ช่วยเหลือชาวโลกได้จริง
- ถ้าไม่มีแพทย์นักวิจัย เราก็จะไม่มีตัวช่วยเหลือยามยาก เวลาเราประสบกับเชื้อมหันตภัย
- แม้กระทั่งการล้างมือ ก็อาจจะเพิ่งเริ่มต้นขึ้นมาไม่นาน แถมมันสามารถลดการติดเชื้อได้เยอะขึ้นมหาศาล
- ความสะอาดจึงเป็นของคู่โลก แต่มันไม่ใช่สิ่งที่สาธารณะเลย ทุกวันนี้ยังมีคนเสียชีวิตจากเชื้อโรคอยู่เสมอ
มีคนมาปรึกษาว่า สวัสดีค่ะ ตอนนี้หนูเลิกกับแฟนที่คบกันได้ 3 ปีกว่า ตอนนี้เลิกกันมาได้ 3 เดือนแล้วค่ะ แต่หนูยังรู้สึกว่ายังออกจากวังวนนี้ไปไม่ได้ พยายามทุกวัน คุยกับเพื่อนบ้าง เพื่อนก็ชอบด่าเราแรง ๆ เลยเลือกที่จะเก็บไว้คนเดียว ยังติดต่อกับแฟนเก่าอยู่บ้าง เพราะเหมือนเขาเป็นเพื่อนและครอบครัว หนูรู้สึกทรมานทุกวัน ที่มีเวลาว่างเยอะ ๆ เหมือนไม่รู้จะออกไปไหน จะหาอะไรมาช่วยเยียวยาได้บ้างคะ รบกวนขอคำแนะนำหน่อยค่ะ
- ความเหงากับความรักแยกให้ออกก่อนเลย ถ้าแยกไม่ออกปัญหาใหญ่จะตามมา
- คิดจะตัดอะไร ต้องตัดให้ขาด พอตัดไม่ขาดมันก็จะยืดเยื้อยาวนาน เรื้อรังแบบนี้ต่อไป
- สังเกตใจของเราให้ดีว่า เราต้องการอะไรระหว่าง หากิจกรรมทำยามเบื่อหรือว่าเราต้องการแฟนเก่าจริง
- เพื่อนชอบด่าเราแรง ๆ แล้วเราคิดอะไรได้บ้างไหม หรือว่าแค่รู้สึกเจ็บปวดที่ด่าเท่านั้น เพราะบางคำมันมีส่วนที่ทำให้เราได้ฉุกคิด
- ทุกกิจกรรมมันพอช่วยได้บ้าง แต่การตัดใจไม่ยุ่งกันไปก่อนน่าจะดีที่สุด แฟนเก่าเป็นของแสลงของจิตใจที่ผูกพัน ไม่ควรยุ่งเกี่ยวจะดีสุด
ข้อความโพสต์จาก Morgan Housel ได้เขียนข้อความไว้ว่า "ทุกอดีตของตลาดที่ร่วงลงไป คล้ายกันกับโอกาสที่ดี และทุก ๆ อนาคตที่ลดต่ำลงไปก็คล้ายกันกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น"
- อดีตคือโอกาส อนาคตคือความเสี่ยง แปลว่าวันนี้ของอนาคต คืออดีตทันที
- การลงทุนคือความเสี่ยง หากเราไม่สามารถวัดมวลของระยะเวลาได้
- บางทีอาจจะแปลว่า เราควรจะต้องนึกถึงอนาคตให้มากที่สุด เพราะอนาคตเป็นสิ่งที่เราไม่รู้ว่าวันนี้จะเกิดอะไรขึ้น
- แต่การมองย้อนกลับมา มันก็เหมือนตัวลวงเราว่า วันนั้นเราน่าจะลงทุนมากกว่านี้หรือว่าควรจะเข้าไปช้อนซื้อบ้างก็ยังดี
- ทั้งนี้ เรื่องของเวลาเป็นเรื่องที่เราไม่สามารถจะกำหนดมันได้ อย่าลืมว่าเวลาเป็นอนันต์ไม่มีจุดเริ่มต้น หรือจุดจบที่แท้จริง
หนังสือ The Having: The Secret Art of Feeling and Growing Rich ของ Suh Yoon Lee and Jooyun Hong
- ความลับของความมั่งมีคือสิ่งใด ทำไมคนส่วนน้อยประมาณ 1% ถึงมีสินทรัพย์ 99% ของคนทั้งโลก
- คนที่มีทัศนคติของความมั่งมีเท่านั้น ที่จะได้มีสิ่งที่เขาเหล่านั้นปรารถนาได้
- กูรู หรือคนที่รู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างลุ่มลึกและลึกซึ้งอย่างยิ่งนั้น อาจจะเป็นเพียงแค่ไกด์นำทางให้กับเราเท่านั้น
- ตลาดของการเงินนั้นใหญ่มาก ๆ มันอยู่ที่ว่าเราอยากเข้าไปในตลาดไหน เพื่ออะไร และเพราะอะไรถึงเข้าไป
- การจะมีสิ่งของที่มีมูลค่าที่สูง อาจจะไม่เทียบเท่ากับคุณค่าที่สูงได้ นั่นจึงเป็นมาตรวัดทางสังคมที่อาจจะไม่มีวันบรรจบกัน
มีคนมาปรึกษาว่า ขอวิธีจัดการกับความรู้สึกตอนตกงานหน่อยค่ะ ตอนนี้ตกงานสมัครไว้หลายที่ยังไม่มีการเรียกคุยใด ๆ เลย ก็เลยทำงานรายวันไป เพื่อให้อยู่รอดไปพลาง ๆ แล้วช่วงนี้ก็รับงานไม่ได้มา 4-5 วันแล้วเงินเก่าก็ใกล้จะหมดลง หนี้สินก็ยังต้องใช้อยู่ ทางบ้านก็ต้องส่งไปให้เขาอีก ตอนนี้รู้สึกแอบกังวลและเคว้งมากเลยค่ะ จะจัดการกับความรู้สึกนี้ยังไงดีคะ
- การหางานใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ยังไงก็ท่องเอาไว้ว่าต้องรอด
- แต่ละคนจะมีพลังในการสู้ชีวิตต่างกัน จิตวิญญาณนักสู้จะทำให้เรารอดพ้นจากช่วงอุปสรรคไปได้
- ปัญหาใหญ่ของผู้คนก็คือไม่ได้รับรู้ว่า เราควรจะสำรองเงินสดไว้กี่เดือน อย่างน้อยที่ควรก็คือ 3-6 เดือนเป็นอย่างต่ำ
- ความรู้ทางการเงิน ทักษะทางการเงิน และการตระหนักรู้ทางการเงิน เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง มันขาดไปไม่ได้เลยในยุคทุนนิยม
- หลายครัวเรือนก็จึงประสบปัญหาการเงินอย่างไม่มีวันจบสิ้น ทั้งหนี้สินที่รุงรัง และการเงินที่ตึงมือ นั่นจึงเป็นเหตุให้เกิดหายนะทางการเงินได้
ข้อความโพสต์จาก Ryan Holiday ได้เขียนข้อความไว้ว่า "8 นิสัยที่จะช่วยสร้างให้ชีวิตดีขึ้นได้จริงคือ 1. วารสาร เตรียมพร้อมสำหรับขั้นตอนต่อไป 2. ออกไปเดิน 3. ทำงานที่ลุ่มลึก 4. ทำงานให้ละเอียดลออ 5. อ่าน อ่าน และอ่าน 6. ออกกำลังกายอย่างจริงจัง 7. เชื่อมโยงความสัมพันธ์เข้าด้วยกัน และ 8. ใคร่ครวญเกี่ยวกับความตาย (Memento Mori)"
- การอ่านจะช่วยให้เรามีข้อมูล และการเดินทำให้สมองนั้นหยุดทำงานชั่วขณะ
- ฝึกฝนที่จะทำอะไรให้ลุ่มลึกบ้าง อย่าให้มันตื้นเขินจนเกินไป เพราะมันสำคัญเวลาที่เราจะนำไปใช้
- ไม่เพิกเฉยต่อการออกกำลังกาย สิ่งเหล่านี้จะช่วยคุณได้อย่างแน่นอน อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้สดชื่น
- ความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดก็คือ การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีเอาไว้ ให้ยืนยาว ยั่งยืนเท่าที่ทำได้นั่นเอง
- สิ่งที่จะทำให้ความตายของเรามีความหมาย ก็คือการตระหนักว่าวันหนึ่งเราทุกคนต้องตายไม่มีใครหลีกเลี่ยงไปได้
หนังสือ How Not To Diet: The Groundbreaking Science of Healthy, Permanent Weight Loss ของ Michael Greger
- ยุคสมัยใหม่ของการลดน้ำหนักนั้นคืออะไร เรากำลังทำผิดพลาดอย่างมหันต์กันอยู่รึเปล่า
- หลักการง่าย ๆ ก็คือน้ำตาลไม่ใช่สิ่งที่ต้องควรลด แต่ต้องรู้ว่าร่างกายของเรากำจัดน้ำตาลได้ดีเยี่ยมไหมมากกว่า
- เหมือนว่าการทำ Fasting ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่เหมือนเดิม ไม่ใช่ว่าเรามองว่ามันเป็นเรื่องเก่า แต่ทำยังไงให้มันไฉไลกว่าเดิม
- การทานอาหารที่มีประโยชน์ก็ย่อมสำคัญกว่า เช่น น้ำตาลจากอาหารขยะก็ไม่เทียบเท่าน้ำตาลจากอาหารที่มีประโยชน์ เป็นต้น
- โจทย์เราก็คือ ใช้ชีวิตให้ยืนยาวด้วย แข็งแรงด้วย และก็สามารถมีความสุขไปพร้อมกันด้วย เป้าหมายหลักคือทำอย่างไรให้รักษาร่างกายที่แข็งแรงไปได้นานที่สุด
มีคนมาปรึกษาว่า สวัสดีค่ะ เรามีเรื่องอยากปรึกษาค่ะ ก่อนหน้านี้เรากับสามี เริ่มมีปัญหากันเรื่องเงิน การเงินสะดุดหนักมาก และเหมือนเขาจะคิดว่า เราคงไม่สามารถจัดการหนี้สินที่มีทั้งหมดได้ ซึ่งหนี้สินของเรากับสามีแยกกันนะคะ จากนั้นสามีก็ขนของเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ ซึ่งเป็นของส่วนตัวของเขากลับบ้านของเขาที่ต่างอำเภอกัน โดยเรายังอยู่บ้านเดิมที่เคยอยู่กับเขา แต่เขากลับเอาของไปหมดเลย จนเหลือแค่เสื้อผ้า และของใช้ส่วนตัวของเขาที่ไม่ได้จำเป็นในชีวิตประจำวันมากนัก เราก็เลยถามไปตรง ๆ ว่า จะเลิกกันเหรอ และคำตอบที่ได้คือไม่ได้จะเลิกกัน แต่คงต้องแยกกันอยู่ เพราะว่าถ้าอยู่ด้วยกันแบบนี้คงไม่มีเงินใช้ และจากการที่คุยกันวันนั้นก็โอเค เข้าใจกันด้วยดี ตอนนี้ก็เลยแยกกันอยู่กับสามีมา 2 เดือน ตลอดเวลาที่แยกกันอยู่ เขาก็จะมาหาเราในทุกวันหยุดของเรา และทุกวันเราก็จะวิดีโอคอลกันตลอด และมันก็รู้สึกว่า เราคิดถึงมากขึ้น รักกันมากกว่าเดิมอีก ซึ่งมันดีต่อใจมากค่ะ ที่เราแทบไม่ได้ทะเลาะกัน มันผิดกับตอนที่อยู่ด้วยกันมาก ๆ ตอนอยู่ด้วยกันคำว่ารัก คำว่าคิดถึงไม่เคยพูดกันเลย ทุกวันมีแต่เถียงกัน พูดไม่ดีใส่กัน แต่ตอนนี้ มันเป็นความรู้สึกเหมือนที่เราเพิ่งคบกันใหม่ ๆ เลยค่ะ เราโอเคที่แยกกันอยู่ แต่ลึก ๆ ก็อยากให้เขากลับมาอยู่กับเราเหมือนเดิม ซึ่งเรื่องหนี้สินที่เรามีเป็นหนี้ในระบบ ซึ่งเราอยู่ขั้นตอนของการจัดการหนี้สินขอผ่อนผันในจำนวนที่น้อยลง และตามกำลังที่ไหว และตอนนี้กำลังหาอย่างอื่นทำเพิ่ม เพื่อให้มีรายได้มากขึ้น แล้วเราจะจัดการความรู้สึกตัวเองยังไงดีคะ
- การแก้ปัญหามันมีหลายรูปแบบ แต่ยังไงแล้วก็ตามการเงินกับความสัมพันธ์ก็เกี่ยวโยงกันอยู่แล้ว
- หากว่าแยกกันอยู่แล้วสบายใจขึ้น การเงินดีขึ้นก็ลองแยกกันอยู่ไปก่อน แล้วมาหาคำตอบว่าเพราะอะไร
- บริหารเงิน บริหารความสัมพันธ์ และบริหารเสน่ห์ไปพร้อมกันด้วย บางทีปัญหาใหญ่อาจจะไม่ใช่เรื่องเงิน
- สัญญาณของความสัมพันธ์ที่บ่งชี้ว่าอยู่ไกลแล้วดีกว่าอยู่ใกล้ ก็อาจจะหมายถึงว่าเราไม่เหมาะที่จะอยู่ใกล้กันจริงก็ได้
- ทุกความสัมพันธ์มันอาจจะแสดงถึงความสามารถในการอยู่ร่วมกันได้ระดับนึง ต้องสังเกตกันเองว่าเราควรจะจัดวางตัวเองอยู่ตรงที่ใด
ข้อความโพสต์จาก Mark Manson ได้เขียนข้อความไว้ว่า "ไม่ต้องคำนึงถึงว่าอะไรที่คุณคิดหรือรู้สึก รวมไปถึงอะไรที่จะมันจะเกิดขึ้นจริงไหม คุณค่าที่แท้จริงของคุณจะสะท้อนมาจากสิ่งที่คุณตัดสินใจเลือกและการกระทำอยู่แล้วไม่ต้องห่วง"
- คำนึงถึงสิ่งที่คุณได้ตัดสินใจและได้กระทำไปจะดีที่สุด
- ไม่จำเป็นต้องไปคำนึงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว หรือยังไม่เกิดขึ้นให้มากนัก
- วางแผนเท่าที่วางได้ การมีแผนสำรองก็จำเป็นหากทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่เราคาดหวังเอาไว้
- ความรู้สึกมันเป็นเพียงแค่ตัวลวงเราเท่านั้น บางคนใช้ชีวิตตามกิเลสที่ตัวเองฟูมฟักมาเอง
- ไม่สำคัญว่าอะไรจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเรา สิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือสิ่งที่เรากำลังสร้างให้มันเกิดขึ้นในอนาคตมากกว่า























